มีการศึกษา (Education) ไม่ได้แปลว่า มีความรู้ (Knowledge)
กระดาษหนึ่งแผ่น..ไม่ได้ทำให้คนฉลาดขึ้น การเรียนรู้..ไม่ได้มีอยู่แต่ในห้องเรียน
การต่อยอดจากสิ่งที่ดี ย่อมได้สิ่งที่ดีกว่า
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
6 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 

ตะลุยเวียดนาม ตอนที่1 : เส้นขนานที่ 17

โดย.. "ธีรวุฒิ"
ruetaisuk@hotmail.com


ผมมีโอกาสเดินทางไปประเทศเวียดนาม เมื่อต้นปี 2550 ผมเลือกจุดหมายปลายทางที่ เวียดนามกลาง ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ที่อยากมาเยือนสักครั้งหนึ่ง เพราะเวียดนามกลาง เป็นสถานที่ตั้งของ เมืองมรดกโลก ทางด้านวัฒนธรรม นั่นคือ เมืองเว้ และมรดกโลกของอดีตเมืองท่าที่รุ่งเรือง ฮอยอัน ตลอดจนโบราณสถาน หมีเซิน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ล้วนอยู่ในเวียดนามกลางทั้งสิ้น




การเดินทางไปเวียดนาม ไปได้หลายทาง ทางน้ำ ทางอากาศ ทางบก สำหรับผมเลือกไปทางบก ไม่ใช่เพราะกลัวเครื่องบินตก หรือกลัวจมน้ำตายหรอกนะ แต่เหตุผลแรกคือ ผมได้เจอข้อมูล How to go Vietnam แล้วตรงความต้องการของผม กล่าวคือ โดยรถบัสจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดมุกดาหาร ไปข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ข้ามแม่น้ำโขง ไปยังแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว ไปตามทางหลวงหมายเลข 9 ซึ่งเป็นเส้นทางสายยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในยามสงครามระหว่าง เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ และหลังยุติสงครามในราวปี พศ.2518 (ซึ่งต่อมา พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีของไทย เคยประกาศนโยบาย จะเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ซึ่งได้รับการขานรับจากประชาคมโลกเป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายว่า ท่านหมดอำนาจเสียก่อน นโยบายดังกล่าว ก็เลยตามท่านไปยังชาติหน้าด้วย)


และอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ผมเลือกเดินทางเส้นนี้ เพราะผมเคยสัญญากับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยเป็นทหารรับจ้าง ในสมัยสงครามเวียดนาม ว่าหลังจากสงครามจบ เราจะขับรถส่วนตัวไปเที่ยวเวียดนามกัน โดยจะใช้เส้นทางหมายเลข 9 นี้ แต่ในที่สุด เราก็ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้กันไว้ เพราะเพื่อนผมคนที่ว่านี้ เขารอผมไม่ไหว ด่วนตัดสินใจตามพลเอกชาติชายไปอีกคน


ด้วยสาเหตุที่กล่าวมานี้เอง ผมจึงเลือกเดินทางไปเวียดนาม โดยทางรถยนต์ ประกอบกับจะได้ซึมซับ วิถีชีวิตและความรู้สึกของผู้คน ที่จะได้สัมผัส ระหว่างการเดินทาง ผมว่ามันคุ้มค่าแก่การบันทึกและจดจำ ในช่วงเวลาของชีวิต ที่เปลี่ยนไปทุกนาทีตามความเป็นจริง




หลังจากพิธีตรวจลงตราในหนังสือเดินทาง และเสียค่าเหยียบแผ่นดินลาวแล้ว ผมเดินทางจาก แขวงสะหวันนะเขต ไปตามเส้นทางหมายเลข 9 (น่าจะเปรียบเสมือน Hi-way ที่ดีที่สุดในขณะนั้น แต่ถ้าจะเทียบกับบ้านเรา ก็คงอยู่ในระดับ ทางหลวงจังหวัดเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับทางหลวงแผ่นดิน)


