ตุลาคม 2553

 
 
 
 
 
1
3
4
5
6
7
9
10
12
13
14
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ประเพณีแซนโฎนตา (ภาคจบ)
"พิธีแซนโฎนตา & ขบวนแห่เจ้าเมือง"

วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓



สวัสดีค่ะมิตรรักนักเขียน (บล๊อก) ทุกท่าน
+==========================+

ณ บัดนี้มาถึงวาระสุดท้ายของงาน "ประเพณีแซนโฎนตา" ในภาคค่ำ
มิตรรักฯ จะได้อรรถรสในการชม "พิธีแซนโฎนตา & ขบวนแห่เจ้าเมือง"
โปรดคลิกฟังเพลงนี้ที่นี่... V (หาโค้ดเพลงเปิดโดยตรงไม่ได้ค่ะ)

เพลง : ทำบุญจูนโฎนตา เมืองขุขันธ์
//gotoknow.org/blog/khukhan0003/296382


ขบวนช้างแห่ "เจ้าเมือง" ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ


นายอำเภอ & นายกเทศบาลเมืองขุขันธ์ พร้อมภรรยา


เข้าสู่ลานอนุเสาวรีย์ "เจ้าพระยาไกรภักดี"


นางอัปสรารำฟ้อนต้อนรับ


เจ้าเมืองเข้าสักการะ "บรรพบุรุษ" ด้วยพวงมาลัย






เครื่องสักการะใน "ในพิธีแซนโฎนตา" เพื่อเซ่นไหว้บ่วงทรวงบรรพบุรุษ


การแสดง "4 ชนเผ่าชาวเมืองขุขันธ์"






ลานเวทีสำหรับจัดวางเครื่องสักการะ "พิธีแซนโฎนตา"




เจ้าเมืองขุขันธ์ กล่าวรายงานความเป็นมาใน "ประเพณีแซนโฎนตา"


ประธานในพิธี ผู้ว่าฯ กล่าวเปิดงาน & มอบรางวัลการประกวดขบวนแห่ & กล้วยงาม


แม่แบบ & พ่อแบบ "การแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่น"
(พี่สาวคนโต คนที่ 3 (ตัวเล็กสุด) นับจากซ้ายมือ)


ประธานนำเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อถวายการเคารพสักการะบูชาบรรพบุรุษ
ณ อนุเสาวรีย์ "พระยาไกรภักดี"


"พ่อใหญ่" (ชุดขาว) นำกล่าวคำบูชา เพื่อระลึกถึงคุณเจ้าเมือง & ปู่ย่าตายาย


เสร็จสิ้นพิธีแซนโฎนตา ด้วยความศรัทธาในประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นไทยงาม



สำหรับข้อมูลสาระสำคัญ สาวบ้านนอกฯ ขอเชิญมิตรรักนักเขียน(บล๊อก) ทุกท่าน
แวะไปอ่านได้ที่นี่....สภาวัฒนธรรมเมืองขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ V

//mueangkhukhanculturalcouncil.blogspot.com/2009/08/250_21.html




Create Date : 15 ตุลาคม 2553
Last Update : 15 ตุลาคม 2553 19:52:14 น.
Counter : 2046 Pageviews.

38 comments
  
อาณาจักรโบราณที่เกี่ยวข้องกับเมืองขุขันธ์
+========================+

อาณาจักรฟูนันและอาณาจักรเจนละ
ในพุทธศตวรรษที่ 1 ราว 2500 ปีก่อน
กลุ่มชาติพันธ์มอญ - เขมร [Mon - Khmer] (ออสโตรเอเซียติก)
อพยพจากจีนตอนใต้ มาอยู่ในสุวรรณภูมิหรือเอเซียอาคเนย์ โดยกลุ่มมอญอพยพตามแม่น้ำสาละวิน
ภายหลังสถาปนาอาณาจักรสุธรรมวดี (สะเทิม) ปัจจุบันคือพื้นที่ภาคใต้ตอนบนของพม่า
ส่วนกลุ่มเขมรอพยพตามแม่น้ำโขง ภายหลังสถาปนาอาณาจักรขอมที่ยิ่งใหญ่
ในวิชานิรุกติศาสตร์ เรียก “ กลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร ”

ในราวพุทธศตวรรษที่ 6 จนถึงราว พ.ศ. 1100 เกิดอาณาจักรฟูนัน (Funan)
จีนเรียกว่า ฝูหนาน ถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่แรกสุดของชนเชื้อสายกัมพูชา
อยู่ทางใต้แหลมอินโดจีนมีเมืองหลวงตั้งอยู่แถบเมืองบาพนม เมืองเปรเวง ในเขมร
และจังหวัดออกแอ้ว(Oc-Eo) ในประเทศเวียดนาม อันเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล
ตรงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า “ฟูนัน “ถ่ายเสียงมาจากคำว่า “พนม” ที่แปลว่าภูเขา
และยังเป็นตำแหน่งของกษัตริย์ที่มีความหมายว่า “เป็นราชาแห่งภูเขา”
บันทึกของนักประวัติศาสตร์ชาวจีนเลยเรียกพระนามกษัตริย์เป็นชื่ออาณาจักร
ซึ่งฟูนันในยุคนั้นได้รับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ในชวาและคาบสมุทรอินโดจีน
โดยได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง อาณาจักรฟูนัน มีเมืองหลวงชื่อ “นอกอ โคกทะโหลก”
แปลว่า นครเนินต้นพอก (นอกอ เป็นคำของชาวตะวันตก หรือพวกฝรั่ง
Nor-Kor ออกเสียงเพี้ยนมาจากภาษาเขมร คำว่า “นคร” ซึ่งหมายถึงเมืองใหญ่
โคก = เป็นภาษาเขมร แปลว่า ที่สูง บริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง, ทะโหลก = ต้นพอก)

