หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2556
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
2 ธันวาคม 2556
 
All Blogs
 
จ้อนกับแดง : ก.ศยามานนท์

เรื่อง : จ้อนกับแดง
ผู้เขียน : ก. ศยามานนท์
ปีที่พิมพ์ : 2548 กระดาษปอนด์
สำนักพิมพ์ : เพื่อนดี
เล่มเดียวจบ
ราคา : 320 บาท



     ถ้าใครเคยอ่าน นวนิยาย “รอยอาลัย” ของ โรสลาเรน แล้วชอบนายตั้ม ตัวละครช่างพูดช่างคุยมาก่อน การอ่าน “จ้อนกับแดง”ในนิยายเรื่องนี้ ก็ให้ความรู้สึกรื่นรมย์ และอิ่มเอมได้ไม่แตกต่างกันเลยครับ

        จ้อนกับแดง เป็นนิยายเยาวชนเลื่องชื่อในอดีต ของ ก.ศยามานนท์ หรือคุณกาญจนา ศยามานนท์ (ประวัติของท่าน อยู่ท้ายรีวิวเรื่องนี้) นิยายเรื่องหนึ่งที่เคยรีวิวไปแล้ว คือกำไลประดับเพชร ซึ่งเป็นแนวโรแมนติค พาฝัน แต่สำหรับเรื่องนี้ จะให้ความรู้สึกประทับใจในมิตรภาพของเพื่อนวัยเยาว์และตัวละครในครอบครัวของจ้อนกับแดงได้เป็นอย่างดี นิยายเรื่องนี้เคยถูกนำไปสร้างเป็นละครหลายครั้ง ครั้งล่าสุด? น่าจะเป็นเด็กชายพีท ทองเจือ ในขณะนั้นรับบทจ้อน พร้อมกับเพลงประกอบละครทีวีที่ผมยังจำได้ว่า
      จ้อนกับแดง เป็นเด็กแข็งแรง... เฉลียวฉลาด

      จ้อนกับแดงเป็นเด็กชายพี่น้องสองคน อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นในช่วงปี พ.ศ. 2500 จ้อนพี่คนโตเป็นเด็กช่างสงสัย กล้าหาญจนอาจจะเรียกได้ว่าบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย และรักความถูกต้องยุติธรรม ในขณะที่แดงคนน้องจะสุขุมช่างคิดและเห็นอกเห็นใจคนอื่น

       ตัวละครในเรื่องนอกจากนี้ ยังมีเด็กหญิงน้อยโหน่ง เด็กที่พ่อแม่นำมาฝากไว้ และเป็นเสมือนน้องคนเล็กของบ้าน รวมถึงมะลิ สาวใช้ที่คอยดูแลเลี้ยงดูสมาชิกในบ้านด้วยความรักความผูกพัน และโจ จิม เจฟ สุนัขทั้งสามตัวที่เพื่อนเล่นยามเหงาของเด็กๆ

    เหตุการณ์ในเรื่องเหล่านี้ เป็นเหตุการณ์สั้นๆจบในตอน ประมาณยี่สิบกว่าตอน ถูกร้อยเรียงผ่านตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตของเด็กชาย ขอเล่าสั้นๆเพียงบางเรื่องนะครับ

  ตะเกียบเจ๊กชุน
      ตะเกียบเจ๊กชุน เป็นฉายาที่จ้อนตั้งให้กับกำจร เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งค่าที่... “เขาผอมแล้วก็สกปรกมาก เขาขี้แยด้วยฮะพ่อ บางทีถ้ามีคนแกล้งเขาบ่อยๆ เขาจะหลับตาแล้ว ชก ชก” ผมลุกขึ้นพลางเก็งหมัด ทำท่าหลังโกงโกโรโกโสแบบของกำจร

