พฤศจิกายน 2550

 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog
แก่งสนสามพันปี (นต.ห้วยหลวง (2))


พวกเราได้ยินเสียงลำธารน้ำอยู่ใกล้ ๆ เดินมาจนเห็นสายน้ำที่ไหลเชี่ยวตามแรงโน้มถ่วงของโลก และแรงดันจากต้นน้ำ ฉันได้สัมผัสความร่มเย็นของป่าไม้ตลอดทางเดิน อารมณ์รื่นเริง หัวใจสดชื่นมีพลังเมื่อได้รับโอโซนจากธรรมชาติ

ณ “แก่งสนสามพันปี” พวกเรามองเห็นต้นสนชนิดหนึ่ง ฉันและหลาน ๆ ไม่รู้จักชื่อ แต่คาดว่ามันน่าจะเป็น “ต้นสน” แน่นอน เพียงแค่แปลกใจ เนื่องจากต้นสนที่ฉันเคยเห็น มีเพียง 2 ชนิด คือ ต้นสนสองใบ (ป่าภูกระดึง) กับ ต้นสนสามใบ (ป่าน้ำหนาวและภูหินร่องกล้า) เท่านั้น

ฉันหยิบกิ่งสนแห้งที่หล่นตรงทางเดิน เพ่งดูใบสนแล้วมองหาต้นสน เห็นต้นสนลำต้นเล็กขนาดแขนของฉัน ยิ่งทำให้ฉันฉงนมากยิ่งขึ้น แล้วจะถามใครได้ละ เจ้าหน้าที่ก็ไม่เห็นสักคน พวกเราพูดคุยกันด้วยความสงสัยต่อไป

ระหว่างถ่ายรูปสาวสวยกับลำธารใสใส ฉันมองไปทางต้นน้ำ เห็นแพลำหนึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยวหลายคน กำลังล่องลอยลงมาตามลำน้ำ พวกเราจึงเดินมาที่จุดจอดแพ คะเนด้วยสายตา นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีประมาณ 6 คน ส่วนอีก 2 คน (แต่งชุดพรางลายทหาร) เป็นเจ้าหน้าที่

บริเวณแก่งสนสามพันปี มีที่พักสำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อคอยบริการและให้คำแนะนำ ถ้านักท่องเที่ยวต้องการล่องแก่งแห่งนี้ ซึ่งมีแพไม้ไผ่ใหญ่ ขนาด 10-15 คนนั่ง

นักท่องเที่ยวหนุ่มใหญ่ (วัยเกษียณทำงาน) คนหนึ่งก้าวขึ้นจากแพ เขาจึงพูดกับพวกเราว่า “ล่องแพดีนะครับ ดีมากเลย” เขาพูดด้วยความจริงจัง แนะนำอย่างจริงใจ ขณะที่นักท่องเที่ยวคนอื่นทยอยขึ้นฝั่ง

“อานางเราล่องแพกันเถอะ” เจี๊ยบเสนอความเห็นทันที เพราะเธอชอบเรียนรู้กิจกรรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ “เอาซิ” ฉันเห็นด้วย ขณะนั้นมีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่ม (2 สาว 2 หนุ่ม) เดินมาถึงจุดล่องแพ พวกเราจึงชวนพวกเขาล่องแพด้วยกัน (เที่ยวละ 200 บาท)

พวกเราก้าวเท้าลงแพลำไผ่ที่แข็งแรง เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ กลุ่ม 2 สาว 2 หนุ่ม เลือกที่นั่งแถวหน้า กลุ่มสาวโสดสนิท เลือกนั่งแถวที่ 2 กับแถวที่ 3 สักพักหนุ่มน้อยใส่แว่นตาใส อาสามาช่วยเจ้าหน้าที่ถ่อแพด้านหลัง ส่วนหนุ่มล่ำบึกอีกคน ยืนอยู่ด้านหน้าเพื่อบังคับทิศทาง