“นอกอโคกทะโหลก” คือ เมืองใหญ่ในบริเวณเนินที่มีต้นพอกขึ้นชุกชุม
เมืองใหญ่ในบริเวณที่สูงซึ่งมีป่าประกอบด้วยหมู่ต้นพอกขึ้นหนาแน่น
ชุมชนใหญ่ในหมู่ป่าไม้ที่เต็มไปด้วยต้นพอก นครแห่งหมู่ไม้จำพวกต้นพอก

พุทธศตวรรษที่ 11 อาณาจักรฟูนันอ่อนแอลงและล่มสลาย
พระเจ้าภววรมันที่ 1 ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งของอาณาจักรฟูนัน
ก็ได้ประกาศตนเป็นอิสระ แยกตัวออกมาจากอาณาจักรฟูนัน
รวบรวมกำลังมาตั้งอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักรเจนละ
คำว่า เจนละ มาจากภาษาเขมรว่า “ ชาน่เลี” ออกเสียงตามภาษาเขมรว่า เจือนเลอ
หมายถึง ข้างบน ชั้นบน ที่ข้างบน ด้านเหนือ อันหมายถึงดินแดนที่อยู่เหนือทะเลสาบเขมรในปัจจุบันขึ้นมา

ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี ได้นำเอาจดหมายเหตุของชาวจีนที่บันทึกไว้ในราวพุทธศตวรรษที่ 6
ไปตรวจสอบพร้อมทั้งพิจารณาหลักฐานที่ได้จากศิลาจารึกและโบราณวัตถุต่างๆ ที่ค้นพบ
ต่างมีความเห็นตรงกันว่า อาณาจักรเจนละนั้น จุดเริ่มต้นน่าจะมีถิ่นที่อยู่แถบเมืองเศรษฐปุระ
ในบริเวณแถวปราสาทวัดภู ริมฝั่งแม่น้ำโขง แคว้นจำปาสัก ในประเทศลาวปัจจุบันนั่นเอง
ต่อมาก็ได้ขยายอาณาเขตลงมาสู่ตอนล่าง ในถิ่นที่เคยเป็นอาณาเขตแว่นแคว้นของอาณาจักรฟูนันมาก่อน
และได้สถาปนาศูนย์กลางอาณาจักร ในบริเวณแถบเมืองภวปุระ(เหนือกำปงธม)
เหนือทะเลสาบใหญ่ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน

ในระหว่างที่พระเจ้าภววรมันที่ 1 ยังทรงครองราชย์อยู่นั้น พระอนุชาของพระองค์ ชื่อ เจ้าชายจิตรเสน
ก็ได้ทำการขยายอาณาเขตและรวบรวมเอาบ้านเมืองน้อยใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง
แล้วแผ่อาณาเขตลงสู่ดินแดนเขมร ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง
โดยทุกครั้งที่ทรงได้รับชัยชนะหรือแผ่อำนาจไปถึง พระองค์ก็จะสร้างศาสนสถานและรูปเคารพ
พร้อมกับจารึกขึ้นเพื่อเป็นการอุทิศถวายแด่พระศิวเทพ
ทั้งนี้พระองค์ยังได้มีพระราชประสงค์เพื่อจะให้เป็นที่เคารพสักการะ
แก่ปวงพสกนิกรของพระองค์ ณ บริเวณชุมชนแห่งนั้นๆด้วยจารึกจิตรเสน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ชี มูล
หลักฐานการแพร่กระจายของวัฒนธรรมเจนละหรือวัฒนธรรมขอม

สมัยก่อนเมืองพระนคร (ราวพุทธศตวรรษที่ 12-14) เข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นจารึก
ซึ่งจารึกที่พบในประเทศไทยนี้ มักมีข้อความสอดรับกันดีกับจารึกที่พบในประเทศกัมพูชา
และจดหมายเหตุจีน สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อใดที่กษัตริย์ที่ทรงอานุภาพ
ขึ้นครองราชย์ที่ราชธานีของอาณาจักรขอมแล้ว
ก็มักจะแผ่พระเดชานุภาพ เข้าไปในดินแดนใกล้เคียง รวมถึงประเทศไทยด้วย
ซึ่งหลักฐานจากจารึกเหล่านี้ ทำให้เชื่อกันว่า ในช่วงเวลานั้น อาณาจักรเจนละซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำโขงตอนกลาง
เขตเมืองจำปาสักประเทศลาวปัจจุบัน มีเศรษฐปุระเป็นศูนย์กลาง
ศาสนสถานหลักของชุมชนแห่งนี้คือ วัดภู กับดินแดนประเทศไทย
น่าจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 12
พระเจ้าจิตรเสน หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงพระนามว่า พระเจ้ามเหนทรวรมัน
เป็นกษัตริย์องค์สำคัญของเจนละ ที่เรืองอำนาจมากพระองค์หนึ่ง
หลักฐานเกี่ยวกับอำนาจของพระองค์นั้น พบอยู่เป็นจำนวนมากในดินแดนภาคใต้ของประเทศลาว
และบริเวณภาคเหนือของประเทศกัมพูชาปัจจุบัน แต่ที่พบมากที่สุดนั้นน่าจะได้แก่
บริเวณลุ่มแม่น้ำมูล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