แต่แรกเป็นไปด้วยความสนุกตามประสาเด็ก ที่ใครๆต่างก็สนุกที่ได้แกล้งเด็กชายที่ไม่ยอมต่อสู้ใดๆ กำจรยิ่งเรียนแย่ลงทุกที เขาไม่แปรงฟัน ไม่ตัดเล็บ
     “ผมทราบว่ามันสกปรกครับ แต่ผมไม่มีแปรงสีฟัน!”
         นอกจากนี้ตะเกียบเจ็กชุนของจ้อนยัง ใส่เสื้อผ้าขาดๆ เก่าๆมาเรียน แถมยังไม่ปักชื่อเสียอีก อะไรๆก็นายกำจรที่ครูต้องเรียกไปเอ็ดและลงโทษหน้าชั้น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กชายที่ไม่ยอมปริปากเล่าอะไรอย่างเขาเลย จนกระทั่งแดง น้องของจ้อนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยมิตรภาพ จ้อนกับสหาย จึงได้มีโอกาสรู้จักชีวิตที่น่าสงสารของเพื่อนร่วมชั้นคนนี้มากขึ้น
          พ่อแม่ของกำจร นำลูกมาฝากไว้ให้อยู่กับอา เพื่อเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ได้รักใคร่ไยดีอะไร นอกจากแค่ค่ากับข้าวกลางวันเท่านั้น ซ้ำยังใช้ทำงานไม่ต่างกับคนใช้ในบ้านจนไม่มีเวลาอ่านหนังสือ ต่อมาก้านลูกชายของอาเป็นเด็กเกเร ขโมยเงินไปแล้วป้ายความผิดให้กำจร จนอาไม่ยอมให้เงินกินข้าวอีก และไล่ออกจากบ้าน จนกำจรต้องไปอาศัยอยู่กับเจ๊กชุน ช่วยเจ๊กชุนขายก๋วยเตี๋ยวหาเงินเรียนด้วยตัวเอง จากนั้น ทั้งจ้อนและแดงจึงกลายเป็นเพื่อนรักกับกำจร และพยายามหาทางช่วยเหลือเพื่อนให้ไม่ลำบาก

            ต่อมาเพื่อนเกเรในห้องแกล้งกำจรอีก คราวนี้จ้อนเข้าข้างช่วยกำจร จนเกิดเรื่องชกต่อยกันและถูกครูทำโทษ พ่อเลยตัดค่าขนมจ้อนเหลือแค่วันละห้าสิบสตางค์แทน
        น้องแดงเกิดป่วยเป็นไข้ อาการหนักและบอกจ้อนว่า เขาวาดรูปไว้กว่าร้อยรูป เพื่อหาเงินช่วยเหลือกำจร เพื่อนรักของเขา จ้อนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เลยนำรูปวาดฝีมือโย้เย้ของเด็กไม่กี่ขวบอย่างแดง ออกขายพร้อมแถมของเล่นของตัวเองให้กับเด็กๆในโรงเรียน เพื่อให้น้องสบายใจ แต่มีคนไปฟ้องครู ทำให้จ้อนถูกลงโทษ ประจานความผิดหน้าเสาธง และนั่นเองที่ทำให้จ้อนไม่อาจทนได้อีกต่อไป

