หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
เมษายน 2562
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
10 เมษายน 2562
 
All Blogs
 
คลื่นไร้ฝั่ง : ม.มธุการี

เรื่อง : คลื่นไร้ฝั่ง
ผู้ขียน : ม.มธุการี
สำนักพิมพ์ : เพื่อนดี
ปีที่พิมพ์ : 2550
เล่มเดียวจบ




         สดๆร้อนๆจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเลยครับ สำหรับ คลื่นไร้ฝั่ง เป็นนวนิยายขนาดสั้น ที่เต็มเปี่ยมและเข้มข้นไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ในสไตล์ของ ม.มธุการี นิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ ในนิตยสารหญิงไทย ช่วงปี 2548-2549 ก่อนนำมารวมเล่มภายหลัง

     เรื่องราวเริ่มต้น จากการเดินทางมาเยือนเมืองไทย ของเอริค ตามคำเชิญชวนของไตร สหายชาวไทย ที่เคยเป็นเพื่อนเรียนด้านนักข่าวด้วยกันที่อเมริกา แต่กลายเป็นว่า คนที่มารอรับเขา คือ มัชชาร น้องสาวของ ไตรแทน

    เอริค เริ่มเรียนรู้ ความเป็นจริงของครอบครัวไตร อย่างช้าๆ นอกจากมัชชารแล้ว ยังมี คุณอโนชา มารดาของสองพี่น้อง ที่เป็นเจ้าของบ้านหลังงาม และธุรกิจ ที่เธอทำเพียงลำพัง ภายหลังจากการสูญเสียสามีไป ความเข้มแข็งของ อโนชา ที่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกทั้งสอง และความรักที่ต้องการให้ไตร และ มัชชาร มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ทำให้ เด็กทั้งสองเติบโตมาอย่างคนที่อ่อนแอ เปราะบาง โดยเฉพาะ ไตร ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานนักข่าว จนต้องลาออก มาอาศัยอยู่กินที่บ้านอย่างสบายๆ โดยไม่เดือดร้อนอะไร และท้ายสุดเขาก็ติดเหล้าจนเมามาย ลืมแม้แต่วันเวลาที่นัดไปรับเอริค ที่สนามบิน

        ยังดีที่มัชชาร น้องสาวคนเดียวของเขาจดจำได้ และตัดสินใจออกไปรับชายหนุ่มแทน

         มัชชาร พบว่า เอริคแตกต่างจาก พี่ชายตนเองโดยสิ้นเชิง เขาเติบโตในโลกตะวันตก มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมกว่า แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีปมชีวิต ที่แตกร้าวของครอบครัว เมื่อบิดาเคยเป็นทหารอเมริกา มารบในสงครามที่เวียดนาม และเสียชีวิต ทำให้ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และมีพ่อเป็นวีรบุรุษในใจ

      การเดินทางมาเมืองไทย เพื่อพักผ่อนกับเพื่อนในครั้งนี้ ทำให้เอริค ได้รู้ความจริง จากเพื่อนนักข่าวคนหนึ่งว่า พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ที่เวียดนาม!

     ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะชวน ไตร เดินทางไปยังฮานอยด้วยกัน เพื่อตามหาร่องรอยของบิดาตัวเอง ในขณะที่ คุณอโนชา เมื่อทราบเรื่อง ก็อยากจะเดินทางร่วมไปกับเอริคด้วย แต่ด้วยวัตถุประสงค์ที่ซ่อนเร้นยิ่งกว่า

      แท้จริงแล้ว เธอร่ำรวยขึ้นมา จากการค้าขายมนุษย์!

