Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2555
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
14 ตุลาคม 2555
 
All Blogs
 

O เหมันตะฤดู .. O






O คิดถึงมากเพียงไหนหนอใจเจ้า-
กับยั่วเย้าความสู่ - เคยรู้ไหม
แล้วที่คอยสั่นรัวทั้งหัวใจ-
เพราะความใครออดอ้อน .. นะ-อ่อนน้อย ?
O รู้หรือไม่รอบคะนึง .. หวานซึ้งเจ้า
เวียนรอบอยู่แล้วเล่า .. ยามเหงาหงอย
นั้น-จากอารมณ์ชู้ .. ที่รู้คอย-
เฝ้าละห้อยห่วงหา .. ด้วยอาวรณ์
O ไม่ต้องข่มเอียงอาย .. ทำส่ายหน้า
เมื่อหวานซึ้งในตา .. เกินกว่าซ่อน
เมื่อ-ทุกความคำเย้ายั่ว .. เว้าวอน
แววเหลือบค้อนส่งมา .. แววตาใคร ?
O โอนั่น – รูปแก้มเผย .. ไยเฉยอยู่
หรือเลือดเรื่อซ่านสู่ .. ข่ม-อยู่ไหว?
กระนั้นแล้วแรงชู้ .. เมื่อจู่ใจ-
แววตาเผยความนัย .. ข่มได้ ฤๅ
O ค่ำดึกดื่นดวงฤดีอย่าลี้หลบ-
การบรรจบ .. โดยทิพกระซิบสื่อ
ความอบอุ่นโอบอุ้ม .. เมื่อกุมมือ-
เปรียบว่าคือ ปรารมภ์แห่งคมคำ
O จักกล่อมเจ้าหลับฝันในบรรจถรณ์
ทั้งอาวรณ์อาลัยเมื่อได้สัม-
ผัส .. ความหอมหวานรส .. ถ้วนบทบำ-
รุง .. หัวใจชื่นล้ำผ่านค่ำคืน
O สุ้มเสียงความเว้าวอน .. คำอ้อนออด-
จักคอยพลอดพร่ำสู่ .. เกินรู้ขืน
จนม่านหม่นแห่งพลบค่อยกลบกลืน-
แววระทึกตอบตื่นในผืนตา !
O ใช่ไหมที่ .. คำนึงมีถึงกัน-
นับหมื่นพันภพชาติ .. เพรียกปรารถนา
ใช่ไหมที่ .. คอย-รอ .. ด้วยทรมา
รอ-การผูกพันธนา .. ด้วยอาวรณ์
O เมื่อเหน็บหนาวลมร่ำ .. ผ่านค่ำคืน
อกควรขืนหนาวร้ายให้คลาย .. ถอน-
ด้วยอบอุ่นอาลัย ดั่งไฟฟอน-
รอ-สุมซ้อนแทรกสู่ .. ไม่รู้วาย !
O ใช่ไหมที่ .. บริบทแสนงดงาม
ค่อยแผ่ซ่านลุกลาม .. สืบความหมาย
มีอารมณ์อาลัยแห่งใจชาย-
คอยเวียนว่าย รองรับ .. เลศ- วับวาว !
O แล้วร่องรอยงดงาม .. แห่งความนัย
ค่อยเผยให้ล้อมห่มสายลมหนาว-
ที่ร่ำโรยผ่านเยือน .. แสงเดือนดาว-
ก็พร่างพราวนักแล้ว - ในแววตา
O อ่อนหวานละเมียดละมุน .. อบอุ่นแสน
จึง-โลดแล่นล้อมใจผู้ใฝ่หา
ให้ออดอ้อนหอมหวาน .. แห่งมารยา-
ที่เหมือนว่าสุมสั้ง .. ไม่รั้งรอ
O ทิพเอย .. ทิพแถนทั้งแดนสรวง
รับรู้เถิดความปวง .. เฝ้าบวงขอ
ช่วยเผยผ่านความหมาย .. ให้ฉายทอ
ล้อมหัวใจจดจ่อ .. โลมล้อกัน
O ทิพเอย .. ทิพแถนทั้งแดนฟ้า
ปรารถนาความปวง .. ในทรวงขวัญ-
จงสื่อนัยออกสู่ .. ให้รู้ทัน
ว่าดวงใจหนึ่งนั้น .. จักมั่นคง
O กลาง-เหน็บหนาวรอบฤดู .. ลมกรูเกรียว
ทุกส่วนเสี้ยว-ข่ายขุม .. แรงลุ่มหลง-
เหมือนตรารอยลึกล้ำ .. ตอกย้ำลง
เป็นจำนงตั้งอยู่ .. เกินรู้ล้าง
O กลางออดอ้อนรอบชู้ .. ฤดูลม-
ก็พัดข่มขับแทรกความแตกต่าง
ใบไม้แห้งหลุดร่อนลงว่อนวาง-
เช่นขวากขวางในอก .. ถูกยกทิ้ง
O แค่หัวใจรับรู้ .. ยอมอยู่เคียง-
หวานย่อมเพียงพอรุก .. ข่มทุกสิ่ง
ในความหมายอ้อนแอบ .. รอแนบอิง-
ย่อมจากดวงใจหญิง .. เจ้าทิ้งลง
O อกเอย .. แม้นหนาวอยู่ .. ฤดูนี้-
อุ่นกลับมีตวงเติม .. คอยเสริมส่ง
จากใจหนึ่งมอบนำ .. แรงจำนง
งามจึงคงคาอยู่เกินรู้เลือน
O อกเอย .. แม้นหนาวอยู่ .. ฤดูลม
ที่ห้อมห่มล้อมอยู่ .. กลับดูเหมือน-
เป็นอบอุ่นอ่อนหวาน .. ใคร-ผ่านเยือน
หมายให้เคลื่อนเข้ารับ .. แนบกับใจ
O เพื่อเคลี่อนขับหนาวล้น .. ให้พ้นผ่าน
ด้วยอุ่นร้อนแผ่ซ่าน .. จนต้านไหว
ฤดูลมร่ำสาย .. มีสายใย-
ม้วนปลายไว้ผูกมั่น .. เป็นพันธนา
O เมื่อจันทร์ลอยขึ้นฟ้า .. อวดราศี
ความรุ่มร้อนเคยมี .. ย่อมลี้หน้า
เหลือแสงรื่นเย็นยามงดงามตา
สิเนหาสองใจ .. คือ - นัยเดียว
O รู้ไหมว่า .. ดาวช่วงในห้วงฟ้า
ยาก-เทียมตาตื่นตอบ .. ยามลอบเหลียว
รู้ไหมว่า .. ไม้ลู่ .. ลมกรูเกรียว
ยาก-เทียมเสี้ยวส่วนใจ .. สั่น .. ไหวคอย..!




