ดอกไม้ข้างถนน
ดอกไม้ที่เธอนำมาให้ไม่เคยเหี่ยว กลิ่นหอมของมันติดตัวผมไปตลอดชีวิต


1
สะวางมือจากคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ เขาละสายตาไปที่หน้าปัดนาฬิกาในทันทีที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น เวลาในขณะนั้น 6.30 น. อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
หลายวันมานี่ มีเสียงเคาะประตูจากผู้ที่ไม่ประสงค์จะให้เห็นหน้า ทุกครั้งที่เขาเปิดประตูออกไป จะพบพวงมาลัยดอกมะลิวางทับซองจดหมายสีชมพูอยู่ทุกครั้ง และทุกครั้งที่เปิดจดหมายออกอ่าน เขาจะพบลายมือโย้เย้ที่พยายามเขียนอย่างบรรจงด้วยเนื้อหาในทำนองที่ว่า “พี่น่ารักจัง” “หนูชอบพี่” เป็นถ้อยคำสั้น ๆ ที่ทำให้แต่ละเช้าของเขามีความสุข แม้ว่าบางเช้าเขาจะถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตูก็ตาม

2
ทันทีที่กำมือน้อย ๆ ยกขึ้นไปเคาะประตู เขารีบออกจากที่ซ่อนรวบร่างบอบบางนั้นไว้ในอ้อมแขน ร่างนั้นพยายามดิ้นสุดแรงแต่ไม่สามารถหลุดพ้นจากเรี่ยวแรงยึดเหนี่ยวที่เขามี
“ปล่อยนะ” เสียงใสแหลมเล็กดังออกมาจากริมฝีปากน้อย ๆ นั่น เธอหันมาสบตาก่อนหลบวูบ เขาอมยิ้ม อดหัวเราะไม่ได้ที่ตัวเองอุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อจับตัวให้ได้ว่าใครกันมาล้อเล่นกับเขา นึกไม่ออกว่าจะมีหญิงสาวคนใดในละแวกนี้ให้ความสนใจ เพราะเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่กี่อาทิตย์ เขาไม่ได้ออกไปไหนบ่อยนัก ที่สำคัญ เขาไม่ใช่คนที่รูปร่างหน้าตาดี
น่าเสียดายที่เขาไม่เห็นเจ้าของจดหมายกับพวงมาลัยดอกมะลิตัวจริง เขาแน่ใจว่าสาวน้อยรัดเปียที่ย่องเดินเข้ามาทำหน้าที่สื่อสัมพันธ์นี้ คงมีใครไหว้วานหรือว่าจ้างเป็นแน่
“ปล่อยนะ มากอดเขาทำไม เขาเป็นสาวแล้วนะ”
“ไม่ปล่อยจนกว่าจะบอกว่าใครใช้ให้เอาดอกไม้มาให้”
“ไม่มีใครใช้”
“แสดงว่า…” ร่างนั้นขยุกขยิกอยู่ในอ้อมแขน เขาแกล้งก้มหน้าไปใกล้ๆ ใบหน้าเธอ สีแก้มของเธอแดง
“ปล่อยนะ เดี๋ยวใครมาเห็น เขาต้องถูกล้อแน่เลย”
“อ้าว! ก็คนรักกัน กอดแค่นี้ไม่ได้เหรอ” เขาแกล้งยั่วก่อนหัวเราะเสียงดัง เธอหันมามองหน้าเขา ใบหน้านั้นบึ้ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนแน่น นัยน์ตาเธอแดงกล่ำคล้ายกำลังจะร้องไห้ เขาค่อย ๆ ผ่อนวงแขน เธอได้จังหวะดันตัวเองออกจากอ้อมแขน ร่างเขาเซเกือบล้ม ก่อนจะได้พูดอะไรกับเธออีก ร่างนั้นวิ่งหยอย ๆ หายไป