พระเจ้าจิตรเสน ทรงเป็นเจ้าชายที่มีความเชี่ยวชาญการศึกสงคราม
จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ซุย เมื่อประมาณ พ.ศ. 1132-1161
ได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้าจิตรเสนพระองค์นี้น่าจะได้เผชิญศึกสงคราม
ควบคู่ไปกับพระเชษฐาของพระองค์ คือ พระเจ้าภววรมันที่ 1
เจ้าชายทั้ง 2 พระองค์ ทรงเป็นนักรบ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันก่อตั้งอาณาจักรเจนละขึ้น
โดยยกกองทัพต่อต้านอาณาจักรฟูนันจนประสบชัยชนะ
ทุกครั้งที่พระเจ้าจิตรเสนได้รับชัยชนะ ก็จะสร้างศาสนสถานพร้อมทั้งจารึก
ประกาศพระราชประสงค์สร้างรูปเคารพขึ้นเป็นการอุทิศถวายแด่พระศิวะเทพเจ้า
โดยมีพระประสงค์จะให้เป็นที่สักการะบูชาของปวงชน ณ อาณาบริเวณนั้นๆ อีก
ทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและเป็นที่ระลึกแห่งชัยชนะของพระองค์ด้วย

หลักฐานเก่าที่สุดที่พบในประเทศไทย ได้แก่ ศิลาจารึกที่ระบุพระนามของพระเจ้าจิตรเสน หรือ
พระเจ้ามเหนทรวรมัน ปัจจุบันนี้พบแล้วจำนวน 10 หลัก มีทั้งจารึกอยู่บนแท่งหินที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ
บนฐานประติมากรรมและบนผนังถ้ำ จารึกไว้ด้วยภาษาสันสกฤตเหมือนกันทุกหลัก
ถึงแม้จะไม่ปรากฎศักราช แต่เมื่อศึกษาวิเคราะห์รูปอักษรในจารึกแล้วทราบว่าเป็นรูปอักษรปัลลวะ
ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 จารึกเหล่านี้ พบอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 5 หลัก
ได้แก่ จารึกปากแม่น้ำมูล 1 และ 2 จารึกปากโดมน้อย จารึกวัดสุปัฏนารามและจารึกถ้ำภูหมาไน
จารึกถ้ำเป็ดทอง 3 หลัก ที่อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
บริเวณลุ่มแม่น้ำชีตอนบนพบจารึกวัดศรีเมืองแอม ที่อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
ในภาคตะวันออก พบจารึกช่องสระแจง ที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
หากเชื่อว่าจารึกที่กล่าวถึงพระนามของกษัตริย์ขอม ปรากฏอยู่ ณ ที่ใด
ก็อาจจะแสดงถึงความสัมพันธ์ ระหว่างราชอาณาจักรขอมกับดินแดนนั้นๆ แล้ว
จากจารึกเท่าที่พบแล้วในปัจจุบัน ทำให้ทราบถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเจนละ
ในรัชกาลพระเจ้ามเหนทรวรมันนี้ มีอาณาเขตครอบคลุมลำน้ำโขง
ตั้งแต่เมืองภวปุระ ซึ่งเป็นเมืองราชธานีในเขตประเทศกัมพูชา ผ่านเมืองจำปาสัก เขตประเทศลาว
เข้าสู่ดินแดนทิศตะวันตกเขตประเทศไทย ที่ปากแม่น้ำมูล จังหวัดอุบลราชธานี
ล่องตามลำน้ำเข้ามาถึงบริเวณจังหวัดบุรีรัมย์ และขึ้นมาตามลำน้ำ ที่จังหวัดขอนแก่น
ส่วนดินแดนตอนใต้นั้นเข้าไปถึง บริเวณเทือกเขาดงเร็ก ที่จังหวัดสระแก้ว
ซึ่งอยู่ในลุ่มแม่น้ำบางปะกง และบางทีอาจจะเลยเข้าไปถึงลุ่มแม่น้ำป่าสัก ที่จังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย

หลักฐานจากจารึกที่กล่าวมานี้ นับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์รุ่นแรกสุดที่พบ
แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่างชุมชนโบราณในแถบอีสานกับอาณาจักรเจนละ
ทั้งด้านการปกครอง และศาสนาระยะแรกเริ่ม โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
ข้อความในจารึกทั้งหมด แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

1.กล่าวถึงพระนามพระเจ้าจิตรเสน ไม่ได้กล่าวถึงพระนาม พระเจ้ามเหนทรวรมัน
ได้แก่จารึกถ้ำเป็ดทอง แสดงว่ามีการจารึกในสมัยที่พระองค์ยังเป็นพระเจ้าจิตรเสน
ทรงนับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ตามบรรพบุรุษ
เมื่อทำสงครามชนะข้าศึกแล้ว พระองค์ได้สร้างศิวลึงค์ ด้วยความภักดี
ตามคำสั่งของพระบิดาและมารดา

2.กล่าวถึงพระประวัติพระเจ้ามเหนทรวรมัน ในการสร้างศิวลึงค์
ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของพระองค์ ได้แก่ จารึกปากน้ำมูล 1 และ 2
จารึกวัดสุปัฏนาราม และจารึกปากโดมน้อย

3.กล่าวถึงพระประวัติ พระเจ้ามเหนทรวรมัน เหมือนกลุ่มที่ 2
แต่ตอนท้ายต่างกัน คือ ให้สร้าง โคอุสภะ ไว้เป็นสวัสดิมงคล
แก่ชัยชนะของพระองค์ ได้แก่ จารึกถ้ำภูหมาไนและจารึกวัดศรีเมืองแอม

