งาสาร ฤาห่อนเหี้ยน หดคืน คำกล่าว สาธุชนยืน อย่างนั้น
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2558
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 สิงหาคม 2558
 
All Blogs
 
อาณาจักรสุวรรณโคมคำ

อาณาจักร สุวรรณโคมคำ

                   พุทธศตวรรษที่ ๑๑ขอมมีอำนาจ เหนืออาณาจักรโครตบูรณ์(ปัจจุบันคือพื้นที่ภาคอิสานตอนบน) และได้ขยายอาณาเขต  ยกกองทัพเข้ามาตีอาณาจักรยวนเชียงได้แล้วจึงตั้งเมืองขึ้นที่บริเวณที่เคยเป็นเมืองเชียงลาวใหม่ของอาณาจักรยวนเชียงใกล้ฝั่งน้ำโขง (ปัจจุบันคือเมืองเชียงแสน) เรียกชื่อใหม่ว่า เมืองสุวรรณโคมคำ และขอมได้สร้างเมือง อุมงคเสลา  อันเป็นเมืองเก่าของอาณาจักรยวนเชียงซึ่งอยู่บริเวณ ต้นลำน้ำกก  เป็นเมืองลูกหลวงของเมืองสุวรรณโคมคำ  สันนิษฐานว่าปัจจุบันเป็นพื้นที่ อำเภอฝาง,อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และเมืองยอนในเขตประเทศเมียนม่า

                  อาณาเขตของอาณาจักรสุวรรณโคมคำของขอมในครั้งนั้นทิศเหนือจดถึงเมืองหนองแส ทิศใต้จนฝายนาค (ลีผี) ตะวันออกถึงแม่น้ำแตก (แม่น้ำแท้)ทิศตะวันตกถึงแม่น้ำตู แต่ขอมปกครอง ราษฎรชาวเมืองอย่างป่าเถื่อน ทารุณ ชาวเมือง อพยพหนีจากเมืองสุวรรณโคมคำกระจัดกระจายออกไปประกอบกับเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ อันเกิดจากแม่น้ำขรนที หรือแม่น้ำโขง ทำให้เมืองสุวรรณโคมคำล่มสลายขอมจึงย้ายไป อยู่รวมกันที่เมืองอุมงคเสลา ทิ้งให้เมืองสุวรรณโคมคำร้างไว้

                  เนื่องจากเมืองอุมงเสลา มีภูเขาล้อมรอบเป็นกำแพงธรรมชาติขอมจึงสามารถตั้งอยู่เป็นอิสระ ดังเหมือนเป็นประเทศหนึ่งได้นาน ระยะเวลาที่ขอมตั้งอาณาจักรสุวรรณโคมคำสร้างเมืองสุวรรณโคมคำ และสร้าง เมืองอุมงคเสลา นับตั้งแต่ยึดเอาแคว้นยวนเชียงได้จากอาณาจักรอ้ายลาวและกษัตริย์ไทยที่สืบเชื้อวงศ์มาจากพระเจ้าหาญเสือ จากประมาณปี พ.ศ. ๑๑๐๐ ถึงประมาณปี พ.ศ. ๑๕๙๙ เป็นเวลาเกือบ ๕๐๐ ปี

                   ต่อมาขุนบรม กษัตริย์ อาณาจักรอ้ายลาวที่ครองราชย์เมืองแถง แคว้นสิบสองจุไทย มีพระราชโอรสองค์เล็กที่ประทับ ณ นครแสหลวงทรงพระนามว่า พระเจ้าสิงหนวัติกุมาร ขุนบรมมอบไพร่พล จำนวนแสนครัวเรือนเศษให้อพยพไปสร้างอาณาจักรใหม่ พระเจ้าสิงหนวัติกุมาร จึงพาไพร่พลเหล่านั้น อพยพลงมาทางใต้จนถึงบริเวณแถบที่ตั้งอาณาจักรแคว้นยวนเชียงแต่เดิม ได้ทรงทำสงครามกับขอม และทรงสร้างเมืองขึ้นใหม่เรียกว่า เมืองโยนกนาคพันธ์ ที่บริเวณเมืองสุวรรณโคมคำ เดิมซึ่งขอมทิ้งร้างไว้