สองข้างทาง มีบ้านเรือนของประชาชนลาว อยู่ห่างๆ ประปราย แน่นอนที่สุด ต้องเป็นบ้านใต้ถุนสูง หลังคามุงกระเบื้องว่าวบ้าง มุงหญ้าคา หรือหญ้าแฝกบ้าง ยกเว้นบ้านที่สร้างขึ้นใหม่ (แต่ก็มีเพียงไม่กี่หลัง) ซึ่งอยู่ติดกับถนน เป็นบ้านชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องแบบใหม่ (ซีแพคโมเนียหรือเปล่าไม่ทราบได้) มันเป็นเงื่อนไขของกาลเวลา เมื่อของเก่าผ่านไป ของใหม่ก็เข้ามาแทนที่ จึงอยากจะให้ได้จดจำ วัฒนธรรมการอยู่อาศัย ของชาวไทยและชาวลาว ซึ่งก็ไม่ต่างกันมากนัก


มีคำกล่าวต่อกันมาว่า "อยู่เฮือนสูง นุ่งซิ่น กินข้าวเหนียว เคี้ยวปลาแดก ซิแม่นคนลาว" (ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นคำกล่าวของใคร ผมก็ว่าตามเขา มาเล่าสู่กันฟังอีกทอดหนึ่ง) แต่ก็ยังดีที่ตลอดเส้นทาง ยังเห็นการปลูกยางพารากันมากพอสมควร ดูอายุต้นยางแล้วบอกได้ว่า ยังอยู่ในระหว่างการเริ่มต้นเท่านั้น เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลลาวที่ว่า "อนาคต 10 ปีต้องปลูกป่า อนาคต 100 ปีต้องปลูกคน" (ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลของผมจะมองไกลๆ ถึงร้อยปีหรือเปล่าก็ไม่รู้)




เราผ่านเมืองเชโปน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ก่อนถึงชายแดนประมาณ 50 กม. ผู้คนคึกคักพอสมควร ถัดจากเมืองเชโปน ผ่านเมืองทอง จนมาถึงเมืองพิน ได้เวลาท้องร้องพอดี เราพักรับประทานอาหารกลางวัน (ที่เขาจัดไว้ให้) ที่นี่ ก็ถือว่าเป็นอาหาร ที่มีมาตรฐานดีพอสมควร




ระหว่างรออาหาร ผมมองดูภูมิทัศน์โดยรอบในร้านอาหาร เห็นโหลแก้ว เหมือนโหลยาดองบ้านเรา แต่ที่นี่ นอกจากจะมีสมุนไพรเล็กน้อย ที่แช่เหล้าอยู่ ยังมีสัตว์บางอย่าง แช่รวมอยู่ด้วย เช่น ตุ๊กแก หรืองูในบางโหล และบางโหลดูคล้าย เขากวางอ่อน แสดงให้เห็นถึง วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ ในด้านการแพทย์และสาธารณสุข ยังคงต้องพึ่งพายาสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน (ซึ่งก็ไม่ต่างจากบ้านเราเมื่อ 50 ปีที่แล้ว)




คนรุ่นใหม่คงคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะรักษาโรคได้อย่างไร แต่สำหรับผม ผมเชื่อสนิทใจเลยว่า ภูมิปัญญาเหล่านี้ เป็นประโยชน์ และใช้รักษาโรคได้จริงๆ ผมเป็นคนชนบท ตอนเด็กๆ ยังเคยกินตะขาบย่างมาแล้ว โดยผู้ใหญ่บอกว่า เป็นยาแก้โรคเป็นซาง ผมก็ไม่รู้ว่าโรคนี้คืออะไร แต่ที่แน่ๆ ที่ผมรู้คือ กินแล้วไม่ตาย จนมีอายุมาถึงขนาดนี้ และอีกอย่างคือ รสชาดของมัน ยังหอมหวนติดใจอยู่จนทุกวันนี้ ไม่แน่นะ..ถ้าผมเป็นเชฟ ผมอาจจะผลักดัน เมนูบาบีคิวตะขาบออกมา อาจจะดังไปทั่วโลกก็ได้ ใครจะไปรู้


ยังมีอีกหลายเรื่องราว ที่ธรรมชาติได้จัดสรร สรรพวิชาและภูมิปัญญาต่างๆ ถ่ายทอดกันมา เพื่อให้สังคมในช่วงเวลานั้นๆ ได้พึ่งพาอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ามีโอกาส ผมอยากจะเล่าให้ฟัง ในโอกาสต่อไป ด้วยความตั้งใจจริง เพราะผมเสียดายว่าในไม่ช้า เวลาจะเป็นผู้ลบเลือนสิ่งเหล่านี้จากไป ในโอกาสที่สังคมนั้นๆ ไม่ต้องการมัน เพราะเวลาจะนำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาแทนที่เสมอ


