หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2565
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
20 มีนาคม 2565
 
All Blogs
 
บันทึกที่เล็ดลอดจากรั้วสีม่วง / มหาบัณฑิตเมดอินไทยแลนด์ / กิ่งประกายพรึก

บันทึกที่เล็ดลอดจากรั้วสีม่วง / มหาบัณฑิตเมดอินไทยแลนด์ / กิ่งประกายพรึก
ผู้เขียน : วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์ / มณีมุกดา
สำนักพิมพ์ : ดอกอ้อ และ ณ บ้านวรรณกรรม


           วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์ เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและนักเขียน ผู้มีผลงานทั้งในรูปแบบนวนิยาย หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแนวไซไฟ อย่าง พยับดาว ที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว เร้นพลบ โครงทิพย์ร่างทอง ฯลฯ แนวประวัติศาสตร์การเมือง อย่างจันทร์ข้ามคืน แนวชีวิตเพศที่สามที่ เขียนเป็นนิยายไตรภาค อย่าง ซากดอกไม้ ด้ายสีม่วง ห่วงจำแลง หรือผลงานในรูปแบบอื่นๆ รวมถึงบทความทางวิทยาศาสตร์ อีกมากมาย

          ผลงานอีกด้านหนึ่งที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก คือการบอกเล่าประสบการณ์ในช่วงต่างๆของชีวิต ที่ท่านได้ประสบมา และนำมาร้อยเรียงบอกเล่าผ่านงานเขียนในเชิงบทบันทึก ที่อ่านได้อย่างสนุก ได้อรรถรสและเห็นภาพตามไปด้วย ทั้งสามเรื่อง สามเล่ม สามช่วงเวลา ก็คือ บันทึกที่เล็ดลอดจากรั้วสีม่วง มหาบัณฑิตเมดอินไทยแลนด์ และ กิ่งประกายพรึก ในนามปากกา มณีมุกดา นั่นเอง
              ++++++++++++++++++++
          บันทึกที่เล็ดลอดจากรั้วสีม่วง (สำนักพิมพ์ดอกอ้อ พ.ศ.2533) บอกเล่าเรื่องราวชีวิตนักศึกษา มอเชิงดอย ที่เริ่มเรื่องราวตั้งแต่ การรับน้องรถไฟ ผ่านเรื่องราวของ “ผม” ที่สอบเรียนต่อในยุคเอ็นทรานซ์ เข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชีวิตนักศึกษา ปี 1 ที่ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งสุข เศร้า เคล้าน้ำตา ผสานผสมด้วยเสียงหัวเราะและมิตรภาพระหว่างเพื่อน ที่เผชิญเรื่องราวต่างๆร่วมกันมา รวมถึง เรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนทางด้านชีววิทยา ของผู้เขียนที่เป็นการแทรกความรู้ ความเข้าใจ ในวิชาชีพดังกล่าว อ่านได้อย่างง่ายและเพลิดเพลิน จนกระทั่งถึงการทำโปรเจ็ค ในปีสุดท้ายก่อนจบ เชื่อว่า ผู้อ่านที่เคยผ่านชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจะได้ร่วมระลึกถึง ชีวิตช่วงหนึ่งที่มีความประทับใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
             ++++++++++++++++++++
          รั้วสีม่วง ได้ให้อะไรแก่ผมหลายอย่างเรื่องดี เลว สุข ทุกข์ เสียสี ส่อเสียด สะใจ หนำใจ ดึงดูด ท่อง บ่น พร่ำเพ้อ ละเมอครวญหาจริต และปรัชญาขั้นสูง ทุกอย่างรวมอัดแน่นเต็มเปี่ยมอยู่ภายในเลือดเนื้อของผม นั่นหมายรวมถึงเรื่องผีด้วย

            ผมมองดูสมุดบันทึกที่เหลือเนื้อที่อยู่น้อยเต็มที มันเต็มไปด้วยเรื่องราวหลากหลายมากมาย ตัวอักษรที่อัดแน่น บ่งบอกถึงอะไรที่มีอยู่และจางหายไป ผมได้ทั้งเพื่อน และขาดเพื่อนในเวลาเดียวกัน สิ่งที่บันทึกไว้จะคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป ตราบนิรันดร
          ลาก่อน... รั้วสีม่วง ลาก่อนมอเชิงดอย...

