หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2558
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
31 สิงหาคม 2558
 
All Blogs
 
รอยจารึก : ก.สุรางคนางค์

เรื่อง : รอยจารึก
ผู้ประพันธ์ : ก. สุรางคนางค์
สำนักพิมพ์ : รวมสาส์น
ปีที่พิมพ์ : 2512
เล่มเดียวจบ



      เรื่องราวของ รอยจารึก เริ่มต้นด้วยบทสนทนา ของนางเสวีพัลลภ หญิงม่ายวัยกลางคน ซึ่งมีบุตรชายและบุตรสาวในวัยหนุ่มสาวสองคนด้วยความวิตกกังวล โดยเฉพาะกับ วัลลภ เสวีพัลลภ บุตรชายคนโต ซึ่งกำลังมีท่าทีติดพันกับหญิงม่ายที่นางรังเกียจในประวัติชีวิต ทั้งที่ยังไม่มีโอกาสได้พบเห็นหน้าค่าตาของเจ้าหล่อนเลยแม้แต่น้อย
     สายสวาท วรพจน์!

       หญิงสาวผู้ที่ทุกคนมีความเห็นว่าหล่อนมีประวัติด่างพร้อย เพียงเพราะเหตุที่มีชีวิตสมรสอันล้มเหลวมาแล้วกับชายต่างชาติ ในสมัยที่เรียนต่อสหรัฐอเมริกา... นางเสวีพัลลภ เคยติดต่อ ราศรี หญิงสาวบุตรนายว่องกิ้ด หลิมวัฒนา หรือชื่อใหม่ว่า วรกิจ ลิมปิวัฒน์ พ่อค้าที่ตั้งตัวขึ้นมาเป็นเศรษฐีในภายหลัง และภรรยาของเขาก็รู้จักกับเธอมาก่อน แต่ว่า วัลลภเองไม่ได้รักราศรีอย่างชายหนุ่มรักหญิงสาว เพราะเขาเคยเห็นนิสัยเย่อหยิ่ง ดูถูกคนจนของครอบครัวเจ้าหล่อนมาก่อน ในสมัยที่เขาครอบครัวของเขาเคยตกต่ำในครั้งหนึ่ง จนเขาเรียนจบและได้เข้าทำงานในกรมประชาสัมพันธ์ ทำให้ครอบครัวของราศรี เข้ามาตีสนิทอีกครั้ง

        วัลลภ รู้จักกับติ่งหรือสุนัย ซึ่งทำงานเป็นสมุห์บัญชีในบริษัทแห่งหนึ่ง เพราะถูกอัธยาศัย และเมื่อได้รู้จักกับพี่สาวของสุนัย ก็ทำให้เขาประทับใจในตัวหญิงสาวมากขึ้น คำครหาจากคนภายนอก หาได้ทำให้วัลลภหวั่นไหวไปกับเสียงนินทาเหล่านั้น แม้แต่น้อย เพราะเขาได้ประจักษ์ในนิสัยอันแท้จริงของเธอ ที่กลับมาดูแลพระนิตินาทวรพจน์ ซึ่งบัดนี้ ก็แก่ชราและล้มป่วยลงด้วยโรคหัวใจ กิริยามารยาทของสายสวาท ทำให้วัลลภ รู้ว่าเขาเริ่มตกหลุมรักแม่ม่ายสาวผู้นี้เสียแล้วโดยไม่อาจถอนตัว ถอนใจ... และ สายสวาท เอง เมื่อได้มีโอกาสรู้จักกับชายหนุ่มผู้สุภาพอ่อนโยน ก็ทำให้ความรักที่เคยหมดสิ้นไปตั้งแต่เธอหย่าร้างกับ ยอห์น บอเดอริก หวนกลับคืนมาอีกครั้ง แต่หญิงสาวก็พยายามหักห้ามใจ เมื่อรู้ว่าสังคมภายนอก กำลังตีราคาคุณค่า “แม่ม่ายผัวร้าง” อย่างเธอเอาไว้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นเสมือนรอยจารึกอันมิอาจเลือนลบ

    โดยเฉพาะมารดาของเขา...