      อโนชาร่วมมือกับ โสภิดา เพื่อนร่วมหุ้นด้วยกัน เสาะหาเด็กหญิงมาขายบำเรอกามฝรั่ง รายได้ทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา เธอนำมาปรนเปรอความสุขทางวัตถุให้กับลูกทั้งสองอย่างเต็มเปี่ยม เหมือนกับชดเชย ความบกพร่องของตัวเอง เพื่อไม่ต้องการให้ลูกต้องลำบาก โดยที่ทั้งมัชชาร และ ไตร หารู้เรื่องนี้ไม่
ธุรกิจค้ามนุษย์ของเธอ ในเมืองไทย เริ่มฝืดเคือง และเริ่มอันตรายต่อตัวเองมากขึ้น เธอกับโสภิดา จึงหาช่องทางใหม่ โดยการเสาะหาเด็กต่างชาติ มาขายให้กับฝรั่งแทน และเมื่อรู้ข่าวการตามหาพ่อ ของเอริค ยิ่งทำให้เธอมองเห็นช่องทางสว่างไสวนี้มากขึ้น

          มัชชาร ถูกดึงเข้ามาอยู่ในเกมนี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อแม่ขอให้เธอเดินทางไปเป็นเพื่อนที่ฮานอยร่วมกับไตร และเอริค เพื่อไม่ให้หลายคนสงสัย และต่อมาทั้งหล่อนและไตร ก็ล่วงรู้ความลับนี้เข้าโดยบังเอิญ เมื่อเห็นแม่และน้าโสภิดา กำลังเจรจาต่อรองซื้อขายเด็ก กับเอเยนต์ต่างชาติคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ

       เอริค พบว่า เดวิด พ่อของเขา หนีทหารมา และข้อมูลสุดท้ายจากทางเวียดนาม ก็คือ เดวิด หนีเข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดทางภาคอีสานของไทยแห่งหนึ่ง ก่อนจะหายสาบสูญไป แต่อย่างหนึ่งที่เขาทราบก็คือ พ่อของเขายังไม่ตาย...

        เอริค รู้สึกความเชื่อถือบูชา ต่อฮีโร่ของเขา เปลี่ยนแปลงไปพ่อไม่ใช่วีรบุรุษ แต่เป็นผู้ชายที่หนีการเป็นทหาร! กระนั้น เขาและมัชชาร ก็พยายามตามหา เดวิดอีกครั้งที่เมืองไทย ข่าวคราวการตามหาพ่อ ที่เป็นนายทหารอเมริกัน เป็นเรื่องที่ใครๆสนใจ และทำให้ หัวหน้านักข่าวที่เคยเป็นเจ้านายของ ไตร สนใจ เขาเรียกไตรเข้ามาคุย เพื่อรับเข้าทำงานใหม่ โดยมีข้อแม้ให้เขาทำข่าวเกี่ยวกับ ทหารอเมริกันที่หนีสงคราม นั่นทำให้เขา ตัดสินใจขโมยข้อมูลของเอริค เพื่อนรัก มาเขียนข่าว และทำให้เขากับเอริค มองหน้ากันไม่ติดในเวลาต่อมา

        ด้วยความรู้สึกผิด หลังจากนั้น ไตร ตัดสินใจแอบเดินทางไปรับการบำบัดการติดสุรา และตัดขาดจากโลกภายนอกในช่วงเวลาหนึ่งโดยไม่ได้บอกใครให้รับรู้ ระหว่างนั้นเองก็ มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมายกับคนรอบข้างของเขา

       เอริค เดินทางไปหนองคายเพื่อสืบหาบิดา ขณะที่มัชชารว้าวุ่นใจ เพราะแม่และพี่ชายเกิดหายตัวไป แม่แค่บอกหล่อนว่า จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศสักระยะ โดยไม่สามารถติดต่ออะไรได้อีก เมื่อ เอริค ชวนให้หล่อนไปกับเขา มัชชารจึงตอบตกลง

        ความลับเรื่องค้ามนุษย์ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ทำให้อโนชา และ โสภิดา ต้องหนีไปต่างประเทศอย่างหัวซุกหัวซุน ชีวิตที่ต้องเผชิญความลำบากอย่างแท้จริง ทำให้หล่อนมองเห็น ความอำมหิต เพื่อเอาตัวรอด ของโสภิดา ที่อโนชา ไม่กล้า ในที่สุด หล่อนจึงตัดสินใจ เดินทางกลับเมืองไทย เพื่อมอบตัวกับตำรวจ และถูกดำเนินคดี

