Group Blog
 
<<
กันยายน 2557
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
2 กันยายน 2557
 
All Blogs
 

O กลางฝุ่นฝน .. O







Song From a Secret Garden


O ฉับพลัน .. บนฟ้าล้วนห่าฝน
ร่วงลิ่วหล่นล้อลมที่พรมผ่าน
ก่อนเกลือกเม็ดไหลรินแทรกดินดาน
รวมเป็นธารกรากเชี่ยวแห่งเกลียวน้ำ
O ลมต้นฝนแผ่วพลิ้วเป็นริ้วรื่น
กลางแสงคลื่นส่ายเส้น .. รับเย็นฉ่ำ
กิ่งก้านไม้โยกต้นรับฝนพรำ
แทนแดดกรำเกรียมกรอบอยู่รอบใบ
O ต้องฝน .. ไม้ย่อมตื่นรับคลื่นฝน
เช่นแววในตาคนเมื่อวนไหว
ต้องงาม .. ย่อมรับรู้ .. ว่าผู้ใด-
พกพาความสดใส .. แทรกนัยน์ตา !
O พอไม้ต้องฝนลูบ .. ลมวูบผ่าน
ความอ่อนหวานอ่อนโยนก็โชนค่า
โซ่ตรวนแสนงดงามก็ล่ามคา-
อิริยารูปละม่อม .. ที่ล้อม .. รับ
O ในแววตา ..
รอยความว้าเหว่ปวงคอยล่วงดับ
พร้อมฝั่งฟ้าพืดดาวพร่างพราวระยับ
งามก็จู่ลงจับกระชับพร้อม
O หลังห่าฝนหล่นสายรำบายรื่น
โลกก็ตื่นขึ้นรับการขับกล่อม
แววในตาปรากฎ .. ฤๅอดออม-
ความหวานหอมรึงรัด แต่บัดนั้น
O สิ้นฝน, แผ่นฟ้ามืด .. ล้วนพืดดาว-
ยอแสงวาวไกลลิบ .. กระพริบสั่น
เช่นแววตาตื่นดำ .. พร้องรำพัน-
ความอ่อนหวานโอบขวัญ .. ล้อม-พันธนา
O ก็คงอีกไม่นานนัก ..
การล้อมกักกุมใจ .. คอยใฝ่หา-
คงเร่งแรงเร้ารุกไปทุกครา-
ที่แววตามีรูปเข้าลูบโลม
O และเมื่อความอ่อนหวาน .. นั้นหวานกว่า-
หวานบรรดารูปเคยผ่านเผยโฉม
งามย่อมเช่นแสงช่วงแห่งดวงโคม
รอ .. เอื้อมโน้มเหนี่ยวตระกองด้วยสองมือ !
O ตาที่สบเสพงาม .. เมื่อ-ลามล่วง-
เป็นบาศก์บ่วงเงื่อนตาย .. อาจคลายหรือ ?
ใจที่แกว่งเต้นสั่น จักบันลือ-
ดังจนสื่อให้รู้ .. ว่า-ผู้ใด ?
O สายลมร่ำในค่ำนี้
ช่างเรื่อยรี้ .. ออดอ้อนพาอ่อนไหว
แสงดาวที่กระพริบอยู่ลิบไกล
ราวขับไขแสงช่วง .. แข่งดวงตา !
O และแล้วห้วงคำนึง .. ก็รึงรัด-
กับความขัดเขินมี .. ในทีท่า
ดาวสองดวงช่วงอยู่ไม่รู้ลา
เมื่อแจ่มจ้าอยู่ในหัวใจคน
O เมียงเมิน .. เขินหลบ .. แล้วสบอีก
ด้วยสุดหลีกสุดเลี่ยง .. แม้เพียงหน
รูปนามเอยเผยอยู่ ให้รู้ทน-
การสั่นอลเวงทั่วทั้งหัวใจ
O หรือผุดเผยรูปนาม .. เพื่อล่ามพัน-
รัดรึงรอบดวงขวัญ คอยฝันใฝ่
เร่งจังหวะละห้อยเห็นให้เป็นไป-
ตามอาลัยเวียนวกในอกนี้ ?
O เผยรูป .. มาสูบสิ้นห้วงจินตนา
ปรารถนาในคน .. ก็ล้นปรี่
ก่อนฝน .. ลมอ้อมเข้าล้อมตี
แววตาที่มองเบือน - ก็เหมือนลม
O ตระหลบแววตาตะล่อมรายล้อมอยู่
เลศนัยชู้ปลาบปลั่งคอยถั่งถม
กอปรจริตอิริยา .. ล้ออารมณ์
รับ - หัวใจจ่อมจมรู้ .. รมยา
O ดูเอาเถิด .. รูปละม่อม .. เหมือนล้อมอยู่-
รอสายตาสบสู่ .. รับรู้ว่า-
งามนั้น .. เมื่อโชนฉายต่อสายตา
ถ้วนคุณค่างามซึ้ง .. ย่อมตรึงใจ
O งามจึงเผยรูปขวางในทางเที่ยว
ล่มเปล่าเปลี่ยวทั้งสิ้นจนสิ้นได้
ก้าวย่างที่รออยู่ .. ของผู้ใด-
อยู่รอให้ก้อยเกี่ยว .. ร่วมเที่ยวทาง ?
O รู้หรือไม่ .. ว่างามเจ้าลามรุก
แล้วแทรกซุก .. อกใจของใครบ้าง ?
รู้หรือไม่ .. อาวรณ์ .. เร้นซ่อน .. พราง
ยามเลือดซับเนื้อปราง .. จักพรางฤๅ ?
O ฟ้ามืด .. ลมล่อง .. จันทร์ผ่องแผ้ว
รูปพักตร์, แววตาพร้อม.. ยินยอมสื่อ-
ตอบรับร่วมผูกพัน .. ว่านั่นคือ-
ร่วมยุดยื้อ .. งามนั้น .. ตราบวันวาย !





