กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
27 มิถุนายน 2564
space
space
space

วิจัยทาน


231สังคมจะมีสันติสุขได้ คนต้องรู้จักความสุขจากการให้

   เรื่องความสุขทางสังคม และความสุขของสังคมนั้น บอกแล้วว่าเป็นเรื่องใหญ่ ท่านสอนไว้มากมายให้ตระหนักว่าจะต้องเอาใจใส่ถือเป็นเรื่องสำคัญ

  ถึงแม้จะพูดไปแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ควรพูดเพิ่มอีก เมื่อกี้นั้นเน้นแง่คุณธรรมในใจ คือ ที่ว่าเป็นความสุขทางสังคม ก็เป็นความสุขในตัวคน ในใจของคน ที่เป็นมิติทางสังคม ที่โยงไปในด้านของสังคม เป็นการจำแนกให้เห็นว่า คนเราแต่ละคนนี้ มีความสุขได้หลายด้าน และด้านหนึ่งคือความสุขทางสังคม

   ทีนี้จะให้ชัดว่า ความสุขทางสังคมนั้น ที่จริงหมายถึงออกไปเป็นความสุขของสังคมพร้อมไปด้วย จึงต้องพูดต่อไปถึงหลักธรรมที่โยงจากคุณธรรมในใจออกไปสู่การปฏิบัติในสังคม จนเต็มกระบวน ครบวงจร

   ขอเริ่มง่ายๆ ถามว่า เมื่อในใจคนเกิดมีเมตตา อยากให้คนอื่นเป็นสุข มีกรุณา อยากให้คนอื่นหลุดพ้นไปจากทุกข์นั้น เขามักแสดงออกไปด้วยการทำอะไร ที่เป็นพื้นฐานที่สุด

   คำถามนั้น มาบรรจบกับคำถามนี้ว่า ธรรมอะไรที่พระพุทธเจ้าตรัสบ่อยที่สุดสำหรับชาวบ้าน คำตอบก็ง่าย บอกว่า "ทาน"

  พุทธศาสนาเริ่มต้นด้วยทาน    ชาวบ้านทั่วไปพอจะรู้เข้าใจหลักที่เรียกว่า  บุญกิริยาวัตถุ ๓ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติชุดของคฤหัสถ์ ที่เทียบคู่ กับ ชุด ไตรสิกขา ของพระสงฆ์

   พูดง่ายๆว่า ของพระ คือ ไตรสิกขา ของโยม คือ บุญกิริยา ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา

   บุญกิริยา ที่เรียกเต็มว่า บุญกิริยาวัตถุ ๓ (หรือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ก็ตาม) เริ่มด้วยข้อแรก คือ ทาน
 
  หลักธรรมสำคัญๆ สำหรับประชาชน หรือมนุษยชน ขอให้สำรวจดูเถิด มีทานเป็นข้อแรกทั้งนั้น

  ทาน อันแปลง่ายๆ ว่า   "การให้”   ที่สำคัญอย่างนี้ บ่งบอกความหมายอะไร

  ก็บอกให้รู้ให้ตระหนักว่า ในเรื่องของมนุษย์นั้น การแสวงหาวัตถุ การจัดสรรวัตถุ การครอบครองวัตถุ และการเสพวัตถุ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

  แล้วที่แสวงหา ที่จัดสรร ที่ครอบครองนั้น ก็มาจบมารวมมาลงที่  "เสพ” (คลุมทั้งบริโภค) นี่แหละ

   มนุษย์มีแนวคิด มีความครุ่นคิดพื้นฐานอะไร อย่างน้อยจากแรงบีบคั้นของความต้องการอยู่รอด ทำให้เขาหาทางดิ้นรนแสวงหาเพื่อตัวเอง เขาก็คิดถึงการที่จะได้จะเอา จะได้จะเอา จะได้จะเอา จนกระทั่งความคิดนี้เป็นความเคยชินติดเป็นพื้นใจ

  เมื่อแสวงหา ได้มา เอาไว้ๆ ก็ไม่รู้จับ ไม่รู้พอ แต่วัตถุสิ่งเสพมีจำกัด แล้วการแย่งชิงเบียดเบียนกันก็เกิดขึ้น และแพร่ขยายออกไป สังคมมนุษย์ จนถึงทั้งโลก ก็เดือดร้อน บอกว่าไม่มีสันติภาพ

  ทางแก้คือธรรมก็จึงเริ่มต้นที่ทาน ด้วยการให้ อย่างน้อยก็สร้างดุลได้ ถ้าเป็นไปได้ พอไหว ก็ฝังเข้าไปให้เป็นนิสัยของจิต เป็นความเคยชินของความคิดติดเป็นพื้นใจ

