Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2560
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
25 มิถุนายน 2560
 
All Blogs
 

O ยอมเถิด เจ้า .. O







O ลมดึกเลื่อนแล่นฝ่ามิถุนายน
ผ่านพืดเมฆ-เม็ดฝนค่อยหล่น .. กลิ้ง
แววตาหวง-ห่วงละห้อยเหมือนคอยประวิง-
การดำดิ่งอาลัยของใจ-กาย
O ดวงใจเอย .. สายสวาดิ .. ผู้ชาติภพ-
จากแรกจบ-ก็ลุกลามเป็นความหมาย
ละม่อมพักตร์เบื้องหน้า, นัยน์ตาชาย
สบ, เอียงอาย .. เลือดแต้มเกลี่ยแก้มนวล
O จึงฉันทานัยคำ .. เฝ้า-รำร่าย
หวังจิตสายสวาดิน้อย .. ละห้อยหวน
เฝ้าตรึกตรองนัยคำ, ความ .. คร่ำครวญ-
ตราบปั่นป่วนด้วยมนต์ .. ที่ปรนเปรอ-
O –ใจอ่อนเยาว์เสพสดับ .. พึงรับรู้-
ความนัยชู้เสกสั่ง .. ให้พลั้งเผลอ-
โอบรับอ่อนหวานล้ำเข้าบำเรอ
ด้วยอำเภอน้ำใจ .. แห่งนัยคำ
O เพื่อถวิลโหยหา .. แรงอาวรณ์
จักซอกซอนแทรกฤทธิ์ .. พาจิตสัม-
ผัส-ความซึ้งซ่านสู่อย่างรู้จำ-
นน-ด้วยกรรมเบื้องหลังที่สั่งการ
O เพื่อรูปแพงเจ้าละห้อย .. แต่คอยหวง
พร้อมโชนช่วงอาทร .. แสนอ่อนหวาน-
จากส่วนลึกด้านใน .. ห้วงใจคราญ
คล้อยบรรสารความสู่ให้รู้รับ
O ละคาบกาลผ่านเผย .. ความเอ่ยเอื้อน
ก็ป่ายเปื้อนซึ้งซ้ำเป็นลำดับ
สุรภพทรงอยู่เกินรู้นับ
แต่เนตรพรับพรายแสงเข้าแทงใจ
O ดูเถิดนั่น .. แก้มอิ่ม .. รอยยิ้มเขิน
จะหยอกเอินซาบซึ้งไปถึงไหน
ดูเถิดหรือ .. รอยเลศแววเนตรใคร-
ราวจะไหวหวั่นสะเทิ้น .. บอกเขินอาย
O ใจเอยเมื่อ .. โลมลูบด้วยรูปแพง
ความกร้าวแกร่งเคยมี .. ก็หนีหาย
ถ้วนนัยกรองพร้องพร่ำ .. เฝ้ารำบาย
ก็ด้วยหมายใจเจ้า .. จักเฝ้ารอ
O คือน้ำใจ -ใช่น้ำค้างยามสางตรู่
เมื่อนัยชู้ร่วมพ้อง .. ย่อมร้องขอ-
อาวรณ์รูปวัยเยาว์ .. พะเน้าพะนอ-
ยั่ว-หยอกล้อแรงถวิล .. อย่าสิ้นเลย !
O เมื่ออบอุ่นอ่อนโยน .. เริ่มโชนฉาย-
ผ่านเนตรปรายปลาบชม้อย ให้ค่อยเผย-
