Group Blog
 
<<
เมษายน 2558
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
2 เมษายน 2558
 
All Blogs
 

O รูปพรรณในบรรจถรณ์ .. O








ทานตะวัน


O เรื่อยรี้คีตะกานท์ .. ค่อยผ่านแว่ว
เมื่อลมแผ่วผ่านริ้ว .. น้ำพลิ้วผืน
กรุ่นกลิ่นแก้วอบร่ำ .. รอค่ำคืน-
คลี่ลงโอบกอดคลื่น .. ที่ตื่นฟอง
O เจื้อยแจ้วเสียงสูงต่ำ .. คล้ายรำพัน-
กล่อมดวงขวัญทอนโศกแห่งโลกผอง
มีจังหวะใจย้ำเร่งทำนอง-
เสียงพร่ำพร้องแห่งชู้ .. ให้รู้นัย
O ร้างเดือนดาวกลางพลบ, หรือ-หลบซ่อน-
จากแววตาออดอ้อน .. แสนอ่อนไหว
รื่นเย็นลมร่ำหา, แววตาใคร-
ก็ช่างแสนร่ำไร .. ล้อใจคน
O แม้น-เหมือนจันทร์ซ่อนแสงจากแหล่งที่
ทั้งราศีดาวช่วง .. ลับห้วงหน
หากแววตาหวั่นสะทก .. ยังวก-วน-
ทอดทอแสงอำพน .. เข้าดลใจ
O โบกโบยลมเย็นรื่น .. ล้อมผืนน้ำ
เมื่อคืนค่ำปรากฏความสดใส
โดยความซึ้งซ่านล้ำ, แก้มก่ำใคร-
ก็เรื่อสีแต้มใส่ .. ทุกนัยน์ตา
O ระริกสายน้ำตื่นพลิ้วผืนระลอก-
เข้ายั่วหยอกโลมหลั่ง .. ริมฝั่งท่า
รูปละม่อมเนียนแก้มยั่วแย้มมา
ปรารถนาอาวรณ์ – ฤๅถอนพ้น ?
O อ้อยอิ่งเสียงสังคีตแว่วหวีดผ่าน
พาหอมหวานทั้งปวงให้ร่วงหล่น-
ลงสู่ห้วงคำนึง .. ของหนึ่งคน-
เลื่อนระดับเอ่อล้นท่วมท้นใจ
O รูปนามเอย .. เผยลักษณ์มาดักขวาง-
หรือเพื่อรอก้าวย่างทุกย่างให้-
ย่ำเหยียบลงกลางบ่วง .. ความห่วงใย-
แล้วอาลัยเสน่หา .. ไม่ล้าเลือน ?
O พร่างพรายน้ำเหลื่อมรับอยู่วับไหว
เมื่อหัวใจคำนึง .. ซาบซึ้งเหมือน-
ว่า .. รูปนามตามติด .. คอยพิศเบือน-
สายตาเลื่อนแววชู้ .. ให้รู้การณ์
O สูงต่ำแห่งสังคีตแว่วหวีดเสียง
ยังแว่วเพียงขับกล่อมพาหอมหวาน-
เข้าโอบไล้โลมสิ้นจิตวิญญาณ
ให้สะท้านสะเทื้อนอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว-
เร้นส่วนเสี้ยวเลื่อนดวงจนล่วงรอย
O ป่านฉะนี้ .. รูปแพงจักแฝงร่าง-
ในท่ามกลางเย็นเยียบและเงียบหงอย
หรือ .. หัวใจพร่ำพ้อเฝ้ารอคอย-
อกแขนอ้อยสร้อยโอบให้แอบอิง ?
O คิดถึงกันมากไหม .. หัวใจนั่น
แล้ว .. ไหวสั่นเพียงไหนหนอ .. ใจหญิง ?
แทน-เตียงนุ่ม .. เนื้ออ่อนเจ้าผ่อนพิง-
หมาย .. เกลือกกลิ้งก่ายร่างที่กลางทรวง
O รอคอยเถิด .. รูปละม่อมในอ้อมแขน-
จักโอบรูปไว้แน่น .. อย่างแหนหวง-
เพียงเพื่อแววหวามไหวที่ในดวง-
ตาคู่ช่วงโชนความออกล่ามพัน !
O แม้นจันทร์แรมเร้นดวง .. เลือนช่วงแสง
หากที่แฝงฝากช่วงในห้วงฝัน-
กลับเจิดจ้าโชนช่วงเยี่ยงดวงวัน-