  เริ่มต้นก็บอกว่า    คุณอย่าคิดแต่จะได้จะเอาอย่างเดียว   จะทำให้เบียดเบียนกัน แล้วคุณเองก็จะเดือดร้อนด้วย ทางที่ถูกที่ดี คู่กับการให้การเอานี้ ก็ต้องมีการให้ด้วย คือ พร้อมกับจะได้จะเอา ก็ให้มีทานขึ้นมาเข้าคู่กัน

  เป็นอันว่า คู่กับพฤติกรรมพื้นฐานอันแรกของมนุษย์ ที่แสวงหา จะได้ จะเอา จะเสพ เพื่อตนเอง ก็มีการให้ปันแก่ผู้อื่นบ้าง

  เพราะฉะนั้น ทานจึงขึ้นมาเป็นข้อแรก เป็นข้อธรรมพื้นฐานสำหรับสังคมมนุษย์ ที่เราจัดว่าเป็นฝ่ายคฤหัสถ์ หรือชาวบ้าน

  อย่างที่ว่าเมื่อกี้ ทานนี้มาเป็นฐานที่จะพัฒนาคนขึ้นไปสู่ธรรมอื่นๆ ต่อๆไป ที่กว้างที่สุด ก็คือในชุด บุญกิริยาวัตถุ ๓ สำหรับพัฒนาชีวิตของคน โดยจัดเป็น ทาน ศีล ภาวนา

  เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ชาวบ้านทั่วๆไป ที่ยังไม่ค่อยมีพื้นฐานความรู้ ตามปกติทรงแสดงคำสอนปูพื้นขึ้นไปตามลำดับก่อน   เรียกว่าอนุปุพพิกถา มี ๕ ข้อ ก็เริ่มด้วย ทานกถา คือเรื่องทาน แล้วจึงต่อด้วยสีลกถา เรื่องศีล สัคคกถา เรื่องสวรรค์ กามาทีนพ โทษของกาม และเนกขัมมานิสงส์ อานิสงส์แห่งเนกขัมม์

   แล้วก็มาชุดทศพิธราชธรรม ธรรมของพระราชา ๑๐ อย่าง คือคุณธรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน หรือผู้ปกครอง ได้แก่ ทาน ศีล ปริจจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตบะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ

  แม้แต่ในชุดบารมี ๑๐ ที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญ  ก็มีลำดับว่า ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

  ทานยังอยู่ในธรรมชุดอื่นอีก และเป็นข้อแรกเป็นธรรมดา ความสำคัญของทานก็คงไม่ต้องพูดให้มาก คนไม่มีจะกิน จะอดตาย ทุกข์แค่ไหนก็รู้กัน และทานนี่แหละแก้ได้

  กว้างออกไป   คนแย่งชิงเบียดเบียนกัน แสนจะเดือดร้อน ก็เอาทานมาช่วย อย่างน้อยก็พอบรรเทา แค่นี้ก็เห็นไม่ยากว่า ทานช่วยให้เกิดความสุขของสังคมได้อย่างไร

  นอกจากคุณค่าในตัวของมันแล้ว ทานก็มาเป็นตัวประกอบ ที่สำคัญยิ่ง คือเป็นตัวหนุนศีล เมื่อมีการให้กันแล้ว ก็ทำให้มนุษย์รักษาศีล หรือคงอยู่ในศีลง่ายขึ้น ทำให้ไม่ต้องแย่งชิงกัน เพราะมีการให้แล้ว

  คนที่ไม่มีเลย จะต้องคิดแย่งเขา พอทานมา ก็หยุดได้ บางคนมีความเข้มแข็งทางศีลธรรมมากหน่อย ถ้าไม่ขาดแคลนมากนัก ก็ไม่เอา ไม่ไปลักขโมย ไม่ไปเบียดเบียนใคร แต่เมื่ออดอยากขาดแคลนมากนัก ทนไม่ไหว ก็จะเอา อย่างนี้ ทานก็ช่วยได้

  แต่คนบางพวกที่แทบไม่มีภูมิคุ้มกันทางศีลธรรมเลย   พอขาดแคลนนิดหน่อย หรือแม้จะไม่ขาดแคลน เห็นของใครก็อยากได้อยากเอา อย่างนั้นก็ต้องพิจารณาวิธีพัฒนากันอีกชั้น

  รวมแล้วมนุษย์มีหลายระดับ     ถึงอย่างไรก็ให้มีทานไว้ พอมีการแบ่งปัน มีการดูแลเอาใจใส่ ใครขาดแคลน ก็ให้ ก็ผ่อนเบาให้การเบียดเบียนการลักขโมยแย่งชิงลดน้อยลงไป เป็นการเกื้อหนุนการรักษาศีลในสังคม

  เอาเป็นว่า  ทานเป็นฐานที่จะช่วยค้ำหนุนพยุงศีลไว้    ไม่ให้มนุษย์ต้องเบียดเบียนกันมาก มนุษย์จะรักษาศีลได้สะดวกขึ้น