3
ตั้งแต่จับได้ว่าเป็นเธอ ไม่มีใครมาปลุกเขาแต่เช้า เมื่อตื่นขึ้นมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อเขียนนิยาย เขาพยายามเอี้ยวหูฟัง ใช่ เขารอฟังเสียงเคาะประตู แต่เสียงนั้นกลับเงียบหาย เขาคิดถึงคำหวานจากลายมือโย้เย้ คิดถึงกลิ่นหอมอ่อนโยนจากพวงมาลัยดอกมะลิ อดไม่ได้ที่จะหยิบพวงดอกไม้แห้งที่วางไว้หน้าคอมพิวเตอร์ขึ้นมาพิศดู เขาคิดถึงนัยน์ตาอ่อนใสคู่นั้น คิดถึงความแก่แดดของเธอ ให้เดา เด็กสาวคงมีอายุไม่เกิน 13 ปี
อากาศวันนี้ร้อนจนทำให้น้ำแข็งในแก้วโอเลี้ยงหลอมตัวเป็นน้ำเร็วกว่าปกติ สะนั่งอยู่ในร้านกาแฟหน้าปากซอย อากาศแบบนี้ทำให้เขาหงุดหงิด ใบหน้าบึ้ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนแน่น นัยน์ตาแดงกล่ำคล้ายกำลังจะร้องไห้ของเด็กสาวเข้ามารบกวนโสตประสาทจนขาดสมาธิ เขาเขียนหนังสือไม่ได้
ถนนเบื้องหน้ารถราหนาตาเมื่อต้องชลอความเร็วเพื่อต้องผ่านสี่แยกไฟแดงข้างหน้า เขารู้สึกถึงการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติเมื่อนัยน์ตาของเขารับภาพเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ถักเปียสองข้าง สวมใส่ชุดนักเรียนเก่า ๆ ชุดเดียวกับวันก่อน เดินถือพวงมาลัยเร่ขายตามรถที่จอดติดไฟแดง
เขาหยิบเหรียญสิบเดินไปให้เจ้าของร้านที่เริ่มคุ้นเคยกับการมานั่งทอดหุ่ยในร้านยามแดดจัด สะเร่งฝีเท้าเดินตรงไปหาเด็กหญิงที่เกาะกลางถนน เธอหันมาเห็นก่อนทำท่าจะวิ่งหนี ทว่าเขาเข้าไปถึงตัวเธอก่อน เขาคว้าข้อมือเธอไว้
“จะหนีไปไหน”
“เปล่าหนี แต่จะรีบขายดอกไม้ให้หมด”
“พวงละเท่าไร” เขาถาม เธอยืนนิ่ง
“เอ…แม่ค้าคนนี้ ลูกค้าถามไม่พูด” เขาค่อนเธอพลางหัวเราะกลั้วลำคอเบา ๆ
“ถามทำไม”
“อ้าว! ก็จะซื้อน่ะสิ มันยังไงไม่รู้ ทุกทีเคยตื่นมาได้กลิ่นหอมของมะลิทุกเช้า แต่หลายเช้ามาแล้วที่ไม่มีดอกไม้ไว้หน้าโต๊ะทำงานก็เลยคิดถึง” เขาว่าพลางหลิ่วตาให้ เธอหลบหน้าเสมองพื้น
“ว่าไง” รถกระบะคันหนึ่งมาติดไฟแดงอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง คนขับไขกระจกลง
“พวงมาลัยพวงนึง ขายไง”
“พวงเล็กสิบบาท พวงใหญ่ยี่สิบบาทค่ะ”
“พวงใหญ่สองพวง” เด็กหญิงหยิบพวงมาลัยส่งให้ก่อนรับเงินทอนเงิน คนขับส่งพวงมาลัยเก่าให้เธอช่วยทิ้ง เธอเดินขึ้นเกาะกลางมาหาเขา
“ไม่ต้องซื้อหรอก หนูให้”
“ไม่เอาจะอุดหนุน ไม่งั้นพี่โกรธนะ เหลืออีกกี่พวง” เขาถาม เธอก้มลงนับ
“เล็กหกใหญ่สาม”
“พี่เหมา”
“พี่จะเอาไปทำอะไรตั้งมากมาย”
“เขาไว้ทำอะไรล่ะ ไหว้พระหรือให้แฟนดี” เขาย้อนพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เธอค้อนนิด ๆ แก้มแดงระเรื่อ ก่อนคลี่ถุงพลาสติกใส่ดอกไม้ทั้งหมดลงไป เขาควักธนบัตรใบละร้อยสองใบจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้เธอ ทั้งคู่แลกของกัน เธอคืนเงินให้เขาหนึ่งร้อยบาท
“ร้อยยี่สิบไม่ใช่เหรอ” เขาทำหน้างง ๆ เธอยิ้ม
“หนูลดให้พี่ แต่ถ้าพี่ไม่อยากได้ของลดก็ให้คิดว่าได้ของแถม แบบว่าพี่ซื้อพวงเล็กหกพวงใหญ่สามแถมพวงใหญ่พวงนึงหรือจะคิดว่าซื้อพวงเล็กสี่พวงใหญ่สามแถมพวงเล็กสองพวงก็ได้” เธอพูดคล่องและคำนวณตัวเลขได้อย่างแม่นยำ เขาอมยิ้ม ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่กล้าสบตาเขา
“ไม่ต้องทอน พี่ให้หนูหมดนั่นแหละ” เขาบอกพลางเอื้อมมือไปรับถุงใส่พวงมาลัยแต่เธอไม่ยื่นให้
“ไม่เอา หนูไม่อยากเอาเปรียบ เงินแต่ละบาทหายากมากเลยนะพี่” เขายิ้ม ใช่…เงินแต่ละบาทหายากเหลือเกิน กว่าเขาจะเขียนหนังสือได้แต่ละหน้า กว่าค่าต้นฉบับอันน้อยนิดจะถูกโอนเข้าสมุดบัญชี ไหนจะต้องเสียภาษีอีก และใช่ว่างานแต่ละชิ้นที่ผลิตออกมาจะผ่านมือบรรณาธิการทุกชิ้น ไม่น้อยที่บางเดือนเขาแทบจะไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง เขาไม่รู้ว่าความเป็นอยู่ของเธอเป็นอย่างไร แต่รู้สึกลึก ๆ อยู่อย่างหนึ่งว่า เด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอน่าจะอยู่ในโรงเรียนมากกว่าจะมาทำงานหนักอย่างนี้ เขาโอบไหล่เธอ เธอเบี่ยงไหล่ขัดขืนแต่เขากระชับมือแน่น โอบไหล่พาเธอเดินข้ามถนนมายังร้านกาแฟ
“โอเลี้ยงสองแก้วครับ” เขาบอกอาแปะเจ้าของร้าน พลางเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง
“เอางี้ละกัน เพื่อความยุติธรรม ทอนให้พี่แปดสิบบาท” เขายื่นข้อเสนอ เธอทำท่าครุ่นคิด
“ไม่อย่างนั้นพี่โกรธ” เขายื่นคำขาด เธอก้มหน้า ควักแบงค์ในกระเป๋ากระโปรงออกมานับก่อนยื่นถุงใส่พวงมาลัยและเงินทอนข้ามโต๊ะมาให้เขา
“ไม่เรียนเหรอ” เขาถาม เธอส่ายหน้า
“ชุดนักเรียนมีไว้ใส่ไปโรงเรียนนะ” เขาพยายามสอนเธอและนัยของประโยคนั้น เขาอยากบอกให้เธอรู้ว่าไม่ควรนำชุดนักเรียนมาเรียกความสงสารจากผู้คน ดูเหมือนเธอจะเข้าใจในสิ่งที่เขาอยากจะบอก เธอหลบตาต่ำ
“เป็นไงอาดอกไม้ เหนื่อยไหม หายไปไหนตั้งสองวัน” อาแปะทักเด็กหญิงอย่างคุ้นเคย พร้อมวางแก้วโอเลี้ยงไว้ตรงหน้า
“ยายไม่สบายจ้ะ หนูต้องคอยดู”
“เป็นไงบ้างล่ะ”
“หนูซื้อยาชุดให้กิน ค่อยยังชั่วแล้ว” เธอตอบ พลางดูดน้ำโอเลี้ยงในแก้ว เขาจ้องหน้าเธอ เธอเงยหน้าขึ้นทันได้สบตาเขา เขาเห็นความทรหดอดทนอยู่ในหน่วยตาคู่นั้น
“หนูออกค่าโอเลี้ยงเองนะ อ้อ เลี้ยงพี่ด้วยก็ได้” เธอบอกแก้เขิน พลางใช้หลอดคนน้ำแข็งให้ละลาย
“ถ้างั้นพี่ก็ต้องจ่ายค่ามาลัยที่สาวน้อยแอบเอาไปให้พี่ทุกเช้าเมื่อวันก่อนด้วยนะ” เขาโต้ เธอนิ่ง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ นั่งคน นั่งดูดโอเลี้ยงไปตามเรื่อง

