แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และ เวชศาสตร์ป้องกัน ร.พ.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
 
ตุลาคม 2551
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
29 ตุลาคม 2551
 
 

"สถานพยาบาลด่านแรกใกล้บ้าน ให้บริการสุขภาพครบวงจรอย่างมีคุณภาพรูปเครือข่าย3ระดับช่วยเหลือกัน"

"สถานพยาบาลด่านแรกใกล้บ้าน ให้บริการสุขภาพครบวงจรอย่างมีคุณภาพรูปเครือข่าย3ระดับช่วยเหลือกัน"
แก้ไขครั้งล่าสุดวันพุธ ที่ 29 ตุลาคม 2551



บทความนี้ เป็น ประสบการณ์การทำงาน ของ เจ้าของบล็อกเองที่รับราชการเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลระดับอำเภอ ที่ ร.พ.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปี 2551 นี้ เป็นปีที่ 27 มีเหตุการณ์ที่สำคัญมากกับการสาธารณสุขของประเทศ คือ ในปี พ.ศ.2543 หรือ ปี ค.ศ.2000

มีนโยบาย สุขภาพดีถ้วนหน้า : Health For All By The Year 2000 ของ องค์การอนามัยโลก ที่ต้องการให้ประชากรโลกมีสุขภาพดีกันทุกคนในปี ค.ศ.2000 หรือ ปี พ.ศ.2543 โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ ให้แต่ละประเทศดำเนินการให้สำเร็จในปี ค.ศ.2000 ประเทศไทยเป็นสมาชิก ซึ่งต้องปฏิบัติตาม มีตัวชี้วัดสุขภาพดีถ้วนหน้า ดังนี้

1.การที่ทุกคนมีสิ่งจำเป็นพื้นฐาน(จปฐ.)ที่จำเป็นต่อชีวิต ตามเกณฑ์ทุกคนถ้วนหน้า
ดูเพิ่มเติมที่
//www.thaiwikidata.org/wiki/index.php?title=%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%90.:_%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99

2.การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการมีสุขภาพดี ถ้วนหน้า โดย ประชาชนในทุกหมู่บ้านอาสาสมัคร มาเป็น "อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน"(อสม.)เพื่อทำหน้าที่ช่วยงานสาธารณสุข ด้วยการเป็นตัวแทนคนในหมู่บ้าน เข้ามารับการอบรมความรู้จาก ส่วนราชการสาธารณสุข แล้วนำความรู้ไปเผยแพร่ ตามอุดมการณ์ของ อสม. คือ
"แจ้งข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี"
ปัจจุบันทุกหมู่บ้านมี อสม.ครบเกณฑ์แล้ว กำลังพัฒนาคุณภาพ อสม.ให้มีศักยภาพเพื่อเป็นแกนนำในการพัฒนาสุขภาพของหมู่บ้านตามแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการมีสุขภาพดี ได้แก่

2.1 การที่ประชาชนเข้าร่วมชมรมสร้างสุขภาพประจำหมู่บ้าน ซึ่งมี อสม.แต่ละหมู่บ้าน เป็นแกนนำ โดย มี ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพ ภายในอำเภอนั้น เป็นพี่เลี้ยงให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ โดย ร่วมปฏิบัติตัว เพื่อให้มีสุขภาพดี ตามสุขบัญญัติ 10 ประการ ของ กรมอนามัย
2.2 การที่ประชาชน ที่ไม่ดูแลสุขภาพ ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วย เป็นการเตือนให้เปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยน้อยลง ค่ารักษาจะเหลือ เพื่อนำมาตรวจสุขภาพให้ประชาชน ฟรี ได้ปีละครั้ง ตามแนวทางการป้องกัน ดีกว่า การรักษา
เรื่อง 2.2 นี้มีตัวอย่าง ในประเทศอเมริกา ผู้ไม่ปฏิบัติตัวเพื่อมีสุขภาพดี เช่น สูบบุหรี่ อ้วน ฯลฯ ต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วย ตามที่ท่านเลขาธิการแพทยสภา ศ.น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ไปเห็นมาที่เวบ.....

