หมอกมุงเมือง
Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
27 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
เพลงมนุษย์ : จินตนา ปิ่นเฉลียว

รวมบทกวี : เพลงมนุษย์
ผู้ประพันธ์ : จินตนา ปิ่นเฉลียว (ภักดีชายแดน)
สำนักพิมพ์ : ประพันธ์สาสน์
ปีที่พิมพ์ : 1 มกราคม 2524
ราคา : 10 บาท

                กลับมาอีกครั้ง กับผลงานของนักเขียนที่ผมชื่นชอบ ทั้งในรูปแบบนวนิยาย ในนามปากกา จินตวีร์ วิวัธน์ และ งานกวีนิพนธ์ ที่รู้จักกันในนามจริงของท่าน จินตนา ปิ่นเฉลียว

 

                รูปแบบงานเขียนบทกวีที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างที่บางคน อ่านแค่ไม่กี่วรรคสามารถอ่าน “ลายเซ็น”ได้ออก ว่าเป็นงานประพันธ์ของใคร สำหรับผมแล้ว มีความรู้สึกว่า ในงานนวนิยาย อาจจะมีหลายคน แต่สำหรับงานกวีนิพนธ์แล้วมีไม่กี่คน ที่สามารถสร้างลายเซ็นของตนได้ชัดเจนยิ่งเช่นนี้

 

                เพลงมนุษย์ เป็นรวมบทกวี กลอนชุด ในแนวเพื่อชีวิต โดยเฉพาะเหตุการณ์สังคมในขณะนั้น เกี่ยวกับสันติภาพ และสงคราม ได้แก่ ชุด “ยักษ์ใหญ่-ตื่นเถิด” เป็นการรวบรวมบทกวี แสดงทรรศนะ เกี่ยวกับเหตุการณ์การรบราฆ่าฟันของเวียดนามเหนือ – ใต้  เขมรแดง เขมรขาว สงครามบังคลาเทศ – ปากีสถาน ตลอดจนสงครามยิว อาหรับ ในตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์หลายๆแห่งที่กล่าวถึงในบทกวีนี้จะหมดสิ้นไปแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นรอยจารึกที่บันทึกเอาไว้ เป็นบทเรียน ให้อนุชนรุ่นหลัง มองเห็นถึงความโหดร้ายความทุกข์ทรมาน ของสิ่งเหล่านี้ ผ่านการบรรยายด้วยรสแห่งวรรณศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าน

 

 

                เปิดบทนำของหนังสือ ด้วยบทกวีที่ว่า…

 

 

                เชิญวางใจ ไว้หนุน มุ่นเมฆผ่อง

 

ที่ลอยฟ่อง เพื่อนฟ้า เพลาหนาว

 

วางความท้อ ทุกข์ทับ กับธารดาว

 

สดับกราว กถาเปล่ง เพลงมนุษย์

 

    ซึ่งรินศัพท์ ขับโศลก ทั่วโลกแหล่ง

 

สัจจะแห่ง ชีวัน อันพิสุทธิ์

 

เชิญฟังเถิด ถ้อยกาพยาวุธ

 

ฟังแล้วตรอง มองหาจุด เพื่อหยุดภัย  

 

 

       ขอยกความอลังการแห่งบท “ยักษ์ใหญ่ – ตื่นเถิด” ในภาค นครวัด นครธม พนมเปญ มาสักชุดนะครับ

 

 

                สุริยะวรมัน จะกันแสง

 

                ศิลาแลง ทุกก้อน ก็กร่อนไหว

 

                พระบาท ไชยวรมัน ผู้บรรลัย

 

                จะร่ำไห้ โหยสะอื้น ด้วยปืนกวน

 

                  “ตัวกู ผู้ทรง สิทธิศักดิ์

 

                อาณาจักร กัมพุช ภาศวร

 

                นครวัด นครธม สมควร

 

                สฤษฏิ์ล้วน ด้วยฤทธิ์ มหิศรา

 

                ศิลาเท่า เหย้าเรือน เขยื้อนยาก

 

                ฉุดลาก ชลอผ่าน ด้านป่า

 

                มือคน ก่นสลัก ลักษณา

 

                เป็นสุสาน ศิลา บูชากู

 

                นครธม ก่อนล่ม ก็ไพโรจน์

 

                ชวยโชติ สิทธิศักดิ์ อักขู

 

                โลเกศวรเพ่ง เล็งดู

 

                คือปูชนีย์อ่า บายน

 

                แต่เนิ่นนาน กาลก่อน กูนอนนิทร

 

                สุขสถิต เทียมเทพ เสพกุศล

 

                เหวย ไอ้ขอมใหม่ ใจวิกล

 

                คำรน ปืนเป่า ปลุกกู...