4
รู้จักคนรู้จักโลกทัศน์กว้างขึ้น การใช้เวลาแต่ละนาทีของชีวิตเริ่มมีค่า ตั้งแต่วันนั้น มิตรภาพเริ่มงอกเงย เวลาว่างยามใด เขาจะออกไปช่วยเธอขายพวงมาลัยหรือไม่ก็ชวนไปนั่งดื่มน้ำที่ร้านอาแปะ
“เกิดมาก็มียายคนเดียวเนี่ยแหละที่เป็นญาติผู้ใหญ่ หนูไม่ได้เป็นหลานแท้ ๆ หรอกนะ แต่ยายก็รักหนูเหมือนหลานในไส้ คนแถวนั้นเล่าว่ายายเก็บหนูมาจากกองขยะ ตั้งแต่หนูรู้เรื่องจำได้ว่ายายเคยตีหนูครั้งเดียว ตอนที่ยายจับได้ว่าหนูไปขึ้นบ้านหลังหนึ่งแล้วขโมยของเขามา ยายตีไปร้องไห้ไป ยายบอกว่าคนจนเป็นคนดีได้ ยายให้เราพอใจในสิ่งที่เรามี และอย่าน้อยใจที่เราเกิดมาจน ยายว่าถ้าคนเราขยันและอดทนเราสามารถร่ำรวยได้ แต่พี่รู้ไหม ตอนที่ยายยังแข็งแรง เวลาพักของยายคือตอนที่ยายนอนหลับเท่านั้น ยายทำงานทุกอย่าง บางทีทำงานจนเป็นลมไปเลย ถึงอย่างนั้นหนูก็ไม่เห็นยายรวยสักที…
“ยายมีลูกสาวด้วยพี่ แต่ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน ยายไม่ได้ข่าวมานานแล้ว ยายอยากให้หนูเรียนสูงๆ แต่หนูก็เรียนได้แค่ปอสี่ ไหมก็ได้เรียนปอห้าถ้ายายไม่ล้มเจ็บ ตอนที่น้าดำเพื่อนที่อยู่ข้างๆ บ้านมาตามว่ายายถูกไม้นั่งร้านหล่นทับ ใจหนูวูบหายเลยพี่ ดีนะที่เจ้านายที่คุมก่อสร้างช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ไม่งั้นยายคงแย่กว่านี้ ตอนนี้ยายยังเดินไม่ได้ หนูเองก็ต้องคอยดูแล หนูเห็นยายแอบร้องไห้บ่อย ๆ แรก ๆ คิดว่ายายคงปวดขาแต่ตอนหลังหนูรู้ว่ายายสงสารหนู ยายเคยบอกว่าไม่รู้คิดผิดหรือคิดถูกที่ยายมีชีวิตอยู่ ยายเห็นหนูลำบาก ยายสงสารแต่หนูว่านะพี่ ถ้ายายเป็นอะไรไป หนูจะอยู่คนเดียวได้ยังไง หนูรู้ยายห่วงหนูมาก ทุกวันนี้ยายไม่รู้นะว่าหนูไม่ได้ไปเรียนหนังสือ ถ้ายายรู้ว่าหนูหนีมาขายพวงมาลัย ยายคงฆ่าตัวตายเพื่อให้หนูพ้นภาระแน่เลย…
“หนูต้องแต่งชุดนักเรียนออกมาเพื่อไม่ให้ยายสงสัย บางทีหนูอาย เสื้อผ้าหนูก็มีไม่กี่ชุด เงินที่ได้ในแต่ละวัน หนูบอกว่าทางรัฐบาลให้การช่วยเหลือ ยายยกมือท่วมหัว ขอบคุณพวกสอสอใหญ่เลย พี่รู้ไหม ทุกวันนี้หนูพยายามเก็บรวบรวมเงินก้อนหนึ่งไว้ หนูอยากซื้อรถเข็นให้ยาย หนูอยากเข็นรถพายายไปเที่ยว ไม่อยากให้ยายนอนเหงาอยู่ที่บ้านคนเดียว” ถ้อยคำเหล่านั้นชัดเจน น้ำเสียงบางช่วงบางตอนทอดเนือยเหมือนเหนื่อยกับชีวิต เธอไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญกับเรื่องราวที่ผ่านมา ตรงกันข้าม เธอกลับยิ้มน้อย ๆ เหมือนจะบอกให้เขารู้ว่าเธอพร้อมที่จะสู้กับชะตาชีวิต แม้เธอจะยิ้มอย่างไรทว่าไม่สามารถกลบเกลื่อนความเศร้าที่ฉายเงาอยู่ในดวงตาบนใบหน้าที่ล้าโรย
เขาเสียอีกที่แอบยกแขนเสื้อขึ้นมาซับน้ำตา เขาน่าจะมีเงินมากพอที่จะช่วยเหลือเธอได้ แต่คนเขียนหนังสือเล็ก ๆ อย่างเขาที่ไม่เคยได้รับการอนุเคราะห์จากหน่วยงานใดของรัฐบาลแค่พอมีเงินค่าห้องพัก ค่าน้ำไฟ ค่าอาหารที่อดมื้อกินมื้อในแต่ละเดือนก็บุญนักแล้ว
”หนูอยากมีพี่น้องเหมือนอย่างคนอื่นๆ เขาบ้าง ตอนนี้หนูคิดว่าหนูมีแล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ตกลงกัน”
“ใครกัน”
“ก็พี่ไง เป็นพี่ชายหนูได้ไหม” เธอบอกอย่างอาย ๆ
“อ้าว! ไม่เอาเป็นแฟนแล้วเหรอ” เขาแซว
“ตอนแรกก็ว่าอย่างนั้น ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว หนูพบคนใหม่แล้วล่ะ” พูดจบเธอก็หัวเราะแก้เขิน ใบหน้าแดงกล่ำ เขาหัวเราะตาม เอื้อมมือไปจับหัวเธอโยกคลอน
“เจ้าชู้จริง ๆ เลยนะ ใครกันมาแย่งแฟนพี่” เขาถาม หน้าเธอที่แดงกลับเพิ่มสีเข้าไปอีก เธอไม่ตอบ กลับคว้ามาลัยวิ่งออกไปขายแก้เขิน เขามองตามร่างนั้นด้วยความรู้สึกเอ็นดู