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=06-2007&date=24&group=1&gblog=11

3.การเข้าถึงสถานบริการได้สะดวก โดยถ้วนหน้า
ประเทศเราได้มีสถานีอนามัยอยู่ทุกตำบล ใกล้บ้าน ใกล้ใจ ประชาชนทุกแห่งแล้ว กำลังจะพัฒนาให้เป็นสถานพยาบาลด่านแรก มีแพทย์ออกตรวจเพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพ จนได้รับมาตรฐานเป็น ศูนย์สุขภาพชุมชน มีแพทย์อยู่ให้บริการช่วงเช้า มีผู้รับบริการน้อย จนสูงสุด เป็น ศูนย์แพทย์ชุมชน มีผู้รับบริการมาก ตลอดวัน มีแพทย์อยู่ให้บริการตลอดเวลาราชการ
4.การมีสถานพยาบาลที่ให้บริการ มีคุณภาพ ทุกระดับ โดยมีสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพให้ ได้แก่
4.1 ระดับสถานีอนามัย เรียกว่า Health Center Accreditation : HCA มีสาธารณสุขอำเภอ และ สาธาณสุขจังหวัด เป็นผู้พัฒนาและให้การรับรอง ตามเกณฑ์ ที่จัดทำขึ้นมาจากสถาบันวิจัย และ พัฒนาระบบบริการสาธารณสุข : สวรส.เมื่อพัฒนา ผ่านเกณฑ์จะได้รับการรับรอง จะมี 2 ระดับ คือ
1. ระดับ "ศูนย์สุขภาพชุมชน" มีแพทย์ออกตรวจเฉพาะช่วงเช้าทุกวันเวลาราชการ เพราะยังมีผู้รับบริการน้อย
2.ระดับ “ศูนย์แพทย์ชุมชน”มีแพทย์ออกให้บริการตลอดเวลาราชการ เพราะมีผู้ใช้บริการมาก
4.2 ระดับโรงพยาบาล เรียกว่า ”สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล”: Hospital Accreditation : HA ทุก ร.พ.จะต้องได้รับการพัฒนา และ ได้ป้ายรับรอง เป็น ร.พ.คุณภาพ ทุกแห่ง เพื่อผู้ใช้บริการจะได้รับบริการที่ปลอดภัย และ สะดวกสบาย
หลักการพัฒนาและรับรองคือการดูแลที่ดีที่สุด นั้น ต้องมีเอกสารการปฏิบัติที่มีคุณภาพ

โดย ผู้เกี่ยวข้องมาร่วมกันเขียนเป็นเอกสารคุณภาพไว้อ้างอิง

เป็นหลักฐาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ ได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ

และ ให้ผู้ตรวจสอบการปฏิบัติ ใช้เป็นแนวทางนำมาเทียบเคียง

ตรวจสอบกับเอกสาร ว่า การให้บริการเป็นไปตามเอกสาร

ทุกประการ โดยมีองค์กรอิสระทำหน้าที่รับรองเอกสาร และ

ตรวจสอบการปฏิบัติว่าเป็นไปตามเองกสารคุณภาพ แล้วให้

ใบรับรองคุณภาพซึ่งการได้ใบรับรองนี้จะมีการตรวจสอบ

คุณภาพตลอดว่ายังคงทำตามเอกสารคุณภาพที่เขียนไว้

โดยคัดบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัตินั้นในสถานพยาบาล

นั้น มาเข้ารับการอบรมเป็นกรรมการตรวจสอบ

แทน เมื่อผ่านการอบรมจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจสอบภาย

ใน ให้ตลอดเวลา และ กรรมการตรวจสอบภายนอก คือ

สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพสถานบริการ ถ้า ร.พ. คือ

สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล Hospital

Accreditation : HA จะเข้ามาตรวจซ้ำเพื่อให้ใบรับรอง

คุณภาพที่ให้ไว้นั้นยังเป็นไปตามเอกสารคุณภาพที่ได้

รับการรับรองไว้ เป็นระยะ ๆ ตลอดเพื่อให้การรับรอง

ว่าใบรับรองคุณภาพยังใช้ได้ ดูเพิ่มเติมที่เวบไซด์

//www.ha.or.th/m_06_02.asp

ส่วนของสถานีอนามัยใช้ Health Center Accreditation :