 

 

                และปิดท้ายด้วยบทสรุปที่ว่า

 

                สุริยะวรมัน จะกันแสง

 

                ศิลาแลงสี่พักตร์ จักร้องไห้

 

                เมื่อลูกขอม ฆ่าขอม ยอมยอบภัย

 

                แล้วจะเหลือ อะไรไว้ ภูมิใจตน?

 

 

                ในท้ายที่สุดนี้ ขอยกตัวอย่างบทความสัมภาษณ์คุณจินตนา ในนิตยสารสกุลไทย โดย “เพียว” ฉบับ 1273 อังคาร 13 มีนาคม 2522 มาลงไว้พอสังเขปนะครับ

 

 

                ครอบครัวของจินตนา ปิ่นเฉลียว มีนิวาสสถานดั้งเดิมอยู่ที่เชียงใหม่ แต่ได้อพยพมาอยู่กรุงเทพฯ นานแล้ว ตัวเธอเอง ก็เกิดที่กรุงเทพฯนี้เอง เมื่อศึกษาจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 แล้ว ก็สอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาจนกระทั่งสำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี พ.ศ. 2502 ซึ่งในปีนั้นก็มีรายชื่อติดอันดับที่ 3 ในการสอบทั่วประเทศ ที่เรียกกันว่า ติดบอร์ด เป็นบำเหน็จความสามารถอีกด้วย จากนั้นก็เข้าเรียนต่อในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จนสำเร็จและเริ่มเข้ารับราชการตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้

 

                หันกลับมาด้านงานเขียน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งว่า บิดาคือคุณวิวัธน์ ปิ่นเฉลียว ซึ่งทำงานมีตำแหน่งหน้าที่เป็นนายช่างไฟฟ้าของกรมรถไฟ ก็มีใจรักในทางเขียนบทละครร้องอยู่ในยุคนั้น บางครั้งก็เอาบทมาซ้อมร้องที่บ้าน ขณะนั้นจินตนาอายุได้แค่ 4-5 ขวบ ก็เริ่มเกิดความฝังใจในความเพราะพริ้งของบทกลอนที่ได้ยินเข้า ประจวบกับบางครั้งได้ฟังบทกลอนวรรณคดีรามเกียรติ์ที่บิดาอ่านให้ฟัง ถึงกับสามารถจำได้เป็นบทยาวๆ และเก็บเอาไปท่องให้ยายและเพื่อนบ้านฟังอีกต่อหนึ่งทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเรียน ก. ไก่เลย

 

               

           เมื่อเริ่มเข้าเรียนหนังสือ ก็ได้รับการเรียนรู้จักบทกลอนสอนเด็กกับสักวาอีกหลายบท จนเกิดความประทับใจ และหยิบเอาความประทับใจนั้นกับความรักที่มีต่อกาพย์กลอนขึ้นมาทดลองเขียนเองบ้าง

 

             

           เล่าว่า... เมื่อตอนที่เริ่มเขียนกลอนครั้งแรก อายุเพิ่งจะย่างเข้าสิบขวบกว่าๆ เขียนกลอนไปตามประสาเด็กวัยนั้น แล้วเอาไปให้พี่ชาย คือวาทิน ปิ่นเฉลียว (ต่วย แห่งหนังสือ ต่วย’ ตูน) อ่านดู ผลที่ได้รับคือ พี่ชายหัวเราะขันเสียยกใหญ่ จนรู้สึกเขิน แต่ความรักในการเขียนกลอนมีมากกว่าความเขิน จึงเขียนเล่นๆ เรื่อยมาและเอาไปให้เพื่อนๆอ่านบ้าง แล้วก็บังเอิญอีกนั่นแหละที่เพื่อนๆ หลายคนยุ ประกอบกับตัวเองเป็นคน “ยุขึ้น”จึงเขียนเป็นการใหญ่

 

             

            เรียกว่าพอปีกกล้าขาแข็งกับการเขียนกลอนมาจนถึงชั้นมัธยมปีที่สาม เพื่อนก็ยุอีกว่า น่าจะเขียนส่งไปให้หนังสือพิมพ์บ้าง จึงได้ส่งบทกลอนสั้น ไปลงหนังสือสำหรับเด็กสมัยนั้น คือ “ชัยพฤกษ์” กับ “ดรุณสาร”และได้รับความสำเร็จจากการเขียนสักวาประกวดในหนังสือ “ชัยพฤกษ์” ได้รับรางวัลที่สอง ได้เงินรางวัลจำนวน 30 บาท ดีใจแทบตาย...

 

...