 

Create Date : 02 กันยายน 2557
8 comments
Last Update : 20 พฤษภาคม 2562 16:52:48 น.
Counter : 1330 Pageviews.

 


ไพเราะค่ะ...

เหนื่อยรึเปล่า? ปัญหาเรื่องคนงาน ค่อยๆแก้ไขไปนะคะ

เล็กเข้ามาให้กำลังใจออกสื่อค่ะ ถึงแม้จะเพิ่งวางสายไปก็เถอะค่ะ ...

 

โดย: น้องเล็ก IP: 192.99.14.34 2 กันยายน 2557 12:22:05 น.  

 

สดายุ..

"O ก็คงอีกไม่นานนัก ..
การล้อมกักกุมใจ .. คอยใฝ่หา-
คงเร่งแรงเร้ารุกไปทุกครา-
ที่แววตามีรูปเข้าลูบโลม"

"ก็คงอีกไม่นานนัก .. " ตอนนี้ เห็นตามเวปไซด์ และตามเฟสบุ๊ค ต่างต่าง มากมาย..บ่อยบ่อย..
เสมือนใครใครกำลังคอย...เวลา...
เวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง..

สดายุ ก็คงคอยบางสิ่งบางอย่างที่จะเกิดขึ้น..ใช่ไหมเอ่ย..
สาวสาวทางสวีเดน .." "ก็คงอีกไม่นานนัก .. " นี่นะ..
(ไปอ่านเวปสวีเดน มาน่ะค่ะ)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 2 กันยายน 2557 14:14:43 น.  

 

ตัวน้อย ..

ขอบคุณนะคะที่มาให้กำลังใจ .. ปัญหาเรื่องคนงานไม่มีวันจบตราบที่ยังต้องอาศัยแรงงานพวกต่างด้าว .. พอดีที่กลุ่มค้าปลีกรายใหย่มาเปิดใกล้ๆ แย่งคนงานกันน่าปวดหัว

ตกลงพี่พาไปทานยำถั่วพูนะคะ












 

โดย: สดายุ... 2 กันยายน 2557 20:14:51 น.  

 

มินตรา ..
ที่ยกมาน่ะถูกแค่ครึ่งเดียว .. ที่ถูกต้องครบถ้วนคือสองบทรวมกัน ..!

O ก็คงอีกไม่นานนัก ..
การล้อมกักกุมใจ .. คอยใฝ่หา-
คงเร่งแรงเร้ารุกไปทุกครา-
ที่แววตามีรูปเข้าลูบโลม

O และเมื่อความอ่อนหวาน .. นั้นหวานกว่า-
หวานบรรดารูปเคยผ่านเผยโฉม
งามย่อมเช่นแสงช่วงแห่งดวงโคม
รอ .. เอื้อมโน้มเหนี่ยวตระกองด้วยสองมือ !

ส่วนเรื่อง ความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังจะมาถึง เขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว ..เมื่อสองปีที่แล้ว

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=17-07-2012&group=41&gblog=39

 

โดย: สดายุ... 2 กันยายน 2557 20:27:02 น.  

 

สดายุ..

แปลกนะ เวลาสดายุคุยกับ "คนในหัวใจ" นี่..
จะไม่หวาน..ทั้งทั้งที่ใช้คำหวาน..

แต่เวลาคุยกับมินตรานี่ ทั้งทั้งที่เราคุยเรื่องวิชาการ หรือการเมือง..ศาสนา หนักหนักนี่
คล้ายจะมีอะไรระหว่างบันทัดที่อ่อนโยนนะ..ว่าไหม..

ที่แน่แน่คือ"ชายเดียว"ของมินตรา มิได้ชื่อ สดายุ นะ..

ต้องทำ ..ความทรงจำในความเข้าใจให้ตรงกันก่อน..
Memorandum of Understanding (MOU) 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 3 กันยายน 2557 2:52:35 น.  