4.กล่าวถึงการสร้างบ่อน้ำไว้ให้แก่ประชาชน ในจารึกช่องสระแจง
ในกลางพุทธศตวรรษที่ 12 เจ้าชายจิตรเสน ก็ได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งเจนละ
สืบแทนพระเจ้าภววรมันที่ 1 ทรงพระนามว่า พระเจ้ามเหนทรวรมัน
ทำให้อาณาจักรเจนละของพระองค์ ยิ่งแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตั้งแต่เมืองภวปุระ(เหนือกำปงธม) ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
ขึ้นไปจนถึงแคว้นจำปาศักดิ์ของประเทศลาว
และเข้าสู่ดินแดนของประเทศไทยที่ปากน้ำมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
ขยายไปตามลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีไปจนถึงลุ่มน้ำป่าสัก
และดินแดนทางใต้ ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาพนมดงเร็ก
ไปจนถึงลุ่มน้ำบางปะกง บางส่วนอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ยังทรงมีสัมพันธ์ไมตรีที่ดีกับอาณาจักรจามปา
ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของอาณาจักรเจนละออกไป

พระเจ้ามเหนทรวรมัน ทรงมีพระราชโอรสอยู่พระองค์หนึ่ง มีพระนามว่า อีสานวรมัน (Isanavaraman)
ซึ่งต่อมาก็ทรงได้เป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็งและได้สร้างราชธานีขึ้นที่เมืองอีสานปุระ
ซึ่งก็คือ เมืองสมโบไพรกุก๑ (Sambor Prei Kuk) พ.ศ. 1188 - 1224
ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดกำปงธม ในบริเวณโรงเรียนมัธยมที่ชื่อว่า วิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล (Kampong Chheuteal High School)
อำเภอปราสาทซ็อมโบร์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดกำปงธมประมาณ 35 กิโลเมตร
โรงเรียนนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี
(Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn)
ทรงสร้างให้กัมพูชา เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 แล้วเสร็จเมื่อปี 2548

ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 อาณาจักรเจนละก็เริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ
จนกระทั่งมาถึงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 อาณาจักรเจนละก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
คือส่วนที่เป็นอาณาจักรเจนละบก และอาณาจักรเจนละน้ำ

บริเวณอาณาจักรเจนละบก นั้น เข้าใจว่าน่าจะครอบคลุมอยู่ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำโขง
ทั้งดินแดนในเขตภาคอีสานของประเทศไทยและดินแดนบางส่วนของประเทศลาว
ตั้งแต่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ลงมาถึงจำปาสัก
ส่วนบริเวณอาณาจักรเจนละน้ำ น่าจะครอบคลุมลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้
และบริเวณทะเลสาบใหญ่ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน

เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 14 เริ่มเข้ายุคทองของอาณาจักรขอม
เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่ออาณาจักรศรีวิชัย แห่งหมู่เกาะชวา
ทรงรวบรวมอาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำให้เป็นปึกแผ่น
ทรงรับลัทธิไศเลนทร์ หรือ “ เทวราชา” จากชวามาสถาปนาในอาณาจักรของพระองค์
จนเกิดเป็นราชประเพณีในการสร้างปราสาทหรือเทวาลัย ซึ่งเป็นศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นถวาย
เป็นทิพย์วิมานของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์และเป็นราชสุสานของกษัตริย์ขอมยามเสด็จสวรรคต
และหลอมดวงพระวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้าที่พระองค์นับถือ
กล่าวได้ว่าได้ทรงนำความเชื่อใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ศิลป ชะตากรรมของชาวขอม

ทั้งนี้เรื่องราวของรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกค้นพบที่ปราสาทสดกก๊กธม
บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เขตอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว
ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพมหานคร
จากหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า เมืองหลวงของอาณาจักรขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2
มีหลายแห่ง เช่น ที่อมเรนทรปุระ บนเทือกเขาพนทกุเลน
ทางตะวันตกของนครวัด เมืองหริทราลัย ที่ตำบลโรลูสในปัจจบัน
ซึ่งที่ตำบลโรลูสนี้เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 พระเจ้าชัยวรมันที่ 3
พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1
จึงปรากฏมีปราสาท หรือเทวสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ปราสาทพระโคบากอง โรลูส
การที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สามารถรวบรวมอาณาจักรเจนละทั้งสองเข้าด้วยกันได้
และปลดแอกเจนละออกจากการเป็นเมืองขึ้นของชวา แล้วได้สถาปนาระบบเทวราชาขึ้น
ถือว่าเป็นการพัฒนาการของอาณาจักเจนละ ก่อเกิดเป็น อาณาจักรกัมพูชา
โดยมีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่เมืองพระนคร
และสามารถติดกับดินแดนที่ราบสูงทางภาคอีสานของไทย
โดยผ่านขึ้นมาตามช่องเขาต่างๆของเทือกเขาพนมดงเร็ก
หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการคมนาคมหรือการเดินทางไปมาติดต่อกัน
ระหว่างอาณาจักรเจนละน้ำในดินแดนเขมรต่ำและเจนละบก ในดินแดนที่ราบสูง
ของเขตอีสานในประเทศไทยนั้น ซึ่งในปัจจุบันเราก็ได้เห็นซากปรักหักพังของเทวาลัย
หรือเทวสถาน ที่เราเรียกว่า ปราสาท นั้นกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ
ตั้งแต่เมืองพระนคร (นครวัด-นครธม) เรื่อยมาจนถึงทั่ว
ภาคอีสานของประเทศไทย