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2555
16 comments
Last Update : 17 พฤษภาคม 2562 18:27:46 น.
Counter : 2283 Pageviews.

 


สดายุ..

O จักกล่อมเจ้าหลับฝันในบรรจถรณ์
ทั้งอาวรณ์อาลัยเมื่อได้สัม-
ผัส .. ความหอมหวานรส .. ถ้วนบทบำ-
รุง .. หัวใจชื่นล้ำผ่านค่ำคืน

"ผ่านค่ำคืน" มาเจอ .."เหมันตะฤดู"..ยามเช้า จนต้องนั่งห่มผ้ารอแสงอาทิตย์ อุ่นอุ่น...

ลักษณะที่ติดตัว สดายุ ดูจะเป็นการ"ฉีกคำ"ที่ลงตัวได้สวยงาม นะคะ..เช่น "สัม..ผัส"..."บำ..รุง"


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.30.253 15 ตุลาคม 2555 13:05:59 น.  

 



ดายุ...

ภาพที่นำมาลงน่ะ ลูกสาวใครนะ...
ท่าทางดูจะเป็นคุณหนูผู้มีความเชื่อมั่นในตนเอง..นะ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.30.253 15 ตุลาคม 2555 13:51:39 น.  

 

มินตรา

สาวน้อยในรูป คือ ใหม่ ดาวิกา นางเอกแสนสวยช่อง 7 สีทีวีเพื่อใคร ?

ลูกครึ่ง เอเชีย-ยุโรป มักมีรูปหน้าสวยลงตัว คือ เอาความแป้นแร้นแบบเอเชีย ไปลบ ความโด่งแหลม แบบยุโรปเหนือ จะได้กลางๆ พอดีๆ

แถมได้ผิวแบบขาวบวกเหลืองหารสอง .. ได้เป็น ขาวอมชมพู .. งามซะ ... 555

เรื่องคำในกลอน ..
เป็นเรืองของจังหวะด้วยนะ - ผมว่าเอง
หากแยกคำแล้วอ่านได้ไม่สะดุดก็ โอเค

แต่ที่ตกม้าตายกันส่วนมาก ไม่ใช่จุดนี้
แต่เป็นการใช้คำ "กลับหน้ากลับหลัง"

พิศเพ่ง หรือ เพ่งพิศ .. ได้
รุดเร่ง หรือ เร่งรุด .. ได้
สร้างสรรค์ หรือ สรรค์สร้าง .. ได้

เสกสรรค์ หรือ สรรค์เสก .. ไม่ได้
เลือกสรร หรือ สรรเลือก .. ไม่ได้ - ออกทะเล
กลั่นแกล้ง หรือ แกล้งกลั่น .. ไม่ได้ - ไม่มีใครเขาพูดกัน

เป็นต้น

เจอกลอนที่มีคำกลับหน้าหลังที่ไม่มีมนุษย์พูดกัน ก็แสนกลุ้มใจ ทุกทีสิน่า .. 555

 

โดย: สดายุ... 15 ตุลาคม 2555 22:02:17 น.  