นอกจากอาหารการกิน การพึ่งพายารักษาโรคด้วยยาดองแล้ว สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ร่วมกัน ก็ยังเห็นว่า ชาวลาวก็ยังมีชีวิตแบบพึ่งพา ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันเหมือนเดิม (ไม่เหมือนสังคมกรุงเทพ ที่ต้องพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก)
บนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ คุณมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน แบ่งปันกันใช้ มีทั้งหมู แพะ และคนเดิน





รถยนต์โดยสารที่วิ่งระหว่าง สะหวันนะเขต – เซโปน – ชายแดน (บ้านแดนสะหวัน) แม้ว่าจะพัฒนามาเป็นรถบัส ที่ค่อนข้างทันสมัยก็ตาม แต่เวลาจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร ก็เป็นไปอย่างไม่รีบร้อน ต้องรอจนกว่า จะขนของ เครื่องใช้ หรืออื่นๆ ของผู้โดยสารเสร็จ หรือแม้แต่บางครั้งก็เป็นสัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด ไก่ หมู ขึ้นรวมไปกับผู้โดยสาร ถ้าไม่หมดก็ขนขึ้นหลังคา




หรือผู้โดยสารบางคน ถ้ายังไม่เสร็จจากธุระจับจ่ายใช้สอย หรือรับประทานอาหารอยู่ ก็ต้องรอกัน ทุกคนที่เป็นผู้โดยสาร ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใส พูดหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน (ผมว่าถ้าเป็นสังคมบ้านเรา คงมีใครฆ่ากันตายแน่ เมื่อวานนี้ยังมีข่าวว่า แม่ค้าลูกชิ้นปิ้ง ทอนสตางค์ช้าไม่ทันใจ ยังถูกวัยรุ่นที่ขี่มอเตอร์ไซต์ ชักปืนยิงตายอย่างน่าอนาถ คนทุกวันนี้อดทนไม่ได้ รอคอยไม่เป็น) และจะประพฤติกันเช่นนี้เหมือนกัน ในทุกๆ เมืองที่จอดรับผู้โดยสาร ตลอดระยะทางประมาณ 250 ก.ม. คิดดูก็แล้วกันว่า จะต้องใช้เวลาเท่าไร ถ้าในภาวะปกติ ไม่นับเหตุการณ์รถเสีย หรือเกิดอุบัติเหตุใดๆ ผมเดาว่า ตั้งแต่รุ่งสางจนถึงย่ำค่ำนั่นแหละ จึงจะถึงจุดหมายปลายทาง


ในที่สุดเราก็มาถึง ด่านบ้านแดนสะหวัน ของลาว ติดต่อผ่านแดน ค่อนห่างจากนี้อีก 2 ก.ม. ถึงด่านลาวขาวของเวียดนาม ผ่านขั้นตอนต่างๆ ของการตรวจคนเข้าเมือง เสียเวลาประมาณ 20 นาที


"ซินจาวเวียดนาม" (สวัสดีเวียดนาม)

จากด่านลาวขาวเป็นเวลาเย็นแล้ว สิ่งแวดล้อมและอากาศเปลี่ยนไป จนเห็นความแตกต่างได้ ผู้คน บ้านเรือน ล้วนแปลกหน้าและแปลกตา ที่ผมว่าแปลกหน้า หมายความว่า คนเวียดนาม รูปร่างหน้าตา ลักษณะท่าทาง ภาษาพูด แตกต่างจากคนลาว (ซึ่งคล้ายคนไทย) โดยสิ้นเชิง




ต่อไปนี้ การสื่อสารคงจะเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร แต่ก็คงไม่เกินกว่า ความมีมิตรไมตรีต่อกัน ซึ่งจะสามารถทำให้เรา เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ไปประเทศไหนก็ตาม คุณควรท่องคำศัพท์ที่สำคัญที่สุดไว้สัก 3 – 4 คำก็พอ เช่นคำว่า สวัสดี ขอบคุณ ลาก่อน เป็นต้น แต่ก็มีอีกคำที่สำคัญที่สุดไม่แพ้กัน คือคำว่า กินข้าว หรือคำที่จะสื่อสารให้เขารู้ว่า "คุณหิว" เป็นอันว่ารอดแน่


