มีการศึกษา (Education) ไม่ได้แปลว่า มีความรู้ (Knowledge)
กระดาษหนึ่งแผ่น..ไม่ได้ทำให้คนฉลาดขึ้น การเรียนรู้..ไม่ได้มีอยู่แต่ในห้องเรียน
การต่อยอดจากสิ่งที่ดี ย่อมได้สิ่งที่ดีกว่า
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
6 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
ค่านิยมพื้นฐานแห่งรัฐ

"ปัจจุบันนี้อะไรเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับคนไทย?"
เครื่องแต่งกายที่เห็นกันทั่วไป ก็ไม่ใช่ชุดไทย
อาหารที่กินกันตามร้านอาหารใหญ่ๆ หรือภัตตาคาร ก็ไม่ค่อยมีอาหารไทย
(เด็กไทยชอบเข้าฟาสฟู๊ดมากกว่าทานอาหารไทยด้วยซ้ำ)
ภาษาพูดเดี๋ยวนี้ ก็ฟังแทบจะไม่เหมือนภาษาไทย
ภาษาเขียน ก็ดูคล้ายๆ อักษรเกาหลี หรือญี่ปุ่น
ฟังเพลง ก็ไม่ใช่เพลงแบบไทย ทั้งดนตรี ทำนอง เนื้อร้อง
การไหว้ ก็ชักจะดูไม่เหมือนคนไทยซะแล้ว (ลองสังเกตจากพนักงานโลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ถ้าแบบนั้นเรียกว่าการไหว้ ผมเห็นว่าเป็นการไหว้ที่ทุเรศมากๆ มือไปทาง หน้าไปทาง สายตาไปอีกทาง ปากก็ไม่ยิ้ม เหมือนหุ่นยนต์)



เออ...นั่นซิ แล้วเอกลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเราเป็นคนไทย อยู่ที่ไหน

ตอนที่ผมอยู่ญี่ปุ่น วันหยุดก็มักจะออกไปเดินเล่น หรือไปซื้อของ ตามแหล่งช๊อปปิ้งต่างๆ ทั้งในเมืองและนอกเมือง จะเห็นคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย ที่แต่งชุดประจำชาติ ที่แบบว่ามองปุ๊บ ก็รู้ปั๊บ ว่านี่นะ..คนญี่ปุ่น ทั้งแบบใส่ครึ่งท่อน (ลำลอง) หรือแบบเต็มยศ (เป็นทางการ) ทั้งชายและหญิง ก็เดินกันขวักไขว่ทั่วไป ไม่เคอะเขิน เข้านอกออกใน ตามห้างสรรพสินค้าได้อย่างสบาย วัยรุ่น หนุ่มสาว หรือคนมีอายุ เขาก็แต่งกันแบบนี้

ลองนึกดูว่า ถ้าเป็นบ้านเราล่ะ?

ลองใครแต่งชุดไทยไปเดินกลางถนน มันต้องมีคนมอง และซุบซิบว่า "หมอนี่ถ้าจะบ้า" หรือไม่ก็ "ยัยคนนี้หลุดมาจากไหน" บางทีอาจจะคิดว่าเป็นลิเกหลงโรงซะงั้น ถ้าใส่ผ้าถุง โจงกระเบน หรือกางเกงขาก๊วย ยิ่งโดนข้อหาบ้านนอกเข้ากรุงอีก ภัตตาคารก็ไม่ยอมให้เข้า คิดแล้วกลุ้มเลย ทำไมบ้านนี้เมืองนี้มันคิดกันอย่างนี้

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี่แหละตัวดี ไม่ทำตัวเป็นแบบอย่าง หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ก็เช่นกัน ออกกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายจนชุดไทยไม่ได้เกิด อย่างผู้ประกาศข่าวทีวี จำเป็นต้องใส่สูทมั๊ย ถ้าไม่ใส่สูท ข่าวมันจะดูไม่น่าเชื่อถือรึงัยไม่ทราบ เคยเห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ ผู้ประกาศชายบางคน ท่อนบนใส่สูท ท่อนล่างกางเกงขาสั้น นี่แหละ ทำแบบโรยหน้า คนไทยถนัด

อะไรก็ตาม ถ้าทำแล้วมีคำห้อยท้ายว่า "...ที่สุดในโลก" ดูเหมือนคนไทยจะชอบเป็นพิเศษ จึงเห็นกิจกรรมแปลกๆ ที่เป็นที่สุดในโลก ทะยอยออกมาอยู่บ่อยๆ

เข้าวัดพระแก้ว ก็ไปบังคับให้คนต้องแต่งตัวอย่างนั้น อย่างนี้ เลยเกิดธุรกิจให้เช่า ผ้าพันตัว กระโปรงยาว กางเกงขายาว คนบังคับ..อ้างเหตุผลว่า เป็นการให้ความเคารพสถานที่ ผมถามจริงๆ เถอะ ถ้าคนที่จิตใจไม่ได้ให้ความเคารพ มันจะแต่งตัวอย่างไร มันก็ไม่เคารพหรอก ส่วนคนที่มีจิตใจเคารพอยู่แล้ว แม้จะไม่มีเครื่องนุ่งห่ม เขาก็มีความเคารพ เรื่องแบบนี้มันต้องเกิดจากข้างใน ไม่ใช่การบังคับกัน บังคับก็ได้แต่ภายนอก ไม่มีประโยชน์

ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดนี้ จริงๆ แล้วมีที่มาจากการได้เห็นฝรั่งนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ที่ศูนย์อาหารของสถานีขนส่งสายใต้แห่งใหม่ เมื่อหลายวันก่อน มีเหตุต้องไปที่นั่น และทานอาหารในศูนย์อาหาร ก็เห็นฝรั่งคนหนึ่งซื้ออาหารไปนั่งทาน หลังจากทานเสร็จแล้ว เขาหยิบจานอาหารลุกขึ้น มองหาว่าจะนำถาดอาหาร จาน ช้อน ไปวางที่ไหน ซึ่งเขาหาไม่เจอ (แน่นอนว่าไม่เจอ เพราะมันไม่มีงัยครับ) หันมาชี้ไม้ชี้มือกับคนขายคูปอง คนขายคูปองก็ชี้มือว่า ให้ไปวางที่โต๊ะใกล้ๆ กับเสาต้นหนึ่ง

ผมฉุกคิดขึ้นมาว่า ฝรั่งคนนั้นเขาคงได้รับการปลูกฝังมาว่า ทานแล้วต้องเอาจานช้อนไปเก็บ จนลืมดูรอบข้างว่าที่นี่เมืองไทย และโต๊ะอื่นๆ เขาก็วางกันเกลื่อนไปหมด

ถามว่าเมืองไทยปลูกฝังเรื่องนี้กันมั๊ย?

คำตอบก็คือ มีบ้างครับ ในบางโรงเรียนก็ปลูกฝังเด็กแบบนี้ บางโรงเรียนก็ปล่อย และถึงจะปฏิบัติเมื่ออยู่ในโรงเรียน แต่เมื่อออกมาข้างนอก ตามร้านอาหาร ตามศูนย์การค้า เขาก็ตั้งวางกันเกลื่อน จนบางทีทำให้คิดได้ว่า สิ่งที่เรียนรู้ในโรงเรียน มันไม่เหมือนกับในโลกแห่งความเป็นจริง สุดท้าย เด็กขออยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงดีกว่า

เพราะฉะนั้น อะไรที่เราจะปลูกฝังให้เป็นค่านิยมติดตัวเด็กตั้งแต่วัยเรียน มันก็ควรที่จะทำให้โลกภายนอก เป็นจริงตามนั้นด้วย ควรที่เราจะกำหนดเป็นนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ (คนที่อายุมากกว่าผม และโตทันในยุค จอมพล ป. คงจะทราบดี) กลั่นกรองเลือกเอาค่านิยมที่ดี ที่เข้ากับยุคสมัย รณรงค์ให้เกิดการปฏิบัติ (ที่ไม่ใช่เป็นการบังคับจับผิด) เพื่อให้เกิดเป็นค่านิยม ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย

ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นเรื่องยกถาดอาหารนี่แหละ ถ้าศูนย์อาหารทุกที่ ทั้งในโรงเรียน ในศูนย์การค้า ให้มีแนวปฏิบัติเหมือนกัน ก็จะเป็นค่านิยมที่เกิดขึ้นได้ ใครอยากสบาย ทานแล้วมีคนเก็บให้ ก็เข้าโรงแรมหรูๆ ที่คิดค่าอาหารแพงๆ บวกค่าบริการเข้าไป คงไม่มีใครว่า

ผมไม่อยากเห็นสิ่งที่ไม่ดีในสายตาคนอื่น กลายมาเป็นค่านิยมที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เช่น "มาอย่างไทย ไปอย่างฝรั่ง" (มาสายเป็นนิจ แต่กลับตรงเวลา) เรายังมีสิ่งดีๆ ที่ควรแก่การจดจำอีกมากมายครับ

แต่ที่จะมาออกเป็นกฎหมายว่า เวลาแปดโมงเช้าหรือหกโมงเย็น เมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติ แม้ว่ากำลังขับรถอยู่ ก็ต้องให้จอด แล้วออกมายืนตรงกลางถนนน่ะ แค่คิด..ก็บ้าแล้วครับ พี่น้องครับ

ลาป่วยเป็นนิจ ลากิจเป็นประจำ
หน้าฉ่ำคอยประจบ คอยแต่จะหลบเลี่ยงงาน
เชี่ยวชาญในการคุย งานทำชุ่ยอยู่เสมอ
เจ้านายเผลอพลอยหลับ โทรศัพท์ทั้งวัน
หน้าด้านเอาเงินเดือน อีกเลื่อนขั้นเมื่อสิ้นปี


Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 29 มิถุนายน 2551 10:23:29 น. 4 comments
Counter : 1017 Pageviews.

 
เข้ามาเยี่ยมบล๊อกจ้าาาา


โดย: Anny (ga_tan_u ) วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:5:48:56 น.  

 


โดย: นายแจม วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:7:20:42 น.  

