หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2558
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
25 พฤษภาคม 2558
 
All Blogs
 
มิใช่ของตามตลาด : ศุภร บุนนาค

เรื่อง : นักเขียนเรื่องสั้นดีเด่น วาระครบ 100 ปี เรื่องสั้นไทย
ผู้ประพันธ์ : สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย
สำนักพิมพ์ : ประพันธ์สาส์น
ปีที่พิมพ์ : 2532
เล่มเดียวจบ



      หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ เป็นความประทับใจครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต เพราะเป็นรางวัลที่ได้รับมาจากครูภาษาไทยสมัยเรียนมัธยม และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ทำให้ผมได้รู้จักนักเขียนในดวงใจ... ศุภร บุนนาค จากผลงานเรื่องสั้นที่ประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือเรื่อง “มิใช่ของตามตลาด”

      สำหรับในรวมเรื่องสั้นดีเด่นทั้งหมด นอกเหนือจากรูปภาพและประวัติของนักประพันธ์แล้วยังประกอบด้วยผลงานเรื่องสั้นของนักเขียนนามอุโฆษจำนวน 15 ท่าน ตั้งแต่ ดอกไม้สด ศรีบูรพา ยาขอบ มาลัย ชูพินิจ มนัส จรรยงค์ เทพ มหาเปารยะ ร.จันทพิมพะ อิศรา อมันตกุล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ศุภร บุนนาค อ.อุดากร อาจินต์ ปัญจพรรค์ ลาว คำหอม รงค์ วงษ์สวรรค์ และสุวรรณี สุคนธา ซึ่งผลงานของแต่ละท่านที่นำมารวบรวม เพื่อนหนอนนักอ่านโดยเฉพาะเรื่องสั้น น่าจะไม่พลาด อย่าง จับตาย ของ มนัส จรรยงค์ บ้านแขนขาด ของ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ จำปูน ของ เทพ มหาเปารยะ หรืออย่างตึกกรอสส์ ของ อ.อุดากร ซึ่งคงจะไม่สามารถรีวิวได้หมด ในที่นี้จึงขอรีวิวเฉพาะเรื่อง “มิใช่ของตามตลาด” ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ติดตามผลงาน นวนิยายขนาดยาวของคุณศุภร บุนนาค ในหลายๆเรื่องของท่านในเวลาต่อมา ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวนำเอาไว้ในบรรทัดแรกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ว่า

          เรื่องนี้ ถ้าจะว่าไป ก็เหมือนห้ามล้อให้ยั้งกันไว้บ้าง สำหรับบ้านเมืองเราในยุคที่กำลังเจริญตามฝรั่งกันใหญ่...

     มิใช่ของตามตลาด จึงเป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนภาพการเลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่ของสองดอกเตอร์สามี ภรรยา คือ ดอกเตอร์เลปนารมย์ และ ดอกเตอร์เชษฐภรรดา อาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิชาการทางการศึกษาสมัยใหม่ ที่มีลูกสาววัยสามขวบที่น่ารักน่าชัง นามเด็กหญิงรังแตน...

     ทั้งคู่มัวแต่สนใจการทำงานวิชาการ วางแผนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับเด็กสมัยใหม่ จนไม่มีเวลาดูแลลูกสาวตัวน้อยวัยช่างซักช่างถาม โดยนำไปฝากไว้กับ คุณยาย ที่อยู่บ้านสวนบางมดฝั่งธนเลี้ยงดูรังแตนตั้งแต่เล็ก จนเด็กหญิงเริ่มติดคุณยาย รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่ถูกคุณยายปลูกฝัง ตามวิธีการเลี้ยงลูกแบบไทยๆสมัยก่อน ซึ่ง ดอกเตอร์เลปนารมย์ ไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหัดให้สวดมนต์ ทำบุญกรวดน้ำและพร่ำสอน เล่านิทานไทยๆที่ตัวละครมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เกินจริงอย่างที่เรียกว่า “ไร้สาระ” จนเมื่อเด็กหญิงกลับมาอยู่กับเธอและสามี ที่กรุงเทพฯ และกลายเป็นคุยกันไม่รู้เรื่อง

     “คุณแม่ขา นางสีดานี่สวยมากไหมคะ สวยเท่าคุณแม่ไหมคะ...”
      “นางสีดาเหรอคะ เอ- ลูกแตน ลูกไปได้ยินมาจากไหนคะ เธอขา จัดการกับลูกแตนทีเถอะค่ะ เดี๊ยนขอเวลาสตั๊ดดี้แผนปรับปรุงจิตใจเยาวชนใหม่นี่หน่อยเถอะค่ะ”