HCA ในกำกับของ สำนักงานสาธาณสุขอำเภอ และ

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในการพัฒนาและรับรอง

เป็น /ศูนย์สุขภาพชุมชน/ศูนย์แพทย์ชุมชน โดย

ศูนย์สุขภาพชุมชน มีคนไข้น้อย แพทย์ออกตรวจ

วันราชการทุกวันเฉพาะ ช่วงเช้า

ส่วนศูนย์แพทย์ชุมชน มีแพทย์ออกบริการตลอดวันราชการ

จากมีคนไข้มาตรวจทั้งวัน

ดังนั้นขอแจ้งมาให้พวกเราทราบความจริงว่า

การรักษาดีที่สุด นั้นไม่ขึ้นกับตัวแพทย์ แต่ขึ้นกับว่า

สถานพยาบาลนั้น มีการพัฒนา จนได้รับใบ

รับรองคุณภาพ และ มีกรรมการตรวจสอบภายใน และ

ภายนอกคอยตรวจสอบการปฏิบัติว่ายังคงเป็นไป

ตามเอกสารคุณภาพ หรือไม่

ไม่ได้ขึ้นกับตัวบุคคลว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด

ในเมืองไทย

หมายเหตุ เอกสารคุณภาพดังกล่าวจะไม่ใช้

ไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อมีความรู้ใหม่สามารถขอเปลี่ยนแปลง

เอกสารคุณภาพที่ใช้อ้างอิงได้ตลอด

ตามแนวทางวงจรคุณภาพของเดมมิงค์

Plan Do Check Act

ขณะนี้ ปี 2008(พ.ศ.2551)แล้วแต่ตัวชี้วัด ที่ต้องการให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า โดยเข้าถึงบริการ ที่มีคุณภาพใกล้บ้าน ยังทำไม่สำเร็จ ผู้ใช้บริการยังคงต้องมาแออัดรอคอยการใช้บริการที่โรงพยาบาลห่างจากบ้านกันเกือบ ทุกแห่งในประเทศ
เคยมีสมัยหนึ่งที่ประเทศเราได้มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพสถานีอนามัย โดยให้มีแพทย์ออกตรวจนอกโรงพยาบาลที่สถานีอนามัย เรียกว่า “โครงการจัดแพทย์ออกตรวจนอกโรงพยาบาลเพื่อพัฒนาสถานีอนามัย : Extended OPD” แต่น่าเสียดายมาถูกทางแล้วแต่หยุดทำต่อ ไม่ทราบเพราะสาเหตุใด
เจ้าของบล็อก ขอเสนอให้โครงการนี้ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวชี้วัดสุขภาพดีถ้วนหน้า ข้อ 3 มีสถานพยาบาลใกล้บ้านมีคุณภาพ และ ข้อ 4 การมีสถานพยาบาลที่มีคุณภาพได้รับการรับรอง นั่นเอง

เจ้าของบล็อกมองว่า ประเทศเรากำลังหลงทางไปแก้ที่แต่ละจุดไปพัฒนาคุณภาพในแต่ละโรค เป็นโรคยากๆ พบน้อย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการลงทุนแก้ที่ตัวปัญหาตามตัวชี้วัดขององค์การอนามัยโลก คือ

การพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาลใกล้บ้าน ที่ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวก เข้าถึงง่าย ที่

"ศูนย์สุขภาพชุมชน" หรือ “ศูนย์แพทย์ชุมชน”

ลงทุนน้อย แต่ผลที่ได้มีประโยชน์มาก ต่อ ประชาชนแต่ละพื้นที่ แทนที่จะมาโรงพยาบาลก็จะไปรับบัตรคิวที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน เพื่อรอแพทย์มาออกตรวจรักษาให้ ถ้ายังไม่ถึงเวลาตรวจก็ไปทำงานบ้านก่อนได้ เมื่อคาดว่าใกล้ถึงคิวตรวจจึงเดิน หรือ ขี่จักรยานมาตรวจได้ ไม่เสียเวลามานั่งรอตรวจเกือบทั้งวันเหมือนแต่ก่อนต้องมา ร.พ.เสียเวลาเกือบทั้งวัน



เมื่อปี 2550 พญ.บุญเชียร ปานเสถียรกุล คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ขณะนี้ ประเทศไทยยังถือว่าขาดแพทย์อีกมาก ปัจจุบันมีแพทย์ในอัตราส่วนแพทย์ 1 คนต่อประชากร 1,600 คน ตามเวบบ์ข้างล่าง

