มิถุนายน 2550

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
 
25 มิถุนายน 2550
นามสมมุติ


ณ ห้องคลอดโรงพยาบาลของรัฐ (แห่งหนึ่งในอีสานเหนือ)
มีชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ได้ลืมตาอ้าปากร้องลั่นเมื่อโผล่ออกมาจากท้องแม่
ทารกน้อยเปรียบเสมือน "สิ่งมหัศจรรย์ด้วยปาฏิหาริย์แห่งรัก" สำหรับทุกครอบครัวที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้น

แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้เธอไม่ได้รู้สึกว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์" ต่อการกำเนิดของลูกสาวที่เกิดมา
แม้แต่ผู้ที่สมรู้ร่วมคิด (สามี) ในการกระทำให้มีชีวิตหนึ่งเกิดขึ้น ก็ไม่ได้มารับรู้ด้วย
มันจึงกลายเป็นภาระที่ต้อง "รับผิด" เพียงลำพัง โดยไม่มีการ "รับชอบ" ใด ๆ ทั้งสิ้น

เธอไม่อาจให้ลูกสาวดื่มนมจากอกแม่แม้เพียงหยดเดียว เหมือนเด็กปกติคนอื่น
เด็กน้อยจะต้องดื่มนมผงของโรงพยาบาลเท่านั้น ตามคำแนะนำจากแพทย์และพยาบาล
เพราะว่าเธอมี "เชื้อ HIV หรือเชื้อเอดส์" ที่ทุกคนทั่วโลกรู้จักมันดี
แต่จะ "รู้สึกไม่ดีต่อคนที่ติดเชื้อ HIV" นั้นในทันที

และแน่นอน ผู้หญิงคนนี้ยอมทนเลี้ยงดูแลลูกสาวได้เพียงแค่ 3 เดือน
ก็ต้องหนีหน้าไปอยู่ที่อื่นด้วยความอับอาย
ทิ้งเด็กน้อยให้อยู่กับยาย ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว
และป้า (พี่สาวของเธอ) ที่มีสติปัญญาไม่สมประกอบ

ตอนกลางวัน ยายจะไปทำงานรับจ้างที่โรงงานไม้ในชุมชน
ปล่อยให้เด็กน้อยอยู่กับป้าป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ทั้งยังไม่รู้หนังสือเพราะไม่ได้เข้าโรงเรียนเลย
ซึ่งพอช่วยเหลือตนเองและหุงหาอาหารได้
ยายให้เงินป้าวันละ 30 บาท โดยตอนเย็นจะซื้ออาหารมาไว้
และคอยดูแลเด็กน้อยไปวัน ๆ ตามประสา

เพื่อนบ้านข้างเคียงซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ใจดีมีเมตตาคอยช่วยดูแล
แนะนำวิธีการเลี้ยงดูเด็กน้อยในวัยคอกำลังตั้งบ่า
ป้าอาบน้ำให้หลานวันละครั้ง บางวัน 3-4 ครั้ง
หรือไม่ได้อาบน้ำเลยก็มี ก็ป้าจำอะไรไม่ค่อยได้ไงละ

ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 เดือน เด็กน้อยไม่เคยป่วยเลย
เพราะยายพาเธอไปหาหมอ ฉีดวัคซีนตามกำหนดและรับนมผงมาชงให้ดื่มทุกเดือน

บ้านของเธอไม่น่าอยู่หรอก มีคอกวัว-ควายของเพื่อนบ้านอยู่ติดฝาบ้านของยาย
ซึ่งยังพอมีที่หลับที่นอน ให้เธอได้หลับฝันดีบ้าง
โชคดีที่ยายและป้าคอยดูแลป้อนข้าว ป้อนน้ำ
และโอบกอดเธอด้วยความรักอันอบอุ่นเสมอ

เธอเริ่มมีตุ่มผื่นแดงตามผิวหนัง เพราะถูกยุงกัดไรรุมตอม
อีกทั้งที่นอนหมอนมุ้งไม่เคยผึ่งแดด นานหลายเดือนถึงจะซักครั้งหนึ่ง
ป้าทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว กับความเป็นอยู่ในสภาพแบบนี้
ซึ่งกลายเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้อื่น คิดว่าเธอมีเชื้อโรคร้าย
เพราะเนื้อตัวสกปรกมอมแมมตลอดเวลา

เด็กน้อยมีพัฒนาการช้ากว่าเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกัน
จากการทดสอบวัดระดับสติปัญญาในโรงพยาบาล
เธอพูดจาได้ตอนอายุ 2 ขวบครึ่ง และเริ่มเข้าใจการสื่อสารจากคนรอบข้าง