คือสื่อส่งหวานล้ำ .. ร่วมรำเพย
ย่อมก้ำเกยกระหวัดหน่วง .. ทั้งดวงใจ
O หอมอาวรณ์ว่อนฟ้าเพ-ลานี้
ตอบรับรู้ท่าที .. เขามีให้
กี่หนาวยังยากฝ่าอุ่นอาลัย-
ที่โอบไล้โลมอก .. อยู่วก-วน
O หวานอารมณ์บ่มทรวงไม่ล่วงร้าง
ในท่ามกลางแสงช่วงโลมห้วงหน
ปรารถนานิรมิตในจิตคน-
หมายอีกใจดิ้นรน .. ตอบ-รับรอง
O รื่นรื่นลมรวยริน .. ล้อมถิ่นที่
ก่อนวาดวีเคลื่อนสายรำบายหมอง
โคมกลางฟ้าก็ระยับ .. ลงจับจอง-
พื้นที่ให้เรื่อรอง .. ได้ผ่องพราย
O ระยิบรับ .. ระยับรุ้ง .. แห่งคุ้งฟ้า
ค่อยทอดฝ่าโลกต่ำลงรำร่าย
เช่นเนตรซึ้งซ่านคำ .. ลอบรำบาย
เปล่งความหมายปลงเปลื้องบอกเรื่องราว
O ระยิบเอยชุติมา .. ใต้ฟ้าต่ำ
เปล่งประกายร่ายรำในค่ำหนาว
แฝงอาวรณ์ตอบรับอยู่วับวาว
จะเป็นเนตรหรือดาว .. ที่หาวนั้น
O ที่วอนว่า, น้อยใจ .. คำใครหนอ
เหมือนร่ำรอง้องอน .. ออดอ้อน-ขวัญ
ใจเอยแต่เลือนล่วง .. ทุกช่วงวัน-
คิดถึงนั้นมากอยู่ไม่รู้จาง
O ข่าวดีที่ไหนหนอ .. จึงรอคอย-
คำ,ความ,ถ้อย .. ผ่านสู่แต่ตรู่สาง
อิ่มเอมด้วยอาลัยแห่งใจนาง
ที่จะเคียงอยู่ข้างไม่ห่างกัน
O คิดถึงสักแค่ไหนหนอใจเจ้า
หวานรุมเร้าแค่ไหนหนอใจนั่น
จะรอคอยข่าวดีทุกวี่วัน
รอรำพันเจ้ามอบ .. คืนตอบแทน
O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
เต็มอยู่ทุกคาบช่วง .. คือหวงแหน
คงยากหารูปรส .. เข้าทดแทน
ให้เหมือนแม้นใครนี้ .. ผู้มีใจ
O อย่าลืมว่ามีใจ หนึ่งใจคอย-
สบรูปรอยแห่งชู้ .. ว่าอยู่ไหน
ถวิลถึง .. ห่วงหา .. พร้อมอาลัย-
ราวสุมใส่แทรกทรวงทุกช่วงตอน
O อย่าลืมว่ามีใจ ..หนึ่งใจรู้-
แต่ละห้อยคอยอยู่ .. ไม่รู้ผ่อน
รอคอยหนึ่งรูปนามผู้งามงอน-
ชายตาค้อนอ้อนความ .. เอาตามใจ !
O จงรู้ว่า .. คำนึงเพียงหนึ่งช่วง-
มีความหวงแหนอยู่ .. จนรู้ได้
จงรู้ว่า .. ความคำที่ร่ำไร-
หวังเพื่อให้ใจนั้น .. หวิว-สั่นสะท้าน !