        อะไรหนอที่ทำให้ผมบ้าพอที่จะโน้มไมโครโฟนต่ำมาอยู่ในระดับปาก ผมพูดขึ้นในท่ามกลางกลุ่มชนน้อยๆ ร่วมสองสามพันคนนั้น
        “ถ้าทกๆคนเอาอย่างผม ควรจะเรียกว่าเด็กดีไม่ใช่เห็นแก่ตัว” ผมหนมามองหน้าอาจารย์ใหญ่อย่างท้าทาย “ผมจำเป็นต้องอธิบาย”
         “ผมเอารูปเขียนของน้องมาขายจริง แต่ผมขายโดยซื่อสัตย์ ผมไม่ได้หลอกเอาสตางค์ใคร น้องแดงของผมไม่สบายมาก แกเขียนรูปจนเจ็บ แกพูดว่า แกเขียนเพื่อขายรูปให้กำจรมีเงินค่าเทอม แกอยู่ดึกๆจึงเจ็บไป หมอไม่รับรอง แกสั่งผมให้ขายรูปให้ได้ เพื่อให้กำจรที่ยากจน กำจรไม่มีบ้านอยู่ อาเขาไล่ไม่ให้อยู่บ้าน กำจรอดขนมและลำบาก เขามาอยู่กับเจ๊กชุน น้องชายผมเป็นคนดี น้องของผมเจ็บเพราะทำดี ผมจึงต้องเอารูปของแกมาขายโดยยอมเสีย... เสียของเล่นที่ผมรัก”
ผมถอนสะอื้น อะไรอย่างหนึ่งมาจุกที่คอ ผมเอามือป้ายน้ำตาซึ่งบัดนี้ชุ่มโชกหน้า และผมก็พยายามพูดต่อไป ในท่ามกลางความเงียบสงัด ในท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของคนทั้งหลาย

        โดยไม่คาดฝัน อาจารย์ได้อ้าแขนขึ้น ความกราดเกรี้ยวสูญสิ้นลง คงเหลือแต่ความเมตตาปรานี ผมโผเข้าไปสะอึกสะอื้นในอ้อมแขนของท่าน ผมร้องไห้เสียงดัง และรู้สึกตัวว่ากลับเป็นเด็กเล็กๆอีกครั้ง...


เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้นกับทุกคน นักเรียนต่างช่วยกันสมทบเงินนำไปช่วยเหลือ “ตะเกียบเจ๊กชุน” และครูก็อธิบายให้พ่อแม่ของจ้อนกับแดงเข้าใจ แดงที่ป่วยหนัก เมื่อรู้ว่าเพื่อนๆช่วยเหลือกำจร เพื่อนรักของเขา ก็เริ่มอาการดีขึ้นและในที่สุดก็หายเป็นปกติในที่สุด...

         นอกจากมิตรภาพของเพื่อนแล้ว นวนิยายเรื่องจ้อนกับแดง ยังสะท้อนปัญหาสังคมในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีผลกระทบต่อจิตใจของลูก อย่างเรื่องของขวัญจากดวงใจ ก็ให้ความรู้สึกสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย
เ          มื่อ จ้อนกับแดง ได้ไปเที่ยวเกาะสีชัง พร้อมครอบครัวของคุณอำนวยมหาเศรษฐี กับภรรยา คุณรำภา ผู้เย่อหยิ่ง ถือตัว คุณอำนวยกำลังจะจัดการงานครบรอบวันเกิดให้กับภรรยาสุดที่รักของเขาที่นั่นพอดี แต่จ้อนก็กลับพบความลับสำคัญเข้าโดยบังเอิญ เมื่อเจอหญิงชรายากจนและสกปรกผู้หนึ่ง นำขนมที่ตั้งใจทำอย่างดี เพื่อมามอบให้กับคุณรำภา เมื่อจ้อนสอบถาม จึงรู้ว่า นางคือแม่แท้ๆของคุณรำภา แต่ลูกสาวรังเกียจว่าเป็นคนจน และไม่ต้องการให้ใครรู้ที่มาของตัวเอง จึงไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย บังเอิญ หญิงชรารู้ว่า รำภาเดินทางมาที่นี่ และตรงกับวันเกิดที่นางจำได้ไม่เคยลืม จึงทำขนมรูปเรืออย่างดี เพื่อมาให้เป็นของขวัญ จ้อนซึ่งเข้าใจความรักของแม่ที่มีต่อลูกจึงอาสานำขนมนั้นมาให้ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อคุณรำภากราดเกรี้ยวเอากับเขา เพราะกลัวจะนำความลับไปเปิดเผย ด้วยความหวังดี จ้อนกับแดงจึงต้องหลอกหญิงชราว่า คุณรำภากินขนมแล้ว เพื่อให้นางสบายใจ
แต่ความลับนั้นก็เปิดเผยขึ้นจนได้ เมื่อหญิงชรารู้ความจริงภายหลัง นางเข้ามาในงานเลี้ยงราตรีนั้นด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ ที่ลูกสาวรังเกียจขนมของแม่ตัวเอง จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น และในที่สุด หญิงสาวผู้เย่อหยิ่งอย่างคุณรำภาก็ได้สำนึกในท้ายที่สุด...

