หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
เมษายน 2563
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
22 เมษายน 2563
 
All Blogs
 
ไกลกองเพล : ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว

เรื่อง : ไกลกองเพล
ผู้ขียน : ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว
สำนักพิมพ์ : ประพันธ์สาส์น
ปีที่พิมพ์ : 2516
เล่มเดียวจบ


          ในจำนวน นักเขียนเรื่องสั้นไทย นามของ ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว นายตำรวจนักเขียน ถือว่าอยู่ในลำดับต้นๆ จากข้อมูลในหนังสือ หอมน้ำหมึก ของ คริส สารคามหรือ ณรงค์ จันทร์เรือง กล่าวว่า ตลอดชีวิตของท่าน เขียนแต่ผลงานเรื่องสั้นไว้จำนวนมากจนได้รับฉายาว่าจักรพรรดิเรื่องสั้นเลยทีเดียว
               ++++++++++++++++++++
         ผลงานของท่าน มีหลากหลายแนว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการนำประสบการณ์ชีวิตนายตำรวจ ตามท้องที่ต่างๆมาเขียนเป็นเรื่องสั้นๆได้อย่างน่าอ่าน ทั้งด้วยสำบัดสำนวน การดำเนินเรื่องหรือแม้แต่ในในตอนจบ ที่สร้างความประทับใจแก่ผู้อ่านมาแล้วในอดีต
        ไกลกองเพล เล่มนี้ เป็นผลงานรวมเรื่องสั้น ที่เกิดจาก หนังสือพอคเกตบุค สามเล่ม คือ เพชรภูธร พล่าเรื่องสั้น และ ไกลปืนเที่ยง มารวมกัน ซึ่งผลงานเหล่านี้ นับว่าหาอ่านได้ยากในปัจจุบันมาก และเป็นตัวอย่างสำหรับ นักเขียนเรื่องสั้น เพื่อให้เห็นกลวิธีการเขียน ที่โดดเด่น ในอีกสไตล์หนึ่งเลยครับ
++++++++++++++++++++++
        ในโอกาสนี้ผมขอยกตัวอย่างมาเพียงบางเรื่องประกอบ การรีวิวนะครับ สำหรับเรื่องแรก คือ วันแรกที่แก้งคร้อครับ เรื่องราวเล่าถึงชีวิตของผู้เขียน ซึ่งเดินทางมาบรรจุเป็นผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธร อำเภอแก้งคร้อ ชัยภูมิ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2508
+++++++++++++++++++++
        แก้งคร้อในเวลานั้น เพิ่งแยกมาจากกิ่งอำเภอ และตั้งเป็นอำเภอได้ไม่นาน เมื่อเดินทางมาถึงตัวเมืองชัยภูมิต้องนั่งรถ ต่อไปยังแก้งคร้อ อีกสี่สิบกิโลเมตร บนถนนที่ไม่ใช่ถนน ซึ่งใช้เวลา กว่า สี่ชั่วโมง ในตอนนั้น
          “ส่วนประดาตำรวจทั้งหลาย ต่างปลูกกระต๊อบเป็นเพิงที่พักของตนและครอบครัวเอาบริเวณรอบๆโรงพักนั่นเอง แสงสว่าที่ใช้บนโรงพักนี้ คือ ตะเกียงกระป๋อง!”

         และเมื่อมาถึง ไม่นาน ก็เกิดคดีทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น มันเป็นคดีที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ ข้าพเจ้าเคยพบเห็นมาในชีวิต...
          มีชายอายุประมาณสี่สิบ สรรูปดูไม่ได้ เขาเดินถือมีดดาบยาว ขึ้นมาบนโรงพัก นายจาดผู้นี้ อยู่มัญจาคีรี เขากับพวกอีกสี่คน เดินทางตามคนร้ายที่ลักควายมาระหว่างทาง เกิดปวดท้องหนักขึ้นมากะทันหัน เลยให้เพื่อนล่วงหน้าไปก่อน ตัวเองก็เผ่นเข้าไปในป่าข้างทาง แล้วรีบปลดทุกข์
          ++++++++++++++++++++
           ระหว่างนั้น ก็เลยปลดสายสร้อยพระเครื่องทั้งหายที่ห้อยเต็มคอออก บังเอิญสายตาหันไปเห็นตอไม้อยู่ทางขวามือใกล้ๆตอหนึ่ง จึงชักดาบออกจากฝักเพื่อสับลงบนหัวตอ จะได้เอาสายสร้อยพระเครื่องแขวนไว้ที่ด้ามดาบ
        ทันทีที่เงื้อดาบฟันผลั่วะลงไปบนตอไม้ หัวตอนั้นก็ร้องโอดออกมา แล้วลงไปดิ้นปัดๆ ที่แท้ ห้วตอนั้น ก็คือ หัวของนายทอง ชาวบ้านละแวกนั้นนั่นเอง แกกำลังนั่งถ่ายทุกข์อยู่ข้างๆ

