Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
17 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 

O จากคำข้าว ถึง ภพชาติใหม่ .. ? O

จากอริยสัจจ์จากพระโอษฐ์

.................................................

ภิกษุ ท.!
ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ..
..ในอาหารคือคำข้าวก็ดี
..ในอาหารคือผัสสะก็ดี
..ในอาหารคือมโนสัญเจตนาก็ดี
..ในอาหารคือวิญญาณก็ดี
แล้วไซร้,

..วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในสิ่งนั้นๆ.
..วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น;
..การก้าวลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น ;
..ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น ;
..การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชราและมรณะต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น ;
..ชาติชราและมรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด , ..

ภิกษุ ท .!
เราเรียก "ที่"นั้นว่าเป็น "ที่ไม่โศก ไม่มีธุลี และไม่มีความคับแค้น" ดังนี้.


...................................


เมื่อพิจารณาข้อความที่เป็นพุทธวจนะให้ดีแล้ว เราสามารถเห็นได้ว่า ..

"ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา .." นี่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น
"ในอาหารคือคำข้าวก็ดี " นี่เป็นข้อความต่อมา ซึ่งทุกคนพบเห็นได้เองในชีวิตประจำวัน วันละ 3 เวลา คือ เวลาทานข้าว .. พุทธวจนะบทนี้ไม่ได้พูดถึงอะไรที่ใหญ่โต ลึกลับซับซ้อนแต่อย่างใด ..


ธรรมะแบบที่ชาวบ้านสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก
ไม่มีเรื่องหลักการที่ต้องเป็นนักธรรมถึงจะเข้าใจได้เลย
ไม่มีเรื่องภาษาสูงๆ ศัพท์แสงยากๆ ให้ต้องตีความกันลึกลับซับซ้อนแต่อย่างใด


"วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในสิ่งนั้นๆ.."
ถ้าไม่มีความอยากในแต่ละคำข้าว .. วิญญาณก็ตั้งภาวะขึ้นไม่ได้ .. วิญญาณนี้คือตัวรู้ ..

ย่อมไม่ใช่ วิญญาณล่องลอยหลังตายเข้าโลง แม้แต่น้อย


ทีนี้เมื่อ ..
"วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น"


วิญญาณคือตัวรู้ เป็นนามธรรม ไร้รูปให้มองเห็น วิญญาณตัวนี้เกิดจากคำข้าว จึงเป็น ชิวหาวิญญาณ คือเกิดจากลิ้นสัมผัสรส .. นี่ยิ่งไม่เกี่ยวกับวิญญาณล่องลอยหลอกหลอนคนเขลาเลย


นามรูปคืออะไร ?


(นามรูป - นามธรรมและรูปธรรม;

นามธรรม หมายถึง สิ่งที่ไม่มีรูป คือรู้ไม่ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่รู้ได้ด้วยใจ ได้แก่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ;

รูปธรรม หมายถึงสิ่งที่มีรูป สิ่งที่เป็นรูป ได้แก่รูปขันธ์ทั้งหมด)


"การก้าวลงแห่งนามรูป" .. หมายถึงอะไร ?
ก้าวลงที่ไหน ?

นี่คือคำถาม สำหรับเหล่าปัญญาชนได้ ใคร่ครวญ ขบคิดตาม


คนที่กำลังเคี้ยวข้าวในปาก .. จะมีรูปอื่นใดนอกจากร่างกายที่รู้สึก อร่อย อิ่ม หิว อีกเล่า
นามรูป จึงต้องหมายถึง ภาวะนามธรรมทั้ง 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เท่านั้น และเป็นภาวะนามธรรมที่ควบคุม กำกับ รูปธรรม คือร่างกายนี้เท่านั้น


นามรูป จึงเหลือความหมายเพียง ภาวะทางจิต ขณะกระทำการใดๆ (ในที่นี้คือเคี้ยวข้าวแต่ละคำ) .. ทางกายจะเริ่มต้นด้วยความหิว แล้ว รสชาติสัมผัสลิ้นต่างๆ จนอิ่ม


