หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
22 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 
หลวงพ่อทองวัดโบสถ์ : ทวี วรคุณ

เรื่อง : หลวงพ่อทองวัดโบสถ์
ผู้เขียน : ทวี วรคุณ
ปีที่พิมพ์ : 2514
สำนักพิมพ์ : บรรณาคาร
เล่มเดียวจบ



    หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลยูเนสโก ประเภทหนังสือดี น่าอ่าน ประจำปี พ.ศ. 2510 ในการประกวดหนังสือดีสำหรับเยาวชนแห่งประเทศไทย แต่สำหรับผมแล้ว มีความรู้สึกว่าธรรมนิยายเรื่องนี้ เหมาะสมกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย อ่านด้วยความรื่นรมย์บันเทิงใจ หรือเสพย์กำซาบกับธรรมะที่ “ง่ายงาม”อย่างที่ผู้เขียนได้แทรกไว้กับคติคำสอน ในเนื้อเรื่องได้อย่างกลมกลืน

วัดโบสถ์ ที่หลวงพ่อทองเป็นเจ้าอาวาสนั้นอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ฝั่งขวา ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือเรียกว่า “แปดริ้ว” แต่ว่าจะเป็นตอนใด อำเภอใดนั้น ยังไม่ต้องการระบุให้ชัดแจ้งไว้ ณ ที่นี้ ประมาณว่า เป็นระยะระหว่าง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา กับ อำเภอบางคล้าติดต่อกันก็แล้วกัน


        หลวงพ่อทองวัดโบสถ์ ไม่ใช่นิยายพีเรียดในยุคพุทธกาล อย่าง เชิงผาหิมพานต์ กองทัพธรรม แต่เป็น เรื่องสั้นๆ จำนวนหลายสิบเรื่อง ร้อยเรียงผ่าน หลวงพ่อทอง แห่งวัดโบสถ์ในเขตรอยต่อจังหวัดฉะเชิงเทราในยุคนั้น ซึ่งท่านเป็นศูนย์กลางของเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา เป็นนิยายที่เล่าเรื่องราวของชีวิตชาวบ้านธรรมดาๆในยุคก่อน โดยมีข้อคิดคติธรรม ปรากฏอยู่ที่หัวเรื่องในแต่ละตอน ใครที่เคยอ่าน กฎแห่งกรรม ของ ท.เลียงพิบูลย์ หรือ “แม่พริ้งผู้ใจบุญ”ของผู้เขียนคนเดียวกัน น่าจะชอบในสไตล์เรื่องแบบนี้ ดังเช่น อาจารย์รัญจวน อินทรกำแหงเองได้ให้ข้อคิดเห็นประกอบในคำนำของหนังสือเรื่องนี้ว่า...

















         หลวงพ่อทอง มีชาติภูมิเดิมอยู่หลังวัดโบสถ์ ท่านเกิดในสกุลที่มีฐานะปานกลาง ท่านเป็นลูกคนสุดท้อง พอท่านเกิดได้ไม่กี่ปี พ่อก็ถึงแก่กรรม ย่าจึงรับท่านไปเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็กๆ และพยายามพูดกับท่านเนืองๆ ว่า “โตขึ้นต้องบวชให้ย่า”

           ปกติย่าชอบทำบุญจึงอบรมนิสัยท่านให้คล้อยตาม จนเด็กทองสวดมนต์ไหว้พระได้ตั้งแต่ยังเยาว์อยู่ จนเมื่อท่านอายุได้ 13 ปี ย่าถึงแก่กรรม และต่อมาจึงบวชเป็นสามเณรหน้าไฟ แต่เมื่อบวชแล้วก็เลยไม่ยอมสึก จนกระทั่งอุปสมบทเป็นพระ และเมื่อเวลาผ่านไป ท่านจึงเป็น หลวงพ่อทอง วัดโบสถ์ในที่สุด

      เรื่องราวของตัวละคร ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาถูกเล่าเป็นตอนสั้นๆ ที่จะขอยกตัวอย่างมาสักเล็กน้อยนะครับ

เรื่องของนายแดง

       “ไม่มีไฟอะไรอื่นที่สามารถลนเผาจิตสัตว์ ให้ต้องเร่าร้อนตลอดกาลเท่ากับไฟคือกิเลสได้”

