Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
232425262728 
 
4 กุมภาพันธ์ 2557
 
All Blogs
 

O รูปนฤมิต .. O








เพลง .. ลาวสวยรวย
คุณพระช่วย



O ลมหนาว .. เลื่อนระลอกโลมหมอกเช้า
ผ่านรุมเร้าเถาวัลย์ .. จนสั่นไหว
หยาดน้ำค้างเกลือกกลิ้งที่กิ่งใบ-
ค่อยค่อยไหลเป็นหยดลงรดริน
O เพียงเพื่อ .. รอบอุทัยพิไลพิลาส
ผ่านโอภาสเกลือกกลั้วไปทั่วถิ่น
ฟ้าบนปีกวิหคย่อมผกบิน
เพชรบนตฤณวาบวามกับยามเช้า
O ระริกความอ่อนไหวของใบหญ้า
หนาวลมพาย่ำเหยียบ-ความเงียบเหงา
แตะตื่นความอ่อนไหวของวัยเยาว์
รับรู้เงาร่างหนึ่ง .. ผู้ตรึงใจ
O แล้วรอบความอ่อนหวาน .. ค่อยผ่านสู่
พารับรู้อาวรณ์แสนอ่อนไหว
อ้อมอบอุ่นโอบเนื้อด้วยเยื่อใย
จากรอบแรงอาลัย .. แห่งใจนี้
O รู้หรือไม่คำนึงชั่วหนึ่งคาบ
ก็แต่ภาพตัวน้อยเฝ้าคอยพี่
เสน่หาอาลัยและไมตรี
ราวคลายคลี่คลุมครองทุกห้องใจ
O ถวิลพรทิพแถนทั้งแดนฟ้า
จงผ่านรอบรมยาให้อาศัย
สุจริตมั่นคงจำนงนัย
พระ-เสกใส่ฤดีน้อย .. เฝ้าคอยวัน
O โอบอุ้มเนื้อเนียนผิวจากริ้วหนาว
ข้ามหนหาวรายล้อมเข้ากล่อมขวัญ
โอนอบอุ่นข้ามช่วงแสงดวงวัน
ลงแฝงฝันปรารถนาทั้งราตรี
O บรรจถรณ์หมอนม่านจงผ่านถ้อย
ให้โสตน้อยจดจำแต่คำพี่
ในทุกนึกคิดขวัญ .. กอปรอัญชลี
เพียงท่วงทีถวิลชู้อย่ารู้คลาย
O แพรเพลาะที่ห่มคลุมป้องนุ่มเนื้อ
แทนอุ่นเอื้อโอบเจ้า .. ดั่งเฝ้าหมาย
ถนอมรูปน้อยไว้ทั้งใจกาย
ก็โดยสายใยกระหวัดเข้ารัดรึง
O เมื่อสนิทนิทรา .. ในคราค่ำ
จงดื่มด่ำด้วยนิมิตแรงคิดถึง
ทั้งปวงรอบปรารถนา .. จักตราตรึง
ให้ซาบซึ้งเสน่หาทั้งราตรี
O ฟังเถิดผู้ ปากยิ้ม .. ตาพริ้มหลับ
จะพร้องศัพท์ละเมอถ้อย .. ว่าคอยพี่
บรรสารความปรารถนาในวาที
ให้โสตที่เฝ้าถวิลพลอยดิ้นรน
O ลมหนาว .. ผ่านระลอกยั่วหยอกฟ้า
ผ่านเพ-ลาล้ำล่วงฝ่าห้วงหน
มีใจความอ่อนหวานละลานปน-
ความอึงอลสั่นระรัวแห่งหัวใจ
O ลมหนาว .. ผ่านแล้วอย่างแผ่วโผย
ราวผ่านโชยชื่นมาให้อาศัย
คล้ายอ่อนหวานซาบซึ้งคำนึงใคร-
แนบลมไหวผ่านศัพท์ให้รับรู้
O ลมหนาวคงเฉื่อยโชยอย่างโผยแผ่ว
ไม่รู้แล้วรู้ร้างแต่สางตรู่
ยิ่ง-อารมณ์อาวรณ์ออดอ้อนชู้
ที่คุกคามใจอยู่ไม่รู้วาย
O จนเข้าสายสายหยุดนั้นหยุดหอม
หากละม่อมรูปพักตร์สุดหักหาย
คงพาดผ่านแววตาจนพร่าพราย
ด้วยชม้ายเหลือบชม้อย .. เฝ้าคอยมอง
O รู้หรือไม่ใจคนอีกคน .. หนาว
ร่ำรอดาวสองดวง .. เลื่อนช่วง .. ส่อง
โน้มดวงลงพริ้มพรับ .. ให้รับรอง-
ความผุดผ่องล้ำดาว .. ทุกดาวนั้น !





 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2557
2 comments
Last Update : 9 กันยายน 2560 15:19:34 น.
Counter : 1319 Pageviews.

 


สวัสดีค่ะ...

ตัวน้อยเอย... งั้นเด๋วจะให้ตาน้อยเข้ามาอ่านนะคะ บอกเค้าว่า ...ท่านสดายุแต่งกลอนให้แน่ะ น้อยคงแปลภาษากลอนไม่ค่อยได้

วันนี้อากาศเย็นกว่าเมื่อวาน เด๋วร้อนเด๋วหนาวแบบนี้ "รักษาสุขภาพนะคะ" คำนี้พูดตามที่เค้าพูดๆกัน...ทราบอยู่แล้วว่าคุณสดายุ ดูแลสุขภาพตัวเองและยังเผื่อมาถึงคนแพ้อากาศด้วยดีอยู่แล้ว ^^

เหงาเหรอคะ...งั้นถูบ้าน ล้างห้องน้ำ ทำอาหาร แค่นี้ก้ไม่มีเวลาเหงาแล้วน๊า ...

 

โดย: witch IP: 118.172.113.13 4 กุมภาพันธ์ 2557 13:43:10 น.  

 

สวัสดีเจ้าค่ะ แม่มดตัวน้อยๆ

วันนี้ขี่ไม้กวาดผ่านมาแถวนี้ได้นะเจ้าคะ .. ช่วยบอก"ตัวน้อย" ให้ด้วยว่ามี 1 แล้วต้องมี 2 ติดตามมาด้วยขอรับ

อากาศยังหนาวอยู่นะตอนเช้า ส่วนตอนเที่ยงก็ร้อนตับแลบ .. ต้องบอกไปยังคนแพ้อากาศว่าต้องให้ร่างกายอบอุ่นเวลานอนนะขอรับ อย่าดื้อ อย่าซน อิๆๆ

ส่วนกิจกรรมแก้เหงา ก็ครบเครื่องตามที่พูดมาทั้งหมดแล้วยังมี เช็ดรถอีก .. ใครได้ไปเป็น"พ่อบ้าน"ท่าทางจะสุขสบายมากอยู่ขะรับ

 

โดย: สดายุ... 4 กุมภาพันธ์ 2557 16:14:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.