 



สดายุ..

เดี่ยวขลุ่ย นั้น โหยหา..เหลือเกิน..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.27.138 17 ตุลาคม 2555 13:12:30 น.  

 


ดายุ...

O ใช่ไหมที่ .. คำนึงมีถึงกัน-
นับหมื่นพันภพชาติ .. เพรียกปรารถนา
ใช่ไหมที่ .. คอย-รอ .. ด้วยทรมา
รอ-การผูกพันธนา .. ด้วยอาวรณ์

ไม่ใช่ค่ะ เลิกต่อกลอน ก็เลิก"คำนึงมีถึงกัน"

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.27.226 19 ตุลาคม 2555 15:48:00 น.  

 

มินตรา

เพลงนี้คือเพลง ลาวสวยรวย คือทั้งสวยทั้งรวย
เป็นการบรรเลงของวงดนตรีในรายการ คุณพระช่วย
นับว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ไพเราะลงตัวที่สุด .. เพราะได้อารมณ์ออดอ้อนอ่อนหวาน มากมาย โดยเฉพาะจากเสียงขลุ่ยที่นำออกมาอย่างโดดเด่น

สาวน้อยอารมณ์โรแมนติค น่าจะชอบเพลงนี้ และเหมาะกับอารมณ์คิดถึงคะนึงหา .. ที่จะมีต่อชายเดียว

เมื่อ อุปาทาน (attachment .. Befestigung) เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง .. ไม่ว่าจากการที่ ..

1.ตาเห็นรูป .. จักขุวิญญาณ
2.หูได้ยินเสียง .. โสตวิญญาณ
3.ลิ้นรู้รส .. ชิวหาวิญญาณ
4.จมูกได้กลิ่น .. นาสิกวิญญาณ
5.ผิวกายถูกสัมผัส .. กายวิญญาณ
6.จิตใจนึกคิด ถึงเรื่องราวต่างๆที่เก็บ จำ เอาไว้ .. มโนวิญญาณ

อย่างใดอย่างหนึ่ง จาก วิญญาณทั้ง 6 .. ข้างบนนี้
นั่นคือการอุบัติขึ้นแห่ง ภพชาติ หนึ่งๆ

ไม่ต้องรอหลังตายเข้าโลง

ดังนั้น คำว่า "ภพชาติ" ในกลอนที่เขียนทั้งหมดจึงมีความหมายตามนี้ .. ขอรับ

 

โดย: สดายุ... 20 ตุลาคม 2555 5:07:39 น.  

 



ดายุ...

ทราบไหมว่า ภาษาไทยที่ไปดึง"คำเทศ "มาใช้น่ะ
เป็นปัญหามากสำหรับมินตรา เช่นคำว่า อุปาทาน นี่
"อุปาทาน (attachment .. Befestigung)"

เมื่อกรุณาอธิบายภาษาเทศ พร้อมแนบภาษาอังกฤษ และเยอรมัน มาให้ด้วย เลย เข้าใจที่มาที่ไปของภาษาดีขึ้น

โชคดีนะที่มารู้จักกันในสมัยที่มีอินเตอร์เนต จึงสามารถหาความหมายของคำ ได้ง่าย..มิฉะนั้นคงเลิกรักกันไปแล้ว เพราะ เข้าใจความหมายของคำ ต่างกัน...

อุปาทาน นี่เมื่อตอนเด็ก ผู้ใหญ่ก็จะสอนว่า " แปลว่า ยึดมั่น ถือมั่น..สมมุติเอา..คิดเอาเอง แล้วนำมาผูกพันกับตน..ไม่ดีนะลูก..จะทำให้เป็นทุกข์"
ฉะนั้น เวลา เห็นคำว่า "อุปาทาน"หรือ "ทุกข์" นี่
.."ลูก"คนนี้ ก็จะกระโดดออกห่างห่างเพราะ มีความคิดในทางลบ ตั้งไว้...