พระเจ้ามเหนทรวรมัน กษัตริย์แห่งอาณาจักรเจนละ
ทรงเป็นแบบอย่างอันดียิ่งของกษัตริย์กัมพูชาในยุคต่อๆ มา
คือนับตั้งแต่พระเจ้า อีสานวรมันและพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ในปลายพุทธศตวรรษที่ 12
ซึ่งเป็นยุคก่อนเมืองพระนครเรื่อยมา จนกระทั่งถึงยุคของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์สุดท้ายแห่งกัมพูชาในยุคของเมืองพระนคร
หรือในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเกือบจะทุกพระองค์
ที่ทรงโปรดให้สร้างศาสนสถานหรือสิ่งก่อสร้างอันเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ขึ้น
ตามอย่างบุรพกษัตริย์พระองค์ก่อนๆ เพื่อใช้เป็นสถานที่แสดงความเคารพบูชาต่อเทพเจ้าในชุมชนต่างๆ
ตามความเชื่อทางศาสนาในการสร้างปราสาทหรือเทวาลัย จะมีการจัดสร้างบารายหรือสระน้ำ
เพื่อที่จะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันของประชาชน
รวมทั้งการสร้างบรรณาลัยหรือห้องสมุด ไว้สำหรับเป็นที่เก็บพระคัมภีร์ทางศาสนา
และการสร้างอโรคยาศาลาหรือโรงพยาบาล ไปพร้อมๆ กันในบริเวณนั้น
ด้วยเสมออารยธรรมที่เกิดขึ้นบนพื้นแผ่นดินอีสานของประเทศไทยในปัจจุบันนี้

นับตั้งแต่พระเจ้ามเหนทรวรมันเป็นต้นมา ได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
ตามแบบฉบับของอารยธรรมที่มีลักษณะเป็นของตนเองโดยเฉพาะ
คือการเป็นสังคมทางด้านเกษตรกรรม ที่มีผู้นำหรือชนชั้นปกครองนับถือทั้งศาสนาฮินดูทั้งลัทธิไศวนิกาย
และลัทธิไวษณพนิกาย โดยในส่วนของประชาชนนั้น
สามารถเลือกที่จะนับถือได้ทั้งศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ
โดยมีสภาพชีวิตทางสังคมที่ผสมผสานกันไปและภาษาที่ใช้กันในยุคนั้น
มีทั้งภาษาบาลี สันสกฤต ภาษามอญและ ภาษาเขมร

ขอบคุณข้อมูลจากเวปไซต์ : สภาวัฒนธรรมเมืองขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:16:08:09 น.
  
อาณาจักรกัมพูชา

นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 มาจนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ 18
แผ่นดินอีสานของประเทศไทยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรกัมพูชามาโดยตลอด
จึงทำให้มีมรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นผลมาจากความเชื่อทางศาสนา
ได้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปของการสร้างปราสาทและเทวาลัยรวมทั้งรูปเคารพต่างๆ
กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป บนพื้นแผ่นดินอีสานของไทยในปัจจุบัน

เนื่องจากเมืองพระนคร(บริเวณนครวัดนครธม) อันเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรขอมโบราณ
มีระยะห่างจากดินแดนอีสานของประเทศไทยปัจจุบันเพียงประมาณ 200 กิโลเมตรเท่านั้น
ทำให้ดินแดนอีสานส่วนนี้กลายเป็นดินแดนที่กษัตริย์กัมพูชา นับตั้งแต่พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2
จนถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ขยายอำนาจเข้ามาปกครองและโปรดให้สร้างศาสนสถาน
เพื่อเป็นการสืบสานพระศาสนามาตลอด
สำหรับกษัตริย์ที่เป็นที่ยอมรับโดยคนทั่วไปว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกัมพูชาพระองค์หนึ่ง
คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์ได้ทรงขยายพระราชอาณาเขตไปอย่างกว้างขวาง
และยังได้ทรงสร้างศาสนสถานเอาไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งในราชธานีและหัวเมืองต่างๆ
ที่พระราชอำนาจได้แผ่ไปถึงงานทางสถาปัตยกรรมที่พระองค์ทรงสร้างเอาไว้
รวมไปถึงพระนครธม ซึ่งมีกำแพงแต่ละด้านยาวถึง 12 กิโลเมตร
และมีคูเมืองขนาดมหึมาล้อมรอบโดยมี ปราสาทบายน เป็นศูนย์กลางของพระนครธมอันยิ่งใหญ่
คูเมืองในสายทางที่ล้อมรอบปราสาทนครวัดที่เรียกโดยชาวกัมพูชาว่า
ปราสาทองค์เล็ก เรียกว่า วงเล็ก
และสายทางที่ล้อมปราสาทบายนที่เป็นศูนย์กลางของพระนครธมอันยิ่งใหญ่ เรียกว่า วงใหญ่
นอกจากนั้นแล้ว พระองค์ยังได้สร้างปราสาทองค์เล็กๆ เพื่อเป็นที่พักสำหรับคนเดินทาง
หรือที่เรียกว่า “บ้านพักคนมีไฟ” เอาไว้อีกถึง 102 แห่ง
กระจายไปทั่วทั้ง 4 ทิศ ทั่วทั้งพระราชอาณาจักร

