พฤษภาคม 2550

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
เที่ยวละไม...ไปเดินป่า


พระอาทิตย์ยามเช้าตรู่ ณ ภูค้อ (ต้นฤดูหนาว)
----------------------------------------------------


ตอน….ขาไป : 31 ตุลาคม 2546

ศาลาที่พักผู้โดยสาร ปากทางเข้า มหา’ลัยขอนแก่น ฉันนั่งรอหลานสาวด้วยใจจดใจจ่อ การรอคอยสร้างความกังวลใจเล็กน้อย เวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ ความมืดเริ่มเคลือบคลานตามมาติด ๆ กว่าหลานสาวจะออกมาจากห้องเรียน พร้อมเป้ใส่เสื้อผ้าและถุงนอน ตะวันอ่อนแสงไปมาก

เราสองคนมารอรถ เพื่อเดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ครั้งแรกสำหรับเรา แต่เป็นครั้งที่ 6 ของหลานสาว รถสายขอนแก่น – เชียงใหม่ มีที่นั่งว่างเยอะพอสมควร รู้สึกสบายใจที่ได้ขึ้นรถซะที

ขอนแก่น หนองเรือ ชุมแพ คอนสาร น้ำหนาว คือ เส้นเดินรถที่เราต้องผ่าน 17.00 จนถึง 19.30 น. คือเวลาที่เราใช้ไป เมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง เราสองคนเดินตรงมายังป้อมยาม เพื่อลงทะเบียนและชำระค่าธรรมเนียมคนละ 10 บาท (ราคานักศึกษา) โทรศัพท์บอกพี่สาวให้มารับตามที่นัดพบ ขณะยืนรอพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความคุ้นเคยกันเล็กน้อย พี่สาวขับรถปิคอัพพร้อมกับน้องสาว มาต้อนรับเราสองคน

สวัสดีและทักทายกัน ตามวัฒนธรรมอันดีงาม ซึ่งผู้น้อยต้องแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ที่สูงวัยกว่า เก็บสัมภาระขึ้นรถ กลับเข้าค่ายชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ มีคุณครูภาษาไทยเป็นที่ปรึกษา มีน้องสาวต่างพ่อต่างแม่และเพื่อน ๆ ซึ่งเป็นนักศึกษาจากเมืองหลวง มาหาประสบการณ์ชีวิตในการเข้าค่ายกับน้อง ๆ นักเรียนชั้นมัธยม ส่วนเราสองคนนั้นเดินทางมาที่นี่ เพื่อทำความรู้จักพี่สาวและน้องสาวต่างพ่อต่างแม่ คือ จุดประสงค์หลัก

คืนแรก รู้สึกประทับใจกับบรรยากาศที่หนาวเย็นยะเยือกเข้าจับจิต ซึ่งรายล้อมไปด้วยป่าสน 3 ใบ คุณครูภาษาไทยแทนตัวว่า “พี่” เพื่อให้เราสองคนอบอุ่นใจ เหมือนได้พบกับญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลกันมานาน ประมาณนั้นเลย เกิดความคุ้นเคยกันทันทีทันใด

พี่สาวพาเราสองคน ไปกินข้าวที่ร้านอาหารป้าแดง ญาติผู้ใหญ่อีกคนที่ต้องทำความรู้จัก หลานสาวยังไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เรียนคาบสุดท้าย ฉันหิวไม่มากเท่าไร กะเพราไก่ไข่เจียวจึงกินไม่หมด เพราะอิ่มอุ่นกับรอยยิ้มพิมพ์ใจ จากพี่สาวที่น่ารัก นั่งคอยเป็นเพื่อน

นั่งพักกันเล็กน้อย เอนกเขนกนิดหนึ่ง เพื่อให้อาหารย่อย พี่สาวปล่อยให้เราสองคนอยู่กันตามลำพังในเต้นท์ เพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้กับอุปสรรค อันจะเกิดขึ้นกับชีวิตและจิตใจ