        ที่หนองคาย เอริค ค้นพบตัวตนของ พ่อ เดวิดไม่ได้อ่อนแอ ขี้ขลาด เขาเกลียดสงคราม เกลียดการต่อสู้ ของเพื่อนมนุษย์ ที่มีแต่การทำลายล้างกันให้พังพินาศ ที่เมืองเล็กๆแห่งนั้น เขาหลบซ่อนตัวอยู่ โดยความช่วยเหลือของคนในหมู่บ้าน รวมถึง ครูแสงจันทร์ หญิงสาวที่กลายมาเป็นคู่ชีวิตของเขาในภายหลัง

       “คุณปู่ อาจจะคิดว่าพ่อผมเป็นคนขี้ขลาด ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ”
     เขาพูดต่อในที่สุด “แต่ตอนนี้ ผมว่าผมคิดอีกอย่าง คนที่กล้าเชือดข้อมือตัวเองเพื่อต่อต้านในสิ่งที่มันขัดกับความรู้สึกนึกคิด ไม่ควรจะเรียกว่า คนขี้ขลาด คนขี้ขลาดคือคนประเภทที่เขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำ แม้จะขัดกับความเชื่อและความรู้สึกของตัวเอง และคนแบบนั้นก็มีมากเสียด้วย คนที่ยอมตัวเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือศาสนา ถูกล้างสมองให้ต่อสู้ในสิ่งเล็กๆ โดยลืมคิดไปถึงคำว่าเพื่อนมนุษย์ และมนุษยธรรม ที่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า มีความสามารถที่จะทำลายล้างคนอื่นได้แค่ที่ว่าเขาเชื่ออะไรไม่เหมือนเรา ผมยังมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าคำว่าเพื่อนมนุษย์ เมื่อใดก็ตามที่เรามีความสามารถที่จะรักคนอื่นได้เหมือนรักตัวเอง มันจะเปลี่ยนเป็นโลกอีกแบบ”


        เอริค ได้พบครูแสงจันทร์ในวันนี้ และพบว่า พ่อ ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ไม่นาน พ่อเป็นที่รักของทุกๆคนในหมู่บ้าน และพ่อยัง มีลูกกับครูแสงจันทร์อีกสองคน นอกจากนี้ เขายังได้พักในบ้าน ที่พ่อของเขาสร้างขึ้นด้วยความรัก ยังดินแดนห่างไกลแห่งนั้น

         มัชชาร ซึมซับกลิ่นอายของความรัก ที่ส่งผ่านมาจากพ่อ ถึงลูกชายได้ เมื่อเอริค พบสมุดบันทึก และรูปภาพต่างๆที่พ่อของเขาเก็บเอาไว้ เดวิดไม่เคยปิดบังครูแสงจันทร์ เรื่องลูกเมียเขาที่อเมริกา ทำให้หล่อนเข้าใจการมาถึงของเอริค ได้ไม่ยาก

        ไตร ออกจากสถานบำบัด ตอนนี้ เขามีความหวังกับชีวิตมากขึ้น กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่มีแม่และน้องสาวรอคอยอยู่ แต่แล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาพบว่า บ้านที่เคยพรั่งพร้อมอบอุ่น กำลังจะถูกยึด แม่ถูกจับเพราะคดีค้ามนุษย์ ส่วน มัชชารก็ไม่สามารถติดต่อได้ เขาหวนกลับเข้าสู่อารมณ์อ่อนแอ ของตัวเองอีกครั้ง ไตรหยิบขวดเหล้าที่เคยเลิกมาแล้ว นำมันมาดื่ม ดื่ม และดื่ม แล้วเอนกายลงข้างสระว่ายน้ำในบ้าน ท่ามกลางความสงัดเงียบ...

       คุณอโนชา หัวใจแทบแหลกสลาย เมื่อรู้ว่า ลูกชายของเธอ เมาเหล้าจนจมน้ำตายในสระภายในบ้านของตัวเอง มัชชารรีบกลับมาที่บ้าน พร้อมเอริค ภายหลังจากที่เขา เคลียร์ปมปัญหาของตัวเอง เรียบร้อยแล้ว และเตรียมตัวกลับอเมริกา

          ในช่วงเวลาเหล่านั้น เขากลับรู้สึกถึงความผูกพันที่มีต่อ มัชชาร ยิ่งรู้ว่า ในเวลานี้ หญิงสาวไม่เหลือใครอีกแล้ว พี่ชายเสียชีวิต และแม่ก็ติดคุก เขาชวนเธอให้ไปอเมริกา ด้วยกัน แต่มัชชาร เป็นห่วงแม่... แม่ที่มีเธอเหลืออยู่เป็นความหวังเพียงคนเดียวเท่านั้น