          เรื่องราวเริ่มขึ้นในงานเผาศพนายแดงที่วัดโบสถ์ หากแทนที่จะมีผู้คนร้องไห้เสียใจต่อการตาย ปรากฏว่าทุกคนต่างสาปแช่งเมื่อรู้ข่าวมรณกรรมนั้นแทน ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น ทวี วรคุณ พาผู้อ่านย้อนกลับไปสู่ชีวิต นายแดง ที่เป็นคนเมืองพนัสนิคม ย้ายมาอยู่กับนางจี่ ซึ่ง นางจี่เมีสามีชื่อทิดผึ่งอยู่ก่อนแล้วและมีลูกสาวสองคน พอนายแดงมาอยู่ที่แถววัดโบสถ์ ก็มาอาศัยทำสวนเป็นลูกจ้างนางจี่กับสามี แล้วใช้เสน่ห์เล่ห์กล รวบรัดนางจี่ที่ถูกใจนายแดงเป็นทุน รวมกันสวมเขาให้สามีตัวเอง ต่อมาทิดผึ่งตายอย่างเป็นปริศนา ชาวบ้านร่ำลือว่าสองคนโฉดนี้ช่วยกันวางยาเบื่อ แต่ก็ไม่มีใครรู้เห็นชัดเจน นางจี่ก็เลยมาอยู่กินกับสามีใหม่คือนายแดงอย่างออกหน้าออกตาในที่สุด

           ต่อมานางจี่ตั้งท้องมีลูกสาวกับนายแดงชื่อสาลี่ จึงจ้างเด็กสาวหน้าตาขี้ริ้วชื่อไปล่มาช่วยทำงาน แต่ถูกนายแดงที่มักมากในตัณหาราคะ ข่มขืนจนท้อง นางจี่จึงไล่นางไปล่ออกไป หลังจากนั้นไม่นานเมื่อลูกสาวทั้งสองที่ติดมา เริ่มโตเป็นสาว ก็เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นอีก นางผ่องลูกสาวคนโต ผูกคอตายไม่นานหลังจากนั้น และทุกคนก็พบว่านางผ่องท้องอ่อนๆ แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าลูกสาวนางจี่ ท้องกับใคร หลังจากนั้น นางแผ้วลูกสาวคนที่สอง ก็ทนความมักมากของนายแดงไม่ได้ ต้องหนีเตลิดเปิดเปิงออกจากบ้าน

       เวลาผ่านไป สาลี่โตเป็นสาวสะพรั่ง เป็นที่ห่วงหวงของพ่อและแม่ จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของชายหนุ่มในละแวกนั้น วันหนึ่งในงานก่อพระทรายที่วัด มีชายหนุ่มรูปงามชื่อบุญ มาพบสาลี่และติดพัน สาลี่เองก็ชอบบุญอยู่ไม่น้อย ทั้งสองลักลอบพบปะกันบ่อยครั้งโดยที่นายแดงไม่รู้ จนเมื่อความรักสุกงอม บุญก็ชวนสาลี่ให้หนีไปที่บ้านตัวเอง และในวันนั้นเองที่เรื่องทั้งหมดล่วงรู้ไปถึงหูนายแดงที่หวงลูกสาวยิ่งนัก

  ด้วยไฟแห่งความโกรธที่เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ที่ถูกเด็กหนุ่มมาหยามน้ำหน้า นายแดงฉวยอาวุธ และพยายามสะกดตามรอยสาลี่ไปจนถึงบ้านนายบุญ และด้วยอารมณ์โทสะเป็นเจ้าเรือนเมื่อเห็นมีชายหนุ่มกำลังพลอดรักกับสาลี่ลูกสาวตัวเอง นายแดง จึงตัดสินใจยิงเด็กหนุ่มคนนั้นจนขาดใจตายคาที่ ที่หน้าบ้านนายมิ่งนั้นเอง

