มองซ้าย-ขวา ก่อนข้ามถนน.
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
21 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
กลยุทธที่ 8 ของ "คุณชอบอ่าน"

คุณน้องส้มเด็กดีโพสต์ 9/1/47 ห้องสินธร.........

------------------------------------------------------------------------

กลยุทธ์ที่ 8 "จงเป็นพ่อค้าที่มีเงินทุนสำรองอยู่อย่างสม่ำเสมอ"

ผมคาดว่า กลยุทธ์นี้ เป็นกลยุทธ์ที่ยากที่สุดที่นักเก็งกำไรจะสามารถทำได้ในบางสถานการณ์ แต่กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผมได้กำไรจากการลงทุนแบบยั่งยืนครับ และผมคิดเองว่าเป็นกลยุทธ์ที่อาจสามารถทำให้นักเก็งกำไรบางท่านแปรเปลี่ยนเป็นนักลงทุนอย่างแท้จริงได้ครับ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง VI กับ VS แต่หากท่านใดมีความเห็นแตกต่าง ผมก็ยินดีรับฟังคำวิจารณ์และความเห็นหักล้างครับ

ใน 7 กลยุทธ์ที่กล่าวมา เป็นเพียงองค์ประกอบให้การดำเนินการในกลยุทธ์ที่ 8 นี้ บรรลุสู่เป้าหมาย หากแต่ว่า กลยุทธ์ทั้ง 7 นั้น ผมเห็นว่าสามารถใช้ได้ทั้งนักเก็งกำไรและนักลงทุน แต่กลยุทธ์ที่ 8 และ กลยุทธ์ที่ 9 ใช้ได้ผลสำหรับนักลงทุนที่แท้จริงเท่านั้นครับ ซึ่งเมื่อผมมองย้อนกลับไปดูในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมก็รู้สึกว่ากลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่หลอมรวมความคิดแบบนักเก็งกำไรของผมเองเข้ากับความคิดแบบนักลงทุนแบบพ่อค้า ให้กลายเป็นความคิดแบบนักลงทุนในตลาดหุ้นครับ โม้ไปหรือเปล่าใช้วิจารณญานส่วนตัวพิจารนาดูกันนะครับว่า ผมเป็นมนุษย์หุ้นแบบใด)


คงต้องขออธิบายถึงเรื่องการลงทุนก่อนนะครับ ในภาคปฏิบัติ มนุษย์ทุกชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นมาย่อมต้องคลุกคลีกับเรื่องการลงทุนบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ หากย้อนคิดถึงภาพต่างๆในอดีต หลายๆครั้งผมก็ได้เห็นตนเองซื้อของมาขาย ซื้อหนังสือมาอ่าน และได้นำความรู้ไปพูดกล่าวให้มนุษย์อีกหลายๆคนได้รับรู้รับฟัง อันนำมาซึ่งสินจ้างบ้าง น้ำใจบ้าง เหล่านั้นก็เป็นรูปแบบของการลงทุนอีกอย่างหนึ่งนั่นเองครับ หลายๆท่านลองรำลึกถึงอดีตกันดูบ้างนะครับ อาจเห็นภาพของตนเองแบบผมบ้างก็ได้ 5555

โดยสรุป จุดประสงค์ของการลงทุนคือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้รับตอบแทนกลับคืน แม้การทำบุญก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบสุขในใจโดยมีความคิดขัดแย้งว่าเป็นสิ่งที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนอันใด รูปแบบของการลงทุนก็มีอยู่อีกมากมาย ดังนั้น ผมจึงขอมุ่งประเด็นให้แคบลงมาเฉพาะในเรื่องสองเรื่องคือเรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และการทำมาค้าขายนะครับ ซึ่งผมจะเรียกว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และ การลงทุนในตลาดซื้อขายสินค้า ไม่ว่าเราจะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดซื้อขายสินค้า เป้าหมายที่สำคัญก็คือการได้มาซึ่งกำไรเหมือนกัน หากแต่ว่า เมื่อคนนึกถืงตลาดหลักทรัพย์ หลายๆคนกลับนำไปเชื่อมโยงกับการพนันกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆแล้วในการทำมาค้าขายปกติ ก็สามารถนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องการพนันได้เช่นกันครับ ผมนึกถึงวิธีถ่ายทอดความคิดออกมาให้เป็นรูปแบบง่ายๆ และสรุปออกมาเป็น เรื่องราวของชีวิตของคนสองคนที่ผมเคยได้สัมผัสในหลากหลายรูปแบบดังต่อไปนี้นะครับ