          หลังจากซักถามและไกล่เกลี่ยกัน นายทองก็ให้การตรงกับนายจาดทุกอย่าง และเป็นความเข้าใจผิด เลยไม่ขอเอาเรื่อง ก่อนผละไป ข้าพเจ้าจึงถามนายทองเบาๆ ว่า ทำไมถึงไม่กระแอมหรือส่งเสียงเตือนนายจาดเสียก่อน
       นายทองตอบข้าพเจ้าสั้นๆว่า
        “โธ่ ผู้กอง ก้อผมอายนี่ครับ”
            ++++++++++++++++++++++++
เรื่องของ โอด โคกกุง ชายผู้มีความสุข
            ผู้เขียนพบกับ นายโอด ซึ่งอยู่ตำบลหนองสังข์บ้านป่า ห่างไกลความเจริญ โอดเป็นเด็กหนุ่มที่เอาการเอางาน ไม่เที่ยว ไม่เล่น ไม่ดื่ม เอาแต่ขยัน ทำงาน เลี้ยงน้อง แม้แต่ผู้ใหญ่บ้าน เจ้านายของโอด เคยถามว่า ไม่สนใจจะไปสนุกสนานอย่างเพื่อนหนุ่มวัยเดียวกันหรือ มันกลับย้อนว่า จะให้ไปสนุกที่ไหนอีกเล่า ในเมื่อชีวิตบ้านป่าอันสงบ ก็มีความสุขอยู่แล้ว นั่นทำให้ ผู้เขียนอดเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้
        ข้าพเจ้ามองดูร่างที่แข็งแกร่งด้วยพลานามัยอันดีเลิศของเขาแล้วก้มมองดูพุงที่อุดมด้วยไขมันตัวเองบ้าง เออ ชายคนนี้กินแต่ปลาร้า ส่วนข้าพเจ้ากินปลาฉลาม... ตรงหู!!

        ชายคนนั้น ไม่เคยมี ไม่เคยสนใจแยแสในสิ่งซึ่งสังคมยกย่องเทิดทูน ส่วนข้าพเจ้าตะเกียกตะกาย ทะเยอทะยาน ไขว่คว้าจะมีในสิ่งที่สังคมชอบให้มี เพราะฉะนั้น ชายคนนั้น จึงมีจิตใจสะอาดขาวบริสุทธิ์ผุดผอ่งขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าต่ำลง... และต่ำลงทุกที
ทว่า อีกหนึ่งปีต่อมา ทุกสิ่งทุกอย่างได้พังครืนลง
++++++++++++++++++++++
      สิ่งที่ทำให้ชีวิตของโอดพังพินาศ ก็คือรถขายยา...
         เมื่อมันบุกเบิกผ่านเข้ามาถึงในหมู่บ้านกลางป่าแห่งนั้น พร้อมกับความเจริญ คำโฆษณา เสียงเพลงของโฆษกและภาพยนตร์ ทำให้โอดเกิดความฉงนฉงาย และกลายเป็นความตื่นเต้น สนุกสนาน และท้ายสุด มันกลายเป็นความใคร่ อยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นคือ โลกภายนอก โอดตามพวกรถขายยาออกมาที่ตัวอำเภอ และจังหวัด เขาเริ่มรู้รสชาติของโสเภณี ร้านเหล้า และหายสาบสูญไปตั้งแต่บัดนั้น ข่าวล่าสุดที่ ข้าพเจ้ารู้ เขากลายเป็นทาสเฮโรอีน และติดคุก!

        นี่คือเรื่องราวของชายดีแสนดีคนหนึ่ง ซึ่งเสียผู้เสียคนไปด้วยสิ่งที่เรียกกันว่า ความเจริญและอารยธรรมแผนใหม่ แต่น่าสงสารตัวข้าพเจ้าที่นำมาเล่า เพราะว่ามันธรรมดา เสียจนไม่มีใครเขาแยกแสหรือรู้สึกอะไรกันแล้ว...
++++++++++++++++++++++++++
   สำหรับเรื่องที่สาม คือเรื่อง เสือเหม็ด
      เสือเหม็ดเป็น หรือเสม็ด รางไซ เป็นคนบ้านผือ อุดรธานี อายุ 24 มันเลิกทำนาตั้งแต่อายุ 18 แล้วหันมาเป็นอันธพาลคุมลูกน้องออกลักเล็กขโมยน้อย ก่อนจะถูกจับ และเมื่อออกมาจากคุก คราวนี้ มันบ้าระห่ำ จนกลายเป็นปล้นฆ่าดะแบบหมาบ้า