    ประโยคตอบลูกสาวของดอกเตอร์เลปนารมย์ คงทำให้ผู้อ่านเห็นว่า เธอ “บิสซี่” กับการทำงานมากเพียงใด ฝายดอกเตอร์เชษฐภรรดา สามีนั้นเล่า แม้จะพยายามดูแลลูกสาว แต่เขาก็ไม่อาจตามจินตนาการของเด็กหญิงได้เท่ากับคุณยายแก่ๆ ที่ไม่ได้มีปริญญาสูงส่งเท่าเขาได้เลย

     “แตนอยากฟังนิทาน”
   “นิทานเรื่องอะไรลูก”
       “เรื่องอะไรก็ได้ เรื่องตาม่องล่ายก็ได้”
     “มาอีกแล้ว ก็พ่อไม่รู้จักแกนี่ลูก นี่แน่ะ พ่อจะบอกให้ แตนอยากรู้เรื่องอะไรมากๆ ก็รีบอ่านหนังสือให้ออกเร็วๆ อ่านออกแล้วก็จะได้อ่านนางสีดา นางม่องล่ายให้พอใจ”
         “ไม่ช้าย ไม่ช่าย ไม่ใช่นางม่องล่าย ตานะคะ ตาม่องล่าย โธ่พ่อ สู้แต่คุณยายไม่ได้”
    “เฮ้อ กูตาย! ลูกอะไรมาเกิด”
        “ก๋า... ลูกแตนก้ะ พ่ออย่าพูดจาหยายคายซีคะ พูดกูด้วย...”


    เจอความช่างเจรจาแสนฉลาดของเด็กหญิง ดอกเตอร์ผู้พ่อเองก็ยังรับมือไม่ไหว แม้ว่าเด็กหญิงรังแตนจะรักพ่อและแม่เพียงใด แต่ก็ยังโหยหาคุณยาย หญิงชราที่มีนิทานและเรื่องราวต่างๆในเล่นสนุกสนานสำหรับเด็กตัวเล็กๆอย่างเธอ

       และเมื่อพ่อกับแม่มัวแต่ไปสนใจวางแผนพัฒนาการศึกษาเยาวชนของชาติตามแบบตะวันตกที่ร่ำเรียนมาอยู่นั้นเอง เด็กหญิงรังแตนก็แอบหนีออกมาเดินเล่นข้างบ้าน และเห็นคุณยายอ้วนๆวัยเดียวกับคุณยายของเธอที่จากมา บรรยากาศบ้านข้างๆนั้นเต็มไปด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าว เฮฮา อย่างสนุกสนาน ของบรรดาเด็กๆที่พ่อแม่ไม่อยู่ และขอให้คุณยายอ้วนมาช่วยดูแลกำราบเด็กทโมนเหล่านั้น แม้จะดูวุ่นวายแต่เด็กหญิงก็สัมผัสถึงความรักความอบอุ่นในครอบครัวข้างบ้านของตัวเอง... รังแตนเผลอเดินเข้ามาถึงหน้าประตูบ้าน และคุณยายอ้วนก็เห็นเข้าพอดี เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับเด็กตัวเล็กๆช่างสงสัย และมีแต่ความเหงา ด้วยความเอ็นดูสงสาร ทำให้คุณยายพารังแตนเข้ามาเล่นกับหลานๆในบ้าน ก่อนจะไปบอกกับอาจารย์ “ด๊อก” พ่อกับแม่ของเด็กหญิง

       ด๊อกเตอร์ผู้สามี พยายามทำความเข้าใจลูกสาวตัวน้อย ขณะที่ภรรยาเองยังมีอีโก้สูง โดยเฉพาะความรู้ทางการศึกษาแผนใหม่ของเธอ และพยายามปฏิเสธไม่ให้รังแตนไปเล่นบ้านคุณยายอ้วนอีก เพราะ...