มีคนสองคนเป็นเพื่อนกัน คนหนึ่งชอบเล่นการพนัน (ผีพนัน) อีกคนชอบทำมาหากิน (คนขยัน) สองคนคบกันมาตั้งแต่เด็กจนแก่ ต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด บางครั้งผีพนันก็ได้เงินมากมายจากการเล่นการพนัน แล้วก็พาคนขยันไปเลี้ยงดูปูเสื่อ คนขยันก็คอยเตือนผีพนันด้วยความจริงใจอยู่เสมอว่ามีเงินให้เอาไปทำมาหากินทางอื่นดีกว่า อย่าเล่นพนันต่อเลย หลายครั้ง ผีพนันก็มาขอข้าวคนขยันกิน ถึงกระนั้นคนขยันก็ไม่เคยดูหมิ่นดูแคลนผีพนันเพื่อนรักเลย เหตุเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งมีผีพนันได้ยินว่ามีการเปิดตลาดหุ้น

วันหนึ่ง ผีพนัน มาบอก คนขยัน ว่า ตนจะเลิกเล่นการพนันแล้ว ขอยืมเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นหน่อย คนขยัน ก็แย้งว่า มันก็การพนันเหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเอาไปเปิดร้านขายของจะให้ยืมเงินแต่ถ้าเอาไปลงทุนในตลาดหุ้นไม่มีให้ ผีพนันโกรธเลยหายไปเล่นพนันหนักขึ้น เป็นหนี้เป็นสิน โดนอันธพาลทำร้ายหลายครั้ง คนขยัน ได้ยินข่าวก็เสียใจ ลองเข้าไปศึกษาข้อมูลในตลาดหุ้นดู ก็พบความจริงว่า ในตลาดมีทั้งนักพนัน และนักลงทุน จากนั้นก็เที่ยวตามหา ผีพนัน จนเจอในสภาพสะบักสะบอมเต็มทน ผีพนัน ยังโกรธคนขยันไม่หายเพราะช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นได้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนรวยจากตลาดมากมาย ถ้า คนขยัน ให้เงินทุน คงรวยและเลิกเล่นพนันไปแล้ว แต่คนขยันก็สามารถนำตัวผีพนันไปดูแลรักษาจนได้

คนขยัน ดูแลรักษาเพื่อนจนหายดี และบอกเพื่อนว่า จะให้เงินลงทุนในตลาดหุ้น แต่มีข้อแม้ว่า ผีพนันต้องทำตามที่ตกลง และให้ซื้อขายผ่านคนขยันเท่านั้น ได้เงินบวกลบเท่าใด หนึ่งปีมาคิดหักกลบลบหนี้กัน ผีพนันก็ตกลง และเริ่มต้นบอกให้คนขยันลงทุนตามที่ตนต้องการ แรกๆ ผีพนันก็ค่อยๆลงทุน เพราะกลัวเงินหมด เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ตลาดหุ้นเป็นตลาดขาขึ้น บางช่วงเวลา ผีพนัน เห็นว่าตนเองได้กำไรมากมาย จะมาขอเงินจากคนขยัน คนขยันก็บอกว่ายังไม่ครบหนึงปี ผีพนันก็ได้แต่หัวเราะแล้วบอกว่า เตรียมตัวแสดงความยินดีกับเขาไว้เถอะ ดูจากผลงานที่ผ่านมา คาดว่าเมื่อครบหนึ่งปี เขาจะมีเงินมากกว่า คนขยันหลายเท่านัก จากนั้นเหมือนยิ่งเล่นยิ่งมัน ผีพนัน บอกคนขยันให้ลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงหลายๆตัวโดยไม่สนใจพื้นฐานมากนัก ครบหนึ่งปี ผีพนัน หายหน้าหายตาไม่ยอมมาพบ คนขยัน จนคนขยันต้องออกตามหา เมื่อพบ ผีพนัน ขอโทษขอโพย คนขยันที่ทำให้ต้องเสียเงินเสียทองมากมาย คนขยัน บอกไม่เป็นไร เห็นไหมว่าตลาดหุ้นมันก็บ่อนการพนันดีๆนั่นแหละ แถมเสียเงินทองมากกว่าเล่นพนันตามบ่อนเสียอีก ผีพนัน ละอายใจที่ทำให้เพื่อนเดือดร้อนและสาบานว่าจะกลับตัวเลิกเล่นพนันโดยเด็ดขาด และขอเป็นคนรับใช้คนขยันไปจนตาย คนขยันบอกผีพนันว่า ไม่ต้องเป็นคนรับใช้หรอก แต่ขอให้ทำมาหากินให้ดีก็พอ จะให้เงินลงทุนใหม่ ผีพนัน ซาบซึ้ง แล้วขอคำแนะนำจากคนขยันว่า ตนสมควรจะลงทุนค้าขายอะไรดี ความรู้ก็ไม่ค่อยมี คนขยันก็ตอบว่า ก็ลงทุนค้าขายในตลาดหุ้นนั่นแหละ ด้วยเงื่อนไขเดิม แต่เพิ่มข้อแม้ใหม่ คือ ต้องลงทุนในช่วงที่ตนบอก และเลิกลงทุนทันทีเมื่อตนบอกเช่นกัน