เมื่อมาเรียนรู้วิชาทาง โลจิสติกส์(Logistic engineer)
วิศวกรไทยแปลคำว่า supply chain เป็น "โซ่อุปาทาน"
มินตราก็ นำ ความรู้เก่า ไปปนกับความรู้ใหม่ (ตามทฤษฎี ที่ท่านว่าไว้ว่าคนเราเรียนรู้สิ่งใหม่ จากสิ่งเก่าที่ตนรู้อยู่เดิม)...ก็เลย ไม่สนิทใจกับ supply chain ภาคภาษาไทย...
เมื่อ ดายุ นำสามภาษามาเรียงให้ดู จึงเข้าใจลึกซึ้งขึ้น...

มีคำเยอรมัน อีกคำ ที่แปลแล้ว ให้ความนุ่มนวลในคำคือAnhänglichkeit ...น่าจะเหมาะกว่านะคะ..แปลไทย ว่า"ผูกพัน"น่ะค่ะ..ตาม "ทฤษฎีความผูกพัน"(Attachment Theory)..ที่ว่า มนุษย์เราจะมี ความผูกพัน ในกันและกัน เหมือนเด็ก ติดพี่เลี้ยง

มินตรานี่แหละ "ติดพี่เลี้ยง"นัก ..แล้ว ..ยึดมั่นถือมั่นจริงจริง.. (เลยไม่กล้าเข้าวัด..เดี๋ยวพระ ท่านจะว่า.."ไม่ดีนะลูก" ...)
นี่มาโดน สดายุ ว่า..อีก..

ใครบอกว่า มินตราจะ"เข้าโลง" อาจจะ"ลงโกศ" ก็ได้นะจ๊ะ !

ปกติ ไม่ชอบ เดี่ยวขลุ่ย หรอกนะคะ ฟังแล้ว เศร้า..
จะโปรด เดี่ยวซออู้ มากกว่า..หวาน ทุ้ม นุ่ม..อบอุ่นดี..
จะชอบ ดนตรีเครื่องสาย ด้วย...
หากเป็นเครื่องสายฝรั่ง ก็จะ โปรด ไวโอลีน เพลงพวกSerenade ...ออดอ้อนอ่อนหวาน ..อย่างที่ดายุ ว่า..
แสดงว่า เป็นคน โรแมนติค จริง ซิ นะ...

ร่ายมาซะยาว..ทำตามใครนะ !....


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.26.200 20 ตุลาคม 2555 10:29:19 น.  

 



สวัสดีค่ะ...

โห!!! หวานนนน...และ หวีดหวิววววว... อิอิ

ไพเราะจังค่ะ

 

โดย: witch IP: 118.172.107.252 20 ตุลาคม 2555 13:23:31 น.  

 

มินตรา

คงสับสนแล้วล่ะ

อุปสงค์ (อังกฤษ: demand) หมายถึง ความต้องการและความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการ

ในขณะที่อุปทาน (supply) หมายถึง สินค้าหรือบริการที่พร้อมจะขายในตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการซื้อ

อุปทาน คือ supply
อุปาทาน คือ attachment

เขียนคล้ายกันอยู่ แต่ต่างกันตรงสระอา หลัง ป.

supply chain ที่เขาแปลไว้ก็ถูกแล้ว "โซ่อุปทาน"
ที่ไม่ใช่ "โช่อุปาทาน"

หากจะใช้คำว่า โซ่อุปาทาน ก็คงต้องไปในทางที่ว่า ..

เมื่อมีมิจฉาทิฐิ (ความเห็นที่ผิด) ว่ามีวิญญาณล่องลอยออกจากร่างกายที่ตายแล้ว เป็นตัวเป็นตนเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนสภาพไปทางไหนก็ยังเป็นคนที่เพิ่งตายอยู่นั่นเอง

แล้วล่ะก็

อุปาทาน โง่เขลา ก็จะสร้าง มโนภาพ (ภาพในจินตนาการ) ขึ้นมา เห็นโน่น เห็นนี่ ทางหางตาบ้าง แบบวูบๆวาบๆบ้าง พอหันไปก็"เหมือนว่า"หลบวูบไปหลังต้นไม้บ้าง (ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมไอ้สิ่งลึกลับทั้งหลายถึงต้องลับๆล่อๆ ผลุบๆโผล่ๆ ไม่อยู่ให้เห็นจะจะ จนแจ้งแก่สายตาให้ถ่ายรูปได้เลย ... ดูๆจะเหมือนกันไปหมด ... 555)

พูดง่ายๆว่า เห็นผี .. เพราะมีอุปาทานต่อเนื่องจากมิจฉาทิฐิเรื่อง วิญญาณล่องลอยหลังตาย

เมื่อเข้าใจว่าเห็นผี เห็นวิญญาณ เพราะอุปาทานสร้างขึ้นมา .. ก็กลัว .. ก็ต้องแขวนพระเครื่อง .. ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้น .. เพราะจินตนาการต่อเอาว่า .. ผีกลัวพระ .. สภาพจิตก็ดีขึ้น .. ขณะที่จินตนาการปรุงต่อว่า เขามาขอส่วนบุญ .. ดังนั้นรุ่งเช้าก็ไปทำสังฆทาน กรวดน้ำทำบุญ แผ่ส่วนกุศลให้ ..