เจ้าหน้าที่ฯ ให้ข้อมูลว่า ระยะทางที่ล่องแพประมาณ 200 เมตร (ไปกลับ 400 เมตร) ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขาขึ้นใช้เวลานานประมาณ 20 นาที ขึ้นอยู่จำนวนนักท่องเที่ยว ถ้าน้ำหนักมากการล่องแพจะยากลำบากและใช้แรงมาก ถ้าน้ำหนักพอประมาณและช่วยกันถ่อได้เร็วขึ้น ส่วนขาล่องลงไม่ต้องออกแรง เพียงแค่ประคองแพให้อยู่ตรงกลางลำน้ำเท่านั้นเอง

6 สาวช่วยเป็นกำลังใจ แล้วชี้ชมต้นไม้ใบหญ้าข้างลำธาร ดูปลาแหวกว่ายน้ำใสแจ๋ว จนมองเห็นกิ่งไม้หล่นลงใต้น้ำอย่างแจ่มชัด



“คุณคำวงษ์” เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบดูแลการล่องแพ ณ “แก่งสนสามพันปี” เล่าให้ฟังว่า บริเวณน้ำลึกสุดประมาณ 4 เมตร น้ำใสมากจริง ๆ จนมองเห็นดินทรายใต้น้ำ ปลาซิวว่ายเล่นอยู่บริเวณนี้เป็นจำนวนมาก ถ้าฉันเอาสวิงมาด้วย รับรองมี “หมกปลาซิว” เป็นอาหารมื้อค่ำแน่นอน

“มือไม่พาย อย่าเอาเท้าราน้ำ เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรกระทำ” แต่...ฉันขออนุญาตทดสอบความเย็นของสายน้ำในลำธาร โอ้ว! น้ำเย็นจี๊ดถึงใจจัง อะคึ่ ๆ แล้วยกเท้าขึ้นบนแพเหมือนเดิม

2 หนุ่มคัดท้ายแพ ช่วยกันออกแรงถ่อแพด้วยลำไผ่ขนาดเหมาะมือ ขาล่องขึ้นเป็นการทวนกระแสน้ำ พวกเขาออกแรงจนเหนื่อยเห็นหยาดเหงื่อบนใบหน้า พวกเราจึงส่งพลังลมปราณเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้ง

พี่สำลี (ชื่อเล่นของคุณคำวงษ์) ชี้ให้พวกเรารู้จัก “ต้นจอง” (ภาษาท้องถิ่น) หรือ “ต้นสำรอง” ขนาดลำต้นไม่ใหญ่ ไม่สูงนัก มีใบแผ่กว้าง 5 แฉก เนื่องจากป่าเขาแห่งนี้มีต้นจองจำนวนมากถึงมากที่สุด จึงเรียกว่า “ภูจอง” (ส่วนนายอย ลืมถามความเป็นมา)



ป่าเบ็ญจพรรณแห่งนี้ มีต้นลำเจียก (ต้นเสย เป็นภาษาท้องถิ่น) ต้นตะเคียนเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะในป่าลึกมีต้นตะเคียนใหญ่ขนาด 7-8 คนโอบ แล้วอายุของต้นตะเคียนจะยาวนานกี่ชั่วอายุคน ที่สามารถยืนต้นให้ร่มเงากับโลกใบนี้อย่างสง่างามจนบัดนี้

“พี่สำลีคะ ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้จุดจอดแพขนาด 2 คนโอบ ใช่ต้นตะเคียนไหมคะ” ฉันเอ่ยถาม “ใช่ครับ” พี่สำลีตอบยืนยัน ซึ่งฉันกับน้องพัชได้โอบกอดต้นตะเคียนต้นนั้นก่อนจะลงแพด้วยความอุ่นใจและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกไว้แล้ว

พวกเราหันหลังกลับ เมื่อแพล่องมาถึงบริเวณสุดเขต ขาล่องลง หนุ่ม ๆ และพี่สำลีไม่ต้องออกแรงมาก จึงมีเวลาพูดคุยเรื่องเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า พี่สำลีเล่าให้ฟังว่า ผืนป่าแห่งนี้มีสัตว์ป่าเกือบทุกชนิด ยกเว้น “ช้างป่า” อาจจะเป็นเพราะว่าถูกล่าหรือไม่เช่นนั้น มันข้ามไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเหตุผลข้อหลังนี้เป็นไปได้สูงมาก