ผีพนัน สงสัยอย่างมากว่า ทั้งๆที่ตนเองทำให้ คนขยันเสียเงินทองมากมาย ทำไมยังให้ตนใช้เงินลงทุนในตลาดอีก ตนไม่อยากให้เพื่อนรักเสียเงินมากขึ้นอีก และไม่อยากเล่นพนันอีกเพราะผิดคำสาบาน (ถ้าไม่สาบานก็ไม่แน่ใช่ไหมละ 5555) คนขยันเลยเฉลยว่า ที่ผ่านมาตอนช่วงที่ ผีพนันได้กำไรตนเองก็ไม่ได้ซื้อ ตอนช่วงที่ขาดทุนตนเองก็ไม่ได้ซื้อ แต่ตนเองเตรียมเงินไว้จ่าย ผีพนัน หากสุดท้ายสรุปว่า ผีพนัน ได้กำไร และในขณะที่รับข้อมูลจาก ผีพนัน และศึกษาตลาด ก็พบว่า ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถ ซื้อขายหุ้นในตลาดได้เหมือนทำมาค้าขายสินค้าทั่วไปเหมือนกัน แต่ต้องมีวินัยในการลงทุนอย่างเข้มงวด และคิดเช่นเดียวกับการซื้อของเข้าร้านไว้รอขาย ของบางอย่างยังต้องรอเป็นเวลานาน บางทีหลายวัน หลายเดือนหรือบางอย่างก็เป็นปีถึงจะได้ขาย แถมบางอย่างก็ต้องตัดใจยอมขายขาดทุนเหมือนกัน แต่ข้อสำคัญ ของใดที่มีวันหมดอายุ ต้องรีบๆขายเอากำไร ยิ่งใกล้หมดอายุยิ่งน่ากลัว จึงต้องไม่ซื้อของใกล้หมดอายุมาขายเด็ดขาด ของบางอย่างคนเห่อซื้อในบางช่วงทำให้ขายได้กำไรดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเห่อซื้อกันอย่างนั่นเสมอไป แต่ถ้าเป็นของไม่เน่าไม่เสีย ยังไงก็ยังขายได้ แต่จะขายได้เท่าใดก็เป็นอีกเรื่อง

สรุปแล้วหากรู้ว่า มีของที่ไม่เน่าไม่เสียให้ซื้อมาขายได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดร้านขายของหรอก ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ตอนที่ซื้อของมา ต้องซื้อที่ราคาต่ำๆ เวลาขายจะได้กำไรดี แล้วต้องดูเงินทุนด้วย ไม่ใช่สักแต่จะซื้อจนทุนหมด พอมีของที่ถูกกว่ามาขายก็ซื้อไม่ได้ และด้วยเหตุผลในความส่วนนี้ จึงเป็นที่มาของชื่อของกลยุทธ์ที่ 8 หากท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจ ขอให้ติดตามอ่านต่อไปครับ

จากคุณ : ชอบอ่าน



Create Date : 21 สิงหาคม 2550
Last Update : 10 เมษายน 2551 13:02:53 น. 0 comments
Counter : 228 Pageviews.

คนบ้านสามขา101ฯ.
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คนบ้านสามขา101ฯ.'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.