ทั้งๆที่ เป็นเรื่องของ "สังขาร - อำนาจแห่งการปรุงแต่ง" ที่มาจาก มิจฉาทิฐิ ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน (อวิชชา -สภาพที่จิตปราศจากความรู้ในอริยะสัจจ์) ไปเองแท้ๆ

นี่จึงเรียกว่า ห่วงโซ่อุปาทาน .. คือ คิดเอง เออเอง บ้าไปเอง อยู่คนเดียว ... 55

แต่คำที่ผู้ใหญ่สอนน่ะถูกแล้ว .. เป็นความหมายเช่นนั้นนั่นเอง ..

ก่อนศาสนาพุทธแผ่เข้ามาในสุวรรณภูมิ .. ดินแดนแถบนี้ผู้คนถือผี เป็นลัทธิชั้นต่ำ ที่บูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ .. ดังนั้นแนวคิดแบบวิญญาณล่องลอยจึงลงกันได้กับความเชื่อดั้งเดิมของพื้นถิ่นนี้ ..

การตีความพุทธธรรมจงเข้ารกเข้าพง มาจากเหตุที่ว่า สอดรับกับความเชื่อเดิม ..

ดังนั้น การอธิบายพุทธธรรมผิดเพี้ยน บิดเบือน อย่างใน วิสุทธิมรรค คือ วิญญาณเที่ยง และวิญญาณคือตัวรับรู้เรื่องราวที่ตั้งอยู่ในกาย เวียนเกิดเวียนดับในวัฏฏสงสาร .. จึงสอดรับกับลัทธิถือผีมากกว่า วิญญาณ 6 ที่กล่าวมา

วิญญาณ 6 คือ วิญญาณพุทธ
วิญญาณล่องลอย คือ วิญญาณพราหมณ์

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน

 

โดย: สดายุ... 20 ตุลาคม 2555 19:54:54 น.  

 

แม่มดน้อย

ค่ำดึกดื่นดวงฤดีอย่าลี้หลบ-
การบรรจบ .. โดยทิพกระซิบสื่อ
ความอบอุ่นโอบอุ้ม .. เมื่อกุมมือ-
เปรียบว่าคือ ปรารมภ์แห่งคมคำ

ดูแลสุขภาพขอรับ .. กะเดี๋ยวนอนขี้เซา ทิพกระซิบไม่ได้ยิน .. อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 20 ตุลาคม 2555 20:23:25 น.  

 


สดายุ..
"คงสับสนแล้วล่ะ"
คงไม่นะคะ..

"อุปทาน
N. imagination
def:[การเกิดจิตใจคิดไปเอง]

N. supply
sample:[รัฐบาลได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากการลดลงของอุปสงค์ และอุปทานของประเทศ]

อุปาทาน
N. attachment
def:[การยึดมั่นถือมั่น โดยนึกเอาเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ, การนึกเอาเองแล้วยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ]
sample:[เขาพยายามเอาชนะอวิชชา เพื่อลดตัณหา และอุปาทาน]
N. imagination
def:[ความนึกคิดและเห็นไปเอง]
syn:{อุปทาน} "

อุปทานและ อุปาทาน ..เป็นคำที่ "เป็นญาติกัน"(Synonym) "ในหนึ่งคำ มีสองความหมาย.".ใช้คำไหนก็ได้..ไม่ว่า จะเป็น"ด้านวัตถุ"(material)หรือ "อวัตถุ"(non-material)..นะคะ

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.6.114 21 ตุลาคม 2555 16:17:28 น.  

 

มินตรา

คำว่า อุปทาน เป็นแค่ศัพท์บัญญัติในวิชาเศรษฐศาสตร์ เพื่อเทียบเคียงกับ demand supply ของอังกฤษเท่านั้นเอง ..

ไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ไทยนะ ..
-----------------------------------
คำ อุปทาน ค้นไม่เจอ โปรดพิมพ์ใหม่
คำที่คล้ายกันมีดังต่อไปนี้
อุทบาน [บาน] น. บ่อนํ้า, สระน้ำ. (ป., ส. อุท + ปาน).
อุทยาน [อุดทะยาน] น. สวน. (ส.; ป. อุยฺยาน).
อุปมาน [อุปะ, อุบปะ] น. การเปรียบเทียบสิ่งที่มีลักษณ
-----------------------------------


มีแต่ใน วิกิพีเดีย และใน google เท่านั้น แถมแปลไว้ผิดด้วย
.............................................................
อุปทาน supply, imagination, fancy, ply, hallucination
.............................................................
แปลไว้หลายความหมาย แต่ถูกแค่ความหมายเดียว คือ supply .. ที่เหลือผิดหมด เพราะเอาไปปนกับคำว่า อุปาทาน

ข้างล่างนี้คือพจนานุกรมพุธศาสตร์ของท่านประยุตต์ ก็ไม่มีเหมือนกัน





ฝรั่ง หรือ คนไทยที่ช่วยฝรั่งแปลคำ ไม่มีความรู้ทางภาษาไทย-บาลี ดีพอ ถึงรากศัพท์ จึงเอาไปมั่วปน

คำสองคำนี้มาจากไหน ?
อุปสงค์ .. demand ความต้องการ คือ ประสงค์
อุปทาน .. supply การจัดหาให้ การมอบให้ คือ ประทาน

 

โดย: สดายุ... 21 ตุลาคม 2555 21:01:24 น.  

 



สดายุ..

เมื่อว่ากันถึง..รากของคำ (นิรุกติศาสตร์) นี่ มินตราจะไม่มีความรู้เรื่องภาษาบาลีสันสกฤต

เห็นจะจริง..และทางราชการไทย ก็มิได้มีทีมตรวจสอบความผิดถูก ได้ กว้างขวาง..

ผู้รู้ของเรา ก็จะถนอมตัว กันเหลือเกิน..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.6.114 21 ตุลาคม 2555 23:39:29 น.  

 

โอบกระหวัดรูปขวัญอย่างบรรจง
แรกลุ่มหลงโบกโบยแต่โผยแผ่ว
กลับยิ่งช่วงกำลัง พร้อมปลั่งแวว-
อาลัยซึ้งล้อมรูปแก้วยากแล้วลบ

มาตอนปิดม่านลาโรงไปแล้ว..
เพิ่งรู้ว่า ใหม่ ดาวิกา รูปร่างหน้าตาอย่างไร - เธอน่ารักจริงๆค่ะ

ภาพประกอบบริบทบทกลอนที่เลื่อนทางขวานั้น - - ออกจะหายาก เพราะมาจากในคำนึง - - และสิ่งที่อยู่ในความคำนึงมักจะงดงามนัก จนยากที่จะหาขอจริงมาทาบซ้อน

ที่จริง น่าจะหาภาพจริง ตัวเป็นๆ จะได้ทั้งบรรยากาศ ความรู้สึก มากกว่าไปจัดฉากซ้อนนะคะ และก็อีกที่ ให้ความงดงามอยู่ในห้วงคำนึง อาจจะดีอยู่แล้ว
มีความสุขเสมอค่ะ สวัสดีค่ะ

 

โดย: มาย IP: 124.122.118.225 23 ตุลาคม 2555 21:45:25 น.  

 

มินตรา ..

ต้องพูดว่า ราชบัณฑิตยสถาน ของไทยเรา ตามไม่ทันโลก .. ศัพท์แสงเกิดใหม่ทุกวันก็เพราะเป็นเรื่องของวิวัฒนาการของมนุษย์เรา ..

แต่คนจำนวนหนึ่งกลับต่อต้าน โดยมองเป็นเรื่องของ ภาษาวิบัติ ทั้งๆที่คนวัยหนึ่งใช้สื่อสารกันจนเข้าใจกันได้ในวงกว้าง

คนที่ต่อต้านนี้ ต้องพูดว่าเป็นพวกที่หลงโลก .. เนื่องจากโลกเป็นสิ่งที่เลื่อนไหล ไม่อาจอยู่กับที่ได้ เป็นอนิจจัง .. เหมือนสายน้ำ .. คนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีภาวะเดียวกับคนที่นั่งริมน้ำแล้วตะโกนให้สายน้ำหยุดไหล .. ว่า น้ำเว้ย หยุดไหลซะที อยู่นิ่งๆได้ไหม ?

อย่างไหนบ้ามากกว่ากัน ?

อย่างแรกที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงน่ะบ้ามากกว่า .. 555







มาย..

ภาพประกอบบทกลอนที่เลื่อนขึ้นทางขวา .. พยายามหามาหลายปี แต่ไม่สามารถหาได้อย่างที่ควรเป็น

ในสังคมพุทธ .. ที่มีกระทรวงวัฒนธรรมทำงานเรื่องประเภทนี้อยู่คือ เผยแพร่ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ของชาติให้ชนทั้งโลกได้เห็นได้ับรู้ ได้ชื่นชม ผ่านรูปแบบต่างๆทั้ง ภาพยนต์โฆษณา ทั้งรูปภาพพิมพ์ไว้แจกบนเครื่องบินการบินไทย .. เพื่อเขาจะได้หาโอกาสมาสัมผัส มาใกล้ชิด ผ่านการท่องเที่ยว

แต่ไม่เคยมี ?