“น้ำหนาว” สมชื่อจริง ๆ แค่ปลายนิ้วแตะกระทบผิวน้ำ ประสาทสัมผัสสดุ้งทันที มีปฏิกิริยาโต้ตอบและเกิดอาการต่อต้าน ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นสะท้าน แต่ต้องอาบน้ำ เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ซึ่งเกาะติดตัวเรามาตั้งแต่เช้าแล้ว จำใจสลัดเสื้อผ้า แล้วตักน้ำเทกระหน่ำใส่ตัวเองด้วยความมันส์! และกัดฟันเพื่อมิให้ขากรรไกรสั่นสะเทือนเกิดเสียงดัง อาจจะทำให้นกที่เกาะอยู่บนต้นสนสามใบบินหนี

เสียงกีตาร์ เสียงร้องเพลงของน้อง ๆ ชมรมอนุรักษ์ฯ ขณะทำกิจกรรมของค่ายฯ ร่วมกัน ช่วยสร้างบรรยากาศครื้นเครง เราได้ยินเสียง “บูม บู่ม บู้ม บู๊ม” วนกลับไปกลับมาหลายรอบ คิดว่าน้อง ๆ ดำน้ำค้างกลางหาวกัน

พี่สาว เห็นเรามีชีวิตรอดหลังจากอาบน้ำ เอ่ยชวนให้ไปร่วมกิจกรรมสันทนาการกับน้อง ๆ เราตอบไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ” ตอนนี้ขอทำความคุ้นเคย กับที่นอน หมอนและผ้าห่มก่อนดีกว่า

ฉันหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะไม่เคยมานอนในเต้นท์ เหมือนบ้านเล็กในป่าใหญ่แบบนี้มาก่อน ถึงแม้จะเคยเข้าค่ายฯ มาบ้าง แต่มีบ้านพักเป็นหลัง ทำให้ไม่เกิดความแตกต่างกันเท่าไรกับบ้านที่เราอยู่

พี่สาวเป็นห่วงเป็นใย ที่เห็นเรานอนขดเหมือนกับกระสุนพระอินทร์ คือ กิ้งกือสายพันธุ์หนึ่ง ที่เมื่อโดนกระทบด้วยอะไรก็ตาม จะขดตัวม้วนหัว ม้วนหางเข้าหากันเป็นลูกกลม ๆ ทันที ตัวของกิ้งกือที่ขดเข้าหากันแล้ว มีลักษณะเหมือนผลอะไรสักอย่าง มีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำและกลมเกลี้ยงเกลา แต่เราไม่สามารถขดตัวให้กลมขนาดนั้น พี่สาว เอาผ้าห่มอีกผืนมาวางทับตัวเราให้หนักขึ้น เรายังไม่หลับแต่ทำเป็นหลับ รู้สึกอบอุ่นกายแผ่กระจายซึมซาบมาเป็นความอบอุ่นใจ
คืนนี้ฝันไม่ได้เรื่องจริง ๆ


ตอน…ขาเดิน : 1 พฤศจิกายน 2546

05.30 น. เราตั้งโทรศัพท์ปลุก แล้วต้องลุกขึ้นโดยสปิริตลูกผู้หญิง แต่สู้น้อง ๆ ที่เป็น Staff ไม่ได้ มีเสียงร้องเพลงบรรเลงกีตาร์กล่อม เพื่อน ๆ ที่กำลังทำอาหารข้างเต้นท์ที่พัก “ความรับผิดชอบในหน้าที่” คือ ความรับผิดชอบต่อชีวิตของพี่น้องสมาชิกชมรมฯ จำนวน 40 กว่าชีวิต เพราะถ้าไม่ทำอาหารตอนนี้ มื้อเช้าก็จะไม่มีอะไรกินไงล่ะ แล้วจะเอาแรงที่ไหน ไปผจญภัยในป่าดงพงไพร

