Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 

O ลมหนาวร่ำ .. O







เพลง .. ลาวสองคอน
ชัยภัค ภัทรจินดา


O เคว้งคว้าง .. ปีกนกโผ-ร่อนโล้ลม
ใกล้สูรย์จมจากลับพร้อมสรรพเสียง
ปีกนก, รอบถวิล .. โบกบินเพียง-
จะรอเคียงโคมระยับ .. หล่นลับดวง
O เคลื่อนคล้อยผ่านปรากฏ .. ฟ้าจรดน้ำ
ลมเย็นย่ำ .. พลิ้วแผ่ว, เหมือนแววหวง-
ที่พลิ้วผ่านเนตรปลาบ .. ลงทาบทวง
เพื่อจะหน่วงเหนี่ยวหา .. แรงอาลัย
O สนธยา-เหลืองแดง .. แต้มแต่งสรวง
เมื่อกาลล่วงสำหรับ .. จันทร์ขับไข
ลมแผ่วโลมแผ่นน้ำ .. นั้นร่ำไร
อยู่ล้อการวิ่งไหว .. เป็นวงนั้น
O อยู่ดีหรือไฉน .. นะใจเจ้า
จะเปลี่ยวเปล่าเงียบหงอย .. หรือคอยหวั่น-
ว่าคนที่ถวิลเห็น .. ไม่เว้นวัน-
จะรอพร้องรำพัน .. ค่ำยันเช้า
O รอผ่านคำ .. ผ่านศัพท์ให้รับรู้
ผ่านนัยชู้โอบขวัญ .. เช่นวันเก่า
ในทุกศัพท์สำเนียง .. มีเพียงเรา-
คอยใฝ่เฝ้าเย้าหยอก .. และยั่วกัน
O ร้างไร้ปลายปีกนกจะผกบิน
ยังแต่จินตนาภาพของคราบฝัน
ไร้ดาวลอยดวงแข่ง .. ด้วยแสงจันทร์
เหลือฮึกเหิมดวงขวัญ .. อย่าง-มั่นใจ
O แว่วเสียงนกงึมงำ .. กลางค่ำดึก
ก็นิ่งนึกปรารมภ์เกินข่มไหว
ละบทบาท-ปรารถนา, แรงอาลัย
คอยผ่านให้สำหรับ .. ได้รับ-รู้
O กลางหรีดหริ่งเรไร .. ที่ให้เสียง
เช่นร้อยเรียงความวอนผ่านย้อนสู่
ในวิกาลมืดดำ, ความดำรู-
คล้ายรออยู่แฝงเร้น .. อยู่เช่นนั้น
O สังคีตประณีตกรอง .. ความพร้องพร่ำ
ค่อยค่อยย้ำอกใจ .. จนไหวสั่น
คล้ายเรียวนิ้วเหน็บหนีบ .. เข้าบีบคั้น
เพื่อกีดกั้น, กักกุม .. เพื่อรุมเร้า
O เมื่อรอยกรรมนำชาติ .. มาพาดช่วง
สืบเงื่อนบ่วงอาวรณ์ .. ครั้งก่อนเก่า
ผ่านวงพักตร์รูปพิมพ์ .. แสนพริ้มเพรา
ความเปลี่ยวเปล่าทั้งปวง .. ย่อมล่วงแล้ว
O เคว้งคว้างในจินตะภพ .. คำรบนี้
รับลมวีวาดโรยแรงโผยแผ่ว
เนตรนั้นคล้ายอาวรณ์ .. จะย้อนแวว-
วาม-ผ่องแผ้ว .. ห้อมห่มสายลมเย็น
O อยู่ดีหรือไฉน .. นะใจเจ้า
หรือเพียงเฝ้ารอคอย .. ละห้อยเห็น
กลางแวดล้อมงามเงียบ .. หรือเพียบเพ็ญ-
ด้วยความหวังแฝงเร้น .. อยู่เช่นกัน ?





 

Create Date : 16 ตุลาคม 2556
9 comments
Last Update : 16 เมษายน 2562 18:35:47 น.
Counter : 1596 Pageviews.

 

พี่ชาย..

สวัสดีค่ะ...ยามเช้าในบรรยากาศสบายๆๆๆ
พี่ชายสบายดีนะคะ..
ยังอยู่ลำปางหรือไม่คะ?