         ผู้เขียน ได้รับคำสั่งให้ออกติดตามล่า จับตัวเสือเหม็ด แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆของมัน แม้แต่เงา จนเริ่มเกิดความกังวล ตราบจนคืนวันหนึ่ง เมื่อผู้เขียนนอนอยู่บนบ้านกำนัน และเกิดหลับฝันไป
          +++++++++++++++++++++
       ฝันว่า ตัวเองฉวยปืนคาไบน์คู่ชีพ เดินลงกระไดบ้านกำนัน ตรงมายังชายป่า จนมาถึงที่แห่งนี้ มีความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถึง ทันใดนั้น ก็เห็นแสงไฟแวบๆวับๆปรากฏขึ้นทางป่าด้านซ้ายมือ จึงเดินตรงไป พบว่ามีกระต๊อบชั้นเดียวตั้งติดดิน ไม่มีหน้าต่าง แต่มีประตูปิดอ้าอยู่ จึงก้าวเข้าไปข้างใน
         +++++++++++++++++++++
         ภายในกระต๊อบ ข้าพเจ้าเห็นชายชราสองคน กำลังง่วนต้มน้ำอยู่ในหม้อใหญ่          กลางห้อง เป็นหม้อเหล็กขนาดมหึมา ภายในมีน้ำเดือดพล่าน ชายชราสองคนหน้าตาเหมือนกัน จนรู้ว่าเป็นฝาแฝด
     
       “สวัสดีพ่อหนุ่ม ไปไงมาไง ถึงได้โผล่มาถึงที่นี่ พักกินข้าวกันก่อนไหมล่ะ เรากำลังต้มน้ำจะทำอาหารอยู่ทีเดียว”
     “เฮ้ย” ชายชราอีกคนร้องขัดขึ้น “อย่าลืมว่าเรามีธุระสำคัญต้องรีบทำด่วนนะ”
ชายชราคนแรกจึง หันไปชวน เขาให้ ซ่อนอยู่ในห้องข้างหลังก่อน เสร็จธุระแล้ว จึงค่อยชวนมากินข้าวด้วยกัน ในความฝันนั้น ข้าพเจ้า เดินตามไปและเข้าไปอยู่ในห้องเล็กๆ หลังกระต๊อบ ก่อนจะออกไป ชายชราบอกว่า

    “รอในนี้สักประเดี๋ยวนะพ่อหนุ่ม ให้ลุงทำธุระเสร็จ เราค่อยมาคุยกันใหม่ แต่... อ้อ ถ้ามีเหตุการณ์ไม่ว่าดีร้ายประการใด ขอให้จงอยู่เฉยๆ อย่าตกใจหรือทำอะไรทั้งสิ้น จำไว้นะ อยู่เฉยๆ เงียบๆ และดูเท่านั้น!”
       +++++++++++++++++++++++++
        และแล้ว เขาก็เห็น เสือเหม็ด โผล่พรวดเข้าประตูมา ท่าทางของมันเหมือนคนใกล้ตายเต็มทน เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง มันถือปืนยืนโงนเงนกลางห้อง นัยน์ตาจับจ้องชายชราทั้งสอง แล้วตะคอกใส่
        แต่ชายชราหาได้เกรงกลัวไม่แต่หันไปพูดกันว่า...
       “ไอ้คนนี้ใช่ไหม ที่เป็นอาหารมื้อนี้ของเรา”
        “ถูกแล้ว” เป็นคำตอบสั้นๆ เรียบๆ
         +++++++++++++++++++++
        เสือเหม็ดพยายามยิงปืนออกมา แต่ชายชราก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด มันอุทานด้วยความตกใจสุดชขีด เมื่อชายเฒ่าทั้งสอง ตรงเข้ากลุ้มรุมแล้วหิ้วร่างที่ดิ้นกระแด่วๆของมันตรงมายังหม้อเหล็กที่มีน้ำเดือดพล่านเต็มหม้อ กลางห้อง แล้วก็โยนร่าของมันลงไปในหม้อน้ำ