เราจึงอาจพูดได้ว่า ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในพระราชอาณาจักรกัมพูชา
สามารถนำหินจำนวนมากมายเหลือจะคณานับมาก่อสร้างปราสาท หรือโบราณสถานได้มากเท่ากับ
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ภายหลังจากการสิ้นสุดในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี้ไปแล้ว
อาณาจักรของกัมพูชาก็เริ่มเสื่อมลง จึงทำให้พระราชอาณาจักรกัมพูชา
อันมีนครวัดนครธมเป็นศูนย์กลาง ได้เสื่อมสลายลงไป และจนในที่สุด
ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20 กัมพูชาจึงได้ละทิ้งเมืองพระนครหรือนครธม
ย้ายไปอยู่ที่พนมเป็ญ อันเป็นเมืองที่ไม่ไกลไปจากราชธานีเดิม
ของอดีตแห่งอาณาจักรฟูนันในสมัยเมืองพระนครเท่าใดนัก

ที่มา : หนังสือเมืองขุขันธ์ ของสภาวัฒนธรรมอำเภอขุขันธ์ พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2548
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:16:30:53 น.
  
แวะมาตามชมงานค่ะ

ประวัติความเป็นมายาวนานจังเลยค่ะ

อ่านแล้วรู้ที่มาที่ไปเกี่ยวกับอำเภอขุขันธ์มากมายค่ะ

ช่วงนี้ขอโทษพี่สาวด้วยนะค่ะที่ไม่ค่อยได้แวะมาหาค่ะ

ช่วงนี้วุ่นๆ ยังไงไม่รู้ค่ะ

ยังคิดถึงเหมือนเดิมนะค่ะ
โดย: reception hall วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:20:23:51 น.
  
แวะมาทักทายค่ะ

อลังการจังเลยนะคะ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลแน่นปึ๊ก..ปึ้ก..
โดย: poongie วันที่: 15 ตุลาคม 2553 เวลา:21:28:35 น.
  
โห...

บางเรื่องน้องไม่รู้มาก่อนเลยนะนี่

ขอบคุณมากมายที่แบ่งปันนะครับ
โดย: kanit2425 วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:0:14:01 น.
  
สวัสดีตอนใกล้เที่ยงค่ะพี่สาว

ที่นี่ฝนยังตกอยู่เลยค่ะ และน่าจะตกแบบนี้ตลอดวันค่ะ

ช่วงนี้กิจการเป็นอย่างไรบ้างค่ะ ... ขอให้กิจการเจริญรุ่งเรืองนะค่ะ

แวะมาส่งความสุขในวันเสาร์ค่ะ
โดย: reception hall วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:11:08:09 น.
  
วันนี้ อาจารย์สาวบ้านนอก เปิดแล็กเชอร์วิชาประวัติศาสตร์แล้ว ใครตกประวัติศาสตร์(ลุงด้วย)มาอ่านเร้ว ก่อนเธอจะให้สอบแก้ตัว ฮ่า ๆ


ที่บล็อกคุณปลายแป้นแสนหวาดเสียว
แต่บล็อกสาวเจ้าเกี่ยวสวยสุดแสน
งานรำฟ้อนอ่อนช้อยชะม้อยแมน(แปลว่ามองผู้ชาย)
แผกถิ่นต่างแดนแสนชื่นใจ

ถ้าจะดูความเสียวใจเหี่ยวก็
เชิญแม่พ่อที่ภูเก็ตสะเด็ดไสย์
จะไปทัวร์ไปค้างทางแสนไกล
แต่ขุขันธ์นั้นไซร้ใช้หนึ่งวัน.


(จากชุมพรเช้ามืด-เย็นค่ำถึง มารับด้วยนะ)
โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:11:47:11 น.
  
ขอบคุณที่ไปเยี่ยมกันบ่อยๆ จ้า
โดย: kapeak วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:15:37:09 น.
  
บล็อกนี้ดีแฮะ ไม่ต้องพึ่งยาลม เอาแค่ยาอมก็พอ
โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:22:30:34 น.
  
แวะมาส่งสาวฯเข้านอน

ป.ล.เมนต์ยาวๆของสาว อ่านเพลินดีจ้ะ

ชอบ........
โดย: นักล่าน้ำตก IP: 183.89.79.3 วันที่: 16 ตุลาคม 2553 เวลา:22:56:18 น.
  
....ช้างเผือกเชือกนี้ได้................แต่ใดมา
พิธืแซนโฎนตา.........................ท่านให้
ไปล่าจากใดมา.........................วานบอก
เราจับแต่งถวายไท้.....................เพื่อแช้นโฎนตา

................

อิ ๆ ศรีปรูดมาเอง ฮ่า ๆ (รอบสอง) หาว่าของเค้ายาว ทีของตัวเองยกพงศาวดารมาทั้งเล่ม แฮ่ ๆ
โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 17 ตุลาคม 2553 เวลา:10:26:20 น.
  
หวัดดีจ้า นู๋สาว
สบายดีนะจ้ะ น้ำท่วมศรีสะเกษรึป่าว
โดย: kapeak วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:9:36:58 น.
  
ว่าง ๆ มาอ่านได้เรื่อย ๆ อกนี้ให้มรู้ประวัติโบราณล้วน ๆ

อ่านแล้วอยากกลับชาติไปเกิดในสมัยโบราณจังคงสนุก และนึกถึงนิยายของทมยันตี เรื่องพระนางพันปี อะไรพรรค์นั้น

เห็นการแต่งกายแล้วชอบ อยากเอาไปเขียนเป็นภาพสวย ๆ

โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:12:52:09 น.
  