           และแล้ว เส้นทางชีวิตของผู้เขียน ก็เริ่มต้นอีกครั้งกับชีวิตนิสิต ในรั้วมหาวิทยาลัย ในระดับ บัณฑิตศึกษา เมื่อได้เข้ามาเรียนต่อ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเขียนประสบการณ์ชีวิต ในอีกรูปแบบหนึ่ง ผ่านหนังสือ มหาบัณฑิตเมดอินไทยแลนด์!
            ++++++++++++++++++++
         มหาบัณฑิตเมดอินไทยแลนด์ ผลงานเรื่องนี้ได้ลงตีพิมพ์เป็นตอนๆในนิตยสารขวัญเรือน ในช่วงปี พ.ศ. 2536-2537 ก่อนจะนำมารวมเล่มโดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมเป็นครั้งแรก เมื่อ ปี พ.ศ.2538 หากคราวนี้ ได้เปลี่ยนจากรูปแบบบันทึกประจำวัน มาเป็นการเขียน กึ่งนวนิยายจดหมาย (Epistle novel) และผสมด้วยสำนวน เชิงเสียดสี ยั่วล้อ ด้วยถ้อยคำแสบๆคันๆ และตลกร้าย อย่างชวนติดตาม

          เนื้อเรื่องบอกเล่าเรื่องราว ผ่านจดหมายของ “กนกวัฒน์” ที่เขียนถึง ซินเทียร์ เพื่อนสนิท นอกเหนือจากชีวิตนิสิตปริญญาโท ที่หนักหนาสาหัสในการเรียนและการทำวิทยานิพนธ์แล้ว ยังแทรกด้วยทัศนคติหลายๆอย่างที่ สะท้อนความคิด ทัศนคติของคนทั่วไป เกี่ยวกับบัณฑิต ของ เมืองไทย ในยุคนั้น

         หล่อนก็รู้ เมืองไทยเรานี่ก็แปลก ใคไม่มีใบปริญญาดูจะหากินฝืดเคืองเหลือเกิน ใบปริญญานี่เขาบอกว่าเหมือนกับกุญแจสำหรับไขประตูเปิดสู่สรวงสวรรค์ชั้นฟ้าทีเดียวหล่อน ถ้าไม่มีปริญญาสักใบ ดูจะไม่ได้ผุดได้เกิดเอาเสียเลย ประเทศนี้

            รวมถึงค่านิยม เกี่ยวกับการเรียนในด้านต่างๆ

          “การเรียนถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ดังนั้นคนที่เรียนอย่างฉัน จึงพยายามหาทางเรียนในสาขาที่เมคมันนี่ นีโน่ ได้ง่ายๆ อย่างฉันน่ะเหรอ จบวิทยาศาสตร์ ไปอยู่โรงงานตอนนี้ อย่างน้อยก็แปดพัน ถ้าอยู่ปิโตรเคมีก็เหยียบหมื่น พอๆกับวิศวะแหละหล่อน เพียงแต่พวกวิศวะมักจะวางท่าเท่ได้เหนือกว่าหน่อยเท่านั้น ปล่อยเท่ไปเถอะวะ ถึงจะกินไม่ได้ แต่มันยอมว่ะ"
            +++++++++++++++++++++
         แม้แต่การเรียนตามใจ พ่อแม่ อย่างที่ปัจจุบัน ก็ยังมีอยู่ไม่น้อย

          “ฉันมีเพื่อนอยู่คน หล่อนไม่รู้จักหรอก แต่ฉันรู้จักมันดี ไอ้นี่มันอยากเรียนรัฐศาสตร์ อยากเป็นทูต แต่คุณพ่อก็เป็นหมอ คุณแม่ก็หมอ เขาบอกให้มันเรียนหมอ เพราะจะได้รับมรดกเป็นเครื่องมือหมอ ตอนหลังมันถูกบังคับมากๆเข้า ก็เลยต้องไปหาหมอ ตอนนี้ก็ยังอยู่ก็หมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง “หลังคาแดง” ทั้งโรงเชียวล่ะ!”

