พฤษภาคม 2551

 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
หลากหลายอารยธรรม (2)
จงเดินทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ไม่ใช่ว่าคุณไปได้ไกลแค่ไหน
แต่ไปได้ลึกเพียงใด...ในการขุดหาประสบการณ์ล้ำค่า
---------------*--------------

ศิลปะแห่งการเดินทาง ----->> โดย...รีเบคก้า เอสปาร์ซา




รถยนต์วิ่งไปตามถนนหมายเลข 24 สายยุทธศาสตร์ ระหว่าง จ. บุรีรัมย์ มุ่งหน้าสู่ จ. ศรีสะเกษ
เป้าหมายต่อไปคือ อ. ขุขันธ์ ซึ่งฉันจะต้องแวะเอาเสื้อผ้า (ที่ใช้แล้วแต่ยังอยู่ในสภาพดี) ที่บ้านตัวเอง เพื่อเอาไปบริจาคให้กับชาวบ้าน ที่พวกเราจะไปทำบุญผ้าป่าในครั้งนี้ด้วย

ก่อนอื่น ฉันขอแนะนำข้อมูล “เมืองขุขันธ์” ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน (มาแต่อ้อนแต่ออก) ของสาวบ้านนอกฯ ให้ทุกท่านได้รู้จัก ระหว่างนั่งรถยนต์ด้วยความเพลิดเพลินนะคะ

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ลุ พ.ศ.2325 ปีขาล จุลศักราช 1144 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน(เซียงขัน) ได้บรรดาศักดิ์เป็นพระยาขุขันธ์ภักดี ได้มีใบบอกกราบบังคมทูลข้อตั้งท้าวบุญจันทร์ เป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน ผู้ช่วยเจ้าเมือง

อยู่มาวันหนึ่ง พระยาขุขันธ์ภักดี เผลอเรียกพระยาไกรภักดีฯ(บุญจันทร์) ว่า"ลูกเชลย" พระยาไกรภักดีจึงโกรธและผูกพระยาบาท ภายหลังมีพ่อค้าญวน 30 คน มาซื้อโคกระบือที่เมืองขุขันธ์ พระยาขุขันธ์ภักดี อำนวยความสะดวกและจัดที่พักให้ญวนตลอดจนให้ไพร่นำทางไปช่องโพย ให้พวกญวนนำโค กระบือไปยังเมืองพนมเปญได้สะดวก พระยาไกรภักดีฯ (บุญจันทร์) ได้กล่าวโทษมายังกรุงเทพฯ และโปรดเกล้า ให้เรียกตัวพระยาขุขันธ์ไปลงโทษและจำคุกไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระยาไกรภักดีฯ(บุญจันทร์) เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์แทน

ในปี พ.ศ.2325 นี้ พระภักดีภูธรสงคราม(อุ่น) ปลัดเมืองขุขันธ์ กราบบังคมทูลขอแยกจากขุขันธ์ ไปตั้งที่บ้านโนนสามขาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านโนนสามขาขึ้นเป็นเมือง "ศรีสระเกศ"

ต่อมาปี พ.ศ.2328 ได้ย้ายเมืองศรีสระเกศจากบ้านโนนสามขา มาตั้ง ณ บ้านพันทาเจียงอี อยู่ในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษ ทุกวันนี้

พ.ศ.2342 มีโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์กำลังเมืองสุรินทร์ เมืองขุขันธ์ เมืองสังฆะ เมืองละ 100 รวม 300 ยกทัพไปตีพม่า ซึ่งยกมาตั้งในเขตนครเชียงใหม่ กองทัพไทยมิทันไปถึง กองทัพพม่าก็ถอยกลับ จึงโปรดเกล้าฯให้กองทัพไทยยกกลับ

พ.ศ.2350 ทรงพระราชดำริว่า เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ และเมืองขุขันธ์ เป็นเมืองเคยตามเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชสงครามหลายครั้งมีความชอบมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ทั้ง 3 เมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีอำนาจชำระคดีได้เอง ไม่ต้องขึ้นต่อเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน

พ.ศ.2369 รัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์แต่งตั้งให้เจ้าอุปราช (สีถาน) กับเจ้าราชวงศ์เมืองเวียงจันทรน์ คุมกองทัพบกเข้าตีเมืองรายทางเข้ามาจนถึงเมืองนครราชสีมา ฝ่ายทางเมืองจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ (เจ้าโย่) เกณฑ์กำลังยกทัพมาตีเมืองขุขันธ์จับพระไกรภักดีศรีนครลำดวน (บุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ กับพระภักดีภูธรสงคราม (มานะ) ปลัดเมืองกับพระแก้วมนตรี(ทศ) ยกกระบัตรกับกรมการได้ ฆ่าตายทั้งหมด เจ้าเมืองสังฆะ และเมืองสุรินทร์หนีได้ทัน