ชีวิตของเธอไม่สนุกสนานเหมือนเพื่อน ๆ ในชุมชน
เธอเข้าโรงเรียนเตรียมอนุบาล ตอนอายุ 5 ขวบ
ป้าจะทำอาหารใส่ปิ่นโตไปส่ง แต่ไม่ทุกวันหรอกนะ
จะอะไรอีกละ ป้าสติไม่สมประกอบ
วันไหนลืมส่งปิ่นโต คุณครูอนุบาลใจดีให้ข้าวเที่ยงเลี้ยงดูเธอ
มีผู้ปกครองของเพื่อนบางคนที่ไม่รังเกียจ จะแบ่งขนมให้กินด้วย

แต่เด็กน้อยเริ่มมีนิสัยและพฤติกรรมก้าวร้าว รังแกเพื่อน
เพราะถูกล้อเลียนด้วยคำพูดรุนแรงจากเด็ก ๆ ในชุมชน
เธอไม่รู้หรอกว่าทำไม พวกเขาจึงรังเกียจเดียจฉันท์
พ่อแม่ของเด็กบางคนห้ามไม่ให้ไปเล่นกับเธอ พวกเขาพูดว่า
“เธอมีเชื้อเอดส์”

เธอไม่มีใครเล่นด้วย บางครั้งจึงหาเรื่องทะเลาะกับเพื่อน
ใช้ดินสอแหลม ๆ แทงตามร่างกายเพื่อนในห้องเรียนเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ยายรู้สึกเป็นห่วงกับพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น จึงไม่ให้เธอไปโรงเรียน ตั้งแต่วันนั้น
มันเป็นการแก้ปัญหาแบบ "กำปั้นทุบหิน" ชัด ๆ
แม้ว่ายายนั้นเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลานสาวเป็นอย่างดี
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบอกเล่าความจริงให้ทุกคนในชุมชนเข้าใจถูกต้องได้อย่างไร

แม่ของเด็กน้อยกลับบ้านมาเยี่ยมเธอปีละครั้ง แต่อยู่ด้วยกันไม่กี่วัน
แม่ก็ทิ้งเธอไปที่ไหนอีกไม่รู้ มีแต่ยายกับป้าที่คอยโอบกอดในวันที่เหงาและว้าเหว่

เวลาผ่านไปไวเหมือนเรื่องสมมุติ
เธอต้องเข้าโรงเรียนอีกครั้ง ตามเกณฑ์กำหนดเมื่ออายุครบ 7 ขวบ
โต๊ะเรียนของเธอพิเศษกว่าใคร ๆ คือ ตั้งอยู่ท้ายห้อง ห่างจากเด็กคนอื่นประมาณ 1 เมตร
เพียงเพราะว่า "เธอมีแม่ติดเชื้อ HIV"

“เด็กหญิงน้อยนิด” (นามสมมุติ)
เป็นชื่อที่นักสังคมสงเคราะห์โรงพยาบาล ตั้งให้เธอ
เมื่อครั้งเข้ารับการบำบัดเยียวยาและแก้ไขปัญหาชีวิตจิตใจของเด็กหญิงน้อยนิด
ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแม่ติดเชื้อ HIV จากสามี

ผู้คนในชุมชนลงโทษ “เด็กหญิงน้อยนิด” (นามสมมุติ) โดยที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใด ๆ
ด้วยวัยอายุ 7 ขวบ น้ำหนักตัวแค่ 16 กิโลกรัม สูง 90 เซนติเมตร
มีระดับสติปัญญา (IQ) 70 ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ชอบเรียกร้องความสนใจ
นั่นคือผลลัพท์ที่เกิดจากปฏิกิริยาของผู้คนและสภาพแวดล้อมในชุมชน
ที่รายล้อมชีวิตของเธอมาตั้งแต่เกิด

แต่ในความเป็นจริง เด็กหญิงน้อยนิดโชคดีที่ไม่ติดเชื้อ HIV จากแม่
เพราะแม่ของเธอมาฝากครรภ์ แพทย์ตรวจพบผลเลือดบวก
จึงให้แม่ของเธอรับยาต้านเอแซดที (AZT) และหลังคลอด เธอดื่มนมผงเท่านั้น
จึงไม่มีเชื้อ HIV ในกระแสเลือด (จากแม่สู่ลูก)

“เด็กหญิงน้อยนิด” (นามสมมุติ) ได้รับการดูแลช่วยเหลือจาก
"ศูนย์คุ้มครองเด็กและสตรีโรงพยาบาล" (ศูนย์ OSCC)
ซึ่งให้การบำบัดฟื้นฟูด้านจิตใจ ดูแลความเป็นอยู่และสร้างความเข้าใจกับชุมชนในท้องถิ่น
(โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ แพทย์ พยาบาล นักสังคมฯ นักจิตวิทยา ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน)
ให้ครอบครัวของเธอสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ดีขึ้น และมีความเอื้ออาทรจากผู้คนในชุมชน

