Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
11 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
รักษาสวนยางพาราให้เป็นขุมทรัพย์-กรีดยางดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

"การกรีดยาง" เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราจะต้องเรียนรู้และหมั่นฝึก ปฏิบัติเอาไว้ โดยเฉพาะเกษตรกรในโครงการปลูยางพาราล้านไร่ ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเริ่มลงแปลงปลูกมาตั้งแต่ปี 2547 และใกล้จะให้ผลผลิตได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โดยปัจจัยแรกสุดและสำคัญที่สุดที่เกษตรกรชาวสวนยางต้องคำนึงถึง ก่อนตัดสินใจเปิดกรีดต้นยาง คือ "ขนาด" ของต้นยาง โดยต้องมีขนาดรอบลำต้นไม่ต่ำกว่า 50 ซม. ที่ระดับสูงจากพื้น150 ซม. ขณะที่ในสวนยางต้องมีต้นยางที่ได้ขนาดดังกล่าวไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสวน จึงเหมาะสมต่อการเปิดกรีด

แม้จะได้ขนาดต้นยาง 47 ซม.ก็ควรรอให้ได้ 50 ซม.ทั้ง นี้จากผลการศึกษา เรื่อง "ความเสียหายจากการกรีดยางต้นเล็ก" ของ ดร.พิศมัย จันทุมา นักวิชาการเกษตรระดับชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ต้นยางขนาด 40-45 ซม. จะให้ผลผลิตน้ำยางน้อยกว่าต้นขนาด 50 ซม. ประมาณ 25-60% ดังนั้น แม้การเปิดกรีดต้นยางขนาด 50 ซม. จะเริ่มช้ากว่าขนาด 40-45 ซม. ไป 1 ปี แต่ผลผลิตสะสมที่ได้รับจากต้นยางขนาด 50 ซม. เพียง ปีเดียว จะมีปริมาณเทียบเท่ากับผลผลิตสะสมของยางพาราต้นเล็กถึง 2 ปี ที่สำคัญการรีบเปิดกรีดต้นยางขนาดเล็ก ทำให้ผลผลิตต่อวงจรชีวิตของยางพาราลดลง 25 -59% หรือคิดเป็นการสูญเสียรายได้ของเกษตรกร 72,250 - 172,850 บาท/ไร่/วงจรชีวิตของยาง และยังทำให้อัตราการเจริญเติบโตหลังการกรีดต่ำ ได้ผลผลิต "ไม้ยาง" น้อยกว่าถึง 28 - 60%

ข้อควรคำนึงถึงอีกประการหนึ่งในการกรีดยางของเกษตรกร คือ "ระบบการกรีดยาง" ซึ่งนายสุขุม วงษ์เอก ผอ.สถาบันวิจัยยาง เคยชี้ปัญหาว่า เกิดความเข้าใจผิดในกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคอีสาน เนื่องจากต้องการเร่งสร้างรายได้จากการขายน้ำยาง จึงทำให้เกษตรกรใช้ระบบกรีดถี่หรือหักโหม โดยเฉพาะกับสวนยางพาราที่เริ่มเปิดกรีดใหม่ จะกรีดกัน 4 วันเว้น 1 วัน และกรีด 3 วันเว้น 1 วัน ซึ่งสร้างผลเสียให้กับต้นยางพารา เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการเปลือกแห้ง อายุการกรีดสั้นลง และมีผลต่อคุณภาพของไม้ยาง ทำให้ขายไม่ได้ราคา ที่สำคัญการกรีดหักโหมในลักษณะดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เกษตรกรได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกลับจะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ระบบกรีดยางที่เหมาะสม และถูกแนะนำให้เกษตรกรนำไปใช้ในสวนยางพาราที่เริ่มเปิดกรีดใหม่คือ "ระบบกรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน" เพราะในทางวิชาการถือเป็นระบบกรีดที่ให้น้ำยางมากที่สุด และช่วยถนอมต้นยางพาราให้มีเวลาพักเพื่อผลิตน้ำยางในคราวต่อไป รวมทั้งให้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้สำหรับการกรีดยาง นั่นคือ "คนกรีดยาง" ซึ่งหมายรวมทั้งตัวเกษตรกรเองและคนรับจ้างกรีดยางที่ต่างจะต้องมีฝีมือดีพอ เพราะการกรีดที่ไม่ดีจะส่งผลร้ายตามมาอย่างน้อย 3 ประการ คือ 1.ต้นยางเป็นแผลตะปุ่มตะป่ำ ไม่มีที่ให้กรีดอีกต่อไป 2.จะกรีดซ้ำที่เดิมรอบที่ 2 และ 3 อีกไม่ได้ และ 3.ต้นยางจะทรุดโทรม ให้น้ำยางน้อยลงหรืออาจไม่ให้เลย ดังนั้น ก่อนทำการเปิดกรีดยาง เกษตรกรชาวสวนยางมีความจำเป็นที่จะต้องฝึกทักษะการกรีดยางตามขั้นตอนอย่าง ถูกต้อง ตั้งแต่ท่าจับมีด ท่ายืน กระบวนการการกรีด การก้าวเท้า และการเคลื่อนตัวตามจังหวะการกรีดให้เกิดความชำนาญเสียก่อน จึงค่อยเริ่มลงมือ ความประณีตในการกรีดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และความพิถีพิถันในการดูแลสวนยางพาราตั้งแต่เริ่มต้นลงแปลงปลูก จนถึงวันโค่นต้นยาง แม้จะสร้างภาระให้เกษตรกรต้องเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น แต่ผลที่ตามมาย่อมคุ้มค่าแก่การลงทุนลงแรง

...เพราะสวนยางพาราจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาว สวนยางเท่านั้น แต่จะกลายเป็น "ขุมทรัพย์" ที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน.

========================================


Create Date : 11 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2554 2:58:58 น. 0 comments
Counter : 197 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

savingonsale
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add savingonsale's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.