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2560
18 comments
Last Update : 21 มีนาคม 2562 17:58:51 น.
Counter : 1300 Pageviews.

 


สดายุ..

"O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
เต็มอยู่ทุกคาบช่วง .. คือหวงแหน
คงยากหารูปรส .. เข้าทดแทน
ให้เหมือนแม้นใครนี้ .. ผู้มีใจ"

หากเปลี่ยนเป็น "ให้เหมือนแม้นใคร.. นั้น.."
คนนี้.. ก็จะ O ยอมเถิด เจ้า .. O กับเค้าด้วยนะ 555

ไพเราะมากทั้ง คำ ทั้งความ จนต้องเข้ามาช่วยกัน. .."หวิว-สั่นสะท้าน !" ด้วย

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 27 มิถุนายน 2560 18:01:05 น.  

 

มินตรา ..
การค่อยๆ เรียบเรียงเลือกวางคำ ไปตามจินตนาการ ภายใต้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง
เป็นการใช้เวลาว่างให้ผ่านไปได้รวดเร็วยิ่ง

แต่มีข้อน่าสังเกตุบางประการในบรรดางานที่ต้องใช้จินตนาการและสมาธิสูงอยู่เหมือนกันคือ
มันจะทำได้ดี ทำได้มากมายอยู่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น คำประพันธ์ประเภทกาพย์กลอน
ไม่ว่าจะเป็น คำประพันธ์ประเภทร้อยแก้ว นิยาย
ไม่ว่าจะเป็น เนื้อเพลง พร้อมทำนอง
รวมทั้ง ภาพวาด ศิลปกรรมทั้งหลาย
ที่น่าจะเรียกว่าเป็นช่วง peak
.
ผลงานจะออกมาต่อเนื่องอยู่ระยะหนึ่งแล้วจะหยุดไปเลย
.
ไม่จำเป็นว่าต้อง peak ในวัยหนุ่ม แล้ว หยุดร้างลาในวัยกลางคน
บางครั้ง หากเริ่มต้นในวัยกลางคนก็ peak ในวัยนั้นเลยแล้วค่อยๆแผ่วลง จนหมดในที่สุด
.
ผมคิดว่า .. ทั้งนั้น ไม่ว่า ..
สุนทรภู่
อังคาร กัลยาณพงศ์
นายผี อัสนี พลจันทร์
อัสนี โชติกุล
ยืนยง โอภากุล
ถวัลย์ ดัชนี
ประเทือง เอมเจริญ
เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
พนมเทียน
บุษยามาศ
ทมยันตี
ฯลฯ
.
มันเหมือน หมดก๊อก .. 55
เห็นด้วยไหมครับ

 

โดย: สดายุ... 28 มิถุนายน 2560 15:56:57 น.  

 

เพราะดีค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 29 มิถุนายน 2560 11:02:33 น.  

 

สดายุ..

เห็นด้วย ค่ะ ที่ใช้ "จินตนาการและสมาธิสูง"
ในการผลิต คำ เรียงเป็น ความ
ให้สวยงามในการใช้ภาษา
นี่จะเป็นร่องรอยอารยธรรมต่อไปในภายภาคหน้า

ส่วนเรื่อง"ก๊อก"ของสดายุน่ะ เป็นเทคโนโลยี่
ซึ่งต้องแก้ด้วยเทคโนโลยี่ 555

สดายุ ชอบใช้" คำ "ซ้ำซ้ำ ซึ่งทำให้ "ความ" เด่นขึ้น
"O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
O อย่าลืมว่ามีใจ หนึ่งใจคอย-
O อย่าลืมว่ามีใจ ..หนึ่งใจรู้-"
ตรงนี้ มินตราว่าเป็นอีก ความงาม นะ ว่าไหมคะ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 212.47.252.101 29 มิถุนายน 2560 16:22:47 น.  

 


คุณเอื้อย ..
สวัสดีครับ ..
ผมเขียนให้สาวๆอ่านครับ



มินตรา ..
ว่าด้วย ครับ ..
เขาเรียกว่า "ย้ำคิดย้ำทำ" แบบคนที่เลยวัยรุ่นมาใหม่ๆ อิๆๆ

ผมคิดว่า เป็นปกติของคนเราเมื่อทำอะไรนานเข้าก็จะเหมือนคนขี่จักรยานนะครับ .. ปล่อยสองมือเป็นบางครั้งเวลา "ของขึ้น" 55

ที่จริงการเล่นความซ้ำ นี่ผมสังเกตุเห็นในงานของนายผี
เด่นชัดมาก .. รวมทั้ง "คำ" ที่ท่านเลือกใช้ได้อย่างทรงพลัง อย่างที่ไม่อาจเห็นในเด็กรุ่นใหม่ๆ (ที่ขาดอหังการของการเลือกใช้คำ เพื่อเดินความ ทำให้กลายเป็นเรียงความมีสัมผัสไป)

ผมรออ่านกลอนของมินตราอยู่นะครับ


 

โดย: สดายุ... 29 มิถุนายน 2560 19:44:43 น.  

 

สดายุ..

นับตั้งแต่ผู้ยิ่งใหญ่ท่าน ร่ายกลอน “หายใจเป็นไทย”
ใครเลยจะบังอาจ ไปร่ายกลอนทาบ ท่านได้ !
มิบังอาจ !