 

                ถึงกระนั้น งานเขียนส่วนใหญ่ก็มุ่งไปทางเขียนกลอนมากกว่าร้อยแก้ว ขณะที่เรียนอยู่ชั้นเตรียมอุดมก็มีผลงานกลอนแพร่หลายตามหน้าหนังสือพิมพ์ชั้นนำในสมัยนั้นแล้ว เมื่อเข้าศึกษาในจุฬาฯ เป็นปีแรก ก็พอดีทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่องสี่ สมัยนั้นที่มีคุณจำนง รังสิกุล เป็นผู้อำนวยการเริ่มเปิดรายการกลอน “ชุมนุมกลอนชาวบ้าน” ขึ้น เพื่อนๆชวนไปแข่งก็ไปแข่งกับเขา และชนะด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 รายการชุมนุมกลอนชาวบ้านจัดประกวดนัดสำคัญ คือเอาผู้ชนะแต่ละเดือน มาแข่งขันกันเพื่อให้ได้ตัวผู้ชนะเลิศ จินตนาประสบความสำเร็จด้วยการได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนั้น พร้อมกับได้รับด้วยทองคำเกียรติยศของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ

 

             

          (หมายเหตุ : ผู้เขียนบล็อกเคยอ่าน เหตุการณ์การประชันกลอนสดครั้งนั้น ระหว่างคุณจินตนา กับ อาจารย์ภิญโญ ศรีจำลอง ว่าเป็นการประชันกลอนที่สมศักดิ์ศรีและเลื่องระบือกันชนิดหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว เสียดายก็แต่ว่าไม่มีโอกาสได้จดบันทึก จากที่เคยอ่านกลอนระหว่างสองท่านนี้ไว้)

 

                จากนั้น งานเขียนกลอนของจินตนา ก็ทยอยออกสู่ตลาดมากมาย นักกลอนร่วมสมัยกับเธอในครั้งกระนั้น เท่าที่เห็นชื่อก็จำกันได้ มี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นิภา บางยี่ขัน ทวีสุข ทองถาวร เป็นต้น

 

               

               ความสำเร็จอีกชิ้นหนึ่งที่จินตนาได้รับจากการเดินทางผ่านเข้าผ่านออกยังกรุงเก่าอยู่บ่อยๆ คือได้ “นิราศพระอาราม” ซึ่งเป็นงานกลอน บรรยายถึงวัดวาอารามต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาไว้อย่างละเอียด และส่งเข้าประกวดชิงรางวัลของมูลนิธิจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ เมื่อปี พ.ศ. 2515 จนได้รับรางวัลชมเชยพิเศษ (ไม่มีผู้ชนะเลิศ) ในปีถัดมาก็ได้ส่งบทกลอนอีกชุดหนึ่ง ซึ่งบรรยายถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนกรุงศรีอยุธยาแตก ชื่อว่า “อยุธยาวสาน” เข้าแข่งขันชิงรางวัลของมูลนิธิดังกล่าวอีก และก็ได้รับรางวัลพร้อมๆกับนักกลอนอื่นอีก 2 ท่าน โดยไม่มีผู้ใดได้รับรางวัลชนะเลิศ

 

 

                และ ณ บรรทัดนี้ผม ขอกราบบูชา บรมครู ผู้เป็นต้นแบบสำหรับงานเขียน ทั้งบทประพันธ์ร้อยกรอง และงานเขียนนวนิยายร้อยแก้ว แด่ท่าน ด้วยจิตคารวาลัยครับ

 

               

          จินตนา ปิ่นเฉลียว...

 

 

 

 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Create Date : 27 มกราคม 2556
Last Update : 24 กรกฎาคม 2556 11:38:05 น. 8 comments
Counter : 1309 Pageviews.

 

แวะมาเจิมอ่าน
ขอบคุณที่แนะนำรวมบทกวี เก่ามากๆ เลยนะคะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 27 มกราคม 2556 เวลา:21:17:46 น.  

 
แฟนตัวจริงของจินตวีร์ เลยนะคะ
มีบทสัมภาษณ์เมื่อ 30 กว่าปีก่อนด้วย

บทกวีใช้คำได้อลังการและมีความหมายดีมาก


โดย: ~:พุดน้ำบุศย์:~ วันที่: 27 มกราคม 2556 เวลา:22:38:24 น.  

 
น่าเสียดายนะคะที่การประชันกลอนสดครั้งนั้น ระหว่างคุณจินตนา กับ อาจารย์ภิญโญ ศรีจำลอง ไม่มีการจดบันทึกไว้


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 28 มกราคม 2556 เวลา:3:04:58 น.  

 
กำลังจะถามเลยค่ะว่า จินตนา ปิ่นเฉลียว คือ จินตวีร์ วิวัธน์ ใช่ไหม


โดย: กุลธิดา (kdunagin ) วันที่: 28 มกราคม 2556 เวลา:4:25:17 น.  