        ข้าพเจ้าคงไม่ลืมเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวดสุดขีดของไอ้เหม็ด มันเล็กแหลม โหยหวนและดังก้องไปไกลนับเป็นกิโลๆทีเดียว ท่ามกลางชายชราทั้งคู่ที่ยืนมองอย่างรอคอย ข้าพเจ้าหลุดเสียงร้องออกมาก่อนจะสะดุ้งตื่น
             ++++++++++++++++++++++++
       เช้าวันนั้น ชาวบ้านคนหนึ่งมารายงานว่าพบศพปริศนา นอนตายอยู่ชายป่าตรงเขตรอยต่อ ตำบลหนองสังข์และอำเภอมัญจาคีรี เมื่อเดินทางไปถึง ที่เกิดเหตุ มันคือสภาพแวดล้อมที่ตรงกับในฝันทุกอย่าง ขาดแต่กระต๊อบหลังคามุงหญ้าคาเท่านั้น และศพชายผู้ที่นอนคว่ำหน้าตาย บนพื้นดินมีปืนกลมือ ตกอยู่ข้างๆ และเมื่อชันสูตรแล้ว ก็คือศพเสือเหม็ดจริงๆ
        มันตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทว่าตามเนื้อตามตัว ตั้งแต่หัวถึงเท้า มีแผลพุพองเหมือนถูกน้ำร้อนลวกเต็มไปหมด!
++++++++++++++++++++++++++
           นานแสนนาน ข้าพเจ้าจึงถามกำนันว่า “ตรงที่บริเวณนี้ เขาเรียกกันว่าอะไร”
“ป่าช้าครับ” กำนันพึมพำตอบเบาๆ แทบไม่ได้ยิน
(พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ชาวกรุง ฉบับเดือน ตุลาคม 2510)
+++++++++++++++++++++++++
เรื่องสุดท้าย ที่ผมขอนำมารีวิว คือ “ค่าคน” ครับ
          ค่าคน เป็นเรื่องของจ่าเวก ที่ต้องตามท่านนายพล ไปช่วยงานวันเกิดของ คุณรอย ลูกชายโทนวัยสิบสองขวบ ในงานวันนั้น ทุกคนต่างนำของขวัญ ของเล่นราคาแพงๆ มาให้ เด็กชายรอย เต็มไปหมด รวมถึงคุณหญิงมารดาของเด็กชาย ที่ลงทุนมอบสร้อยทองคำให้เขา ในขณะที่ จ่าเวก กลับมองเห็นเพียงแววตาเบื่อหน่ายของเด็กชาย ที่เคยชินกับของเล่นแพงๆ เหล่านั้นจนไม่มีความตื่นเต้นใดๆอีก
            +++++++++++++++++++++++
          จ่าเวก เดินเลี่ยงออกมาจากงาน ด้านหลังคฤหาสน์อันใหญ่โต คือพื้นที่สวน ที่มีคนงานชาวบ้าน กำลังขุดดินถางหญ้าอยู่ เขาคนนั้นมีลูกชายชื่อจุกวัยไล่เลี่ยกับ “คุณรอย” ซ้ำยังเกิดวันเดียวกันเสียด้วย
    “พ่อ พ่อ” เด็กน้อยวิ่งไปหา
     “วันนี้เป็นวันเกิดจุกเหมือนกัน พ่อมีของขวัญอะไรให้จกบ้างหรือเปล่า?”
      “มีสิลูก” ผู้เป็นพ่อละจากการลับมีดลุกขึ้นตบหัวลูกชาย แล้วยิ้ม เขาหายขึ้นไปบนกระท่อมสักครู่กลับลงมาพร้อมกับถุงกระดาษถุงหนึ่ง ขณะยื่นของขวัญให้ลูกน้อย

     ใบหน้าท่าทางของเขาเป็นเช่นเดียวกับท่านนายพลตอนให้ของขวัญลูกชาย ผิดกันตรงเขาไม่พูดเท่านั้น แต่แววตาฉายประกายจ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอันล้นเหลือ ซึ่งธรรมชาติประทานมาให้แก่ผู้เป็นพ่อทุกๆคน เท่านั้นหมด ไม่ว่าราชาหรือยาจก เด็กชายแกะออกดู มันเป็นข้าวโพดคั่วหนึ่งถุง!
แต่เด็กชายอุทานด้วยความดีใจ แล้วล้วงกินอย่างเอร็ดอร่อย
ตอนนั้นเอง ลูกชายนายพลโผล่เข้ามาพอดี...
        ++++++++++++++++++++++
         รอยกลับชอบกินข้าวโพดคั่วถุงนั้น มากเสียกว่า ของขวัญชิ้นอื่นๆราคาแพงที่ตนเองได้รับ เด็กสองคนแบ่งข้าวโพดกินกันจนหมดถุง แล้วชวนกันไปวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน จนปีนขึ้นไปเล่นบนต้นไม้ ทุกอย่างคงจะเต็มไปด้วยความสวยงามแห่งมิตรภาพ ถ้าหากว่า คุณหญิงแม่ไม่มาเห็นเสียก่อน เธอกรีดร้องด้วยความไม่พอใจ ที่เห็นลูกตนเอง ไปเล่นคลุกคลีกับลูกคนสวน ทั้งที่เคยเตือน พ่อ ของเด็กไปแล้ว