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 30 มิถุนายน 2560 0:47:58 น.  

 

"เจ้า" ในกลอนบทนี้ของคุณสดายุ
- มีตัวตนจริง

หรือว่า...
- เขียนใหม่ตามจินตนาการ
- เป็นกลอนเก่ามาเล่าใหม่ค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 30 มิถุนายน 2560 9:18:52 น.  

 



มินตรา ..
กลอน "หายใจเป็นไทย" ?
อ่านแล้ว .. เลือดลมไม่พลุ่งพล่านแย่เหรอครับนี่ 555

ชนเผ่านี้เขามีการ "บังคับให้รัก" ด้วยนะครับ
อีกหน่อยเอาออกงานวัดได้เลยครับ



แม่เอื้อย ..
"เจ้า" ในนารีปราโมชทุกบท ไม่มีตัวจริงครับ ..
กำลังหาอยู่จนถึงนาทีนี้เลยครับ

บางครั้งก็เอากลอนในเรื่องยาวมาตัดตอนลง
บางครั้งเอากลอนเก่ามี ผัดหน้าทาแป้ง ปรับจุดที่ไม่พอใจแล้ววางใหม่ครับ ปนๆกันไป


 

โดย: สดายุ... 30 มิถุนายน 2560 19:10:43 น.  

 


เรียกแม่เอื้อยก็สมควรกับวัยจริงแล้ว
แม่เอื้อยดูจากรูปแล้ว..ไม่น่าเชื่อว่า ยังโสด นอกจากมีอุบัติเหตุของชีวิต

เป็นกำลังใจให้ค้นหานารีที่ปรารถนาต่อไปค่ะ
แม่เอื้อยผ่านโลกนี้มา..ก็นานมากแล้ว
มีข้อคิดฝากเรื่องนารีไว้ให้เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้

นารีปากกล้ามือไว-อย่าได้สุงสิง
นารีอ่อนน้อมพูดน้อยนิ่ง-จงวิ่งเข้าหา
นารีบ้าถือศักดินา-จงล่าถอย
นารีดัดจริตสำออย-จงถอยห่าง
นารีสำอางมือเท้าห่างเกิน-จงเดินหนี
นารีชั่วช้าอัปรีย์-จงวิ่งหนีให้ไกล
นารีจัญไร-อย่าได้แม้แต่ชายตาแล
นารีที่คอยแคร์แม้แต่พ่อแม่เราอย่าได้รั้งรอ-รีบไปขอทันที

ขอให้โชคดีเจอนารีที่ถูกใจในไม่ช้านี้นะคุณสดายุ!

 

โดย: แม่เอื้อย IP: 61.19.86.2 1 กรกฎาคม 2560 11:15:54 น.  

 



แม่เอื้อย ..
สวัสดีและขอขอบคุณในคำแนะนำครับ ..
นารีมีหลายแบบ .. แต่มีเพียง 2 แบบ ที่แนะนำ

1 นารีอ่อนน้อมพูดน้อยนิ่ง-จงวิ่งเข้าหา
2 นารีที่คอยแคร์แม้แต่พ่อแม่เราอย่าได้รั้งรอ-รีบไปขอทันที

อย่างแรก พอเข้าใจได้ ..
แต่อย่างหลัง นี่ .. แล้วถ้าหากพ่อแม่ไม่เห็นด้วย ก็คงม้วยมรณังสิครับ .. อิๆๆ

ขอบคุณในคำอวยพรครับ ..


 

โดย: สดายุ... 1 กรกฎาคม 2560 14:47:38 น.  

 

ถ้าพ่อแม่ไม่เห็นด้วย ตัวช่วยที่ดีที่สุดก็คือ เวลา เพราะเวลาจะช่วยเยียวยา ประสานทุกอย่างให้ดีขึ้น

แต่เวลาก็สามารถทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนไปได้ทั้งบวกและลบอีกเหมือนกัน..

แต่ถ้าทั้งสองยึดมั่นในรักกันจริงๆ อุปสรรคไม่ใช่ปัญหาใหญ่ค่ะ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 3 กรกฎาคม 2560 15:00:41 น.  