“พวกพี่ ๆ เข้าป่าสำรวจเส้นทางและลาดตระเวน ยังเห็นหมีป่า (หมีควาย) มันกำลังปีนต้นไม้เพื่อกินผึ้ง” พี่สำลีบอกเล่าเหตุการณ์ในป่า “ไม่กลัวหมีเหรอคะ” ฉันถามด้วยความสนใจ “กลัวครับ แต่สัตว์ป่ามันก็กลัวคนเหมือนกัน ถ้ามันถูกรบกวนหรือถูกตามล่า สัตว์ป่ามันจึงต่อสู้เพื่อความอยู่รอดโดยสัญชาตญาณของมันครับ”

เมื่อกลับมาถึงจุดเริ่มต้นการล่องแพ พวกเราขอบคุณพี่สำลี ขณะที่มีเจ้าหน้าที่นำทางนักท่องเที่ยวอีกกลุ่ม เดินมาถึงบริเวณต้นตะเคียนใหญ่ กำลังให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพป่า ฉันจึงถามที่มาของชื่อ “แก่งสนสามพันปี”

เจ้าหน้าที่จึงหยิบกิ่งสนแห้ง พร้อมอธิบายเพิ่มเติม “เนื่องจากป่าแห่งนี้มีการพบต้นสนเพียงชนิดเดียวที่ยังหลงเหลือให้เห็น คือ ต้นสนหางกระรอก โดยธรรมชาติของต้นสน จะเกิดในป่าที่มีความสูงในระดับ 700 เมตรขึ้นไป เกิดในป่าที่มีความชื้นสูง ความเป็นมาของต้นสนหางกระรอก คาดว่าจะมีอายุหลายพันปี ทาง อช. จึงให้เกียรติกับต้นสนที่เกิดในป่าที่นี่ จึงตั้งเป็นชื่อแก่งแห่งนี้ครับ” จากนั้นเจ้าหน้าที่นำทางนักท่องเที่ยว เดินทางต่อไปข้างหน้า

ขณะนั้นเจี๊ยบกำลังถ่ายภาพ “แมงมุมป่า” ด้วยความตื่นเต้น ฉันตามไปดูแล้วพบความแปลกใจเช่นกัน จึงเรียกน้อง ๆ มาดูด้วยกัน ความแปลกของ “แมงมุมป่า” ตัวนี้ คือ การชักใยไม่เหมือนที่ฉันเคยเห็นมาก่อน เพราะมีการชักใยเป็นอักษรภาษาอังกฤษตัว X สิ่งที่ไม่ธรรมดา คือ ใยมีสีขาวบริสุทธ์เฉพาะตัวอักษรเท่านั้น



ฉันเคยอ่านพบบทความเกี่ยวกับใยแมงมุมบอกว่า...
นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจในความอัศจรรย์ของใยแมงมุมมาก เพราะได้มีการพบว่าใยแมงมุมที่เบาและเหนียวนี้ หากนำมาทอเป็นผ้า จะมีสีสุกใสเหมือนสีไข่มุกที่จะเร้าตาและตรึงใจเศรษฐีทั้งหลาย และใครก็ตามที่สวมใส่เสื้อใยแมงมุม เขาจะปลอดภัยจากการถูกยิง เพราะเสื้อสามารถป้องกันกระสุนได้

ในอนาคตวงการแพทย์คาดหวังที่จะใช้ใยแมงมุมทำด้ายเย็บแผล เพราะนอกจากใยจะไม่เป็นพิษต่อบาดแผลแล้ว เวลามันได้รับความชื้นจากแผล มันจะหดตัว ทำให้มันมีประสิทธิภาพในการสมานแผลสูงกว่าด้ายเย็บแผลธรรมดา ๆ