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=08-2007&date=18&group=1&gblog=15

จากแนวคิดที่ว่าขาดแคลนแพทย์ไม่สามารถจัดให้มาทำงานที่สถานีอนามัยทุกพื้นที่ได้นั้น ความคิดของผมเจ้าของบล็อก ขอเรียนเสนอท่านอาจารย์ พญ.บุญเชียร มาด้วยความเคารพว่า

เราขาดแพทย์จริง หรือ เรามีแพทย์ถึง 1 คนต่อประชากร 1,600 คน แล้ว แต่เพราะ มีการกระจายตัวของแพทย์ไม่ถูกต้องทำให้ดูเหมือนว่า ขาดแพทย์ใน ร.พ.ต่าง ๆ ทั้ง ด่านแรก(ร.พ.อำเภอ) ด่านสอง(ร.พ.จังหวัด) และ ด่านสาม(ร.พ.ศูนย์)

ถ้าเราจัดให้แพทย์จบใหม่ มาอยู่ ร.พ.อำเภอ แล้วให้แพทย์เฉพาะทาง ที่มี 1 คนที่ ร.พ.อำเภอกลับไปอยู่แผนกเฉพาะทางที่เรียนมาที่ ร.พ.จังหวัด หรือ ร.พ.ศูนย์ เพื่อรับส่งต่อจากด่านแรก หรือ ร.พ.อำเภอ จะทำให้ ร.พ.จังหวัด หรือ ร.พ.ศูนย์ มีแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้นทันที แลกกับแพทย์จบใหม่ที่เหมาะสมที่จะมาทำงานที่ด่านแรกที่ ร.พ.อำเภอ เท่านั้น เพราะ จบจาก ร.ร.แพทย์ก็ผ่านการเรียน ผ่านการสอบมาแล้วทุกแผนก ควรให้ทำที่ ร.พ.อำเภอ โดยมีแพทย์รุ่นพี่ ที่ ร.พ.อำเภอเป็นพี่เลี้ยง ก็สามารถทำงานด่านแรกได้ เมื่ออยู่ด่านแรกไป ตามเกณฑ์ใช้ทุน แล้ว
ถ้าแพทย์ด่านแรก อยากเรียนแพทย์เฉพาะทาง ก็ให้ไปเรียนต่อตามความต้องการโดยใช้ทุนของ ร.พ.จังหวัด หรือ ร.พ.ศูนย์ ที่ต้องการ จบมาแล้วจะต้องกลับไปตามทุนที่ได้ เป็นการวางคนให้ตรงกับงาน :

Put Right Man To The Right Job



ศูนย์สุขภาพชุมชน หรือ ศูนย์แพทย์ชุมชน สถานพยาบาลด่านแรกใกล้บ้าน ใกล้ใจประชาชน รักษาด่านแรก พบคนป่วยที่เริ่มป่วย เป็นโรคง่าย ๆ แพทย์ที่เรียนจบแพทย์ 6 ปีก็สามารถดูแลสุขภาพประชาชนได้ที่ ใกล้บ้าน ตามเกณฑ์ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ มาทุกเช้า 3 ชั่วโมงตรวจคนไข้ โดยเป็นแพทย์ครอบครัว หรือ แพทย์ทั่วไปใน ร.พ.ดูคนไข้ในตอนเช้าก่อนออกตรวจที่ศูนย์ฯใกล้บ้าน บ่ายกลับมาดูคนไข้และผลแล็ป ที่ ร.พ. เป็นแพทย์ประจำพื้นที่ แพทย์ประจำตัว ของประชาชน เหมือน อารยะประเทศ ที่ทุกคนมีแพทย์ประจำตัว ไปป่วยที่ใดสามารถสอบถามประวัติจากแพทย์ประจำตัวได้

ขอยกประสบการณ์การทำงานของตนเอง ซึ่งเป็นเจ้าของบล็อกแก็งค์
ทำงานที่ ร.พ.อำเภอพนมสารคาม ซึ่งแบ่งแพทย์ให้ดูแลผู้ป่วยที่มานอน
ป่วยใน ร.พ.แต่ละตำบลเป็นของแพทย์ท่านเดียว ตามแนวทางการให้
ทุกคนมีแพทย์ประจำตัว