5
เกือบอาทิตย์ที่เขาหมกตัวเองเพื่อเขียนนิยายโดยเพิ่มฉากเด็กหญิงขายพวงมาลัยเข้าไป เวลาที่เขาเคยมีให้เด็กหญิงหดหาย วันก่อนเธอมาหาเขา หิ้วโอเลี้ยงใส่ถุงมาให้
“เอามาฝาก เห็นพี่เงียบหายไป คิดถึง” เธอบอกเมื่อเขาเปิดประตูออกไปแล้วเธอยื่นถุงโอเลี้ยงให้ เขาบอกขอบใจแต่ไม่ได้เชิญเธอเข้าบ้าน บอกว่าขอเวลาเขียนหนังสือก่อน แวบหนึ่งแววตาคู่นั้นฉายความเศร้าออกมาก่อนจะมีรอยยิ้มกลบเกลื่อน
“เสร็จเร็วๆ นะพี่ งั้นหนูไม่กวนพี่แล้ว ไปก่อนนะ” ร่างนั้นหันหลังวิ่งจากไป เขาปิดประตูบ้านกลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ แววตาตัดพ้อนั้นทำให้เขาขาดสมาธิ ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะปะติดปะต่อเรื่องราวให้จบลงได้
คืนนี้เขาคิดถึงเธอ คิดถึงดวงตาเศร้าคู่นั้น จำได้ดีกับความน้อยใจที่ฉายชัดอยู่ในหน่วยตาคู่นั้น
“หนูชื่อดอกไม้ พี่ชื่ออะไร”
“สะ”
“ชื่อแปลกจัง ชื่อสะเฉยๆ เหรอ”
“สหัส”
“หนูชอบชื่อนี้จัง พี่รู้ไหม ตอนที่หนูเจอพี่ครั้งแรกที่ร้านกาแฟหนูชอบพี่จัง”
“ทำไม พี่หล่อเหรอ”
“แหวะ ไม่หล่อหรอก แต่ดูดี”
“ดูดียังไง”
“ดูอบอุ่น”
“เข้าใจพูดนะเนี่ย คิดเองหรือเปล่า”
“หนูจำมาจากละครวิทยุที่ยายชอบฟังน่ะ”