กองทัพจำปาศักดิ์ ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านส้มป่อย แขวงเมืองขุขันธ์ค่ายหนึ่ง และค่ายอื่น ๆ สี่ค่าย กวาดต้อนครอบครัวไทยเขมร ไปเมืองจำปาศักดิ์ จากนั้นมา เมืองขุขันธ์ ไม่มีข้าราชการปกครอง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสังฆะ ไปเป็นพระยาไกรภักดีศรีนครลำดวนเจ้าเมือง ให้พระไชยเป็นพระภักดีภูธรสงครามปลัดเมือง ให้พระสะเทื้อน (นวน) เป็นพระแก้วมนตรียกกระบัตรเมือง ให้ท้ายหล้า บุตรพระยาขุขันธ์(เซียงขัน) เป็นมหาดไทยช่วยกันรักษาเมืองขุขันธ์ต่อไป
จากนั้นมาได้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเจ้าเมืองและนามเจ้าเมืองหลายครั้ง

พ.ศ.2426 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาขุขันธ์(ปัญญา) เจ้าเมืองกับพระปลัด(จันลี) ได้นำช้างพังสีประหลาดหนึ่งเชือกลงมาน้อมเกล้าฯ ถวายที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2433 มีสารตราโปรดเกล้าฯ ให้เมืองศรีสระเกศ(ชื่อเดิม) ไปอยู่ในบังคับบัญชาของข้าหลวงใหญ่ ได้โปรดให้หลวงจำนงยุทธกิจ(อิ่ม) กับขุนไผทไทยพิทักษ์(เกลื่อน) เป็นข้าหลวงเมืองศรีสระเกศ

พ.ศ.2435 โปรดเกล้าฯ ให้จัดรูปการปกครองแบบมณทลเมืองศรีสiะเกศ ขึ้นอยู่กับเมณฑลอีสานกองบัญชาการมณฑลอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธาณี

พ.ศ.2445 เปลี่ยนชื่อมณฑลอีสานเป็น มณฑลอุบล มีเมืองขึ้น 3 เมืองคือ อุบลราชธานี ขุขันธ์ และสุรินทร์ ไม่ปรากฏชื่อเมืองศรีสระเกศ สันนิษฐานว่าเมืองศรีสระเกศถูกยุบลง เป็นอำเภอขึ้นกับเมืองขุขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองเก่ามาแต่เดิม

พ.ศ.2447 ย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์ (ซึ่งอยู่ที่บ้านแตระ ตำบลห้วยเหนืออำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า(ปัจจุบันคือตำบลเมืองเหนือในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน) และยังคงใช้ชื่อ "เมืองขุขันธ์" ยุบเมืองขุขันธ์เดิมเป็นอำเภอห้วยเหนือ (อำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้)

พ.ศ.2459 กระทรวงมหาดไทย มีประกาศให้เปลี่ยนชื่อเมืองทุกเมืองเป็นจังหวัด เมืองขุขันธ์ จึงเป็นเป็น จังหวัดขุขันธ์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2459 เปลี่ยนผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด


พ.ศ.2481 มีพระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์ เป็น “จังหวัดศรีสะเกษ”
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : //www.khukhan.org/index.php
@---------------------------------------------------------------------------@


เจ้าแม่กวนอิมหยกเขียว (ปางพันกร)
อ.ขุขันธ์ จ. ศรีสะเกษ


















พระโพธิสัตว์กวนอิมในตำนานฝ่ายจีน

พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา มาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด

ต่อมาองค์หญิงสามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดามาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้

พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก

ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก

ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน


ที่มา : วิกิถีเดีย สารานุกรมเสรี






Create Date : 11 พฤษภาคม 2551
Last Update : 7 มีนาคม 2556 17:23:02 น.
Counter : 1341 Pageviews.

10 comments
  
ข้าเจ้าสนใจศรีสะเกษในแง่ของความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษาเป็นอย่างแรก

พี่คนหนึ่งซึ่งมีพื้นเพเป็นคนที่นี่ เล่าให้ฟังว่า หมู่บ้านเขานั้นมีภาษาพูดต่างจากหมู่บ้านอื่น

กับอีกสิ่งที่สนใจมากๆ คือเรื่องของตำนานที่ผูกพันกับสถานที่
ข้าเจ้าชื่นชมความคิดของคนโบราณในการผูกเล่าเรื่องราว อย่างศรีสะเกษนี่มีเรื่องของสังข์ศิลป์ไชย ที่มีสถานที่เกี่ยวพันกับนิทานก้อมเรื่องนี้

รอพี่ท่านหยุดงานได้หลายๆ วันกลับไปศรีสะเกษก่อน ฉันจะตามไปเก็บข้อมูลไม่ให้พลาดเชียว
โดย: นกที่ไม่มีเสียง วันที่: 11 พฤษภาคม 2551 เวลา:14:55:55 น.
  
ขออนุญาตก๊อปเอาไปอ่านนะครับ เป็นข้อมูล
โดย: ธารดาว IP: 202.149.24.129 วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:4:11:26 น.
  
ตามมาเที่ยวครับ เจ้าแม่กวนอิมหยกเขียวงดงามจริงๆ ...