         เรื่องที่สะเทือนใจผมมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่อง “เจ้าเพื่อนยาก” เล่าถึง เด็กชายเป๋อ ฉายา “มือปืนข้าวเหนียวดำ”ที่จ้อนตั้งให้ เพราะฟันหลอและเป็นสีดำปี๋
         เป๋อมีพ่อเป็นคนงานยากจน ส่วนแม่หนีตามคนอื่นไปตั้งแต่เป๋อยังเล็ก ทั้งสองชีวิตอาศัยอยู่ในกระต๊อบโกโรโกโส และบางวันก็ไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ด้วยความสงสาร พ่อแม่ของจ้อน ก็อาสาช่วยดูแลเด็กชายตัวน้อยให้ในตอนกลางวัน เป๋อติดจ้อนมาก และเป็นความผูกพันของเด็กชายจนๆที่ไม่มีสิ่งใดตอบแทนกับจ้อน ที่ทำทุกอย่างให้เป๋อด้วยความรักและมิตรภาพ จนวันหนึ่งพ่อของเป๋อป่วยหนัก และเสียชิวิตลง เด็กชายตัวน้อยจึงได้มาอยู่ในอุปการะของครอบครัวจ้อนกับแดง พ่อกับแม่ ซึ่งท่านก็ตั้งใจจะส่งเป๋อให้เรียนหนังสือ เป๋อเองผูกพันกับจ้อนมาก จนเรียกจ้อนที่แก่กว่าไม่กี่ปีว่าเป็นเหมือนพ่อ

          แต่แล้ว แม่ของเป๋อที่หายสาบสูญไปก็ปรากฏตัวขึ้น และต้องการเอาเป๋อไปเลี้ยง ไม่ใช่เพื่อเรียนหนังสือ แต่เพื่อให้เป๋อช่วยหาเงิน โดยเฉพาะการหาจับแมงดา ตามท้องไร่ท้องนามาขาย ที่เป๋อทำได้ดีมาตั้งแต่ยังเด็กตัวกะเปี๊ยก เป๋อไม่อยากไป และพ่อแม่ของจ้อนก็พยายามจ่ายเงินให้แม่ของเป๋อ แต่หญิงผู้นั้นก็เรียกร้องเงินบ่อยเข้าเรื่อยๆจนทั้งคู่ไม่อาจช่วยเหลือเป๋อได้อีก

           การจากลามาถึง จ้อนกับแดง จัดของเล่นให้เป๋อเพื่อนรัก รวมถึงหีบกระดาษใส่ของที่จ้อนตั้งใจมอบเป็นของที่ระลึก โดยแดงที่ลายมือสวย บรรจงเขียนให้เป๋อว่า


    ให้เป๋อลูกที่รักยิ่งของพ่อ
   เอาไว้เล่นเมื่อคิดถึงพ่อ
       จ้อน

         จากนั้นเป๋อก็จากไปกับแม่ และเวลาก็ผ่านไปจนความเศร้าค่อยบรรเทาลง จ้อนคิดว่าเป๋อคงมีความสุขกับแม่ของเขาแล้ว ถ้าหากว่า...
ระหว่างเดินไปโรงเรียนในวันหนึ่ง จ้อนจะไม่พบกับกลุ่มเด็กยืนจับกลุ่มกันอยู่ที่ปากซอยบริเวณทางสามแพร่ง และมีกระทงข้าวกับขนมมากองเอาไว้ เหมือนกับใช่เซ่นผี