ทางใจ ย่อมเป็น
ความรับรู้ในรส วิญญาณ
ความรู้สึกพอใจในรส ความไม่พอใจในรส คือ เวทนา
ความจำได้ในรส คือ สัญญา
ความอยากได้รสชาติแบบอื่นๆ สังขาร


เมื่อ ภาวะนามธรรม อยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุมของ สติสัมปะชัญญะ ทุกขณะแล้ว นั่นคือการไม่มีเงื่อนไขเบื้องต้น


ทำให้ ..
"การก้าวลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น"


เมื่อ ..
สังขาร คือ อำนาจแห่งการปรุงแต่งในจิตของคนคนหนึ่ง


ทำให้
"ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น"


เมื่อ ..
ภพ - โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์, ภาวะชีวิตของสัตว์ มี ๓ คือ
๑.กามภพ ภพของผู้ยังเสวยกามคุณ
๒.รูปภพ ภพของผู้เข้าถึงรูปฌาณ
๓.อรูปภพ ภพของผู้เข้าถึงอรูปฌาณ


จากคำข้าวที่กำลังเคี้ยวอยู่ .. จนมาถึง ภพ คือ แดนเกิด
ตกลงแล้ว อะไรจะมาเกิด ขณะคนคนหนึ่งกำลังเคี้ยวคำข้าว ?
คนยังไม่ตาย แล้ว ภพใหม่ มาเกี่ยวอะไรด้วย ?


นี่แสดงชัดเจนถึงภาวะทางจิต อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง .. ว่า


ภาวะเกิดใหม่ เป็นภาวะทางอารมณ์เพียงอย่างเดียว ..
คือภาวะอันเนื่องมาจาก เวทนา ทั้งสิ้น .. ไม่เกี่ยวกับการตายเข้าโลง การเกิดจากท้องแม่แต่อย่างใด


เถรวาท .. ติดหล่มการเรียนรู้พุทธธรรมมาตั้งแต่ สมณะทูตสายที่ 8 คือ พระโสณะ นำเอาไตรปิฎกจากการสังคายนาครั้งที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณ พศ.300 มาใช้ ที่ควรศึกษาเรียนรู้ลงไปที่หลักพุทธธรรมโดยตรง ..แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น


กลับไปเรียนรู้แนวทางการตีความตาม คัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่เขียนโดยพระพุทธโฆษาจารย์ ราว พศ. 1500 และพระร่วงนำมาเผยแพร่ต่อผ่าน ไตรภูมิกถา ..


การเกิดจากท้องแม่
การตายเข้าโลง
วิญญาณล่องลอย
วิบากกรรมข้ามภพข้ามชาติ


จึงแนบแน่นจิตวิญญาณเถรวาท จนแกะไม่สิ้น ดิ้นไม่หลุด ..
ทั้งๆที่พุทธธรรม หาได้ต้องการสอนสิ่งที่ ..
.. รู้ด้วยตนเองไม่ได้ เป็นปัญหา อจินไตย
.. มีจริงหรือไม่ก็ไม่รู้
.. ไม่สามารถใช้หลักปัญญาพิจารณาใคร่ครวญได้เลย


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อภิธรรม" ที่พูดในสิ่งที่หรูหรา ลึกล้ำ พิสดารพันลึก ที่ต้องใช้จินตนาการดั้นด้นไปถ่ายเดียว ด้วยแล้ว .. ไม่มีประโยชน์แก่การฝึกจิตเอาเสียเลย


จาก คำข้าว จนถึง ภพชาติใหม่ ..
ไม่มีการตายเข้าโลง รวมทั้ง หญิงท้องแก่จะคลอดลูก มาคั่นเลยแม้แต่วินาทีเดียว



จริงไหม ?






 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2558
0 comments
Last Update : 17 พฤษภาคม 2558 18:43:34 น.
Counter : 1241 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.