 



ญ ไทยรุ่นเก่า หรือรุ่นใหม่ที่หัวเก่า
จะมีข้อจำกัดเยอะครับ .. ในความสัมพันธ์ ชาย/หญิง

ผมมองเห็นว่าสังคมที่ปัญหาน้อยและพัฒนาแล้วอย่าง
ยุโรป น่าจะมีความเหมาะสมลงตัวมากกว่าทางเอเชีย
ที่มีน้อยประเทศมากที่สามารถผ่านพ้นกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การเลี้ยงดูเด็กให้ช่วยตัวเองได้ - โดยไม่โอ๋เกินเหตุ
รวมทั้งกระบวนการเลือกคู่ครอง - โดยการรู้จักกันอย่างแท้จริง

 

โดย: สดายุ... 3 กรกฎาคม 2560 15:59:32 น.  

 

ทุกอย่างมักมีสองด้านเสมอ. ความคิด ทัศนคติ อุดมการณ์และวิจารณญาณแต่ละคนแตกต่างกัน

หากเราใช้ความรู้สึกเราเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินสิ่งที่ไม่ใช่เรา ผู้อื่นคือตัวปัญหาทันที

แม่เอื้อยยอมรับว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว. เปิดกว้างทางความคิด และมีอิสระในการตัดสินใจ เด็กของเขาจึงเติบโตมากับความเชื่อมั่นในตนเองที่สูงมาก

โดยเฉพาะเรื่องคู่ครองนี่ ลองผิด ลองถูกกันได้ตามชอบใจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนเสมอไป.

หญิงไทยสมัยนี้ก็ค่อนข้างจะกลมกลืนเลียนแบบยุโรปบ้างแล้วนะ. ไม่ค่อยเห็นเด็กสมัยใหม่แต่หัวใจคร่ำครึแล้ว

ในโอกาสว่างๆแชร์ความคิดแลกเปลี่ยนกันค่ะคุณสดายุ

 

โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 3 กรกฎาคม 2560 16:44:11 น.  

 



ผมมองที่ "ผลลัพธ์ที่มองเห็นจับต้องได้" นะครับ ..
ไม่ค่อยใช้ความรู้สึกตัวเองตัดสินเท่าไร ..

คนทั้งโลกคงมองเห็นว่า ยุโรปแทบจะทั้งทวีป (อาจมีประเทสที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ที่ลงท้ายชื่อประเทศด้วย "สถาน"ทั้งหลาย และยุโรปตะวันออกบางประเทศเท่านั้นที่ยกเว้น เช่น อัลบาเนีย ) เป้นประเทศพัฒนาแล้ว ..

ขณะที่ในเอเชียกลับกัน ..
มีเพียง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เท่านั้นที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าการเมือง สังคม จารีตประเพณี ของยุโรปตะวันตกต้องสอดรับกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์มากที่สุด มันถึงมี วิวัฒนาการ ไปข้างหน้า .. นับจากยุค เรเนซอง อันเป็นยุคตาสว่างในยุโรป

"ผลที่จับต้องได้" ครับที่ผมมอง
ลาลูแบร์ มาสยามสมัยพระนารายณ์ จำง่ายๆว่าสมัย พศ.2222 ...

จนบัดนี้ เรายังตามฝรั่งเศสไม่ทันเหมือนเดิม .. แสดงว่ามีความ"ไม่สามารถในกระบวนการพัฒนาการ" ดำรงอยู่แน่นอนครับ

แลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ แม่เอื้อย

 

โดย: สดายุ... 3 กรกฎาคม 2560 19:29:19 น.  