       ราศรีเองก็ติดพันวัลลภด้วยความหึงหวง จนถึงกับใช้แสงโสมเพื่อนบ้านของพระนิตินาทวรพจน์ คอยติดตามสืบข่าวว่าวัลลภ แวะมาที่บ้านคุณพระบ่อยครั้งแค่ไหน และรบเร้าให้มารดา ไปพูดคุยเจรจากับมารดาของชายหนุ่ม เพื่อทวงสัญญาหมั้นหมาย ที่ผู้ใหญ่ทั้งคู่เคยพูดคุยกันมาในอดีต จนนางเสวีพัลลภ ต้องเอ่ยปากหมั้นหมายและยกแหวนเพชรที่เตรียมไว้ให้ว่าที่ลูกสะใภ้ หมั้นหมายเธอไว้ก่อน โดยที่วัลลภเพิ่งมาล่วงรู้ในภายหลัง แต่ชายหนุ่มผู้มีจิตใจมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในความรักอย่างเขา ก็ไม่ยอมให้ผู้ใหญ่มาคลุมถุงชน เขาตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินรักของตัวเอง โดยเอ่ยปากปฏิเสธการหมั้นหมายครั้งนี้อย่างไม่ไยดี

      “คุณไม่เกรงจะเป็นการขัดขืนใจ ท่านผู้ใหญ่ไปหรือ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ดวงตาที่เคยแจ่มใสเมื่อชั่วครู่กับเปลี่ยนเป็นระทมทุกข์  เขาพูดว่า
      “ท่านเป็นแม่ของเรา เราก็คงเคารพนับถือท่านอยู่เช่นเดิม แต่เรื่องนี้ผมก็ได้พยายามอธิบายให้ท่านฟังว่า เราไม่ใช่เด็กแล้ว อายุเข้ามาถึงป่านนี้ เรื่องบังคับจับแต่งงานไม่ควรคิด สมัยนี้มันคนละสมัยกับสมัยคุณปู่คุณชวด แต่งงานกันโดยไม่ต้องรักกันก่อน บางทีผู้หญิงผู้ชายไม่เคยเห็นหน้ากันเลย มาเห็นกันก็เมื่อถึงเวลารดน้ำ ปะเหมาะเคราะห์ดี เจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างพอใจกันก็เลยตามเลย ถ้าไม่รักกันก็พบหน้ากันแต่วันรดน้ำเท่านั้นเอง ไม่ฆ่าตัวตายก็หนีไป เดี๋ยวนี้เสียอีกที่เราเห็นว่า เราอาจจะรักกันได้โดยไม่นึกถึงการแต่งงาน เพราะว่าถ้าเรารักกันเข้าใจกันดีแล้ว แต่หรือไม่แต่งไม่ใช่ของสำคัญ สำคัญอยู่ที่ใจ คือจะต้องประสานกันอยู่ที่จุดเดียว คือความสำเร็จ บ้าน และชีวิตสมรส”

     สุนัยรีบค้านขึ้นว่า
      “ยังมีอีกชนิดหนึ่งนะ คุณที่เขารักกับอีกคนหนึ่ง แต่มิได้แต่งกับคนที่ตัวรัก กลับไปแต่งงานกับอีกคนหนึ่งเสีย เช่นนี้เขาเรียกว่า ความรักกับการแต่งงานย่อมไม่เกี่ยวข้องกัน”
วัลลภก้มศีรษะรับ “ก็มีบ้าง แต่ผมเห็นว่าผู้หญิงคนที่แม่หมั้นให้ ไม่เหมาะทั้งที่จะแต่งงาน ที่จะรัก...”