  ทีนี้   ต่อจากเป็นตัวช่วยหนุนศีลแล้ว    ทานก็ไปประกอบภาวนาด้วย   แม้แต่ผู้ที่บำเพ็ญสมถะวิปัสสนาก็เอาใจใส่ไม่ละเลยการให้ทาน โดยถือเป็นเรื่องสำคัญ

  ไม่เพียงด้วยเหตุผลทั่วไปที่ได้ว่ามา และเพราะเป็นธรรมอยู่ในชุดบุญกิริยาเดียวกันที่พึงบำเพ็ญให้ครบ   ไม่ใช่เท่านั้น    พระพุทธเจ้ายังตรัสถึงการบำเพ็ญสมถะวิปัสสนา   ที่ได้ทานเป็นจิตตาลังการ และเป็นจิตบริขารอีกด้วย

  การบำเพ็ญทานของผู้บำเพ็ญภาวนานี้    เป็นจิตตาลังการ คือ  เป็นอลังการของจิต เป็นจิตบริขาร คือเป็นบริขารของจิต    หมายความว่า    การไปให้ไปสละบำเพ็ญทานนั้น ส่งผลทางจิตใจมาช่วยประกอบประดับปรับแต่งจิต   โดยทำให้จิตนุ่มนวล อ่อนโยน โน้มน้อมไปในกุศล เสริมเพิ่มกำลังให้แก่จิต   รวมแน่วมุ่งมาทางกุศลได้ดี ช่วยเปิดจิต สลัดออกไป ทำให้จิตโล่ง โปร่ง เบา ผ่อนคลาย ทำให้จิตงามผ่อง น้อมสู่สมาธิ เอื้อต่อการชำระจิต และการจะพัฒนาสูงขึ้นไป

  แม้แต่เกิดปีติสุขจากการบำเพ็ญทาน ก็ช่วยการเจริญภาวนาได้อย่างยิ่งแล้ว ช่วยให้เดินหน้าไปในภาวนา ช่วยให้บำเพ็ญสมถะวิปัสสนาได้ง่าย

  เพราะอย่างนี้แหละ คฤหัสถ์ แม้จะเป็นอริยสาวก บรรลุธรรมสูงชั้นไหน ก็บำเพ็ญทานกันทั้งนั้น

  ทานนี้   มีความหมายกว้าง คือ การให้ การเผื่อแผ่ การแบ่งปัน การจัดสรรความช่วยเหลือกันในสังคมมนุษย์อย่างที่ว่าแล้ว เป็นฐานที่จะให้มนุษย์อยู่กันดีมีความสุข จึงสำคัญมาก

  เรารู้กันดี และเป็นที่สังเกตกันทั่วไปว่า ทานเป็นเรื่องเด่นในพระพุทธศาสนา ดังที่ได้สั่งสอนและสะสมกันมา จนกระทั่งในเมืองไทย ในแง่ที่เป็นเมืองพุทธนี้ มองเห็นกันชัดว่า คนไหนเป็นคนที่ให้ง่าย สละง่าย มีน้ำใจแบ่งปัน

   แต่ทั้งนี้    ก็ต้องทำให้ถูก   ต้องทำโดยไม่ประมาท   เช่นว่า  ให้ด้วยปัญญา ให้โดยรู้จักพิจารณา   ระมัดระวังผลข้างเคียงที่จะเสียหาย

  แล้วก็ต้องไปประสานกับการปฏิบัติธรรมอื่น   ไม่ควรไปนึกว่า   ฉันมาถึงขั้นภาวนาแล้ว ฉันไม่ต้องให้ทานแล้ว อะไรอย่างนี้ ไม่ถูกทาง

  ช่วยกันย้ำว่า ต้องให้ทานมาเกื้อหนุนภาวนา   อย่างน้อยให้เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า บำเพ็ญทานให้เป็นจิตตาลังการ  เป็นจิตบริขาร   อันจะช่วยให้การบำเพ็ญสมถะวิปัสสนาของตนได้ผลดียิ่งขึ้น ดังได้ว่ามา


5


227ไม่เฉพาะสังคม แม้ในสังฆะ พระก็ถือหลักแบ่งปันลาภ

   ที่ว่ามานั้นพูดในแง่คฤหัสถ์   ทีนี้มาดูในแง่ของพระภิกษุ ในสังฆะ หรือในสังคมของพระนี้ อย่านึกว่าชีวิตของพระจะอยู่แต่กับเรื่องที่เรียกกันว่าการปฏิบัติธรรม หรือ แม้แต่สมถะวิปัสสนา