เมื่อ วันที่ 6 พฤษภาคม 2551 สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ:สปสช.
ได้ประเมินสถานีอนามัยตำบลเขาหินซ้อนที่ส่งเข้าประเมิน เพื่อเป็น
ศูนย์แพทย์ชุมชนมีแพทย์ออกตรวจทุกวันราชการ ก็ได้รับการอนุมัติ
เป็นแห่งแรกของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งตนเองรับผิดชอบอยู่

ดังนั้น การทำงานเช้า จึงต้องตรวจคนไข้ในพื้นที่รับผิดชอบก่อนออก
ตรวจที่ศูนย์แพทย์ตำบลเขาหินซ้อน ไม่เกิน 9.15 น.ก็ขับรถ ร.พ.
รถเก๋ง Volvoไปออกตรวจที่ ศูนย์แพทย์ ตำบลเขาหินซ้อน ประมาณ
9.30 น.ก็เริ่มตรวจคนไข้ได้

ทั้ง ร.พ.และ ศูนย์ฯ ใช้ Computer ในการพิมพ์ประวัติ สั่งรักษา
แต่คนละโปรแกรมกัน แต่สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก ในการพิมพ์
ประวัติ , ตรวจร่างกาย , สั่งยา ฯลฯ สามารถ Copy ยาเก่า ทำให้
การทำงานรวดเร็ว ง่ายมาก ใช้เวลาตรวจคนไข้ลดลง จากที่จะต้อง
เขียนใบสั่งยา หรือ อ่านลายมือประวัติเก่ายาก เป็นกดคีย์คอมพ์
ดู วันที่ ที่มาตรวจ ประวัติเก่า ก็จะขึ้นมา สามารถ Remed ให้ใช้
ยาเดิมได้ สามารถลบหรือเพิ่มยา ได้ทันที ตรวจคนไข้เฉลี่ย
ประมาณ 1-3 นาที/คน 1 ชม.ตรวจ ได้ประมาณ 20-60 คน
แล้วแต่ความซับซ้อนของการป่วยไข้ ทำงานสบายมาก คุยเป็น
กันเองกับคนไข้ไม่เครียดทั้ง 2 ฝ่าย มีเวลาว่างพัฒนาศูนย์ฯ
หรือ เข้าหาความรู้ทางอินเตอร์เนต ไม่ต้องดูแลคนไข้หนัก
ด้วยตนเอง เกินความสามารถ ปฐมพยาบาล แล้ว เรียก หน่วย
แพทย์ฉุกเฉิน 1669 จาก ร.พ.มารับได้ไม่เกิน 20-30 นาที
ก็มาถึง สบาย ๆ มาเป็นแพทย์ด่านแรกกันดีกว่า ไม่ต้องไป
เรียนต่อ จบแพทย์ สอบผ่านได้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
แล้วก็ทำงานได้ทันที โอกาสถูกฟ้องจะน้อยกว่าแพทย์เฉพาะทาง
จะถูกฟ้องก็อาจมีบ้างที่ดูคนไข้หนัก เป็นคนไข้รักษาได้
จนเกิดความเสียหาย แต่ถ้ารอบคอบ ไม่มั่นใจปรึกษา หรือ
ส่งต่อ ปลอดภัยจากการถูกฟ้อง



ผ่านมาหลายเดือนแล้วคนไข้ในและคนไข้นอกที่ต้องมา ร.พ.เริ่ม
ลดลง เพราะ ประชาชนเมื่อป่วยเล็กน้อยก็เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ
ใกล้บ้านมีแพทย์ออกตรวจ

เมื่อแพทย์มาทำงาน ที่ด่านแรก ครบ 5 ปี และ เข้ารับการอบรม
ระยะสั้นของวิทยาลัยเวชศาสตร์ครอบครัว ทุกปี ตามเกณฑ์ ก็มี
สิทธิสอบอนุมัติบัตร เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว
ได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนต่อ มีศักดิ์ศรี เท่ากับ แพทย์เฉพาะทาง
สาขาอื่น ๆ เป็นสาขา ที่ รู้เรื่องโรคทุกโรค รักษาได้มากกว่า 90 %
มีส่วนน้อยเท่านั้น ที่เกินความสามารถ ก็จะมีระบบส่งต่อไปสถาน
พยาบาลด่านสอง หรือ ด่านสามที่เหมาะสม ให้โดยไม่เสียค่ารักษา