เด็กน้อยได้รับความรักความเมตตาเพิ่มขึ้นจากเพื่อนในโรงเรียน
และผู้คนในชุมชน ซึ่งเข้าใจความจริงที่ว่า "เด็กหญิงน้อยนิดไม่ได้มีเชื้อเอดส์"

เรื่อง “เด็กหญิงน้อยนิด” (นามสมมุติ)
ขอให้เป็นเรื่องสมมุติ ที่ฉันไม่ต้องการให้เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของใคร
ขอให้เป็นอุทธาหรณ์ที่จะช่วยเตือนสติผู้ใหญ่ คนวัยหนุ่ม-สาวและเด็กยุคไฮเทคดิจิตอล
ช่วยกันดูแล ป้องกันและเรียนรู้เท่าทันกับ “โรคเอดส์”
จะได้ไม่มีเชื้อ “HIV” ในกระแสเลือด
เพียงเพราะความสุขทางกาย (มักง่าย) แต่ต้องทุกข์ทั้งชีวิตและจิตใจ
จนกว่าชีวิตจะจบลงอย่างทรมาน


เด็กไทยหลายคน อาจจะไม่โชคดี
เหมือน “เด็กหญิงน้อยนิด” (นามสมมุติ)

----------------------------------------------------






ปล. เนื้อเรื่องมีการปรับปรุงใหม่ และอาจจะปรับปรุงใหม่เพิ่มเติมในวันว่าง ๆ
และจะติดตาม (ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฯ) ความเจริญเติบโตของเด็กหญิงน้อยนิดในวันข้างหน้าค่ะ



Create Date : 25 มิถุนายน 2550
Last Update : 14 มิถุนายน 2552 20:01:15 น.
Counter : 871 Pageviews.

7 comments
  
อ่านเรื่องนี้แล้ว สะท้อนใจนะ เพราะเหมือนกับว่าคนในสังคมยังมีความเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์
โดย: ดาว..กลางวัน วันที่: 26 มิถุนายน 2550 เวลา:22:12:34 น.
  
สายัณสวัสดีค่ะ ดาว..กลางวัน
-----------------------------------------------------------
ขอบคุณค่ะ ที่แวะมาอ่าน (อีกแย้ว)
เรื่องจริง ที่สังคมไทยต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจค่ะ
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 29 มิถุนายน 2550 เวลา:18:21:39 น.
  
ขอโทษทีที่มาอ่านเรื่องนี้ช้าไปหน่อย
ทั้งที่บอกให้มาอ่านนานแล้ว

อยากลองฝึกเขียนเรื่องสั้นไหมล่ะ ?

ลองเอาโครงนี้แหละกลับไปเขียนเป็นเรื่องสั้นมาใหม่
ถือว่าซ้อมมือไงล่ะ

ที่ไม่ใช่เล่าตรงๆแบบนี้
ถ้านึกสนุกก็ทำ ไม่สนุกก็ไม่ต้องทำจ้า

เพราะโครงเรื่องแบบนี้ ถ้าหาวิธีเล่าเรื่องเหมาะๆก็นับว่าเป็นเรื่องสั้นที่ดีได้


โดย: พ่อพเยีย วันที่: 10 กรกฎาคม 2550 เวลา:19:25:45 น.
  
ขอบคุณมากค่ะพี่โดม (พ่อพเยีย)
----------------------------------------------------
สำหรับคำแนะนำ สาวฯ จะพยายามนึกสนุก เอ้ย!
เขียนเรื่องสั้น จากโครงเรื่องนี้ สักวันหนึ่งค่ะ

จะตามอ่านเรื่องสั้น ของมิตรรักนักเขียน (อาชีพ)
เป็นแนวทาง ในการเขียนเรื่องสั้นค่ะ

ซีเรียสนะเนี่ย!
โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 11 กรกฎาคม 2550 เวลา:11:17:03 น.
  
เรื่องน่าสนใจครับ
จะรออ่านอีก...
โดย: bond (bondsp ) วันที่: 8 มกราคม 2552 เวลา:11:39:20 น.
  
ผมจะมาช่วยพิสูจน์อักษร ก่อนตีพิมพ์นะครับ
โดย: seamanfanclub วันที่: 30 มิถุนายน 2552 เวลา:12:12:40 น.
  
อ่านแล้วเหงาๆ
โดย: ปรัชญา IP: 192.168.1.33, 124.121.183.209 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2552 เวลา:9:55:01 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น
Location :
ศรีสะเกษ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลูกคนสุดท้องน้องสาวคนเล็ก
เด็ก ๆ ชอบเอาตัวไปปลายนา
เอาขาไปวิ่งเล่นที่ทุ่งหญ้า
โตเป็นสาว..ชอบอยู่บ้านนอก
อนาคต..ได้ไปที่ชอบ..ที่ชอบ
อะคึ่ ๆ


Friends Blog
[Add สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น's blog to your weblog]