           ที่นั่น มีกระทงข้าวขนมวางบนหีบกระดาษขาๆใบหนึ่ง และจ้อนก็พบรอยเลือดสีดำๆ เปรอะเปื้อนเป็นทางอยู่ในบริเวณนั้น

       “ไอ้นี่มันถูกรถทับตาย เมื่อเช้ามืดนี่เอง”
        “แล้วทำไมมีข้าวกับขนมเล่า?” แดงถามอย่างสนเท่ห์ “เขาเอามาเซ่นคนตายรึ?”
        “เอามาเซ่นน่ะสิ เด็กมันมาจับแมงดา เด็กตัวเปี๊ยกนิดเดียว เล็กกว่าไอ้เปียนี่อีก”
      ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อนึกขึ้นมาได้ เอาเท้าเขี่ยกระทงตกลงมาจากหีบกระดาษทันที คุณพระช่วย!

         “มันออกมาจับแมงดาทุกวัน” เสียงเด็กอธิบายฟังไกลแสนไกล “ตีสี่ตีห้าเป็นออกมาละ หนาวเท่าหนาวก็ต้องออกไม่งั้นแม่มันกระทืบแบน มันจับเก่งเสียด้วยนา เอาปาปุ๊บตะครุบปั๊บ วันนึงๆได้ตั้งหลายบาท อีทีนี้ตอนเช้ามืดนี่เอง มันง่วงนั่งหลับอยู่ตรงนี้ รถผักมันแล่นมาเร็วปรื๋อทับทีเดียวแหลกเลย!”

         ผมรู้สึกเหมือนจะเป็นลม นัยน์ตาอันลายของผมยังคงจ้องเขม็งที่อักษรตัวโป้งๆ ลายมือแดงเขียนไว้บนฝาหีบ
        “แม่มันร้องไห้ใหญ่ ชะๆเวลาอยู่ก็ใช้ให้หาเงิน พอตายแล้วจะมาร้องไห้หาหอกอะไร ทำเอาข้าวเอาขนมมาเซ่นเอาหีบบ้าอะไรก็ไม่รู้มาวางไว้ รำพันว่ามันรักหีบใบนี้ของมันนัก มันชื่อ...”

        “ให้เป๋อลูกที่รักยิ่งของพ่อ เอาไว้เล่นเมื่อคิดถึงพ่อ... จ้อน”

         เสียงน้องแดงก้มลงอ่านช้าๆ แล้วกัดริมฝีปากแน่นหันกลับ ผมออกเดินตามน้องมาเงียบๆ ได้ยินเสียงเด็กในกลุ่มนั้นพูดแว่วๆว่า
“มันชื่อเป๋อ ถูกล่ะ พ่อมันชื่อจ้อน!”
น้ำตาไหลท่วมหน้าผม ขณะที่ผมตรงไปยังบ้านคุณป้า ผมมองเห็นภาพเป๋อ เงยหน้าขึ้นจ้องผมอย่างเชื่อมั่น
        “คุณจ้อนอย่าทิ้งเป๋อนะ เป๋อกลัวแม่!”
       แต่ผมได้เสียสัญญา! เสียสัญญาโดยสิ้นเชิง! เจ้าเพื่อนยากเอ๋ย สุดที่จะสงสารแล้ว...