 

สดายุ..
ว่าด้วย .".ลาลูแบร์ มาสยามสมัยพระนารายณ์ "

ได้เขียนบันทึกใน" จดหมายเหตุพงศาวดาร ราชอาณาจักรสยาม" ว่า.... "ชาวสยามคล้ายคลึงกับชาวประเทศเพื่อนบ้าน ชาวสยามมีรูปพรรณทางใบหน้าแบบชาวชมพูทวีป ผิวผสมแดงกับน้ำตาลไหม้ ซึ่งไม่เหมือนกับชาวต่างชาติข้างเหนือของทวีปอาเซีย และยังมีจมูกสั้น ตอนปลายจมูกมีลักษณะมนเหมือนชาวประเทศเพื่อนบ้าน กระดูกโหนกแก้มโปน และยื่น หางตาเชิดชัน ใบหูใหญ่กว่าชาวยุโรป ท่าทางมีลักษณะห่อตัวเหมือนลิงทะโมน และยังมีอิริยาบทอีกหลายอย่าง ที่คล้ายสัตว์จำพวกนี้ "

หากดูจากการที่ แม่คอยอบรม มินตรา ว่า
- อย่าทำตัวเป็นลิงทะโมน
- นั่งตัวตรงตรง หน้าเชิดไว้
- จะเดินจะเหิร อย่าเป็นม้าดีดกะโหลก
-อย่า พูดคำหัวเราะคำระริกระรี้
แม่อ่านบันทึกของลาลูแบร์ จนต้องมาแก้ไข ตรงตัวมินตรานี่เอง

ก็นับว่ามินตรา มีความ "สามารถในกระบวนการพัฒนาการ" ดำรงอยู่แน่นอน !
เดี๋ยวนี้เวลาเจอหนุ่มคนไหน ที่มาดดีดีหน่อย
มินตราก็จะทักทายด้วย faire la bise แบบชาวฝรั่งเศส เลยค่ะ 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 212.47.252.101 4 กรกฎาคม 2560 4:07:09 น.  

 




มินตรา ..
มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ได้ออกเดินทางจากท่าเรือเมือง เบรสต์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2230 มาทอดสมอที่กรุงสยาม เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2230 เดินทางกลับเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2231

ในขณะที่การทลายคุกบัสตีย์ในการปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นเมื่อ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 หรือตรงกับ พศ.2332 คือหลังเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าครั้งที่ 2 มา 22 ปี ก็ตรงกับ รัชกาลที่ 1 (ขอแก้ไขที่มอง พศ. ผิดไปร้อยปี …55)

แปลว่า .. ลาลูแบร์ กลับจากสยามไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ 101 ปี ก็มีเหตุการณ์ล้มระบอบกษัตรย์ในฝรั่งเศส

หลังจากนั้น มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 (พศ.2335) และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา

พระนารายณ์เป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ปราสาททอง ..
และเรายังต้องผ่าน"ราชวงศ์บ้านพลูหลวง"มา 1 ราชวงศ์
แล้วต่อด้วย เจ้าตากสินอีก 15 ปี เต็มๆ

ยุคเรืองปัญญา (เรเนซอง) เริ่มต้นแล้วตั้งแต่ปลายยุคกรุงธนบุรี ต่อต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ .. นับว่าเร็วมาก

ผมยังเห็นภาพชาวบ้านชาวสยามในยุครัชกาลที่ 5 หลังจากที่เริ่มมีกล้องถ่ายรูปมาตั้งแต่ รัชกาลที่ 4 บ้าง .. รวมทั้งบ้านเรือน และชุมชน .. ว่าเป็นอย่างไร (ยุคนี้คนไทยมีประมาณ 10 ล้านคนแล้ว)

แต่นึกภาพไม่ออกว่าสมัยพระพุทธยอดฟ้าจะมีถึง 5 ล้านคนไหม และสภาพบ้านเรือน ชุมชน จะเป็นอย่างไร ในยุคที่ รอแบ็สปีแยร์ ใส่สูทพร้อมวิกผม ปราศรัยปลุกระดมผู้คนในปารีส ก่อการปฏิวัติ

ช่างแตกต่างกันมากจริงๆ ระหว่าง 2 นครา

 

โดย: สดายุ... 4 กรกฎาคม 2560 13:13:30 น.  

 

ไม่ยอมค่ะคุณสดายุ คริๆ


 

โดย: เก้ง IP: 223.24.94.72 21 มีนาคม 2562 16:27:14 น.  

 




งั้นผมยอมเอง

 

โดย: สดายุ... 24 มีนาคม 2562 9:57:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.