 
เห็นด้วยอย่างยิ่งคับ


โดย: เก่งกว่าผมตายไปหมดแล้ว วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:10:50 น.  

 
ค่านิยมดีๆไม่เอามาใช้เด็กสมัยนี้
คอยแต่เอาที่ผิดแปลกแวกแนวมาใช้กันทั่งนั่น
ขวัญอยุ่ญี่ปุ่น เห็นเด็กๆวัยรุ่นแล้วเป็นปลื้ม
พวกเขาจะสนใจการอ่านการเขียนการพัฒนาฝีมือของตัวเอง
อยู่ตลอด อายุไม่ถึง20 ห้ามดื่มเหล้าก็ทำตามกฏบ้านเมืองพวกเขา
ดูบ้านเรา(บ้านอิฉันเอง) อายุเท่าไรกันนั่งกินเหล้าดูดบุรี่
ไทยเรามีกฏหมายเหมือนกันแต่มัน...อะนะพูดไปก็เท่านั่น
ไม่ได้เป็นวัวลืม..ค่ะ
แต่มันต่างกันจริงกับค่านิยมสมัยใหม่ของเยาวชน
อ้าวมาบนให้ฟังซะงั่น


โดย: นิงัย วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:06:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ครูเอก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 110 คน [?]




เนื้อหาบทความ ภาพประกอบ ไฟล์ตัวอย่าง ทั้งหมดใน blog นี้ "สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗" อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้ โดยต้องระบุแหล่งที่มาของเนื้อหาให้ชัดเจน เพื่อแสดงถึงการรับรู้ในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ไม่อนุญาตในการนำไปใช้เพื่อการแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจ โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร

ส่งข้อความหลังไมค์ถึงครูเอก
MSN : ysamroeng@hotmail.com
ชมรมนักเรียนสาธิตเสริมสมอง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
กิตติกรรมประกาศ

ผมใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก โดยมีหนังสือชื่อ "เรียน DBASE III PLUS ด้วยตนเอง" ของ พ.ต.ประพัฒน์ อุทโยภาศ เป็นเสมือนอาจารย์ และมี บร.โรเบิร์ต ปาแนสโต (ซดบ.) เป็นผู้ให้โอกาส และ้คำแนะนำ ถือเป็นก้าวแรก ที่้ผมจับคอมพิวเตอร์ และสนใจเรียนรู้ มาตั้งแต่วันนั้น นอกจากเรื่อง "การเขียนโปรแกรมด้วย Clipper" แล้ว ผมไม่เคย ไปเรียนคอมพิวเตอร์ จากสถาบันใด อาศัยที่เป็น คนชอบอ่านหนังสือ และซื้อหนังสือเยอะมาก บวกกับลงทุน ซื้อเครื่องไว้ใช้งานเอง (เครื่องแรก Intel 386DX-40) จึงได้ฝึกฝน เรียนรู้ ต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้
มีของมาขาย

1. หนังสือ "Excel for HR"


การใช้ไมโครซอฟต์เอ็กเซล ในงาน HR แบบมืออาชีพ พิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นหนังสือที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ จากงานจริงๆ มาเป็นวัตถุดิบ เป็นหนังสือคอมพิวเตอร์เล่มแรก ที่เขียนขึ้นมาเพื่อ นักบริการทรัพยากรมนุษย์ (HR) โดยเฉพาะ เป็นตัวอย่างของการใช้โปรแกรม MS Excel ในงานประจำวันของ HR หาซื้อได้ที่ ร้านซีเอ็ดบุ๊ค ทุกสาขา, HR Center, ศูนย์หนังสือ สสท., ศูนย์หนังสือจุฬา, Thailand Book Tower, B2S เป็นต้น
หรือสั่งซื้อโดยตรงได้ที่ 02-347-1066, 081-423-9828
ราคาเล่มละ 200 บาท จัดส่งฟรี

2. CD รวมไฟล์ตัวอย่าง Excel จากงานจริง


มีไฟล์ตัวอย่างมากที่สุด สามารถนำไปใช้งานได้ทันที หรือใช้ศึกษาเทคนิคการเขียนสูตร Excel อัพเดตใหม่ทุกสัปดาห์
ของแท้ไม่มีวางจำหน่ายที่ไหน
สนใจสั่งซื้อโดยตรงที่ 02-347-1066, 081-423-9828
ราคาแผ่นละ 200 บาท ค่าจัดส่งฟรี

หมายเหตุ : ปัจจุบันมีจำหน่ายทั้งสิ้น 3 ชุด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://sites.google.com/site/excel4hr/product
กิจกรรมของพวกเราที่ผ่านมา

โครงการห้องสมุดเพื่อน้อง รร.บ้านซับงูเหลือม จ.ลพบุรี

โครงการห้องสมุดเพื่อคนพิการ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ ปากเกร็ด
รูปภาพหรือข้อความแสดงความเห็น เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ ของบุคคลทั่วไป และถูกส่งขึ้นแสดงในหน้า blog โดยอัตโนมัติ เจ้าของ blog มิได้มีส่วนรู้เห็น หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบ ต่อทุกความคิดเห็นใดๆ
Friends' blogs
[Add ครูเอก's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.