ประชาชนเองก็ได้ประโยชน์ไม่ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย ในการ
เดินทางมาโรงพยาบาล กลายเป็น รอแพทย์ และ ทีมสุขภาพจาก
ร.พ.อำเภอ มาให้บริการทุกเช้า ที่ สถานีอนามัย หรือ Extended OPD
ถ้าป่วยเกินความสามารถก็จะได้ใบส่งตัวไปรักษาในที่ ที่เหมาะสม
โดยมีรถนำส่งให้ถ้าจำเป็นต้องนำส่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย

นอกจากนี้ถ้าไม่มีแพทย์เฉพาะทางที่ ร.พ.อำเภอ ประชาชนเมื่อป่วยเกินความสามารถ ก็จะได้ประโยชน์ด้วยคือได้รับการส่งตัวเร็วขึ้นไม่ต้องมาเสียเวลา นอนรอปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่มีเพียงคนเดียว ซึ่งไม่แน่ว่าจะอยู่ให้ตามได้หรือไม่

ประโยชน์ที่จะได้อีกอย่างหนึ่ง ที่สำคัญมาก คือ

แพทย์ที่ลาออกไปเพราะ ร.พ.อำเภองานหนักเนื่องจากไม่จัดให้
เป็นรูปเครือข่ายให้ชัดเจน เมื่อจัดเป็นเครือข่ายชัดเจน งานจะเบา
ทำงานสบาย ขึ้นไม่ว่า แพทย์ทั่วไป หรือ แพทย์เฉพาะทางเองที่
ลาออก อาจกลับเข้ามาสู่ระบบ ตามสถานพยาบาลเครือข่าย
ที่เหมาะสม

แพทย์ทั่วไปอยู่ ร.พ.อำเภอ
แพทย์เฉพาะทาง อยู่ ร.พ.จังหวัด หรือ ร.พ.ศูนย์ หรือ ร.ร.แพทย์
เป็นการได้แพทย์เข้าสู่ระบบเครือข่ายได้อีกจำนวนหนึ่ง เพราะ
จัดระเบียบ รูปเครือข่าย จัด คนให้ตรงกับงาน ให้ชัดเจน

สรุป สุขภาพดีถ้วนหน้า ที่ไปไม่ ถึงเมื่อปี ค.ศ.2000 หรือ พ.ศ.2543 เพราะ เราหลง หรือ ขาดการวางแผน
หรือ ขาดการใช้ปัญญา ในการแก้ ไม่พัฒนาให้เป็นรูปเครือข่าย
ทำให้ใช้บุคลากรไม่เหมาะสม จึงกลายเป็น

"เครียดกันทุกคน ถ้วนหน้า แทน สุขภาพ ดีถ้วนหน้าในปี ค.ศ.2000"

ทำให้ แพทย์ลาออกปีละ 800-900 คนต่อปีตามข่าว

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=12-2006&date=15&group=9&gblog=1

อยากถ่ายทอดความคิดนี้ออกไปให้ถึงกับผู้ที่สามารถจัดการเปลี่ยนแปลงนี้ ให้เกิดการดูแลสุขภาพรูปเครือข่าย เหมือนในประเทศอังกฤษ หรือ ฟินแลนด์ ตามเวบบ์ไซด์ข้างล่าง

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=11-2006&date=16&group=1&gblog=4

อ่าน+++เหตุผลที่ทำให้ท่านยังอยู่ในระบบราชการ+++ผมเจ้าของบล็อกแก็งค์ ใช้นามแฝงว่า Family Doctor ที่

//www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=icu;action=display;num=1223619663;start=0



Create Date : 17 พฤษภาคม 2551
Last Update : 29 ตุลาคม 2551 8:23:14 น. 31 comments




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2551
0 comments
Last Update : 29 ตุลาคม 2551 22:27:36 น.
Counter : 1355 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

 

samrotri
Location :
ฉะเชิงเทรา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




น.พ.สำเริง ไตรติลานันท์
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และ เวชศาสตร์ป้องกัน
ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ หัวหน้ากลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน ร.พ.พนมสารคาม และ ร.พ.สร้างเสริมสุขภาพตำบลเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โทรฯ 0896112714
[Add samrotri's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com