          หญิงคนหนึ่ง รูปร่างต่ำเตี้ย เดินออกมาจากบ้านนายมิ่ง เมื่อเห็นนายมิ่งตาย นางก็ร้องกอดศพคร่ำครวญแทบขาดใจตาย และส่งเสียงเรียกลูกตลอดเวลา ทำให้นายแดงและสาลี่รู้ว่านางเป็นแม่ของผู้ตาย หญิงผู้นั้นหลังจากร่ำไห้แล้วก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นหน้านายแดงเต็มตา ก็เค้นหัวเราะออกมาคล้ายคนบ้า แล้วพูดดังสนั่นว่า

         “ชะ ชะ อ้ายแดงน่ะเอง กูคิดว่าใคร สะใจกูแท้ อ้ายแดงเอ๋ย เพราะลูกกู ก็ตายเพราะน้ำมือของมึง ซึ่งเป็นพ่อของมันเอง กูหายเสียใจแล้ว พี่น้องทั้งหลายโหวย ไม่ใช่ใครหรอกที่มาฆ่าลูกกู ที่แท้ก็พ่อของมันเอง ตามมาฆ่าลูกของมัน”

        แน่นอน หญิงชรานางนั้น ก็คือนางไปล่ ที่เคยถูกนายแดงข่มขืนจนตั้งท้องมานั่นเอง นายแดงต้องโทษติดคุกหลายปี จนพ้นโทษออกมาแล้ว

        แต่โทษทางใจที่เป็นมโนธรรมนั้นเล่า มันหาได้ผ่อนคลายลงไปได้ไม่!

        ภาพเหตุการณ์ต่างๆในอดีตที่เคยก่อกรรมทำเข็ญกับผู้หญิงคนอื่นๆรุมเร้าและหลอกหลอนจนทำให้ นายแดงกินนอนไม่ได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจผูกคอตายยังต้นขนุน ต้นเดียวกับที่นางผ่อง ลูกเลี้ยงเคยผูกคอตายหนีความอายมาแล้วนั่นเอง


        และความตายของนายแดงในวันนี้ จึงมิใช่เรื่องอันน่าโศกเศร้าเวทนาหรืออาลัยรักต่อผู้จากไปไม่ นอกจากเสียงสาปแช่งก่นด่าของผู้คนที่เห็นชีวิตอันชั่วช้าของนายแดงมาโดยตลอด

         ณ เชิงตะกอน เผาศพนายแดง หลวงพ่อทอง ได้แต่นึกปลงอนิจจัง ต่อชีวิตชีวิตหนึ่งที่ดับสูญลงไปแล้ว พร้อมเสียงสาปแช่งของชาวบ้าน
        ท่านกำลังนึกในใจว่า...


         ราคะ โทสะ โมหะ ไฟภายนอกสามกองที่ร้ายกาจ ซึ่งเผาคนให้ไหม้ ร้อนทุรนทุราย ตลอดเวลา ใครหนอที่จะรู้สึกตัวได้บ้าง?
ไฟราคะแท้ๆ เผาลนจิตใจนายแดง จนทำลายผู้หญิงอย่างเหี้ยมโหดคล้ายกับเดรัจฉาน ซึ่งมุ่งใช้กำลังรังแกสัตว์ชนิดเดียวกัน เพราะหื่นกระหายในรสกาม ไฟโทสะอีก ที่เผาใจให้นายแดงโหดร้าย ไร้คามเมตตา ถึงกับฆ่าลูกของตัวเอง ผู้ถูกโทสะครอบงำ ย่อมมีใจร้อนรนและดุดันเยี่ยงสัตว์อีกเช่นกัน

          ไฟโมหะ แม้จะรู้สึกว่าไม่ร้อนแรงอะไรนัก แต่เผาใจให้คนลุ่มหลงเห็นผิดง่ายดาย ทั้งคล้ายเป็นเชื้อต่อไส้ให้ไฟราคะ ไฟโทสะ ลุกลามได้ง่าย ดับไม่ลง

      ปัจจุบัน ธรรมนิยายเรื่องนี้มีตีพิมพ์ใหม่หลายหน กับหลายสำนักพิมพ์ และผมคิดว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านอีกเล่มหนึ่งเลยครับ






Create Date : 22 ตุลาคม 2556
Last Update : 22 ตุลาคม 2556 19:09:02 น. 11 comments
Counter : 2236 Pageviews.