มาเที่ยวเชียงใหม่ช่วงสิงหา เหรอครับ แนะนำไป น้ำตกผาดอกเสี้ยว(น้ำตกรักจัง) ดอยอินทนนท์ไหมครับ ได้บรรยากาศดีนะ

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=superbaker&month=04-2007&date=10&group=1&gblog=2 <-------ตามลิงค์เนี่ยครับ

ว่าแต่ภาพสุดท้ายล่างสุดนั่นใช่คุณสาวขอนแก่น หรือไม่ครับ ....

โดย: -*-Superbaker วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:20:18 น.
  
สวยจริงๆ นะบ้านนาง รู้สึกว่านางจะสวยขึ้นสิงโตหน้าวัดก็ดูดี แล้วเจอกันค่ะ
โดย: พี่ดวง IP: 125.24.124.222 วันที่: 15 พฤษภาคม 2551 เวลา:8:07:51 น.
  
อะหยื๋ยส์......

โตะใจสิงโต....เป็นงานประติมากรรมที่เหมือนจริงแต้ๆก๊า

อ้าว....นั่นไม่ใช่นี่ คนจริงๆแฮะ...นึกว่าปั้นเหมือนจริง

ดีจ้า.....มาแล้วจ้า

คิดถึงนะจ๊ะ
โดย: ปลายแปรง วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:8:54:37 น.
  
เดินทางด้วยความอยากรู้ อยากเห็น อิอิ เดินไปแนบหูบ้านข้างๆด้วยป่าว
โดย: ตาพรานบุญ วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:57:41 น.
  
สายัณห์สวัสดีค่ะ มิตรรักนักเขียน (บล๊อก)
--------------------------------------------------------
นกที่ไม่มีเสียง
--------------แวะเวียนมาเที่ยวกับสาวฯ อีกนะค๊า
ยังมีเรื่องเล่าและภาพประกอบในคราวหน้าอีกเด้อจ้า

พ่อธารดาว
--------------ได้ข่าวจากบล๊อก ญ. ปลายแปรง ว่าทำตัวเป็น "ชาวนา" เต็มยศเลยนะ
เมื่อไรรวงข้าวสุก แวะมาชวนข้าฯเจ้าด้วย จะไปช่วยเกี่ยวข้าว
ชอบมาก ๆ บรรยากาศ "ลงแขกเกี่ยวข้าว"

-*-Superbaker
----------------ถ้าเดินทางไปแอ่มเมืองเหนือเมื่อไร จะขอข้อมูลอีกครั้งนะ
จะได้โห่ร้องหา (ทาร์ซาน) ผู้เชียวชาญการท่องเที่ยว อะคึ่ ๆ
(ภาพทิ้งท้าย เป็นสาวฯ ยืนยิงฟันคู่สิงห์โตคำราม หุ หุ)

พี่ดวงขา
---------------ไม่ได้เห็นน้องสาวฯ มาโดนเติบ ความสวยยังคงเดิมค่ะ

ญ. ปลายแปรง
----------------คิดถึงเค้าจริง ๆ เหรอ ถ้าคิดถึงจากใจละก้อ
ส่งมังคุด ละมุด ทุเรียนให้กินด้วยจิ

ตาพรานฯ
---------------ความอยากรู้ อยากเห็น เป็นวิสัยของผู้หญิงอยู่แล้วจ๊ะ
ยิ่งเป็นเรื่องชาวเมือง ชอบมุ้ง เอ้ย! ชอบมุงตลอด อะเอิ๊ก ๆ

ปล. โปรดติดตามด้วยคิดถึงในตอนต่อไปนะจ๊ะ
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 16 พฤษภาคม 2551 เวลา:17:42:44 น.
  


มาเจิมห้องไว้ ก่อน.. ค่อยตามกลิ่นมาอ่านเรื่องราว
ของน้องนางบ้านนานะคะ..คิดถึงมากมายในวันฝนตกพรำ
โดย: ป้าเสือร้องไห้ ณ. อุตรดิตถ์ IP: 125.25.211.167 วันที่: 17 พฤษภาคม 2551 เวลา:11:50:13 น.
  
มาร่วมเดินทางด้วยคนนะครับ...

โดนเลยประโยคข้างบนนี่...

"จงเดินทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ไม่ใช่ว่าคุณไปได้ไกลแค่ไหน
แต่ไปได้ลึกเพียงใด.........ในการขุดหาประสบการณ์ล้ำค่า"
โดย: pu_chiangdao วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:9:28:02 น.
  
แอบมาดูคำตอบ อิอิ น่าจะจริง ไปเวียนเทียนไหม (กะใคร)
โดย: ตาพรานบุญ วันที่: 19 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:57:17 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลูกคนสุดท้องน้องสาวคนเล็ก
เด็ก ๆ ชอบเอาตัวไปปลายนา
เอาขาไปวิ่งเล่นที่ทุ่งหญ้า
โตเป็นสาว..ชอบอยู่บ้านนอก
อนาคต..ได้ไปที่ชอบ..ที่ชอบ
อะคึ่ ๆ


Friends Blog
[Add สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น's blog to your weblog]