6
เขาตื่นแต่เช้า พริ้นต้นฉบับเรื่องสั้นในคอมพิวเตอร์ส่งให้บรรณาธิการนิตยสารฉบับหนึ่งพิจารณา จากนั้นก็ออกไปหาซื้อเสื้อผ้าสองสามชุดไปฝากเธอ ตั้งใจจะหอบท้องไปชวนเธอกินข้าวด้วยกัน เขาอยากเห็นรอยยิ้มนั้น เขาอยากชวนเธอไปสวนสนุก อยากขอโทษที่ไม่มีเวลาให้เธอ วันนั้น เขาน่าจะคุยกับเธอให้มากกว่านั้น น่าจะชวนเธอเข้าไปนั่งในห้อง น่าจะ…ช่างเถอะ
สายแล้วที่เกาะกลางถนนไม่มีร่างเธอ เขาหิ้วถุงเสื้อผ้าเข้าไปนั่งรอเธอที่ร้านกาแฟ
“หายหน้าไปหลายวันเลยนะ นึกว่าย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว”
“ทำงานน่ะครับ คิดถึงโอเลี้ยงอาแปะจะตายอยู่แล้ว”
“งั้นเดี๋ยวจัดการให้เหมือนเดิมนะ” อาแปะหันหลังเดินจากเขาไปทำหน้าที่
“เห็นดอกไม้บ้างไหมแปะ” เขาร้องถาม ร่างของชายชราหยุดกึกก่อนหันมามองหน้าเขา
“คุงไม่รุจิง ๆ รึว่า อาดอกไม้อีถูกรถชนตายเมื่อวันก่อน”