สวัสดีค่ะมิตรรักนักเขียน (บล๊อก) ทุกท่าน

+======================+

ขอบคุณมิตรรักฯ ทุกท่านที่แวะมาทักทาย โดยฉะแพะ อะกึ๊ย!
โดยเฉพาะคุณอาเปี๊ยก ที่ถามไถ่เรื่องน้ำท่วม
และเป็นห่วงเป็นใยในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน(อันน้อยนิด) หุ หุ

ดูข่าวแล้วเห็นภาพน้ำท่วมบ้านเรือนไร่น่า ในจังหวัดศรีสะเกษ ใช่ไหมคะ

หากแต่.. บ้านหนองปิงปอง ต.ดองกำเม็ด อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ
ณ จุดพิกัดบ้านนอกนั้นเป็นที่ราบสูงพอสมควร
(ในอดีตบ้านเมืองนี้เป็นเขตอาณาจักรเจนละบก.. หุ หุ)
สายน้ำจึงไม่ไหลเอ่อล้นพ้นทำนบมาท่วมที่แห่งนี้

สาวบ้านนอกฯ เปิดร้าน "สวัสดีกาแฟ(โ)สด" เป็นปกติสขุจ้า

ขอบคุณมิตรภาพเครือข่าย
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:12:55:20 น.
  
แก้ไข "บล็อกนี้ให้ความรู้ประวัติศาสตรโบราณล้วน ๆ"

พิมพ์ผิดได้ไง

ชุดที่แต่งกายโบราณ ๆ นั่นช่วยส่ง
ให้ทางเมล์ได้ไหม เผื่อเอาไปวาดสีน้ำมัน

ส่งทางpantamuang@hotmail.com นะ
โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:12:57:13 น.
  
สวัสดีตอนบ่ายครับ

ขอบคุณสำหรับบรรยากาศที่เก็บมาให้ดูครับ
โดย: ดอกหญ้า บนทางดิน วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:15:36:26 น.
  
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
โดย: kapeak วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:16:12:08 น.
  
สวัสดีค่ะพี่สาว ...

บ้านปอยฝนตกหนักมากมายค่ะ กลัวน้ำท่วมเหลือเกินค่ะ

ทางบ้านพี่สาวเป็นไงบ้างค่ะ .. ช่วยส่งข่าวด้วยนะค่ะ

ช่วงนี้ระวังสุขภาพมากๆ นะค่ะ
โดย: reception hall วันที่: 18 ตุลาคม 2553 เวลา:20:52:25 น.
  
โชคดีนะคะที่ร้านกาแฟโสดของสาวอยู่รอดปลอดภัยจากน้ำ

ไม่งั้นคงได้จิบกาแฟแช่น้ำ อุอุ สนุกไปอีกแบบ

มาทักทายจร้า...ชวนไปเก็บเห็ดด้วย
โดย: นักล่าน้ำตก IP: 183.89.111.199 วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:7:31:44 น.
  
สวัสดีครับ สาวบ้านนอก

ผมก็ไม่สันทัดในการเขียนกลอนเท่าไหร่ บางครั้งภาษาก็ไม่สละสลวยอีกเหมือนกัน อาศัยเปิดพจนานุกรมบ้าง อ่านเอาบ้าง แล้วก็เขียน

เขียนแล้วเราชอบเข้าใจความหมายก็พอครับ

สู้ๆครับ ถ้าอยากเขียน
โดย: ดอกหญ้า บนทางดิน วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:10:33:50 น.
  
เห็นว่าน้ำท่วมโคราช มีเพื่อนชื่อ อ.โชติอยู่บัวใหญ่ แต่แกอยู่ตำบลโคกสูง น้ำไม่ท่วมเหมียนกัลแฮ่ ๆ

สาวจ๊ะ ภาพที่ส่งไปมันเล็กเกินไป เอาภาพที่ส่งแบบธรรมดา ๆ ซีครับ หรือว่าอีเมล์ตอนนี้ส่งภาพได้แต่ภาพเล็ก ๆ ก็ไม่รู้
ปรินท์ออกมาได้จี๊ดเดียว ดูไม่กระจ่าง เวลาจะเอาไปเป็นต้นแบบเติมจินตนาการ
โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:10:38:49 น.
  
สวัสดีตอนเย็นค่ะพี่สาว

วันนี้ฝนน่าจะตกต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง

ร้านกาแฟพี่สาวได้รับผลกระทบหรือไม่อย่างไร

โปรดส่งข่าวเพื่อนพ้องและมิตรรักทั้งหลายด้วยจ้า

เป็นห่วงหลาย ......
โดย: reception hall วันที่: 19 ตุลาคม 2553 เวลา:19:21:32 น.
  
อรุณสวัสดิ์จ้า

หวังว่าน้ำคงไม่ท่วมบ้านสาวนะ
โดย: kapeak วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:8:54:53 น.
  
สวัสดีตอนเที่ยงค่ะพี่สาว

แวะมาบอกว่าที่นี่ ... บ้านปอยเริ่มมีแดดแล้วจ้า

แวะมาส่งความสุขด้วยค่ะพี่สาว ... รีบมารับนะค่ะ
โดย: reception hall วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:12:10:03 น.
  
สบายดีนะครับ...
มาบอกข่าวว่าอัพรูปล่องโขง แล้วเน้อครับ
โดย: pu_chiangdao IP: 118.175.184.138 วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:16:30:39 น.
  