                ชาว อ้ายลาว ที่อพยพมาครั้งก่อนๆก็มาเข้าด้วยเป็นอันมาก ทั้งนี้เพราะสาเหตุ กำลังไพร่พลพระเจ้าสิงหนวัติกุมารมีมากและเข้มแข็ง เห็นว่าจะต่อต้านไม่ได้ อีกทั้งกำลังไพร่พลของพระเจ้าสิงหนวัติกุมารก็เป็นคนอ้ายลาวด้วยกัน และต้องการที่จะปลดแอกคนไทย ให้พ้นจากอำนาจขอมอยู่แล้วลำพังกำลังที่มีอยู่เดิม คงจะสู้ขอมไม่ได้ การรวมกำลังกับพระเจ้าสิงหนวัติกุมารย่อมดีกว่า และสามารถปลดแอกขอมได้แน่นอน ประกอบกับขณะนั้นขอมเอง มัวพะวงกับทำสงครามกับพวกเม็ง หรือชนชาติมอญจึงเป็นโอกาสที่ฝ่ายที่อพยพมา ใหม่สามารถตั้งตัวได้

แต่จากการที่เมืองสุวรรณโคมคำล่มสลายลง เมื่อเกิดอุทกภัยในแม่น้ำโขง ทำให้ขอมไปรวมกันที่เมือง อุมงคเสลา ทำให้เมืองอุมงคเสลาเป็นเมืองใหญ่ มีกำลังเข้มแข็งและมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งต่อมาเมื่อปีพ.ศ.๑๕๘๐ขอม ได้มาตีเอาเมืองโยนกนาคบุรี หรือโยนกนาคพันธ์ได้จากพระเจ้าพังคราช พระเจ้าพังคราชต้องเสด็จหนีไปอยู่ ณ เมืองสีทวง(เมืองสี่ตวง)และยอมอยู่ใต้อำนาจขอม จนกระทั่งต่อมาพระเจ้าพรหมมหาราช พระราชโอรสของพระเจ้าพังคราชได้กู้อิสรภาพได้ สำเร็จ ปราบขอมพ่ายแพ้ทรงขับไล่ขอมไป จนถึงเขตแดนเมืองเฉลี่ยง หรือกำแพงเพชรในปัจจุบันได้

                    เมื่อปราบขอมเมืองอุมงคเสลาได้แล้วพระเจ้าพรหมกุมารก็ทรงสร้างนครไชยปราการขึ้น ณ ที่บริเวณเมืองอุมงคเสลาเก่าของขอมก็คือบริเวณเก่าของเมืองฝางนั่นเอง ปรากฏในตำนานโยนกว่า “ ฝ่ายพระเจ้า พรหมกุมารไม่ไว้ใจเชิงศึกเกราว่าขอมจะยกกลับมาอีก จึงไปสร้างเมือง ณริมแม่น้ำฝางอันไหลไปต่อแม่น้ำกกฝั่งใต้ อันเป็นต้นทางขอมที่จะยกมาครั้นสร้างเมืองสำเร็จแล้ว ขนานนามว่าเมืองไชยปราการสำเร็จในวันพุธขึ้นสิบห้าค่ำเดือนยี่ เมืองนั้นอยู่ห่างจากเมืองโยนกเชียงแสนระยะทางคนเดิน 2 วัน” เป็นอันจบสิ้น อาณาจักรสุวรรณโคมคำอย่างแท้จริง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -




Create Date : 09 สิงหาคม 2558
Last Update : 9 สิงหาคม 2558 11:43:18 น. 0 comments
Counter : 545 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

sathit 1
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add sathit 1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.