   ส่วนสุนัยก็ประสบปัญหารักของตนไม่แพ้กัน ในเมื่อจิตราหรือคุณปุ๊ หญิงสาวที่เขาพึงใจนั้น บิดามารดาของเธอไม่ชอบเขา ด้วยเห็นว่าฐานะหลังออกจากราชการของคุณพระนิตินาทวรพจน์ เริ่มลดถอยลง ไม่สมศักดิ์ศรีของบุตรสาวของเขา และท่านได้เรียกชายหนุ่มมาพูดคุย เป็นเชิงปฏิเสธให้เขารับรู้ ก่อนที่จะพาจิตรา ไปทำความรู้จักกับคนที่คิดว่าเหมาะสมกว่า

        จิตราเองก็คล้อยตามความเห็นของท่านเพราะกลัวว่าชีวิตในอนาคตจะลำบาก ในที่สุดหญิงสาวจึงหันไปคบหากับหม่อมหลวงผู้หนึ่งซึ่งมีฐานะดีกว่าสุนัย แม้จะรู้สึกเสียใจเพียงใด แต่ชายหนุ่มก็มีคติประจำตัวไว้เตือนตนเอง และสามารถทำใจกับความผิดหวังครั้งนี้ได้ในที่สุด

     “แล้วผู้หญิงคนนั้นเล่า วัลลภซัก”
       “แรกๆเธอก็สงสัยเหมือนกันที่ผมเหินห่างไป แต่ผู้ใหญ่เขาฉลาด พาไปเที่ยวต่างจังหวัดให้คบหาสมาคมกับคนอื่นเสีย เดี๋ยวนี้ก็เป็นันว่าเธอคงจะละลืมผมเสียแล้ว” สุนัยเงยหน้าขึ้นยิ้มแห้งๆ


      “ถ้าพูดถึงฐานะคุณก็ไม่เลวนะสุนัย เงินเดือนที่คุณได้เดี๋ยวนี้ ก็ดูเหมือนจะมากกว่าผู้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณควรจะได้หลายเท่า”
“เขาเห็นว่า เด็กของเขาควรจะได้สามีที่มีทั้งเงินเดือนก็มากกว่าผม ยศศักดิ์ก็มากกว่าผมนี่นะ คุณวัลลภ”
      เขาหยุดสักครู่ก็พูดต่อไปว่า “ก็ดีเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ผมกลับคิดว่า ผมควรจะมีโอกาสหาหญิงที่ดีๆ สักคนสำหรับจะรัก”


         เหตุการณ์ในบ้านคุณพระเองก็ประสบปัญหาวิกฤตไม่แพ้กัน เมื่อมารดาของวัลลภ ตัดสินใจที่จะเอาชนะบุตรชายด้วยการเดินทางมาพบสายสวาทเป็นการส่วนตัว แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดเมื่อได้เผชิญหน้ากับสายสวาทก็คือหญิงสาวผู้นี้ หาได้มีกิริยาท่าทางและลักษณะอย่างที่เธอเคยวาดภาพเอาไว้เลย ตรงกันข้าม ท่าทางของหญิงสาวอ่อนน้อมสุภาพและพูดจากับเธอด้วยเหตุผลทุกอย่าง แต่ด้วยทิษฐิมานะทำให้นางเสวีพัลลภตัดสินใจเอ่ยปากขอร้องให้สายสวาทเลิกยุ่งเกี่ยวกับบุตรชายของเธอ

      “บางทีอาจจะเป็นเพราะเธอสวย ฉันยอมรับว่าเธอสวยมาก” คุณนายว่า สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าของสายสวาท
       “ฉันเองก็ไม่อยากจะขัดใจลูก ฉันรักลูกมาเหมือนกัน ต้องการจะให้เขามีความสุข แต่หนักใจอยู่ตรงที่มีข่าวว่าเธอเป็นคนที่มีสามีแล้ว ขอโทษ...”
    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เชิญคุณนายพูด”

   “และค่อนข้างจะมีชื่อเสียงมัวหมองมาแต่อยู่เมืองนอก ก็เกรงว่าจะพลอยให้ชื่อเสียงของวัลลภพลอยตกต่ำไปด้วย ฉันมีลูกชายคนเดียวที่จะพึ่งพาอาศัยเขาได้ ก็ถ้าหากเขามีอนาคตมัวหมอง ฉันก็ต้องวิตกและจำเป็นต้องหาทางกีดกันไว้บ้าง หรือเธอคิดว่าที่ฉันทำนี้ไม่ถูกต้อง”