       ด้วยความโกรธ จึงไล่ทั้งคู่ออกจากบ้านไปท่ามกลางเสียงร้องไห้ของ เด็กชายรอย และตัวของจ่าเวกที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นพอดี
บทสุดท้ายของเรื่องสั้นสะเทือนใจเรื่องนี้ จบลงตรงที่ว่า...
           +++++++++++++++++++++++
     ความจริง เด็กๆนั้น มันน่ารัก มันซื่อ ไร้เสียงสาเหมือนๆกันหมด ไม่ว่าลูกคนรวยหรือลูกคนจน ลูกผู้ดีหรือลูกไพร่ แต่ไอ้ผู้ใหญ่ต่างหาก ที่ไปขีดคั่นแบ่งแยกเด็ก ไปป้ายสีดำเข้าไว้ภายในดวงใจของเด็ก โดยไม่รู้ว่า ความโง่เง่าของตนนั้น จะยังผลสะท้อนอย่างใหญ่หลวงให้แก่เด็กเพียงใด เมื่อต่างเติบโตขึ้น
ผู้ใหญ่ที่โง่เง่าอย่างเช่นภรรยาของท่านนายพล หญิงซึ่งเมื่อยี่สิบปีกว่าก่อนโน้น คือนังแม่ค้าขายอ้อยควั่นอยู่หน้าโรงหนัง แต่บังเอิญความสวย ความงาม บวกกับคำว่าโชคชะตาดลบันดาลและผลักดันให้กลายเป็นคุณหญิงภายหลัง!
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ผู้ที่เสียใจที่สุดในเรื่องนี้ ก็คือตัวท่านนายพลเอง... ถ้ารู้!!
          +++++++++++++++++++
      ท้ายสุด คือรูปของผู้เขียน ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว ครับ





Create Date : 22 เมษายน 2563
Last Update : 22 เมษายน 2563 9:46:59 น. 4 comments
Counter : 363 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณnewyorknurse


 
เจิมๆๆๆ
เป็นนายตำรวจ
และเป็นนักเขียนด้วย
ถ่ายทอดออกมา ดุดัน ตรง ตามบุคลิก และวิชาชีพ

ขอบคุณที่แบ่งปัน

ยุควิกฤติ โตวิด 19
การอ่านหนังสือ เป็นเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากๆ
ได้อ่านและคิดตาม พัฒนาสมองไปในตัว


โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 22 เมษายน 2563 เวลา:11:29:43 น.  

 
คุณ คนผ่านทางมาเจอ : ท่านเป็นคนเขียนเรื่องสั้นที่เก่งมากเลยๆครับ จังหวะการถ่ายทอด และหักมุมหรือปิดท้าย ทำให้สวยงามประทับใจทุกเรื่องที่ได้อ่านเลยทีเดียว


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 22 เมษายน 2563 เวลา:13:35:11 น.  

 
แวะมาทักทายและอ่านรีวิวค่ะ
เรื่องสั้นชุดนี้เนื้อเรื่องไม่ค่อยล้าสมัย อ่านได้เรื่อยๆ
ภาพปกหนังสือสวยงามได้บรรยากาศสมัยก่อน
ตอนนี้บ้านเมืองเปลี่ยนไปหมดแล้ว การได้อ่านนิยายเก่าๆ ก็ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนที่บ้านเมืองยังไม่ค่อยเจริญไปด้วยค่ะ :)


โดย: นักอ่านรุ่นเก๋า IP: 27.55.68.119 วันที่: 22 เมษายน 2563 เวลา:19:14:35 น.  

 
สวัสดีครับคุณนักอ่านรุ่นเก๋า สะดุดตากับปกเช่นกันเลยครับ ชอบปกสไตล์แบบนี้ด้วยครับ ส่วนเนื้อหาเรื่องสั้นเอง ฝีมือ คุณปกรณ์ ปิ่นเฉลียว อ่านสนุกเช่นกันเลยครับ ขอบคุณคุณนักอ่านฯ ที่ติดตามมาด้วยกันนะครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 23 เมษายน 2563 เวลา:12:18:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 75 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.