 
ดีจังได้อ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆ

กวีร่วมรุ่นชื่อคุ้นๆ ค่ะ (ขนาดไม่ใช่คอกวี ยังพอรู้จัก กวีชื่อดังที่เอ่ยนามมา และชอบผลงานด้วยค่ะ (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ / นิภา บางยี่ขัน)


โดย: ชามินต์ IP: 125.24.241.241 วันที่: 29 มกราคม 2556 เวลา:14:14:52 น.  

 
คุณอุ้มสี : สวัสดีครับ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนกันนะครับ

คุณพุด : บทสัมภาษณ์ย่อมาจากส่วนท้ายเล่มอีกทีครับ บทกวีของคุณจินตนามีเอกลักษณ์โดดเด่นมาก และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ของการแต่งกลอนของผมตั้งแต่เด็กเลยครับ

คุณหวานเย็นฯ : จำได้ว่าตอนอ่านในหนังสือเล่มหนึ่งที่มีผู้บันทึกไว้ กลอนประชันของทั้งคู่ โดดเด่น กินกันไม่ลงเลยครับ ของอาจารย์ภิญโญเอง ก็เป็นนักกลอนมือฉมังท่านหนึ่งของยุคนั้น ภายหลัง คนจะรู้จัก จากงานเขียนเรื่องสั้นของ "พริ้ง พระอภัย" ในเลือดตะลุง มากกว่า

คุณไก่ : อีกสองนามปากกาของท่าน ที่ผมติดตามอ่านประจำในต่วยตูน พิเศษ สมัยก่อนนั้น ก็คือ ไดโนเสาร์(แก่) กับ ไอคิว๔๕ ครับ เขียนสารคดีเกี่ยวกับไอยคุปต์ได้สนุกมากๆๆๆๆ

คุณชามินต์ : คุณนิภา บางยี่ขัน ฉายาบุษบาท่าพระจันทร์ ก็มีสำนวนเป็นเอกลักษณ์มากครับ อีกท่านก็คือ คุณทวีสุข ทองถาวร คู่ชีวิตของท่าน ผมยังจำบทกวีบทหนึ่งได้ติดใจ โดยเฉพาะการเล่นคำอันแพรวพราวในแบบฉบับของคุณทวีสุขเลยครับ

อยากลบรอย เท้าเปื้อน พื้นเรือนหอ
ลบภาพคู่ เคลียคลอ กันต่อหน้า
ยิ่งอยากลบ ยิ่งกระจ่าง ไม่ร้างลา
เห็นตำตา ตาจึงจำ มาตำใจ!!


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 30 มกราคม 2556 เวลา:13:32:28 น.  

 
ติดตามอ่านที่คุณสามปอยหลวงเขียนถึงคุณจินตนามาตลอดครับ ชอบมาก ขออนุญาตแก้นิดหนึ่งว่า นามปากกาของคุณจินตนาคือไดโนเสาร์(เด็ก)ครับ สำหรับไดโนเสาร์(แก่) เข้าใจว่าเป็นอีกท่านครับผม


โดย: ภาคภูมิ IP: 88.131.84.229 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:12:44:51 น.  

 
สวัสดีครับคุณภาคภูมิ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ
สมัยก่อนที่อ่านต่วยตูน พิเศษ ชอบทั้งสำนวน ไดโนเสาร์ (แก่) กับ ไอคิว 45 มากเลยครับ เลยอาจจะจำสลับกันกับไดโนเสาร์ (เด็ก) ครับ

พอได้เขียนแล้วอดนึกไปถึง สมัยเรียน ม.ต้น ตอนไปแข่งประชันกลอนสดที่ หอสมุดแห่งชาติ ไม่ได้เลยครับ
ตอนนั้น คุณจินตนา ปิ่นเฉลียว เป็นกรรมการท่านหนึ่งที่ไปตัดสิน ร่วมกับ คุณประยอม ซองทอง และ อาจารย์นิรันดร์ นวมารค เสียดายเหลือเกิน ผมมีโอกาสได้พบท่านแล้ว แต่กลับไม่ได้ขอลายเซ็นท่านเก็บไว้เลย เฮ้อ... <


โดย: สามปอยหลวง วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:19:17:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
สามปอยหลวง
Location :
ชลบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 64 คน [?]




ฉันติดคุก ครั้งนี้ ชั่วชีวิต เพราะทำผิด คิดรัก ตัวอักษร ถูกคุมขัง ตั้งแต่เช้า จนเข้านอน ขอวิงวอน โปรดอย่า มาประกัน

คุกหนังสือ คือโซ่ทอง ที่คล้องล่าม คุกหนังสือ คือความงาม ในความฝัน คุกหนังสือ คือดนตรี กล่อมชีวัน คุกหนังสือ คือสวรรค์ ฉันรักเธอ

จาก คุกหนังสือ : แคน สังคีต

New Comments
Friends' blogs
[Add สามปอยหลวง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.