บทกลอนหวานเหมือนเดิม...
...คนยังเหมือนเดิมหรือป่าวคะ....อิอิ

 

โดย: น้องฟาง IP: 118.172.193.163 16 ตุลาคม 2556 9:38:37 น.  

 

สวัสดีค่ะน้องฟาง

พี่ยังอยู่ลำปางค่ะ ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน
เพราะเที่ยวคนเดียวไม่สนุกค่ะ .. อิๆๆ

กลอนหวานเหมือนเดิม
คนก็โดดเดี่ยวเหมือนเดิมทุกประการ ค่ะ

กำลังคิดจะไปซื้อของที่เชียงใหม่เพราะลำปางไม่มี เมืองเล็กมาก

ฟางสบายดีนะคะ

 

โดย: สดายุ... 17 ตุลาคม 2556 5:45:33 น.  

 

พี่ชาย...
ฟางสบายดีค่ะ..

พี่ชายจะมาซื้อของที่เชียงใหม่..
ต้องการของประเภทไหนคะ?
ฟางจะได้แนะนำถูกค่ะ

อย่าลืมอาหารเที่ยงนะคะ..

 

โดย: น้องฟาง IP: 118.172.203.49 17 ตุลาคม 2556 12:18:28 น.  

 

น้องฟาง

พี่จะไปเซ็นทรัลค่ะ ซื้อ barbell ใน super sport เพราะที่ลำปางของหมด

จะแนะนำพี่อย่างไรคะ

 

โดย: สดายุ... 17 ตุลาคม 2556 13:27:39 น.  

 

พี่ชาย..
น้องไม่มีความรู้ในเรื่องของอุปกรณ์พวกนี้ค่ะ
ใช้อย่างเดียว...เครื่องออกกำลังกายซื้อมาไว้
ยังไม่ค่อยได้ใช้เลยค่ะ..เอาผ้าคลุมไว้ตั้ง 2 ตัวค่ะ
จักรยานก็ปั่นบ้าง..ถ้ามีเวลาและโอกาสค่ะ
น้องเห็นที่โรบินสัน แอร์พอร์ท ก็มีเหมือนกันค่ะ

พี่ชายจะมาเมื่อไรคะ?

 

โดย: น้องฟาง IP: 118.172.194.185 17 ตุลาคม 2556 21:09:32 น.  

 


ฟาง
อาจเป็นวันอาทิตย์นี้ค่ะ .. หรือไม่ก็ วันปิยะ
อยากทานอาหารญี่ปุ่น อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 17 ตุลาคม 2556 22:14:07 น.  

 

พี่ชายคะ..

มาเชียงใหม่ทั้งที..ทำไมอยากทานอาหารญี่ปุ่นคะ??
มาเชียงใหม่ต้องทานอาหารพื้นเมืองซิคะ..
กลิ่นไอแห่งอารยธรรมล้านนาค่ะ

...ยิ้มๆๆค่ะ..

 

โดย: น้องฟาง IP: 118.172.206.149 19 ตุลาคม 2556 16:52:10 น.  

 

น้องฟาง

อาหารเหนือไม่รู้ที่ทานที่อร่อยค่ะ .. ทานในห้างมันง่ายดี พวกร้านต่างๆที่มีอยู่แล้ว .. จริงๆพี่ชอบพวก ยำแซบ นะ

พี่ไม่ค่อยชอบทานอาหารเหนือ .. ไส้อั่วก็หาเผ็ดๆไม่ค่อยได้ อาหารเขารสชาติอ่อนค่ะ

 

โดย: สดายุ... 21 ตุลาคม 2556 5:35:55 น.  

 

พี่ชายค่ะ...

อาหารพื้นเมืองน้องขอแนะนำร้านค่ะ
...ขันโตก ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่...ก็ใช้ได้ค่ะ
ถ้าพี่ชายมาเชียงใหม่ก็ลองแวะทานนะคะ
..แต่ฟางว่าอาหารพื้นเมืองที่อร่อย..
ต้องฝีมือ..ท่านประธาน..ค่ะ..รับรองและการันตรี..อิอิ

 

โดย: น้องฟาง IP: 118.172.206.30 22 ตุลาคม 2556 19:57:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.