วิศวกรยังพบอีกว่า ใยแมงมุมนี้มีความเหนียวยิ่งกว่าเหล็กกล้าและยืนหยุ่นกว่าไนลอน มันจึงเป็นวัสดุอนาคตที่น่าสนใจ

“แมงมุมป่า” ตัวนี้ มันทำให้ฉันตื่นเต้นมาก ช่วยให้ฉันเข้าใจและรักษ์ป่ามากยิ่งขึ้น แล้วจากลาแมงมุมป่า ปล่อยให้มันมีชีวิตตามวัฎจักรต่อไป

พวกเราเดินกลับเส้นทางเดิม เพื่อจะไปชมน้ำตกห้วยหลวง อย่างที่ตั้งใจไว้


ปล. พวกเราจะพาไปชม "น้ำตกห้วยหลวง" ในครั้งต่อไป แน่นอนค่ะ อะคึ่ ๆ




Create Date : 06 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2550 11:25:05 น.
Counter : 1368 Pageviews.

14 comments
  


ล่องแพเที่ยวละ 200 ตั้งหลายคนแน่ะค่ะ คุ้มค่าน่าลองมาก
เป็นเราก้อต้องลองเอาเท้าราน้ำเหมือนกันค่ะ เห็นน้ำใสๆอย่างงั้นใครเลยจะอดใจไหว

อยากเห็น สนหางกระรอก ด้วยค่ะ ได้ถ่ายมามั๊ยเอ่ย ?
น้ำตกห้วยหลวง อยู่จังหวัดอุดร หรือ ขอนแก่นละค่ะ
โดย: ดาวทะเล วันที่: 6 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:20:33 น.
  
ล่องแพ ล่องแก่งสนุกสุด ๆ แบบลืมตัวกลัวตายกันไปเลยแหละ

โดย: แพรจารุ วันที่: 6 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:17:35 น.
  
สนุกและน่าสนใจดีครับ...โดยเฉพาะวิถีแมงมุม

ผมยังจำภาพประทับใจตอนล่องแพไม้ไผ่ จากลำน้ำแตง อ.เวียงแหงลงมายังเมืองคอง อ.เชียงดาว อย่างมันเลยครับ ตกค่ำ นอนริมฝั่ง บ้างนอนบ้านชาวลาหู่...
แล้วมาจบทริป ด้วยการดันแพให้โผล่พ้นฝายน้ำล้นคอนกรีต กลายเป็นแพเหาะลงไปข้างล่างเลยครับ
โดย: pu_chiangdao วันที่: 6 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:03:56 น.
  
อิจฉาคนได้เที่ยวจัง ลูกผู้ชายอย่างเราไม่เคยไปไหนห่างแม่เลย

ลูกแหง่..
โดย: ธารดาว IP: 203.146.63.189 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2550 เวลา:5:24:05 น.
  
สายัณห์สวัสดีค่ะมิตรรักนักเขียน (บล๊อก) ทุกท่าน
--------------------------------------------------
ดาวทะเล
--------อยากเห็น "สนหางกระรอก" เหรอคะ ไม่ให้ดู ต้องไปดูด้วยตัวเอง
ความจริงคือว่า หลานสาวเธอบันทึกวีดีโอ ตอนที่ จนท.แนะนำต้นสนหางกระรอกค่ะ
เลยลืมถ่ายภาพนิ่งไว้ด้วย อยากเห็นจริง ๆ เหรอ ไปดูให้เห็นกับตาตัวเองจิ อะคึ่ ๆ

พี่ยายแพรฯ
---------ล่องแพ ณ "แก่งสนสามพันปี" ไม่มีเสียว เอ้ย! ไม่หวาดเสียวหรือน่ากลัวเลยค่ะ
เพราะแก่งบริเวณนี้ ไม่มีโขดหิน ไม่มีความชันมากนักแต่ปริมาณน้ำเยอะค่ะ
เป็นการล่องแพแบบเรียบร้อยมั่กม๊ากกกกก หุ หุ