ฉันชวนหลานสาว ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุด เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ใช้เสียงผ่านโทรโขงโฆษณาชวนเชื่อ ฉันมาครั้งแรกก็เชื่อง่ายมาก เดินออกมาตามเสียงที่เชิญชวน หลานสาวตามมาสมทบมีเราสองคนที่ไป

เจ้าหน้าที่ฯ ขับรถพาเราออกไปด้านนอกอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 5 กม. ถึงจุดชมวิวที่ "ภูค้อ" ทางชันเล็กน้อย คนมารอชมประมาณ 10 คน มีทั้งเป็นคู่ มีทั้งเป็นครอบครัว ทุกคนอยู่ในชุดกันความหนาว หมวก ผ้าห่ม เสื้อกันหนาวชั้นนอก เสื้อกันหนาวชั้นใน ถุงเท้ารองเท้าตามสไตล์ของแต่ละชีวิต เจ้าหน้าที่ฯ อธิบายให้เราพังย่อ ๆ ช่วงฤดูไหนเวลาใด พระอาทิตย์จะขึ้นมาให้เห็น ในมุมตามองศาที่หมุนตามแกนโลก (เฉียง ๆ)

เช้าวันนี้ กิจกรรมแรก ที่ฉันมีส่วนร่วมกับน้อง ๆ คือ กินข้าวพร้อมหน้ากับพี่น้องต่างพ่อต่างแม่ ก่อนลงมือรับประทานอาหาร มีการกล่าวคำอุทิศให้กับชาวนา โดยน้ำเสียงใสของสาวน้อย

“กินข้าว กินกับ” กันตามระเบียบของค่ายฯ และมีกฎอีกข้อหนึ่งที่เราถือปฏิบัติตามคำแนะนำ คือ “ห้ามอาบน้ำตอนเช้า” แต่ก่อนนอนจะต้องอาบน้ำ ไม่มีข้อห้ามว่าจะนอนตอนไหน ขออย่าให้เกินตี 2 เจ้าหน้าที่จัดระเบียบสังคมตามนโยบายของรัฐบาล

กิจกรรมที่สอง ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจคือ ศึกษาธรรมชาติตามเงื่อนไขของชมรมอนุรักษ์ฯ ก่อนออกเดินย่ำตามผืนป่า Staff ของชมรมฯ สั่งการด้วยเสียงอันหนักแน่น ให้สมาชิกไปชมสไลด์มัลติมีเดีย แนะนำข้อมูลทั่วไปของ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว สำหรับน้องใหม่ที่ไม่เคยมาเข้าค่ายฯ โดยเฉพาะฉัน

ทีมแรกออกเดินทางทันที มีเจ้าหน้าที่ฯ นำทางและคอยให้คำแนะนำ การเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพป่า ซึ่งเป็น "ป่าสนสามใบ" ขึ้นอยู่บนเขาสูง 700 กว่าเมตรจากระดับทะเลปานกลาง ระหว่างทางที่หยุดพัก Staff จะมีกิจกรรมผ่อนคลายความเหนื่อย โดยบังคับให้น้อง ๆ
แสดงออก ด้วยการร้องเพลงประกอบท่าเต้น คล้าย ๆ จินตลีลา มีฉากประกอบเป็นต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ผู้ชมยืนลุ้นให้กำลังใจ น้อง ๆ ก็เต้นไปร้องไปด้วยหน้าชื่นตาบาน ท่ามกลางแสงแดดใกล้เที่ยงวัน

จุดชมวิว 2.5 กม. จากต้นทางที่เราเดิน ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. บรรยากาศข้างหน้าของเราคือ ภูเขาซ้อนเรียงกันเป็นแถว ลมพัดผ่านมาทักทายผู้คนที่มาเยี่ยมเยือน ทำให้รู้สึกเย็นสบายอารมณ์ละไม แต่ละคนหามุมนั่งพักบ้าง ยืนพักบ้างตามอัธยาศัย น้อง ๆ ทำกิจกรรมกันไป ฉันผู้สังเกตการณ์ เก็บบันทึกบรรยากาศไว้ในความทรงจำที่ดี