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2554 23:26:54 น.
Counter : 655 Pageviews.

4 comments
  
มาให้กำลังใจค่ะ
โดย: jam IP: 223.204.82.106 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2554 เวลา:16:00:06 น.
  
จบเศร้าเลย...
โดย: nikanda วันที่: 11 มกราคม 2555 เวลา:5:04:04 น.
  
ผมขอยืนยัน
ผมรัก...ความรัก
แม้ความรัก...จะทำให้ผมร้องไห้


บางส่วนจากบทกวี – เปลี่ยนไป
จากหนังสือ – ความรักทำให้ผมร้องไห้
เขียนโดย – แสง สีรุ้ง

.
.


สวัสดีครับพี่

ผมเขียนจดประโยคนี้ของพี่
ลงในสมุดบันทึกครับ


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:30:09 น.
  
อรุณสวัสดิ์ครับพี่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:6:35:34 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

แสง สีรุ้ง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



แสง สีรุ้ง

ชอบการเดินทาง
ไปบนถนนแห่งความอ้างว้างในเมืองใหม่
โอบกอดตัวเองขณะเดินทางไกล
และแอบคิดถึงใครในบางคืน



เซ็กส์ให้ความสุขได้ชั่วยาม แต่รักเป็นฤดูกาลของชีวิต
พฤศจิกายน 2554

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
18 พฤศจิกายน 2554