 

มินตรา ..

กับสาวน้อยของผม เราจะหวานกันยามอยู่กันลำพังเท่านั้น ขอรับ .. 555
.
.

ส่วน
" .. สาวสาวทางสวีเดน .." "ก็คงอีกไม่นานนัก .. "
นี่หมายถึงอะไรนะ ?

ไม่เข้าใจว่า ..
ใครคือ สาวๆทางสวีเดน ?
และ."อีกไม่นานนัก" .. จะเป็นอย่างไร ? จะทำอะไร ?





 

โดย: สดายุ... 3 กันยายน 2557 6:01:38 น.  

 

สดายุ..

คืองี้นะคะ..
มินตราสนใจทฤษฎีที่ใช้ในทุกสาขาวิชาการในศตวรรษที่ 21 คือ Systems Theory อยู่
มิว่าจะใช้ในทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ชีววิทยา การบริหารจัดการ ทุกสาขาวิชาชีพ ไปจนถึง...
องค์การที่ใหญ่โตส่งยานอวกาศไปนอกโลกเช่น NASA...

สาขาวิชาอื่นจะทดลองในแลป( Laboratory)ได้ นอกจาก สาขาสังคม การเมือง ซึ่ง แลปนั้นต้องใช้ รัฐ ใช้ประเทศที่มีคน เกี่ยวกับคน เป็นแลป..
และ คน คือ ตัวทดลอง

แผ่นดินไทยเช่นเดียวกับประเทศอื่นกำลังเกิดการปฎิวัติใหญ่ตามมา...
จากผลของ การค้นพบเทคโนโลยีในการสื่อสาร..
Medienrevolution

เหมือนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หลังจากการค้นพบ แท่นพิมพ์
ชาวเยอรมัน Johannes Gensfleisch, ที่เรียกว่า Gutenberg ( ประมาณ 1400 - 1468 )เป็น ผู้ค้นพบ

ทำให้ไม่ต้องมานั่งวาดลายมือผลิตหนังสือทีละเล่มไว้ให้เฉพาะชนชั้นมีความรู้อ่าน..
ใครใครก็มีสิทธิจะอ่านเพราะซื้อหาง่ายขึ้น..Massmedia

World Wide Web (Web หรือ //www. ที่มีกำเนิดมาจาก แลปโครงการวิจัยทางนิวเคลียร์ของยุโรปในสวิส "CERN" ก็ เช่นเดียวกัน
ที่ทำให้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเช่นเดียวกับ"แท่นพิมพ์"
เป็น Medienrevolution

มินตรา จึงสังเกตุ คนไทย ทั้งในและนอกประเทศ ด้วยการตาม ใน เวป น่ะ..
แล้วสดายุเองก็เคยบอกว่าสนใจจะอยู่ในประเทศ แถบสแกนดิเนเวีย..สวีเดน ก็มีเวปคนไทย..
ก็เลยจับมารวมกันในระบบเดียวกัน..555
เพราะเคยอ่านกลอนที่แต่งชมสาวนัยน์ตาสีเขียว ด้วย

เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้ แล....


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 3 กันยายน 2557 10:31:03 น.  

 

มินตรา ..

เหตุผลที่ผมชอบประเทศแถบสแกน มีว่า ..
1. ประเทศแถบสแกน พัฒนาแล้ว
2. ไม่มีวัฒนธรรมเก็บกด และ บังคับให้รัก คือจะรักใครก็รักเอง ไม่ต้องมาชี้นำ
3. ความเท็จ ตอแหล ดัดจริต ไม่ท่วมเมือง
4. ระบบสังคมเขา settle ดีแล้ว ไม่เสียเวลารอคอย
5. สาวๆ สูงยาวเข่าดี ไม่อ้วนใหญ่เป็นตึกแบบ เยอรมัน 55 แถมผมบรอนซ์ขนานแท้ไม่ต้องย้อมแบบยุโรปใต้ติดเมดิเตอเรเนียน

อัลเฟรด โนเบิล ผู้ก่อตั้งรางวัลโนเบิล อันทรงเกียรติที่สุดในโลก ผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ เป็นสวีเดน

ส่วนความรู้จากการสังเกตุคนไทยของมินตรา .. ผมเกรงว่าจะเสียเวลาเปล่านะ เพราะความจริงไม่เคยออกจากปากคนไทยภายใต้"การแสดง" เชิงโวหารภาพพจน์

ผมคิดว่าอีก 100 ปี ประเทศไทยก็ยังพัฒนาไม่เท่าสวีเดนชั่วโมงนี้นะ มองจากองค์ประกอบหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤติของ hyper royalist ที่ค่อนข้างประสานประโยชน์กันยึดครองอำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด .. ประเทศจึงจะยัง "ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา" ไปตลอดกาล ..

 

โดย: สดายุ... 3 กันยายน 2557 20:23:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.