พวกเราล้อมวงกินข้าว รายการอาหารจากฝีมือพ่อครัวแม่ครัววัยกระโปรงบานและขาสั่นคอซอง คือ น้ำพริกในจินตนาการ, ไข่ต้มอัดถุง, โปรตีนเกษตรทอด, ผักสดแช่ไอหมอก ทุกคนกินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อย ไม่ได้ยินเสียงบ่นสักคำเลย

เจ้าหน้าที่พากองทัพที่ต้องเดินด้วยท้อง ไปตามเส้นทางและอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับป่าไม้ใบหญ้า มีดอกไม้แย้มบานให้เป็นประปราย ช่วยให้จิตใจเบิกบานไปกับกลีบสวยสีสันงดงาม ด้วยความรู้สึกอ่อนหวานละมุล คุณครูภาษาไทยเปรียบเปรยว่า “ผู้หญิงเหมือนดอกไม้” มองมุมไหนก็สวยไปหมด แล้วผู้หญิงอย่างเราเป็นดอกไม้อะไรล่ะ ทำไมคนอื่นมอง แล้วก็เมินไปมองอย่างอื่นแทน

เส้นทางเดินเลาะริมธาร ต้นไม้บริเวณแถวนี้ดูเขียวขจี สดชื่นร่มรื่นเย็นฉ่ำ น้อง ๆ ชมรมอนุรักษ์ฯ ก้มหน้าก้มตาเดิน มีบางคนล้มตะแคงข้างซ้าย มือสัมผัสพื้นดินที่มีเศษไม้ใบหญ้ารกเต็มไปหมด พวกเราได้ช่วยกันดูแลด้วยความห่วงใย แล้วเดินกันต่อไป เดิน เดิน เดินจนมาถึงพักทำโทษน้อง ๆ ไม่ใช่ซิ!

ทำกิจกรรม คือ การทำกรรมกับสมาชิก ได้เรียนรู้การอยู่ในสังคม ตามภารกิจที่กำหนดไว้ โดยละเลงสีสันบนใบหน้า มีการแสดงตัวอย่างให้ดูโดยประธานชมรมฯ น้อง ๆ ออกอาการอิดออดและอืดอาด แต่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งแกมบังคับขู่เข็ญ เราเห็นรอยยิ้มเต็มใบหน้าของน้อง ๆ หลังจากใช้ใบหน้าสร้างสีสันด้วยลิปสติกสีแดง สีชมพู บางคนถูกแต่งแต้มสีแดงเต็มหน้า มีที่ว่างเพียงลูกตาและรูจมูก


ตอน…มองฟ้าหาดวงดาว : คืนวันพระ

การมีส่วนร่วมกับน้อง ๆ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยความเต็มใจ คือ กินข้าวมื้อค่ำ ฝีมือทำอาหารระดับพ่อครัวหัวกะทิ (มะพร้าวห้าว) เรากินอะไรก็อร่อยย่อยก็ง่าย เมนูต้มยำรสเด็ด “เห็ดนางฟ้ากับปลากระป๋อง” สูตรนี้ต้องจดลิขสิทธิ์ซะแล้ว ไม่ต้องเชิญใครมาชิม ก็ยกนิ้วให้

พักผ่อนหย่อนกาย เพื่อให้กระเพาะอาหารทำงานอย่างเต็มที่ อากาศเริ่มเย็นลง ฉันต้องเตรียมตัวต่อสู้กับอุปสรรคกันอีกครั้ง พี่สาวชวนเราเปลี่ยนบรรยากาศ หาสถานที่อาบน้ำแห่งใหม่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นและท้าทาย ระยะทางห่างจากที่พักหลายสิบเมตร จำต้องขับรถยนต์ไป พี่สาวให้เหตุผลว่า “วันนี้เราเดินมาทั้งวันแล้ว” เราเห็นด้วยไม่คัดค้านประการใด