ผมท่องทั้งสี่คำดังกล่าวไว้อย่างแม่นยำ คือ ซินจาว ถามเอิน ตามเบียด และอันเกิม แต่ก็ยังมีข้อสงสัยจนถึงเดี๋ยวนี้ ไม่รู้ว่าจะถามใครดีกับคำว่า "ลาก่อน" ไฉนคนเวียดนามเรียกว่า "ตามเบียด" (มันน่าจะแปลว่า ใกล้ชิด ซะมากกว่า)


และอีกคำที่ยังรู้สึกฉงนอยู่เช่นกัน นั่นคือคำว่า "คำถาม" เวียดนามเรียกว่า "เกาหอย" ขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมทะลึ่ง หรือลามกอะไรนะ ก็เขาเรียกอย่างนี้จริงๆ ผมไม่ได้กล่าวเท็จแต่อย่างใดเลย


ส่วนที่ผมว่าแปลกตาก็คือ ภูมิประเทศ เริ่มเป็นเนินเขาลดหลั่น สูงต่ำต่างกันไป หมอกลงค่อนข้างหนัก อากาศเย็นลงมาก ทิวทัศน์สวยงาม คล้ายกับทางภาคเหนือของเรา แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว ดูแปลกตา


บ้านเรือนมีลักษณะเป็นตึกเล็กๆ ถืออิฐ โบกปูน รูปร่างคล้ายๆ ศาลเจ้า ไม่สูงมากนัก ด้านหน้าแคบไม่เกิน 4 เมตร และลึกยาวประมาณไม่เกิน 12 เมตร ทาสีจัดจ้าน (ทาสีเฉพาะด้านหน้าที่ติดกับถนนเท่านั้น ส่วนด้านข้าง 2 ด้านไม่ทาสี จะด้วยนโยบายประหยัด หรือกระไรไม่ทราบได้)ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ย่อมบ่งบอกถึง วิถีชีวิตและรสนิยม ของผู้อยู่อาศัยโดยแท้




รถของเราวิ่งลัดเลาะเชิงเขา ซึ่งมีแม่น้ำกวางตรี ทอดยาวคดเคี้ยว ขนานไปกับถนน ผมมองผ่านหน้าต่างออกไป เห็นผู้คนบ้างก็อาบน้ำ บ้างก็ซักผ้า ตามสายธารเป็นระยะๆ ช่างเป็นภาพวิถีชีวิตชนบท ที่งดงามตามธรรมชาติ




ผมพยายามเปิดตาให้กว้างที่สุด เพื่อเป็นช่องทางส่งต่อไปยังสมอง ให้บันทึกและจดจำ เพราะภาพชีวิตเช่นนี้ กาลเวลาอีกนั่นแหละ ที่กำลังจะพามันจากไป ดังเช่นในประเทศของเรา หรืออาจจะมียังพอมีอยู่บ้าง แต่ก็หาชมได้ยากเต็มที หลับตานึกถึงภาพที่สมองได้บันทึกไว้ครั้งใด ก็รู้สึกมีความสุขเสมอ




ผมมัวแต่เพลิดเพลิน กับธรรมชาติที่สวยงาม จนลืมเวลา รถพาเรามาถึงสะพานเหล็ก ก่อนเข้าจังหวัดกวางตรี สะพานแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก ขนาดพอรถบัสเบียดสวนกันได้ ส่วนความยาวกะว่าไม่เกิน 50 เมตร แต่ก็มีความสำคัญเหลือเกิน กล่าวคือ ตรงกึ่งกลางสะพานนี้คือ เส้นขนานที่ 17** ที่เคยแบ่งเวียดนามออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ โดยประเทศผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนด




ในราวปี พ.ศ.2497 เส้นขนานที่ 17 นี้ ได้แบ่งประชาชน พ่อ แม่ ลูก หลาน ญาติมิตร แยกจากกัน โดยไม่ได้รับความยินยอมเห็นชอบ จากประชาชน เพียงเพื่อ เป็นเหยื่อทางความคิด ของผู้ปกครองประเทศ ซึ่งแย่งชิงอำนาจกันเอง โดยที่ความเดือดร้อนแสนสาหัส ก็ตกอยู่กับประชาชนตาดำๆ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย


กาลเวลาผ่านไป 22 ปี เป็นบทพิสูจน์และบทเรียนให้โลกรับรู้ โดยไม่มีข้อสงสัยได้เลยว่า ผู้มีอำนาจใดๆ ก็ตาม จะไม่สามารถแบ่งแยกชนชาติใดๆ ได้เลย ถ้าชนชาตินั้นๆ ยังมีจิตวิญญาณเดียวกัน ดังเช่นคนเวียดนาม ซึ่งในที่สุด ก็ต้องกลับมารวมกัน เป็นชาติหนึ่งเดียวเท่านั้น คำว่า "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ชะรอยจะเป็นจริงกระนั้นหรือ ทั้งที่เวียดนาม เป็นบทเรียนที่ราคาแพงที่สุด ก็สุดแล้วแต่คุณจะคิด หรือจะทำเถิด ทุกคนน่าจะมีคำตอบในใจ


หมายเหตุ : ภาพประกอบบางส่วนจากอินเทอร์เน็ต




** หมายเหตุ เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นแบ่งเขต เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ จากจุดกึ่งกลางนับออกไปข้างละ 4 กิโลเมตร เป็นเขตปลอดทหาร หรือ DMZ (Demilitarized Zone) การกำหนดเขต DMZ ก็เป็นการกำหนด(ตามอำเภอใจ)ของผู้มีอำนาจ อย่างในสงครามอิรักก็เช่นกัน วันดีคืนดีอเมริกาก็กำหนดเขตห้ามบิน (No Fly Zone) หมายความว่า ถ้าใครบินผ่านน่านฟ้าที่กำหนดนี้ ฉันสามารถยิงได้เลยโดยไม่ผิด (เพราะฉันบอกคุณแล้วนี่นา) ฟังดูก็ตลกปนเศร้านะครับ ...ชอบกล




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2552
13 comments
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2552 14:07:55 น.
Counter : 3083 Pageviews.

 

อยากไปมั่ง

ถ้ามาพูดเกาหอยที่เมืองไทย
คนไทยคงบอกฉันไม่คัน 555
หรือไม่ก็โดนสวนกลับด้วยฝ่ามือ

 

โดย: kai (aitai ) 6 กุมภาพันธ์ 2552 17:22:21 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

อ่านแล้วแหล่มเลยล่ะครูเอก

 

โดย: อุ้มสี 6 กุมภาพันธ์ 2552 22:49:55 น.  

 

เค้าบอกว่าเวียนนามจะกลายเป็นประเทศสวิตของเอดชียคือแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านครูเอกว่าเป็นไปได้มะ?
สุขสันต์วันหยุดจ้ะ

 

โดย: Opey 8 กุมภาพันธ์ 2552 14:53:37 น.  

 

ฝาแฝดปุ๊กปุ๋ยจ้า

 

โดย: patra_vet 9 กุมภาพันธ์ 2552 19:17:55 น.  

 

เข้ามาแซวนะคร้า...

 

โดย: Tauruslady (Taurus_may ) 10 กุมภาพันธ์ 2552 9:41:21 น.  

 

คุงเพ่ขา คุงน้องมีปัญหาหัวใจจะปรึกษาอ่ะ
(หัวใจพิการ เหะๆๆๆๆๆ)

 

โดย: patra_vet 11 กุมภาพันธ์ 2552 1:25:05 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

สวัสดีค่ะ

 

โดย: Opey 11 กุมภาพันธ์ 2552 8:57:06 น.  

 

อ่ะแฮ่ม!
งานยุ่งมะ พักผ่อนเยอะๆนะ

 

โดย: kai (aitai ) 12 กุมภาพันธ์ 2552 11:05:30 น.  

 


 

โดย: Opey 14 กุมภาพันธ์ 2552 6:16:55 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

 

โดย: kai (aitai ) 14 กุมภาพันธ์ 2552 9:30:56 น.  

 

สุขสันติ์วันวาเลนไทน์ครับ

 

โดย: คนควน 14 กุมภาพันธ์ 2552 14:26:17 น.  

 

เป็นเรื่องของคุณธีรวุฒิ หรือคุณสำ.. ครับ

ถามเฉยๆนะครับ

เวียตนามยังไม่เคยไป หากใครที่รู้จักกัน จะจัดไป ผมจะไปแปะมือร่วมไปด้วยคน

เข้ามาขอบคุณครูเอกครับที่กรุณาไปอวยชัยวันเกิดผม



ขอวอนให้พร หวนกลับคืนเป็นความสุข ความก้าวหน้า และสุขภาพที่ดี แด่ครูเอกเป็น 5 เท่านะครับ

Happy Valentine Day ครับ

 

โดย: yyswim 15 กุมภาพันธ์ 2552 15:50:22 น.  