          สำหรับคนที่โหยหาอดีตในวัยเยาว์อย่างเรา เมื่อได้อ่านนิยายเรื่องนี้แล้ว ทำให้นึกย้อนไปถึงวันวัยที่สนุกสนาน ทั้งตื่นเต้น ผจญภัย และซาบซึ้งไปกับความรักทั้งพ่อแม่มีต่อเรา ความรักของเพื่อน ความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง เป็นหนังสือที่น่าอ่านและเชียร์ให้อ่านอย่างเต็มที่เลยทีเดียวครับ
        ปล. ผมมีฉบับปกแข็งของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น แต่เล่ม 2 เล่มเดียว (ขอบคุณรูปจากเว็บร้านหนังสืออาทิตย์ครับ) โชคดีที่ทางห้องสมุดเพิ่งซื้อฉบับพิมพ์ใหม่ของเพื่อนดีมาด้วย เลยทำให้มีโอกาสได้อ่านนิยายเรื่องนี้จนครบสมบูรณ์ครับ










ปิดท้ายด้วยรูป "จ้อนกับแดง" และหนูน้อยโหน่ง ใครเป็นใคร จำได้ไหมครับ?





          ขอเพิ่มเติมรูป หนังสือจ้อนกับแดง ฉบับเก่าปกแข็งสามเล่มจบครับ ที่ผมริวิวไปและรวมเล่มใหม่กับเพื่อนดี จะเป็นเนื้อหาในเล่มหนึ่งและสอง ส่วนเล่มสามเป็นภาคพิเศษ ตอนสั้นๆ ถ้ามีโอกาสจะนำมารีวิวนะครับผม
ขอบคุณรูปจากร้านหนังสืออาทิตย์ครับ





Create Date : 02 ธันวาคม 2556
Last Update : 5 ธันวาคม 2556 11:06:38 น. 14 comments
Counter : 2730 Pageviews.

 
ฟังชื่อเรื่องแล้วรู้เลยว่าต้องเป็นเรื่องเด็กๆ แน่ ๆ ดูท่าทางจะน่ารักไม่เบาเลยนะครับ เรื่องนี้


โดย: อุ้มสม วันที่: 2 ธันวาคม 2556 เวลา:18:33:24 น.  

 
น่าจะเคยดูละครค่ะ


โดย: ~:พุดน้ำบุศย์:~ วันที่: 2 ธันวาคม 2556 เวลา:18:38:40 น.  

 
น่าอ่านค่ะ


โดย: Aneem วันที่: 2 ธันวาคม 2556 เวลา:19:42:14 น.  

 
อ่านรีวิวแล้วรู้สึกซึ้งค่ะ เดี๋ยวต้องหามาอ่านบ้าง พิมพ์ใหม่แล้วคงหาไม่ยาก


โดย: polyj วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:7:20:49 น.  

 
เรื่องราววีรกรรมของเด็กน่ารักดีครับ


โดย: Nat_NM วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:8:01:14 น.  

 
น่าอ่านค่ะ
ส่วนละคร น่าจะไม่ทันค่ะ


โดย: Serverlus วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:9:23:25 น.  

 
ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ


โดย: Pdจิงกุเบล วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:14:51:11 น.  

 
ไม่ทันละครเหมือนกันค่ะ แต่ชอบอ่านไสตล์นี้มากๆค่ะ นึกถึงเรื่องอยู่กับก๋งเลย แม้จะคนละสไตล์กัน


โดย: Sab Zab' วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:19:57:25 น.  

 
เรื่องนี้น่าสนใจมากค่ะ นิยายเยาวชนเป็นอีกเรื่องที่ชบาหลอดชอบอ่าน อย่างเด็กหญิงนางฟ้า ส้มสีม่วง หรือความสุขของกะทิ ชอบมากทีเดียว เรื่องนี้คงเป็นอีกเรื่องที่ต้องหามาอ่านให้ได้ แต่เรื่องจ้อนกับแดงเนื้อหาน่าจะหนักกว่า 3 เรื่องที่กล่าวมานะคะ


โดย: ชบาหลอด วันที่: 3 ธันวาคม 2556 เวลา:21:12:56 น.  

 
คุณสามปอยหลวงค่ะ
ยกตัวอย่างมาแต่ละเรื่องเศร้าสะเทือนใจตูนมากเลยค่ะ
อยากจะร้องไห้


โดย: เหมือนพระจันทร์ วันที่: 5 ธันวาคม 2556 เวลา:14:43:34 น.  