       “เดี๊ยนยอมไม่ได้เป็นอันขาด ดูกิริยาวาจาเด็กบ้านนั้นซิ แต่ละคนบอกไม่ถูก รู้สึกว่าแอทโมสเฟียร์มันอันเฮลซี่ ยังไงไม่ทราบ”
      แต่สามีของเธอเริ่มไม่เห็นด้วย เขาเริ่มรับรู้ความเหงาของลูกสาวสุดที่รัก และการเลี้ยงดูตามแบบแผนสมัยใหม่จะเหมาะสมกับเด็กไทยๆอย่างรังแตนจริงหรือเปล่า?
       “หมายความว่าเธอจะหันหลังเข้าคลอง จะปล่อยให้รังแตนโตขึ้นมาอย่างเฟะๆกับเรื่องปลาอานนท์หนุนโลกอะไรยังงั้นหรือคะ จะให้นางสีดาเดินเพ่นพ่าน นางโสนน้อยมาเที่ยวแทรกอยู่บนเตียงบนโต๊ะอะไรที่นี่งั้นหรือคะ”
      “ก็ถ้าหากว่านางพวกนั้นแกจะมานั่งก็ช่างแกเป็นไรล่ะคุณก็ เรื่องอะไรเป็นไทยๆก็คงจะเหมาะกับเด็กไทยๆเหมือนกัน โตขึ้นแกก็คงจะเป็นผู้ใหญ่ไทย อยู่ในเมืองไทยเรานี่แหละ ถ้าคนไทยเขาจะเปลี่ยนไปยังไง แกก็คงจะเปลี่ยนตามเขาไปได้เอง”
       “ไทย! ไทย! หมู่นี้ได้ยินแต่คำว่าไทยจนจะเวียนหัวตายเสียแล้ว ก็เพราะเป็นคนไทย รักชาติไทยน่ะสิ ถึงได้อยากให้บ้านเมืองเราเจริญเข้มแข็งอย่างบ้านเมืองอื่นเขามั่ง ถึงได้พยายามจะปลูกฝังคนไทยรุ่นใหม่ สำหรับคนไทยใหม่ข้างหน้า”
       “แต่ถ้าฝึกตามแบบนี้ บางทีมันอาจจะโตขึ้นมาไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่อะไรทั้งหมดก็ได้นะคุณเลป์”
     “ทำไมถึงจะไม่ใช่ไทยเคอะ เดี๊ยนถามหน่อยเถอะ”
       “ก็ถ้าแกไม่นึกอะไรอย่างที่คนไทยอื่นๆเขานึก เขากิน เขาอยู่ เขารู้ เขาเรียนกันละก็ แกก็คงจะเป็นคนไทยที่ไม่ใช่ไทยชอบกลล่ะ”

          วิวาทะของสองสามีภรรยา นักวิชาการศึกษาคงจะไม่เป็นอันยุติแน่นอน ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นเสียก่อน

         เด็กหญิงรังแตน มีอาการตัวร้อนจัดเป็นไข้นอนซมและเอาแต่เพ้อถึงคุณยาย และคุณยายอ้วน จนพ่อและแม่จนปัญญา ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากพาลูกไปโรงพยาบาล และเมื่อคุณยายอ้วนข้างบ้านรู้ข่าว เธอจึงมาเยี่ยม แท้จริงเด็กหญิงรังแตนอยู่ในช่วงออกหัดนั่นเอง
คุณยายอ้วนจึงมีโอกาสเล่าความรู้สึกของเด็กน้อยที่ว้าเหว่ ขาดความรักที่รังแตนต้องการจากพ่อและแม่ ให้กับเขาฟัง เชษฐภรรดา จึงรู้ว่าเด็กหญิงรักเขามากเพียงใด เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เด็กหญิงตัวน้อยต้องการ ไม่ใช่วัตถุราคาแพงใดๆทั้งสิ้น สิ่งนั้นอยู่ที่ตัวเขาและภรรยา และนั่นที่ทำให้เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดได้ในที่สุด

      "คุณแม่ของคุณจะต้องอยู่เลี้ยงรังแตน รังแตนแกหิวอะไรอย่างหนึ่ง แกหิวความรัก ซึ่งเด็กพิเศษเช่นแกต้องการ ผมบอกไม่ถูกเพราะไม่เคยมีบ้าน แต่บางทีคนที่เขาเคยมีบ้าน เคยเลี้ยงเด็ก เขาอาจจะบอกถูก คุณยายอ้วนบ้านโน้นแกอาจจะพูดถูกก็ได้ แกบอกว่า บ้านต้องมีเด็ก มีคนแก่ มีคนหนุ่มสาวจึงจะครบสำรับ สำรับอะไรของแกมก็ไม่ทราบ แต่ผมแน่ใจว่ารังแตนเป็นเด็กพิเศษที่ต้องการความรัก ความทะนุถนอม ซึ่งจ้างเขาไม่ได้ และไม่มีขายตามตลาด”

   และความประทับใจจากเนื้อเรื่องรวมถึงกลวิธีการนำเสนอทั้ง “ขันและขื่น” ที่แฝงข้อคิดการเลี้ยงดูเด็กในยุคปัจจุบันได้อย่างเฉียบคม ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนกลอนตอนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อว่า “ เด็กไทยในสังคมโลก” ครับ กลอนบทนั้นเขียนไว้ว่า