คุณภู เชียงดาว
---------ล่องแพแบบข้ามวัน ข้ามคืน ตื่นเต้นแบบไม่หลับไม่นอนแน่ ๆ
สาวฯ อยากล่องแพจาก ขอนแก่น ไปถึงภูเชียงดาวจัง
(สงสัยลอยแพข้ามเดือน ข้ามปีแน่นอน อะเอิ๊ก ๆ)

คุณธารดาว (กระจาย)
---------รักแม่ ดูแลแม่ ต้องใกล้ชิดแม่ค่ะ
แต่เป็นลูกแหง่ แล้วไม่ได้ไปไหนเลย ขอเป็นลูกคนโตนะ หุ หุ

ปล. สาวฯ เป็นลูกแหง่นะ แต่แม่ไม่เคยห้ามถ้าไปเที่ยวป่าขึ้นดอย
คล้าย ๆ จะตัดหางปล่อยเข้าป่า อะคึ่ ๆ
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 7 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:20:14 น.
  
ลป. (ลืมไป)

ถึง...ดาวทะเล
--------นต.ห้วยหลวง อยู่ที่ อช.ภูจอง-นายอย จ.อุบลราชธานีค่ะ
วกกลับไปอ่านที่ น้ำตกห้วยหลวง (1) ได้นะค๊า
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 7 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:08:36 น.
  
ปล. ลป.

ถึง....ธารดาว
---------แวะไปบ้าน (บล๊อก) ลุงบูลย์ บอกเล่าให้อ่านว่า
ธารดาวจะเป็นพระเอกละครทีวีเหรอ ฉายเมื่อไร ช่องไหนจ๊ะ
จะนั่งเฝ้าหน้าจอเชียวแหล่ะ อะคึ่
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 7 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:22:00 น.
  
แก่งนี้สวยงามนักครับ ไปที่เดียวกันเลยอะ

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=superbaker&month=09-2007&date=09&group=1&gblog=28


แวะไปมั่งนะ
โดย: -*-Superbaker วันที่: 7 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:51:46 น.
  
ช่อง 3 ซื้อไปแย้ว...คุณกระบือสื่อรัก...คนเขียนบทคือ ข้าน้อยเอง
(ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าจะทำไ้ด้) เห่อจังเลยเรื่องนี้
โดย: ธารดาว IP: 203.146.63.182 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:4:57:38 น.
  
แมงมุมหาดูยากนะครับ เก็บภาพนี้ไว้ดีๆนะครับมีค่ามากเลยครับ
โดย: ตะวันออกไม่แพ้ วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:9:15:41 น.
  
ป่าดิบดีจัง รูปแรกนั่น ไม่ค่อยชอบป่าแบบที่จัดตกแต่งแล้ว
รูปนั้นตอนนี้อยู่ในฝรั่งเศสแล้ว นำเงินเข้าประเทศเรียบร้อยแล้ว
โดย: พราน IP: 124.157.221.116 วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:32:08 น.
  
....โห้....ยังอยู่แม่นเบาะเอื้อยยยยยยย 555+ ล้อเล่นเด้ บ่ค่อยเห็นอัพบล๊อคจักเทื่อตั้งแต่พารถตกหลุมบล๊อคก่อน
โดย: นางน่อยน้อย วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:22:36:17 น.
  
สนสามพันปีหมาถึงอะไรค่ะ
โดย: กรานต์ IP: 183.89.30.13 วันที่: 1 มิถุนายน 2553 เวลา:19:09:15 น.
  
ที่ในเมืองพิษณุโลกพบแล้วแมงมุมชนิดเดียวกัน อยากรู้จังสายพันธุ์อะไร
โดย: yu IP: 222.123.238.241 วันที่: 21 กันยายน 2553 เวลา:16:11:35 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลูกคนสุดท้องน้องสาวคนเล็ก
เด็ก ๆ ชอบเอาตัวไปปลายนา
เอาขาไปวิ่งเล่นที่ทุ่งหญ้า
โตเป็นสาว..ชอบอยู่บ้านนอก
อนาคต..ได้ไปที่ชอบ..ที่ชอบ
อะคึ่ ๆ


Friends Blog
[Add สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น's blog to your weblog]