สวัสดีจ้าสาว

ดีนะ น้ำไม่ท่วม แล้วอย่าลืมส่งกำลังใจไปให้คนน้ำท่วมบ้างล่า
โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:14:27:55 น.
  
แวะมาทักทายก่อนนอนค่ะพี่สาว

วันนี้เหนื่อยเหลือเกินค่ะ แทบจะคลานมาหาพี่สาวแน่ะ

คืนนี้แยกย้ายกันนอนกันดีกว่าค่ะ

ฝันดีนะค่ะ
โดย: reception hall วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:20:30:49 น.
  
มาเยี่ยมจ้า

เป็นไงบ้างวันนี้...โอเคป๊ะ...?

โดย: นักล่าน้ำตก IP: 58.8.130.27 วันที่: 22 ตุลาคม 2553 เวลา:18:24:50 น.
  
เห็นหนังสือแต่ละเล่มที่สาวอ่านแล้ว

นักล่าฯขอคารวะและยอมแพ้นะคะ

ขั้นเทพทั้งน้าน...หนาๆด้วย ไม่รู้สาวอ่านได้ไง สมาธิสุดยอดจริงๆ

วันนี้อัพบล้อกรีวิวหนังสือเล่มนึง

มาชวนไปอ่านจ้า

โดย: นักล่าน้ำตก IP: 183.89.122.231 วันที่: 23 ตุลาคม 2553 เวลา:11:27:49 น.
  
สวัสดีตอนเย็นค่ะพี่สาว

ช่วงนี้ไม่อยากจะบอกเลยว่างานยุ่งมากมายค่ะ โอ้ว ... เป็นไปได้ยังไงเนี่ย 3-4 วันแล้วค่ะ ไม่ได้อยู่ติดบ้านเลย หุหุ

พี่สาวสบายดีนะค่ะ

แวะมาทักทายก่อนจะไปนอนในไม่ช้าค่ะ ... ฝันดีค่ะ
โดย: reception hall วันที่: 23 ตุลาคม 2553 เวลา:18:53:29 น.
  
สวัสดีตอนเช้าค่ะพี่สาว

วันนี้งานไม่ยุ่งเลยจ้ะ แต่วันนี้คงจะวุ่นวายกับงานบ้านอย่างเดียวค่ะ

แวะมาส่งความสุขค่ะ
โดย: reception hall วันที่: 24 ตุลาคม 2553 เวลา:8:53:46 น.
  
สายัณห์สวัสดีค่ะมิตรรักนักเขียน (บล๊อก) ทุกท่าน
+========================+

เห็นภาพ(ข่าว) บ้านเมืองแผ่นดินไทยถูก "น้ำท่วม"
ซึ่งคนไทยที่ได้รับผลกระทบจาก "อุทกภัย" มีน้ำตาท่วมหน้า
หากแต่ "น้ำใจจากพี่น้องคนไทยทุกท่าน" ก็หลั่งไหลท่วมท้นเช่นกัน

ขอเป็นกำลังใจให้ "พี่น้องชายไทยผู้ประสบภัย"
มีพลังใจที่เข้มแข็งและอดทน..ด้วยบุญญาบารมีในสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
เมื่อนั้นชีวิตและจิตใจ จะปลอดภัยในที่สุดค่ะ

ขอบคุณมิตรรักฯ ทุกท่านที่แวะมาทักทายสม่ำเสมอค่ะ

โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 24 ตุลาคม 2553 เวลา:21:14:33 น.
  
สวัสดีตอนบ่ายค่ะพี่สาว

คนไทยไม่ทิ้งกันอยู่แล้วค่ะ

ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ... ช่วยกันซับน้ำตาและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย มีบุญกุศลแรงค่ะ

ขอช่วยด้วยคนค่ะพี่สาว

โดย: reception hall วันที่: 25 ตุลาคม 2553 เวลา:16:18:25 น.
  
หวัดดียามสายๆ จ้า นู๋สาว

ขอกาแฟแก้วนึงจ้า
โดย: kapeak วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:10:28:16 น.
  
ถึงยังมะได้อัพบล็อก

ก็แวะมาทักทายกังล่าย....

หวัดดียามบ่ายจ้ะสาวฯ
โดย: นักล่าน้ำตก IP: 58.8.114.151 วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:13:06:51 น.
  
สวัสดีครับสาวบ้านนอก

อับบล็อคได้แล้วครับ
โดย: ดอกหญ้า บนทางดิน วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:16:24:06 น.
  
สวัสดีสาว

สภาพน้ำ..เป็นอย่างไรบ้าง กัดเท้าหรือยัง 555
โดย: ปลายแป้นพิมพ์ วันที่: 27 ตุลาคม 2553 เวลา:15:33:49 น.
  
ซำบายดี บ่
น้ำคงท่วม บ่ เถิงเมืองขุขันธ์
เจ้าไปฟ้อนนำเขา บ่
ชื่องานอ่านออกเสียงว่าจังใด๋
โดย: ดาวส่องทาง วันที่: 28 ตุลาคม 2553 เวลา:1:36:17 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลูกคนสุดท้องน้องสาวคนเล็ก
เด็ก ๆ ชอบเอาตัวไปปลายนา
เอาขาไปวิ่งเล่นที่ทุ่งหญ้า
โตเป็นสาว..ชอบอยู่บ้านนอก
อนาคต..ได้ไปที่ชอบ..ที่ชอบ
อะคึ่ ๆ


Friends Blog
[Add สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น's blog to your weblog]