รูปสาวงามค้อมตัวลงใส่บาตรพระ ที่มาด้วยเรือพายกับเรือนไทยริมฝั่งน้ำ .. แม้แต่กองประกวดนางสาวไทยก็ไม่เคยมี .. มีแต่ไปตักบาตรกันกลางอุทธยานประวัติศาสตร์อยุธยา/สุโขทัย แถมสายสะพาย เบอร์ ติดอกกันจนเอามาลงประกอบกลอนไม่ได้ .. เพราะมันไร้รสนิยม .. 55

สาวสวย .. ความงามของสาวไทย แบบเอเชีย
ชุดไทย .. ความงามของเครื่องแต่งกายไทยแบบจารีต
เรือนไทยริมน้ำ .. ความสวยงามของสถาปัตย์แนวจารีต
อาหารสำหรับถวายพระ .. อาหารไทยที่ขึ้นชื่อ
ช่อดอกไม้ .. แสดงถึงความงดงามแห่งจิตใจจากวิถีอดีต
การค้อมตัวลงใส่บาตรพระ .. ประเพณีไทย
พระสงฆ์ที่พายเล็กๆเรือมาบนลำน้ำที่สงบเงียบ .. ศาสนาพุทธที่เน้นเรื่องความสงบทางจิตใจ / บรรยากาศแวดล้อมของชนบทไทย

ภาพๆเดียว .. สามารถให้"ความเป็นไทย"ออกไปได้กว้างขวางมากมาย .. ในหลากหลายมิติ

หากเรามี รมต. ที่เป็นงาน และ รู้ว่าจะทำงานด้านนี้อย่างไร มาทำงาน ... อะไรๆ มันน่าจะดีกว่านี้

วกมาจนได้ .. 55

มีอยู่รูปเดียว .. แม่หญิงลาว นั่งบนพื้นดินบนผ้าปูรอง ..ห่มผ้าเฉียงไหล่ตักบาตรข้าวเหนียวที่ หลวงพระบาง .. พอใช้แก้ขัดได้ เพราะหน้าตางามอยู่

ที่ภาพไม่ชัดเพราะมันเล็กมาก แล้วเอามาขยาย ขอรับ

 

โดย: สดายุ... 23 ตุลาคม 2555 23:21:46 น.  

 