     ในจำนวนจดหมายทั้งหมด 16 ฉบับ ที่ทำให้ผู้อ่านได้ติดตามไปกับเรื่องราวชีวิตของนิสิตปริญญาโทในมหาวิทยาลัยเมืองไทย ที่ต้องฟันฝ่าอะไรอีกหลายๆอย่าง ทั้งสุข เศร้า ขบขัน หรือรันทด กว่าจะเดินมาถึง จุดหมายปลายทาง นอกจากความเพลิดเพลินด้วยสำนวนการเขียนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว ยังได้ข้อคิดที่น่าสนใจ หลายอย่าง รวมถึงบทสรุป ของการเรียนปริญญาโท ที่กล่าวไว้ว่า

          “การที่ฉันเรียนมาจนถึงจุดนี้ สิ่งที่ฉันควรจะได้รับจากการเรียนรู้ คือการรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง มองปัญหาได้ชัดเจนขึ้นและกว้างขึ้น ปริญญาโทไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ถ้าไม่รู้จักนำเอาความรู้ที่เรียนและสั่งสมมาประยุกต์เข้าด้วยกัน หล่อนก็รู้ความจริงข้อนี้เหมือนฉัน แต่บางครั้งหล่อนก็รู้อีกว่า เราไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจเราคิด!”
        +++++++++++++++++++
            และในที่สุด “กนกวัฒน์” ก็สอบป้องวิทยานิพนธ์ และจบเป็นมหาบัณฑิตเมดอินไทยแลนด์ ได้สำเร็จในที่สุด ก่อนที่จะเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ในฐานะของ อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พร้อมกับเรื่องราวที่นำพาผู้อ่านไปรู้จักกับชีวิตวุ่นๆของอาจารย์มหาวิทยาลัย ในผลงานลำดับถัดมา... กิ่งประกายพรึก!
              +++++++++++++++++
         กิ่งประกายพรึก เป็นเสมือนเรื่องราวเล็กๆหลายเรื่องที่นำมาร้อยเรียงต่อกัน เป็นเรื่องราวเหตุการณ์สั้นๆจบในแต่ละตอน โดยบอกเล่าผ่านชีวิตของ “ผม”ที่มาสมัครเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ภายหลังเรียนจบปริญญาโท ผลงานเรื่องนี้ได้นำมารวมเล่มในช่วง ปี พ.ศ. 2539 โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม เช่นกัน เป็นการนำเสนอเรื่องราว ผ่าน “ผม” ที่เข้ามาสมัครงานในตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัย อาชีพที่ หลายๆคน ใฝ่ฝัน ก่อนที่จะพบความจริงของชีวิต อันเป็นประสบการณ์อันหลากหลาย ภายในสถาบันแห่งนี้!

      จากปกหลังของ กิ่งประกายพรึก ได้เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า

         คือความหลากหลายของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย สถานที่ซึ่งเป็นเป็นความใฝ่ฝันอันหอมหวานของนักเรียนชั้นมัธยมปลาย เพื่อเข้ามาศึกษาหาความรู้ให้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่คนวัยทำงานอีกหลายคนก็มีความฝันใฝ่ที่จะก้าวเข้ามาเป็นอาจารย์ เพราะถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ประกายพรึก จึงเปรียบเสมือนตัวแทนหรือสัญลักษณ์แห่งความสว่างไสว พร้อมที่จะทะยานต่อยอดแตกใบไปสู่ระดับที่ดีกว่า...

             เรื่องราวในกิ่งประกายพรึก จึงมีทั้ง ชีวิตเพื่อนอาจารย์ด้วยกัน บุคลากรในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ รวมถึงวีรกรรมของบรรดานักศึกษา ที่เขียนขึ้น ด้วยประสบการณ์และจินตนาการผสมผสานกันอย่างลงตัว รวมถึงสำนวนภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของ มณีมุกดา หรือ วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์ ที่ทำให้อ่านเรื่องราว แต่ละบท แต่ละตอน ได้อย่างสนุกสนานนั่นเอง
  ++++++++++++++++++++
          ทั้งสามเรื่อง สามรสชาติ ที่นำพาเราผ่านช่วงวันเวลาของชีวิต ตั้งแต่เป็นนักศึกษาปริญญาตรี มหาบัณฑิต และชีวิตอาจารย์มหาวิทยาลัย ล้วนมีทั้งความสุข ความทุกข์ ความสนุกสนานชื่นบาน อันเป็นเสมือนประสบการณ์ชีวิต ในแต่ละช่วงวัย ที่ผู้อ่านจะได้ลุ่นระทึก และติดตามร่วมไปกับผู้เขียน ตราบจนถึงบรรทัดสุดท้ายเลยทีเดียวครับ


 


Create Date : 20 มีนาคม 2565
Last Update : 20 มีนาคม 2565 13:20:35 น. 2 comments
Counter : 526 Pageviews.

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณ**mp5**


 
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 21 มีนาคม 2565 เวลา:13:54:09 น.  

 
ขอบคุณ คุณ : **mp5** ด้วยนะครับ


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 23 มีนาคม 2565 เวลา:16:12:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 79 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.