เมื่อแรกผันเรือนรุ้งทาบคุ้งฟ้า
O เก็บงำแวววับวามแห่งยามเช้า-
พร้อมเหลื่อมเงาสายน้ำที่หลามบ่า
ก่อรูปนามพร่างพรายในสายตา
ให้แต่ปรารมภ์ชู้ .. ไม่รู้แล้ว
O ค่ำนี้ .. แววตาระยับเกินขับข่ม
แก้วกรุ่นกลิ่นรื่นฉม, สายลมแผ่ว-
ก็รำบัดรำบายปัดป่ายแนว
ลูบโลมความผ่องแผ้ว .. ล้อมแววตา
O ฟากฟ้า .. เมฆหม่นดำ, เสียงคำรน-
ก้องกาหลครึกโครม, ลมโหมหา
บนโลกต่ำ-รูปนาม .. ก็ล่ามคา-
ปรารถนาอาลัย .. ที่ในตน
O มีใจ .. พร้อมรูปเงา-รุมเร้าอยู่-
เมื่อรอบชู้โหมช่วง, กลางห้วงหน-
สายวิชชุเฟื้อยเส้น .. แล้วเต้น .. วน
แข่งใจคนรัวเต้นไม่เว้นยาม
O ถวิลถึง .. รูปสล้างที่กลางหมอน-
จักทอดถอนใจทราบ - รสวาบหวาม
อ้อมแขน .. อกอุ่นเอื้อ .. นิ่มเนื้องาม-
หรืออาจห้ามใจข่ม .. การสมยอม ?
O ลมลูบน้ำกระเพื่อมผิวเป็นริ้วตื่น
เสียงโอดอื้นพร่ำพ้อ .. ร่ำรอ-ถนอม-
ก็แผ่วผ่านตอกย้ำ .. ให้ด่ำดอม-
รสหวานหอมรูปนามแห่งยามนั้น
O เรื่อยรี้ .. คีตะกานท์ยังผ่านแว่ว-
ก็เมื่อแววในตา .. ค่อยพร่าสั่น
ระทึก .. ระทวยใจ .. ของใครกัน-
คงแว่วอยู่เช่นนั้น .. เสียง-สั่นเครือ
O คงแว่วอยู่ในโสต .. เสียงโอดอื้น
รัญจวนตื่น .. ในยามก็งามเหลือ
ร้างเหน็บหนาวทุกรอย .. จะคอยเจือ-
จางช่วงเชื้ออุ่นร้อน .. ให้ผ่อนแรง
O ราวเสียงแผ่วไกลลิบ .. กระซิบกระซาบ
ก่อนนัยน์ตาสบทราบ .. แล้ววาบแสง
ออดอ้อนผ่านรูปคำ .. ก็สำแดง-
นัยฝากแฝงอาวรณ์ .. อันร้อนรน
O วูบวับความอ่อนไหว .. ผ่านนัยน์ตา
ที่เหมือนว่าไหวสั่นนับพันหน-
จากอาวรณ์สั่นสะทก .. ในอกคน-
ผู้วกวนเวียนหอมไม่ยอมร้าง
O คะเนนึก .. รูปพรรณในบรรจถรณ์-
จักออดอ้อนแวดล้อมไม่ยอมห่าง
ช่วงแขนเรียว, ดวงขวัญ, รูปสรรพางค์-
จักร่วมวางชาติภพบรรจบลง
O คะเนนึก .. เนื้อนวลคร่ำครวญถวิล
เมื่อกรุ่นกลิ่นหอมระรุม .. ให้ลุ่มหลง-
ค่อยผ่านรสรื่นล้ำ .. ร่วมจำนง-
การรับส่งหวานหอม .. รายล้อมใจ
O เรื่อยรี้คีตาพร้องทำนองประณีต
ดังแว่วหวีดโลมรุกผ่านยุคสมัย
เสียงสั่นเครือคร่ำครวญ, เนื้อนวลใย-
ค่อยพลิ้วไหวตอบรู้ .. แรงชู้นั้น
O พร้อมคีตาพร่ำพร้องทำนองประณีต
เสียงแว่วหวีดก้องรัว, เนื้อตัวสั่น-
ก็เผยผ่านแขนเรียว .. โอบเหนี่ยวพัน-
ธนา-ความใฝ่ฝัน .. บัดนั้นเอง !





 

Create Date : 02 เมษายน 2558
0 comments
Last Update : 17 พฤษภาคม 2562 9:33:14 น.
Counter : 1535 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.