กำหนดการในราตรีนี้ คือ เรียนรู้การดูดวงดาวบนท้องฟ้า ฉันเคยดูดวง แต่วันนี้ต้องดูดาว ทำให้ชีวิตมีความลงตัวพอดี ในต้นชั่วโมงเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อมมาให้ความรู้ โดยมีอดีต "เยาวชนชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและชมรมดาราศาสตร์" มาแนะนำให้ความรู้เบื้องต้นก่อน โดยเล่าถึงความเป็นมา เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีส่วนประกอบอะไรบ้าง เนื้อหาวิชาการเล็กน้อย พอน้อง ๆ เริ่มออกอาการซบไหล่เพื่อนข้าง ๆ อดีตเยาวชนคนเก่ง เปลี่ยนบทบาทมาเป็นตลกคาเฟ่ เพื่อเรียกเสียงหัวเราะให้น้อง ๆ ได้มีส่วนร่วม มีการซักถาม-โต้ตอบซึ่งกันและกัน

แผนที่ดูดวงดาวถูกแจกให้น้อง ๆ เรียนรู้ภาคทฤษฎีคราว ๆ มีการฉายไสลด์มัลติมีเดียประกอบคำบรรยาย ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น รู้วิธีการใช้อุปกรณ์ในร่างกาย คือ ตา, มือ เพื่อวัดองศา 1 กำมือที่ยื่นออกไปข้างหน้าระดับสายตา เท่ากับ 10 องศา

ภาคปฏิบัติในการดูดวงดาว ทุกคนถูกต้อนออกมาข้างนอกด้านหน้าศูนย์บริการฯ เจ้าหน้าที่ถือไฟฉายยาวใหญ่ มายืนอยู่ตรงกลางลานกว้าง ใช้เสียงดังพอสมควร เพื่อสอนวิธีดูดวงดาวบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล ประมาณค่ามิได้ ดาวดวงแรกที่ให้สังเกตคือ “ดาวค้างคาว” ที่เกาะอยู่บนยอดไม้ เนื่องจากจุดที่พวกเรายืนมีต้นไม้สูงใหญ่อยู่ใกล้มุมที่ดาวค้างคาวส่องแสงอยู่พอดี

กล้องส่องดูดาว 1 ตัว ถูกนำมาตั้งไว้ให้น้อง ๆ ใช้สายตาสัมผัส ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์อย่างใกล้ชิด คืนนี้เจ้าหน้าที่นำเสนอเพียง 2 ดวง คือ พระจันทร์กับวันอังคาร ไม่ใช่ซิ! ดาวอังคาร เพราะอยู่ใกล้กัน

น้อง ๆ ถูกสั่งอีกแล้วให้เข้าแถวเรียงหนึ่ง ฉันเข้าแถวต่อท้ายน้อง ๆ แต่คุณครูภาษาไทยลัดคิวเฉยเลย ไม่ว่ากันอยู่แล้ว มีน้อง ๆ จากมหา’ลัยขอนแก่น คณะสัตวแพทย์ฯ มาร่วมแจมด้วย เลยทำให้แถวยาวออกไปประมาณ 10 เมตร มีสองคนที่ไม่เข้าแถวคือ ผู้อำนวยการฯและลูกชายผู้อำนวยการฯ ก็ไม่กล้าว่าอยู่แล้ว หรือใครจะสั่งล่ะ

ชื่นชมพระจันทร์วันอังคารทุกคนแล้ว มีการบรรยายให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดวงดาว โดยอดีตเยาวชนคนเก่ง ที่ไม่ยอมเข้าแถวเรียงหนึ่ง น้อง ๆ เปลี่ยนมานั่งเป็นแถวเรียงสี่ คุณครูภาษาไทยนั่งอยู่หัวแถว ฉันต่อท้ายอีก

อดีตเยาวชนฯ แนะนำให้ทุกคนรู้จักชื่อ และแทนตัวเองกับน้อง ๆ ว่า “พี่ดาว” อารมณ์ดีมีความสุข เวลาที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ให้ความรู้มากมาย ที่น่ารักมากคือ "เล่านิทานดวงดาว" สอนเทคนิคในการจีบสาวและมีคำพังเพยของชมรมดาราศาสตร์ว่า “คารมเป็นต่อ ไม่สู้รู้เรื่องดาวบนท้องฟ้า” สังเกตเห็นน้องผู้ชายสนใจกันมากขึ้น