 
เดี๋ยวนี้ไม่มีพล็อตนิยายแบบนี้อีกแล้วนะคะนี่


โดย: เหมือนพระจันทร์ วันที่: 22 ตุลาคม 2556 เวลา:20:08:02 น.  

 
ไม่เคยเห็นเล่มนี้เลยค่ะ เพิ่งเห็นครั้งแรกจากการรีวิวของอาจารย์นี่ล่ะค่ะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 22 ตุลาคม 2556 เวลา:23:10:31 น.  

 
เรื่องของพระม่วงและตาหร่ำก็น่าอ่านนะคะเนี่ย


โดย: Sab Zab' วันที่: 22 ตุลาคม 2556 เวลา:23:40:41 น.  

 
ว๊าว หนังสือเก่า ๆ เจ๋ง ๆ ต้อง Blog คุณสามปอยหลวงนี่เลย
ขอบคุณที่นำมาให้ชม และรีวิวให้อ่านนะคะ


โดย: Serverlus วันที่: 23 ตุลาคม 2556 เวลา:0:01:54 น.  

 
ขอบคุณสำหรับรีวิวค่า ^^



โดย: lovereason วันที่: 23 ตุลาคม 2556 เวลา:0:36:49 น.  

 
เรื่องนี้น่าจะเคยอ่านเมื่อนานมาแล้วค่ะ
นาน ๆ ครั้งจะได้อ่านหนังสือที่เจ้าของบ้านนำมารีวิว


โดย: ~:พุดน้ำบุศย์:~ วันที่: 23 ตุลาคม 2556 เวลา:8:28:05 น.  

 
น่าอ่านมากเลยค่ะ จดชื่อไว้ก่อนตามเคยค่ะ


โดย: pichayaratana วันที่: 23 ตุลาคม 2556 เวลา:10:51:08 น.  

 
มาอ่านรีวิวครับ


โดย: Nat_NM วันที่: 24 ตุลาคม 2556 เวลา:7:41:09 น.  

 
คุณ Nat_NM : ขอบคุณมากครับ

คุณพิช : น่าจะหาอ่านได้ไม่ยากครับ เรื่องนี้มีพิมพ์ใหม่หลายครั้งเลยครับ

คุณพุด : เรื่องนี้พิมพ์หลายครั้งเลยครับ คิดว่าน่าจะเคยผ่านตาคุณพุดบ้างจริงๆ

คุณนุ่น : เช่นกันครับ

คุณ Serverlus : ขอบคุณมากครับ เป็นเจตนาที่จะพยายามนำเรื่องที่น่าสนใจของนักเขียนรุ่นครูมารีวิวเรื่อยๆครับ

คุณหวานเย็นฯ : เรื่องนี้เคยเห็นในซีเอ็ดเหมือนกันครับแต่น่าเสียดายที่ไปหลบมุมอยู่ในซอกของชั้นหนังสือธรรมะที่จัดไว้มุมลึกสุดจนแทบมองไม่เห็นเลยครับ ทั้งที่ความจริงเป็นนิยายที่มีคุณค่ามากๆเล่มหนึ่งเลยครับ

คุณSab Zab' : สองเรื่องนั้นก็สนุกไม่แพ้กันเลยครับ

คุณตูน : แนวนี้ปัจจุบันไม่ค่อยมีคนเขียนเท่าไรเลยครับ อาจเพราะไม่ค่อยตรงกับความต้องการของตลาดสมัยนี้ และชีวิตชนบทแบบนี้ก็แทบไม่มีให้เห็นอีกแล้ว


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 25 ตุลาคม 2556 เวลา:11:09:19 น.  

 
อยากทราบ สถานที่ จริง อยู่ตรงไหนคะ ขอบคุณมากค่ะ


โดย: Varunrat IP: 223.24.123.187 วันที่: 4 ตุลาคม 2559 เวลา:16:38:28 น.  

 
เรื่องราวที่เขียน น่าจะเป็นจินตนาการของผู้เขียน โดยอาศัยภูมิประเทศเป็นฉากหลังครับ
อย่างตำบลสาวชะโงก หรือบางคล้า แต่วัดโบสถ์จริงๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เผื่อมีท่านผู้รู้มาช่วยเพิ่มเติมข้อมูลนะครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 5 ตุลาคม 2559 เวลา:10:14:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 65 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.