 
น่ารักจังครับอาจารย์ เดี๋ยวขุดกรุมาอ่านดีก่า 55


โดย: อิส IP: 110.77.236.211 วันที่: 6 ธันวาคม 2556 เวลา:12:53:00 น.  

 
น้องอุ้มสม : เป็นเรื่องที่อ่านได้อย่างเพลิดเพลินและประทับใจเลยครับ

คุณพุด : ผมคุ้นว่าเคยดูตอนเด็กๆ แต่จำรายละเอียดไม่ได้เลยครับนอกจากท่อนฮุคของเพลงนี้

คุณ Aneem : รับประกันความสนุกและประทับใจครับ

คุณ polyj : โชคดีที่เพื่อนดีนำมาพิมพ์ใหม่ครับ เลยได้อานิสงส์อ่านจนจบเรื่องไปด้วย ของผมเองมีแต่เล่มสอง กับภาคพิเศษ เล่มแรกหาไม่ได้เลยครับ

คุณ Nat_NM : อ่านแล้วนึกถึงวีรกรรมตัวเองตอนเด็กๆเหมือนกันครับ

คุณ Serverlus : ถ้าชอบแนว "รอยอาลัย"ของโรสลาเรนแนะนำเลยครับ

คุณ Pdจิงกุเบล : ขอบคุณที่แวะเวียนมาทักทายกันครับ

คุณSab Zab' : เรื่องอยู่กับก๋งก็สนุกครับ ถ้ามีโอกาส ตั้งใจว่าจะนำงานของ หยก บูรพา มารีวิว สักเรื่องครับ

คุณชบาหลอด : เป็นงานวรรณกรรมเยาวชน ของเด็กในยุคก่อน ที่อ่านสนุกครับ ความสุขของกะทิ ผมก็มีโอกาสได้อ่านเหมือนกัน คิดว่าคุณชบาหลอดน่าจะชอบเรื่องนี้ด้วย

คุณตูน : บังเอิญเรื่องที่ยกตัวอย่างมา ค่อนข้างสะเทือนใจครับ แต่มีอีกหลายเรื่องเลยครับที่จบแบบอมยิ้มก็มี หัวเราะด้วยความน่ารักน่าชังของตัวละคร หรือตื่นเต้นและลุ้นไปกับการผจญภัยแบบเด็กๆของจ้อนกับแดงและหนูน้อยโหน่งก็มีครับ

คุณอิส : รออ่านรีวิวด้วยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 6 ธันวาคม 2556 เวลา:13:36:17 น.  

 
ผมชอบนิยายชุดนี้มากครับ
บางตอนซึ้ง บางตอนเฮฮา
บางตอนเศร้าอย่างคาดไม่ถึง

ชอบตอนจ้อนนัดท้าประลอง
กับพ่อของเด็กที่ถูกแม่เลี้ยงรังแก
จ้อนเป็นลูกผู้ชายตัวจริงมากๆ

แดงในเรื่องก็น่ารักมากๆครับ


โดย: Jay IP: 223.206.49.5 วันที่: 19 ธันวาคม 2558 เวลา:12:17:11 น.  

 
สวัสดีครับคุณ Jay นิยายเรื่องนี้ เป็นอีกเรื่องที่ประทับใจ จนทำให้พยายามติดตามหางานของคุณ ก.ศยามานนท์มาอ่าน หลายเรื่องเลยครับ อีกเรื่องที่ชอบมากคือ ต้อยตีวิด ครับ ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้แล้วเช่นกันครับ ผมสังเกตว่างานเขียนของท่านมีเอกลักษณ์ สำนวนภาษา ที่ชัดเจน แตกต่างจากนักเขียนท่านอื่น รวมถึงกลิ่นอาย บางอย่าง ในเนื้อเรื่องด้วยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 20 ธันวาคม 2558 เวลา:16:42:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 64 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.