         หลังคำตัดสินของศาล อโนชา ได้รับการลดหย่อนเหลือจำคุกเพียงสองปี ขณะที่ ตำรวจจับกุมโสภิดาได้ภายหลัง และได้รับโทษที่ยาวนานกว่า ช่วงเวลาเหล่านั้น เอริค โทรฯกลับไปที่อเมริกา เรื่องพ่อและเตรียมนำกระดูกของเดวิด กลับไป แต่คำตอบที่ได้รับจากที่บ้าน กลับเป็นคำปฏิเสธ

       ทุกคนที่นั่นไม่ต้องการจดจำพ่อของเขาอีก และกลายเป็นเขาเอง ที่นำพาความเดือดร้อนต่างๆ เมื่อขุดคุ้ยอดีตของบิดากลับมาอีกครั้ง แท้จริง พ่อของเขาได้ตายจากทุกคนในครอบครัวไปหมดแล้ว รวมถึงความทรงจำทั้งปวง

      เอริควางสายจากปู่แค่นั้น จากหน้าต่างห้องนอน เขาเห็นวิวหลังบ้านที่เขียวชอุ่ม ห่างไกลออกไปคือหลังคาบ้านคนที่มองเห็นประปราย ฟ้าตอนใกล้ค่ำดูมืดมัวสลัวราง อีกไม่นานเขาคงมองออกไปและไม่เห็นอะไรอีกนอกเสียจากขอบหน้าต่างที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด ทำไมเขาจะต้องคิดไปไกลถึงวันข้างหน้า ในเมื่อเขามีสิ่งที่ใกล้ตัวมากที่สุดและเขาก็ชื่นชมกับมัน บ้านพ่อหลังนั้นที่พ่อสร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อของตัวเอง กับน้ำจิตน้ำใจของผู้คนที่เขาหามันไม่ได้อีกแล้ว ในครอบครัวของตัวเขาเอง...

        เอริคตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อเมริกา กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านของพ่อ ซึ่งครูแสงจันทร์และครอบครัวของเธอ ยินดียกให้เป็นสมบัติของเอริค โดยมี มัชชาร ตามมาอยู่เคียงข้างกับเขา
         ชีวิตของเขา ตั้งใจแล้วว่าจะเดินตามรอยของเดวิด เขาพบพ่อ พบบ้านของพ่อ และที่นี่เอง คือชายฝั่งที่อบอุ่นที่เขาจะไม่ต้องร่อนเร่ เป็นคลื่นไร้ฝั่งอีกต่อไป...
                      *********************



Create Date : 10 เมษายน 2562
Last Update : 10 เมษายน 2562 9:07:03 น. 2 comments
Counter : 446 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
ชอบ ม.มธุการีมากค่ะ ทั้งสำนวนการเขียนและพล้อตเรื่องที่บางครั้งก็จับทางไม่ถูก
หลายเรื่องจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของตัวเอกที่อ่านแล้วอดสะเทือนใจไม่ได้
ถึงแม้ว่าเรื่องของเอริคกับมัชชารจะจบลงด้วยดี แต่ครอบครัวของมัชชารก็ยังคงจบอย่างเศร้าๆ ตามสไตล์การเขียนซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของ ม.มธุการี
ขอบคุณสำหรับรีวิวค่ะ 😃


โดย: นักอ่านรุ่นเก๋า IP: 171.98.37.221 วันที่: 11 เมษายน 2562 เวลา:20:02:50 น.  

 
สวัสดีครับคุณนักอ่านรุ่นเก๋า งานเขียนของ ม.มธุการี มีเอกลักษณ์ทั้งสไตล์ สำนวนภาษา ชัดเจนมากๆเลยครับ ทำให้หลายๆคนชื่นชอบ และติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด งานสัปดาห์หนังสือรอบนี้ ผมเองนอกจากเล่มนี้แล้ว ก็ยังได้เพิ่มเติมมาอีกหลายเรื่องเลยทีเดียวครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 12 เมษายน 2562 เวลา:8:14:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.