ฉันขอตัวไปนอนฝันถึงกระต่ายบนดวงจันทร์ดีกว่า

ตอน…ขากลับ : 2 พฤศจิกายน 2546

คิดถึงสมาชิก ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ
คิดถึงอาหารทุกมื้อ คิดถึงกาแฟทุกเช้า
คิดถึงน้ำหนาว คิดถึงป่าสนสามใบ
คิดถึงรอยยิ้มใสใส คิดถึงดวงดาว
คิดถึงรอยเท้า ที่ก้าวเดิน….

------------------------------------------------------


อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว : สถานที่
ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ : ผู้ถูกสังเกตการณ์
สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น : 6 พฤศจิกายน 2546





Create Date : 22 พฤษภาคม 2550
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2551 8:46:08 น.
Counter : 692 Pageviews.

6 comments
  
เข้ามาอ่านและทำความรู้จักคะ
โดย: goodpeople วันที่: 22 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:56:03 น.
  
ยินดีค่ะ
ขอบคุณมาก ที่ goodpeople แวะมาอ่าน (ฉับพลัน)
อยากทำความรู้จักสาวบ้านนอกฯ คงรู้จักกันบ้างแล้วนะคะ
จาก "ต้นกำเนิด" ถ้าอยากรู้จัก ณ ปัจจุบันนี้
ยินดีอีกเช่นกันค่ะ
------------------------------------------------------
กาลครั้งหนึ่ง..นานมาแล้ว เอ้ย! ล้อเล่นค่ะ

จริง ๆ เป็นคน "ง่าย ๆ เงียบ ๆ" เหมือน goodฯ เลยนะ
แต่....อย่าให้รู้จักมักจี่ละ เม้าธ์แหลกเลยเด้อ จิบอกไห่
อะคึ่ ๆ

เอางี้เนาะ แวะมาทักทายกันบ่อย ๆ เราจะรู้จักกันมากขึ้นค่ะ
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 22 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:20:09 น.
  
...ครั้งหน้าไปเที่ยวเอาเงียบๆ นะ เอาเงียบมากๆ เลย แบบให้ได้ยินแต่เสียงลมหายใจ เข้า ออก น่ะ โอเคนะ

เปลี่ยนเป็นภูเขา ดีกว่ามั้ย ยุงตัวโต ๆ เท่าแมลงวันไม่เอานะ สยอง!!!ท่ามกลางสายน้ำของผักบัว ยังกัดได้...

...หรือไม่ก็ต้องหาคนตบยุงให้ตอนอาบน้ำไปด้วย...
โดย: พี่ดวง IP: 210.246.69.186 วันที่: 29 พฤษภาคม 2550 เวลา:22:59:23 น.
  
อืมนับว่าดีมาก
โดย: เล็ก IP: 58.147.81.112 วันที่: 17 มิถุนายน 2550 เวลา:20:25:08 น.
  
...ฮู้จักแต่ "ข้าวจี่" รู้จักมักจี่บ่ถนัดแม๊ะ
โดย: หนูนีล (นางน่อยน้อย ) วันที่: 3 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:11:32 น.
  
ชอบมากคับ
โดย: ต๊อด IP: 183.89.68.230 วันที่: 19 กรกฎาคม 2553 เวลา:21:18:13 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลูกคนสุดท้องน้องสาวคนเล็ก
เด็ก ๆ ชอบเอาตัวไปปลายนา
เอาขาไปวิ่งเล่นที่ทุ่งหญ้า
โตเป็นสาว..ชอบอยู่บ้านนอก
อนาคต..ได้ไปที่ชอบ..ที่ชอบ
อะคึ่ ๆ


Friends Blog
[Add สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น's blog to your weblog]