       สายสวาทก้มศีรษะรับว่า “ถูกแล้วค่ะ ที่คุณนายทำเช่นนั้น ก็เพราะรักลูก ไม่มีความรักผู้ใดที่จะยิ่งใหญ่กว่าความรักลูกของบิดามารดา” เสียงของเธอสั่นและแผ่วเบา   “ดิฉันเคยมีสามีมาแล้วก็จริง แต่มันเป็นเรื่องของดิฉันโดยเฉพาะและความจริงข้อนี้ ดิฉันก็มิได้พยายามปิดบังซ่อนเร้นเพื่อหลอกลวงคนหนึ่งคนใด แม้แต่คุณวัลลภก็คงจะทราบ แต่ว่าที่จะห้ามไม่ให้ใครมารักดิฉัน และห้ามไม่ให้ดิฉันรักใครนั้น ห้ามไม่ได้หรอกค่ะ”

    เป็นคำสารภาพที่กล้าหาญชาญชัย ตรงไปตรงมาและชัดเจน คุณนายเสวีพัลลภถึงกับนั่งตะลึงราวกับถูกสะกดดวงจิต


     “ดิฉันห้ามตัวเองไม่ได้ ที่จะไม่ให้รักใครสักคนหนึ่ง และก็ไม่ใช่เรื่องของดิฉัน ถ้าหากจะมีใครมารักดิฉันเข้า ทั้งดิฉันก็ห้ามความรู้สึกของเขาไม่ได้ด้วย... สำหรับคุณวัลลภ เธอจะบอกคุณนายว่าอย่างไร ดิฉันไม่ทราบ เท่าที่ทราบก็เพียงเธอมาที่นี่ เราไม่เคยพูดกันเลยถึงเรื่องรักๆใคร่ๆ”

     คุณนายเสวีพัลลภกลับไปแล้วด้วยความรู้สึกผิดหวังและผิดคาด แต่เธอไม่รู้ว่าภายหลังจากนั้น คุณพระนิตินาทวรพจน์ที่แอบฟังอยู่ด้านหลังห้องได้ก้าวออกมาด้วยอาการอันผิดปกติจากโรคหัวใจกำเริบ และท่านได้มองลูกสาวสุดที่รักด้วยความภาคภูมิใจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

   “ลูกรักของพ่อ รักษาเกียรติยศไว้ดียิ่ง...”
        และจากนั้น ท่านก็สิ้นใจในอ้อมแขนของสายสวาทนั่นเอง!!

       สุนัยและสายสวาทช่วยกันจัดงานศพให้บิดาอย่างสมเกียรติ ส่วนสายศักดิ์ที่แยกไปมีครอบครัวที่ราชบุรี ก็ไม่ได้ลงมา สายสุนีกับเพียร ก็ไปทำงานอยู่ที่จังหวัดพระตะบอง (ในเวลานั้น เป็นของไทย) หลังงานศพเสร็จสิ้นลง ทั้งสองตกลงใจเดินทางโดยรถไฟเพื่อไปเยี่ยมสายสุนีและพักผ่อนใจที่พระตะบอง แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ วัลลภ ได้ตามไปด้วยเพื่อปรับความเข้าใจกับเธอ

         คืนนั้นที่จังหวัดพระตะบอง สองหนุ่มสาวได้มีโอกาสได้พูดคุยกันด้วยหัวใจ ทั้งคู่ต่างเปิดใจและความรู้สึกที่มีต่อกัน ทั้งเขาและเธอต่างรักกัน แต่สายสวาทเองยังไม่พร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่อีกเป็นครั้งที่สอง วัลลภเองก็มีเรื่องที่จะต้องกลับไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ฉากสุดท้ายของรอยจารึก เริ่มต้นขึ้นบนสถานีรถไฟพระตะบอง เมื่อชายหนุ่มต้องเดินทางกลับพระนครก่อน เขามองภาพของหญิงสาวที่เขารักจนกระทั่งรถไฟเคลื่อนขบวนจนลับสายตา...