 

เยี่ยมจริง สุดยอดไปเลยคับ

 

โดย: MAX IP: 110.77.238.21 14 มีนาคม 2555 11:12:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ครูเอก
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 105 คน [?]




เนื้อหาบทความ ภาพประกอบ ไฟล์ตัวอย่าง ทั้งหมดใน blog นี้ "สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พุทธศักราช ๒๕๓๗" อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้ โดยต้องระบุแหล่งที่มาของเนื้อหาให้ชัดเจน เพื่อแสดงถึงการรับรู้ในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ไม่อนุญาตในการนำไปใช้เพื่อการแสวงหาผลกำไรทางธุรกิจ โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร

ส่งข้อความหลังไมค์ถึงครูเอก
MSN : ysamroeng@hotmail.com
ชมรมนักเรียนสาธิตเสริมสมอง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
กิตติกรรมประกาศ

ผมใช้คอมพิวเตอร์ครั้งแรก โดยมีหนังสือชื่อ "เรียน DBASE III PLUS ด้วยตนเอง" ของ พ.ต.ประพัฒน์ อุทโยภาศ เป็นเสมือนอาจารย์ และมี บร.โรเบิร์ต ปาแนสโต (ซดบ.) เป็นผู้ให้โอกาส และ้คำแนะนำ ถือเป็นก้าวแรก ที่้ผมจับคอมพิวเตอร์ และสนใจเรียนรู้ มาตั้งแต่วันนั้น นอกจากเรื่อง "การเขียนโปรแกรมด้วย Clipper" แล้ว ผมไม่เคย ไปเรียนคอมพิวเตอร์ จากสถาบันใด อาศัยที่เป็น คนชอบอ่านหนังสือ และซื้อหนังสือเยอะมาก บวกกับลงทุน ซื้อเครื่องไว้ใช้งานเอง (เครื่องแรก Intel 386DX-40) จึงได้ฝึกฝน เรียนรู้ ต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้
มีของมาขาย

1. หนังสือ "Excel for HR"


การใช้ไมโครซอฟต์เอ็กเซล ในงาน HR แบบมืออาชีพ พิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นหนังสือที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ จากงานจริงๆ มาเป็นวัตถุดิบ เป็นหนังสือคอมพิวเตอร์เล่มแรก ที่เขียนขึ้นมาเพื่อ นักบริการทรัพยากรมนุษย์ (HR) โดยเฉพาะ เป็นตัวอย่างของการใช้โปรแกรม MS Excel ในงานประจำวันของ HR หาซื้อได้ที่ ร้านซีเอ็ดบุ๊ค ทุกสาขา, HR Center, ศูนย์หนังสือ สสท., ศูนย์หนังสือจุฬา, Thailand Book Tower, B2S เป็นต้น
หรือสั่งซื้อโดยตรงได้ที่ 02-347-1066, 081-423-9828
ราคาเล่มละ 200 บาท จัดส่งฟรี

2. CD รวมไฟล์ตัวอย่าง Excel จากงานจริง


มีไฟล์ตัวอย่างมากที่สุด สามารถนำไปใช้งานได้ทันที หรือใช้ศึกษาเทคนิคการเขียนสูตร Excel อัพเดตใหม่ทุกสัปดาห์
ของแท้ไม่มีวางจำหน่ายที่ไหน
สนใจสั่งซื้อโดยตรงที่ 02-347-1066, 081-423-9828
ราคาแผ่นละ 200 บาท ค่าจัดส่งฟรี

หมายเหตุ : ปัจจุบันมีจำหน่ายทั้งสิ้น 3 ชุด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://sites.google.com/site/excel4hr/product
กิจกรรมของพวกเราที่ผ่านมา

โครงการห้องสมุดเพื่อน้อง รร.บ้านซับงูเหลือม จ.ลพบุรี

โครงการห้องสมุดเพื่อคนพิการ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ ปากเกร็ด
รูปภาพหรือข้อความแสดงความเห็น เกิดจากการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระ ของบุคคลทั่วไป และถูกส่งขึ้นแสดงในหน้า blog โดยอัตโนมัติ เจ้าของ blog มิได้มีส่วนรู้เห็น หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบ ต่อทุกความคิดเห็นใดๆ
Friends' blogs
[Add ครูเอก's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.