O เหมันตะฤดู .. O
.
.
O คิดถึงมากเพียงไหนหนอใจเจ้า-
กับยั่วเย้าความสู่ - เคยรู้ไหม
แล้วที่คอยสั่นรัวทั้งหัวใจ-
เพราะความใครออดอ้อน .. นะ-อ่อนน้อย ?
O รู้หรือไม่รอบคะนึง .. หวานซึ้งเจ้า
เวียนรอบอยู่แล้วเล่า .. ยามเหงาหงอย
นั้น-จากอารมณ์ชู้ .. ที่รู้คอย-
เฝ้าละห้อยห่วงหา .. ด้วยอาวรณ์
O ไม่ต้องข่มเอียงอาย .. ทำส่ายหน้า
เมื่อหวานซึ้งในตา .. เกินกว่าซ่อน
เมื่อ-ทุกความคำเย้ายั่ว .. เว้าวอน
แววเหลือบค้อนส่งมา .. แววตาใคร ?
O โอนั่น – รูปแก้มเผย .. ไยเฉยอยู่
หรือเลือดเรื่อซ่านสู่ .. ข่ม-อยู่ไหว?
กระนั้นแล้วแรงชู้ .. เมื่อจู่ใจ-
แววตาเผยความนัย .. ข่มได้ ฤๅ
O ค่ำดึกดื่นดวงฤดีอย่าลี้หลบ-
การบรรจบ .. โดยทิพกระซิบสื่อ
ความอบอุ่นโอบอุ้ม .. เมื่อกุมมือ-
เปรียบว่าคือ ปรารมภ์แห่งคมคำ
O จักกล่อมเจ้าหลับฝันในบรรจถรณ์
ทั้งอาวรณ์อาลัยเมื่อได้สัม-
ผัส .. ความหอมหวานรส .. ถ้วนบทบำ-
รุง .. หัวใจชื่นล้ำผ่านค่ำคืน
O สุ้มเสียงความเว้าวอน .. คำอ้อนออด-
จักคอยพลอดพร่ำสู่ .. เกินรู้ขืน
จนม่านหม่นแห่งพลบค่อยกลบกลืน-
แววระทึกตอบตื่นในผืนตา !
O ใช่ไหมที่ .. คำนึงมีถึงกัน-
นับหมื่นพันภพชาติ .. เพรียกปรารถนา
ใช่ไหมที่ .. คอย-รอ .. ด้วยทรมา
รอ-การผูกพันธนา .. ด้วยอาวรณ์
O เมื่อเหน็บหนาวลมร่ำ .. ผ่านค่ำคืน
อกควรขืนหนาวร้ายให้คลาย .. ถอน-
ด้วยอบอุ่นอาลัย ดั่งไฟฟอน-
รอ-สุมซ้อนแทรกสู่ .. ไม่รู้วาย !
O ใช่ไหมที่ .. บริบทแสนงดงาม
ค่อยแผ่ซ่านลุกลาม .. สืบความหมาย
มีอารมณ์อาลัยแห่งใจชาย-
คอยเวียนว่าย รองรับ .. เลศ- วับวาว !
O แล้วร่องรอยงดงาม .. แห่งความนัย
ค่อยเผยให้ล้อมห่มสายลมหนาว-
ที่ร่ำโรยผ่านเยือน .. แสงเดือนดาว-
ก็พร่างพราวนักแล้ว - ในแววตา
O อ่อนหวานละเมียดละมุน .. อบอุ่นแสน
จึง-โลดแล่นล้อมใจผู้ใฝ่หา
ให้ออดอ้อนหอมหวาน .. แห่งมารยา-
ที่เหมือนว่าสุมสั้ง .. ไม่รั้งรอ
O ทิพเอย .. ทิพแถนทั้งแดนสรวง
รับรู้เถิดความปวง .. เฝ้าบวงขอ
ช่วยเผยผ่านความหมาย .. ให้ฉายทอ
ล้อมหัวใจจดจ่อ .. โลมล้อกัน
O ทิพเอย .. ทิพแถนทั้งแดนฟ้า
ปรารถนาความปวง .. ในทรวงขวัญ-
จงสื่อนัยออกสู่ .. ให้รู้ทัน
ว่าดวงใจหนึ่งนั้น .. จักมั่นคง
O กลาง-เหน็บหนาวรอบฤดู .. ลมกรูเกรียว
ทุกส่วนเสี้ยว-ข่ายขุม .. แรงลุ่มหลง-
เหมือนตรารอยลึกล้ำ .. ตอกย้ำลง
เป็นจำนงตั้งอยู่ .. เกินรู้ล้าง
O กลางออดอ้อนรอบชู้ .. ฤดูลม-
ก็พัดข่มขับแทรกความแตกต่าง
ใบไม้แห้งหลุดร่อนลงว่อนวาง-
เช่นขวากขวางในอก .. ถูกยกทิ้ง
O แค่หัวใจรับรู้ .. ยอมอยู่เคียง-
หวานย่อมเพียงพอรุก .. ข่มทุกสิ่ง
ในความหมายอ้อนแอบ .. รอแนบอิง-
ย่อมจากดวงใจหญิง .. เจ้าทิ้งลง
O อกเอย .. แม้นหนาวอยู่ .. ฤดูนี้-
อุ่นกลับมีตวงเติม .. คอยเสริมส่ง
จากใจหนึ่งมอบนำ .. แรงจำนง
งามจึงคงคาอยู่เกินรู้เลือน
O อกเอย .. แม้นหนาวอยู่ .. ฤดูลม
ที่ห้อมห่มล้อมอยู่ .. กลับดูเหมือน-
เป็นอบอุ่นอ่อนหวาน .. ใคร-ผ่านเยือน
หมายให้เคลื่อนเข้ารับ .. แนบกับใจ
O เพื่อเคลี่อนขับหนาวล้น .. ให้พ้นผ่าน
ด้วยอุ่นร้อนแผ่ซ่าน .. จนต้านไหว
ฤดูลมร่ำสาย .. มีสายใย-
ม้วนปลายไว้ผูกมั่น .. เป็นพันธนา
O เมื่อจันทร์ลอยขึ้นฟ้า .. อวดราศี
ความรุ่มร้อนเคยมี .. ย่อมลี้หน้า
เหลือแสงรื่นเย็นยามงดงามตา
สิเนหาสองใจ .. คือ - นัยเดียว
O รู้ไหมว่า .. ดาวช่วงในห้วงฟ้า
ยาก-เทียมตาตื่นตอบ .. ยามลอบเหลียว
รู้ไหมว่า .. ไม้ลู่ .. ลมกรูเกรียว
ยาก-เทียมเสี้ยวส่วนใจ .. สั่น .. ไหวคอย..!

.

 

โดย: สดายุ... 16 ธันวาคม 2557 21:41:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.