       นวนิยายชีวิตเรื่องนี้ ก. สุรางคนางค์ ได้สะท้อนชีวิตผู้หญิงม่ายหย่าร้างกับสามี ที่ต้องครองตัวอยู่ในสังคมไทย ยุคกึ่งพุทธกาลอย่างลำบากไม่น้อย แสดงให้เห็นค่านิยมส่วนใหญ่ของคนในยุคนั้น แม้ว่าสายสวาท จะเกิดในตระกูลที่ดี มีฐานะในระดับหนึ่ง มีการวางตัวสมกับเป็นกุลสตรีไทย และสำนึกถึงความผิดพลาดในอดีตมาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต้องเผชิญกับมรสุมของความคิดอคติเช่นนี้ อันเป็นเสมือนรอยจารึกในใจของเธอมาตลอด

        ติดตามบทอวสานของนวนิยายชีวิตชุดนี้ ทั้งบทสรุปของสายสวาทและ ผู้หญิงที่จะก้าวเข้ามาเป็นนางเอกในชีวิตจริงของตาติ่ง สุนัย วรพจน์ ในรุ่งอรุณ ครับ

             *************



Create Date : 31 สิงหาคม 2558
Last Update : 31 สิงหาคม 2558 8:03:18 น. 5 comments
Counter : 851 Pageviews.

 
เรื่องนี้น่าอ่านมากๆเลยครับ


โดย: PZOBRIAN วันที่: 1 กันยายน 2558 เวลา:10:57:40 น.  

 
อ่านรีวิวแล้วรู้สึกว่า สังคมสมัยก่อนค่อนข้างมีแบบแผนมากเลยนะครับ ความคิด-ความเชื่อ จารีตสังคม มีผลต่อคนในสังคมไทยมากๆ นักเขียนยุคหนึ่งจึงมักหยิบประเด็นเหล่านี้มาเล่าผ่านนิยาย

เรื่อง รอยจารึก น่าอ่านมากครับ
ว่าแต่ถ้าอยากลองอ่านงานของ ก. สุรางคนางค์ เรื่องไหนน่าลองอ่านก่อนบ้างไหมครับ



โดย: Jim-793009 วันที่: 1 กันยายน 2558 เวลา:17:52:09 น.  

 
น่าอ่านมากเลยค่ะ


โดย: pichayaratana วันที่: 1 กันยายน 2558 เวลา:21:54:31 น.  

 
คุณ PZOBRIAN : เป็นนิยายชุดของก.สุรางคนางค์ ที่ผมชอบมากที่สุดครับ แม้ว่าพลอตจะไม่โดดเด่น แต่การบรรยายรายละเอียด สะท้อนภาพสังคมในยุคนั้น และค่านิยมต่างๆ ทำให้ประทับใจครับ

คุณพิช : รออ่านริีวิว รุ่งอรุณ อันเป็นภาคอวสานของเรื่องนี้ในอาทิตย์หน้าด้วยนะครับ

คุณ Jim-793009 : งานของ ก.สุรางคนางค์นำไปทำละครประสบความสำเร็จหลายเรื่องเลยครับ ถ้าเริ่มต้น ผมแนะนำอย่าง "ดอกฟ้า-โดมผู้จองหอง" ซึ่งจบอย่างประทับใจ
ส่วนอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆ พอกับชุดนี้ คือเขมรินทร์ อินทิรา และ คุณครูอินทิรา ที่เป็นภาคต่อครับ สะท้อนเหตุการณ์ในช่วงปัญหาเขาพระวิหารในยุคนั้นพอดี แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบอย่างสมหวังของตัวละคร เหมือนเรื่องอื่นๆ
อีกเรื่องที่มีผู้พูดถึงกันมาก เพราะเป็นหมุดหมายแรกของวรรณกรรมสะท้อนสังคม ยุคต้นๆ กล่าวถึงชีวิตผู้หญิงขายบริการที่นักเขียนสตรียุคนั้นยังไม่มีใครเอ่ยถึง ก็คือ เรื่อง "หญิงคนชั่ว" ที่ผมเคยเขียนรีวิวไปแล้วครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 4 กันยายน 2558 เวลา:7:47:34 น.  

 
ขอบคุณครับ :)


โดย: Jim-793009 วันที่: 6 กันยายน 2558 เวลา:21:54:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 64 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.