  ๑ ตะเพียนสาน แขวนสาย อยู่ปลายเอื้อม
เพลงเห่กล่อม ถนอมเชื่อม สัมพันธ์ฟั่น
ฟังแม่เล่า นิทาน ทุกวารวัน
สืบทอดผ่าน คติธรรม์ แต่บรรพกาล
  ๒ มือที่ดีด ลูกหิน กระทบหิน
ตีนติดดิน คลุกดิน จนตีนด้าน
คือมือที่ สร้างฝัน สรรค์ผลงาน
จนเหยียบย่าน อารยะ ประเทศลือ
  ๓ ความเป็นไทย บ่มเด็กไทย ให้รู้ค่า
มีสัมมา คารวะ ประกาศชื่อ
สายเลือดไทย หาญกล้า หล้าระบือ
บ่มเลือดสู้ ให้ยึดซื่อ ถือเที่ยงตรง
  ๔ จากตะเพียน เป็นโมบายล์ หลากหลายสี
โลกวันนี้ มีสิ่งใหม่ ยั่วใจหลง
ความเจริญ ทั้งที่สูง และจูงลง
ล้วนเสริมส่ง ปลูกปั้น อยู่รอบไป
  ๕ แด่เด็กไทย ในวันนี้ โลกภิวัตน์
ต้องยืนหยัด ด้วยสติ วิถีใหม่
เปิดรับโลก ที่ก้าวหน้า ท้าทายไกล
และย่อมไม่ ลืมรากเหง้า ของเราเอง!

    ท้ายสุดขอกราบขอบพระคุณอาจารย์สุมาศ เขียนประสิทธิ์ แห่งหมวดวิชาภาษาไทย โรงเรียนชลราษฎรอำรุง ผู้ล่วงลับไปแล้ว และเป็นผู้มอบหนังสือเล่มนี้ให้กับผมในเวลานั้นครับ

ปล. ด้านท้ายเป็นรูปและประวัติส่วนหนึ่งของผู้เขียนครับ






Create Date : 25 พฤษภาคม 2558
Last Update : 25 พฤษภาคม 2558 7:46:12 น. 8 comments
Counter : 1965 Pageviews.

 
หนังสือเก่าบางทีอยากอ่านก็หามาอ่านยากมากๆ
อาศัยอ่านรีวิวคร่าวๆเอานี่แหละครับเนอะ


โดย: PZOBRIAN วันที่: 25 พฤษภาคม 2558 เวลา:9:51:09 น.  

 
โหวตค่ะ

หนังสือเล่มนี้ยังไม่เคยอ่าน แต่อ่านรีวิวแล้วน่าหามาเก็บมาอ่านมากๆ ค่ะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 25 พฤษภาคม 2558 เวลา:10:24:33 น.  

 
ไม่เคยอ่านนามปากกานี้เลยค่ะ อ่านรีวิวแล้วน่าสนใจ


โดย: ชามินต์ IP: 1.10.201.121 วันที่: 25 พฤษภาคม 2558 เวลา:14:22:44 น.  

 
เป็นเรื่องที่น่าอ่านมากค่ะ
ขอบคุณที่นำมาเล่าให้ฟังนะคะ
แอบมาอ่านกลอนด้วย … เห็นด้วยมากๆ ค่ะ


โดย: polyj วันที่: 25 พฤษภาคม 2558 เวลา:23:15:38 น.  

 
ว๊าว เห็นแล้วตาลุกวาว
ยิ่งอ่านรีวิวแล้วยิ่งชอบ อยากให้ประพันธ์สาส์นนำมาพิมพ์ใหม่จัง


โดย: Serverlus วันที่: 1 มิถุนายน 2558 เวลา:15:14:00 น.  

 
คุณ PZOBRIAN : อยากให้นำมาพิมพ์ใหม่มากเลยครับ ทุกเรื่องเป็นการคัดสรรเรื่องสั้นชั้นดีมารวมไว้ด้วยกันเลยทีเดียวครับ

คุณ: สาวไกด์ใจซื่อ : ขอบคุณมากเลยครับ ผมคุ้นว่าเคยเห็นพิมพ์ครั้งต่อมาด้วยครับ แต่ก็นานมากแล้ว จนน่าจะนำมาพิมพ์ให้นักอ่านที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านครับ

คุณชามินต์ : ผลงานของท่านที่เคยนำไปสร้างละคร จะเป็นเรื่อง "ฟ้าใหม่" ของช่อง 7 ครับ ที่คุณป๋อ กับคุณอั้ม พัชราภา เล่น เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆเลยครับ

คุณ polyj : ขอบคุณมากครับ ตอนเขียนรีวิว นึกถึงกลอนที่เคยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้ เลยขอนำมาประกอบครับ แหะ แหะ

คุณ Serverlus : เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 7 มิถุนายน 2558 เวลา:18:35:21 น.  

 
น่าสนใจมากเลยค่ะ อยากอ่านขึ้นมาเลย แต่คิดว่าคงหาซื้อยากเต็มที


โดย: Moonshiner วันที่: 12 มิถุนายน 2558 เวลา:23:54:01 น.  

 
คุณ : Moonshiner เรื่องสั้นหลายเรื่องเป็นงานชิ้นเอกของนักเขียนทั้งนั้นเลยครับ เป็นหนังสือที่คุ้มค่าแก่การสะสมและการอ่านมากครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 16 มิถุนายน 2558 เวลา:12:45:33 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 67 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.