Group Blog
 
<<
เมษายน 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
18 เมษายน 2558
 
All Blogs
 

O รูปนามเอย .. O







Song From A Secret Garden



O ลมผ่าวร้อนพลิ้วผ่านอยู่นานเนิ่น
เมื่อ-ขัดเขินแฝงเร้น .. คล้ายเต้น-ไหว
ลอบเหลือบมองทุกช่วง .. ก็หน่วงใจ-
จนแกว่งไกว .. สั่นรัวอยู่ทั่วดวง
O ลมตื่นตอนอ้อนเมฆ .. ก็เฉกเช่น-
แววตาตื่นตอบเต้น .. ไม่เว้นช่วง
ชายชำเลืองปริบปรอย เหมือนคอยทวง-
การล้ำล่วง .. กล้ำกรายด้วยสายตา
O แล้วจักษุวิญญาณ .. ก็ผ่านล่วง
ให้ภพชาติพาดช่วง .. บนท่วงท่า-
สบสัมผัสรูปนาม .. แล้วล่ามคา-
แววแฝงเร้นปริศนา .. เบื้องหน้านั้น !
O รูปนามเคยผ่านช่วง .. พลัน-ร่วงป่น-
ร่วงลงบนแววตา วุ่นว้า .. หวั่น
โลกนี้หนอ .. ยองามมาล่ามพัน
ยาก-แล้วขวัญ จะฝ่างาม .. เอาตามใจ !
O ความอ่อนโยน .. อ่อนหวานเมื่อผ่านล้อม
ก็แนบน้อมอารมณ์ .. สุด-ข่มไหว
เผยรูปนามเพียงเพื่อ .. ทอเยื่อใย-
โอบล้อมให้ถวิลอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O ดาวจะเลื่อนเดือนจะลับ .. ไม่รับรู้
เมื่อแรงชู้ตื่นตอบ .. ทุกลอบเหลียว-
เผยแววรับปรารมภ์ รอกลมเกลียว
ร่วมโน้มเหนี่ยวคำนึง .. จดถึงกัน !
O เริ่มบทบาทแห่งโลกเข้าโยกตี
ผ่านท่วงที .. แววตา .. เบื้องหน้านั่น
ที่เหมือนทอสายสวาดิลงพาดพัน-
ผูกล่ามขวัญร้อนรุม .. แล้วกุม .. กำ !
O ตรู่เช้า .. ที่เบิกบท .. ความสดชื่น
ฤๅเท่ารื่นล้อมตระหลบ .. ให้อบร่ำ
แววในตาเหลือบชาย .. เหมือนร่ายรำ-
ถ้อยความ .. คำ .. เร่งรุดเข้ายุดยื้อ
O แวววับ .. หวาน .. ชายตอบอีกรอบแล้ว
ใด-อาจหยุดผ่องแผ้วจนแล้ว .. หรือ ?
จิตวิญญาณเปล่าเปลี่ยว .. ใต้เรียวมือ-
หลังสบสื่อ .. ยื้อยุด .. ฤๅ-ฉุดทัน ?
O ม้วนปลายสอดเป็นห่วง .. เป็นบ่วงบาศก์
เอาภพชาติล่ามรอ .. เคล้าคลอขวัญ
งามก็เหมือนสมสร้างแต่ปางบรรพ์
สบ-บัดนั้น .. ละห้อยเห็น .. ฤๅ-เว้นวาย ?
O เหมือนยูงยืนอกแอ่น .. รำแพนหาง
ให้รอบข้างรู้งามรู้ความหมาย-
ว่าขาบเขียวเรียวขน .. ที่บนกาย-
จักเฉิดฉายยอโฉม .. บรรโลมใจ
O แต่วกวนพากเพียรเฝ้าเวียนพิศ
รูป .. จริต .. อิริยา .. ฤๅฝ่าไหว ?
เมื่อเฝ้าคอยหยอกยั่ว .. ล้อหัวใจ-
มือย่อมไขว่คว้าอยู่ .. ให้รู้กัน
O หมายปองงามทรามสวาดิในชาตินี้
ด้วยหัวใจดวงที่ .. ไม่มีหวั่น !
ร้างซึ่งความอ่อนไหว .. ดั่งไฟควัน
ย่อมเพียงขวัญพาดช่วงในดวงตา
O ชื่นชมวับวาวแสงดาวลอย
ที่กระพริบพร่างพร้อยขึ้นคอยท่า-
ขณะรูปผ่องแผ้ว .. พร้อมแววตา-
เหมือนลอยรูปคอยท่าให้อาวรณ์
O จนสิ้นแรงทุกคราเมื่อตาพรับ
แววระยับวนว่าย .. ที่คล้ายอ้อน
ออดแววความอ่อนไหว เหมือนไฟฟอน-
เข้ารุมร้อนลนจิตจนติดตาย
O แต่ตาวามวาวพ้องมาต้องกัน
แต่บัดนั้น..ความคำ..ก็รำร่าย
วับวามความสดใส, หัวใจชาย-
ก็ยอมวายวอดแล้ว .. ด้วยแววตา
O เพ่งพิศความผุดผ่องที่ต้องอยู่
ย่อมรับรู้รูปรอยที่คอยหา
เสพรับความหอมหวานแห่งมารยา
ด้วยรู้ว่า .. ล้อมรัด เกินทัดทาน
O แต่เฝ้าชมรูปนาม, ที่หวามไหว-
คือหัวใจเพียบพร้อมด้วยหอม .. หวาน
แล้ว-เรื่องราวร้อยขวัญแห่งวันวาน-
ก็เอ่อซ่านรวมสาย .. ขึ้นว่าย-วน
O ความอ่อนโยน .. อ่อนหวานยังผ่านล้อม
ให้แนบน้อมดื่มด่ำ ..อยู่ซ้ำหน
เผยรูปนามโอบไล้หัวใจคน-
ที่คล้ายอลเวงอยู่ .. ไม่รู้พอ
O ลมผ่าวร้อนหยุดผ่านไปนานเนิ่น
ขณะการณ์ก้ำเกิน .. ดำเนินต่อ
ลอบเหลือบมอง-แก้มอิ่ม .. ตาพริ้มรอ-
แก้มนวลลออ .. แต้มยิ้ม .. ไว้พิม์ใจ !
O รูปเอย .. รอถนอม .. ในอ้อมกอด
ทั้งความ, คำ พร่ำพลอด .. จักออดให้-
ห้วงอารมณ์-เปี่ยมค่าแรงอาลัย
จำหลักหวงแหนไว้ .. สุมใส่ .. ทรวง
O อุ่นจะคอยโอบเอื้อ .. เนียนเนื้อนุ่ม
หอมจักรุมเร้าสู่ไม่รู้ล่วง
หวานจักหลอมรสสั่ง-ใจทั้งดวง-
ร่วมเหนี่ยวหน่วง .. ปฏิพัทธ์ เข้ารัดรึง !
O คอจะรอแขนเรียว .. เข้าเหนี่ยวโอบ
ฆานผู้โลภ-กรุ่นหอม .. จักยอม .. ถึง-
ให้ทุกความดื่มด่ำในคำนึง-
หอมเพียงหนึ่ง-หอมนี้ .. ไม่มีคลาย !





 

Create Date : 18 เมษายน 2558
0 comments
Last Update : 17 พฤษภาคม 2562 9:18:38 น.
Counter : 683 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.