   มีข้อสังเกตแทรกเข้ามาว่า คำว่า "ปฏิบัติธรรม" นี้ คนไทยใช้กันไปใช้กันมา เวลานี้ เหลือความหมายทั้งแคบ ทั้งคลุมเครือ จนบางทีต้องเลี่ยง ไม่ใช้เสียเลย หรือต้องใช้อย่างระมัดระวัง ที่จริง การปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าใช้ในความหมายถูกต้อง ก็พูดได้ว่าเรื่องของพระก็คือการปฏิบัติธรรม และไม่ว่าใคร ถ้าจะเป็นคนให้ถูกต้อง ก็ต้องปฏิบัติธรรมในความหมายนี้ทั้งนั้น

   ชีวิตของพระนั้น จะให้ดี ก็ดูที่วินัยก่อน จึงจะเห็นชัดว่า ชีวิตของพระนั้นเป็นชีวิตในสังฆะ แล้วจะต่างกับชาวบ้านอย่างไร ก็ดูที่นี่

   ทีนี้ ชีวิตพระที่อยู่รวมในสังฆะนั้น เมื่อปฏิบัติตามพระวินัย ก็มีสาระโยงไปรับกันกับหลักธรรม เพราะที่แท้แล้ว แก่นสารของวินัยก็อยู่ธรรมนั่นเอง   แต่ต้องจับให้ถูกที่

  ไม่ต้องพูดยืดยาว ชีวิตพระอยู่ในสังฆะ ที่อยู่ได้ด้วยสามัคคี โดยมีวินัยเป็นเครื่องสร้างและดำรงสามัคคีนั้น พอถึงสามัคคี นี่ก็คือมาถึงธรรมทันที แล้วตรงนี้ เรามาดูหลักธรรมที่เป็นฐานของสามัคคีนั้นให้ชัดให้ดี

  ตรงนี้แหละ ก็มีหลักธรรมที่เน้นไว้ในพระสุตตันตปิฎก และพระวินัยปิฎกก็ย้ำไว้อีก ได้แก่ หลักธรรมชุดที่เรียกว่า สาราณียธรรม ๖ ประการ เป็นหลักธรรมทางสังคม สำหรับดำรงสังฆะโดยตรง

   ธรรมชุดนี้   เป็นหลักในขั้นปฏิบัติ เช่น นำเอาเมตตาซึ่งเป็นคุณธรรมในจิตใจ มาแสดงออกในขั้นปฏิบัติการ เป็นหลักธรรมสำหรับการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเน้นมากสำหรับชีวิตของพระในสังฆะ มีอะไรบ้าง ก็มาทบทวนสักนิดหนึ่ง สาราณียธรรม ๖ ข้อ คือ

   ๑. เมตตากายกรรม   ทำต่อกัน หรือแสดงออกต่อกันทางกายด้วยเมตตา คือ ทำการต่างๆ ในการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือร่วมมือกัน

   ๒. เมตตาวจีกรรม   พูดต่อกัน หรือแสดงออกต่อกันทางวาจาด้วยเมตตา คือ พูดจาด้วยใจรัก ด้วยความปรารถนาดี เช่น ใช้ถ้อยคำสุภาพอ่อนโยน ปรึกษา แนะนำ ให้ความรู้ สั่งสอน เป็นต้น

   ๓. เมตตามโนกรรม   คิดต่อกัน หรือใจนึกถึงกันด้วยเมตตา คือ มีใจหวังดี ปรารถนาดีต่อกัน ยิ้มแย้มแจ่มใส

   ๔. สาธารณโภคี หรือ สาธารณโภคิตา ได้มาแบ่งกันกินใช้ หมายความว่า มีลาภ ได้ของใช้ของกินมา ก็เผื่อแผ่แบ่งปัน ให้ได้ใช้ได้กินได้บริโภคกัน  (สาธารณโภคี แปลว่า เสวยหรือบริโภคให้เป็นของสาธารณะ คือ ให้เป็นของร่วมกัน ทั่วถึงกัน)

   ๕. สีลสามัญญตา   มีศีลเสมอกัน เสมอกันต่อหน้าวินัย หรือต่อหน้ากฎหมาย มีการปฏิบัติรักษาวินัย ประพฤติเสมอกัน ไม่ทำตัวให้เป็นที่น่ารังเกียจแก่หมู่คณะ

   ๖. ทิฏฐิสามัญญตา   มีทิฏฐิ มีแนวคิด มีหลักการที่ยึดถือร่วมกันเสมอกัน

    ทีนี้ มาดูในแง่ทิ้งค้างไว้ คือ ในเรื่องของทาน ดูว่าชีวิตของพระเองมีการปฏิบัติในด้านการให้ปันอย่างไรไหม ในเมื่อพระไม่ได้เป็นผู้ประกอบอาชีพ ไม่ได้แสวงหาและสะสมวัตถุสิ่งของ ไม่ได้ครอบครองทรัพย์สิน ไม่เป็นเจ้าของวัตถุที่จะไปแจกแก่ใคร พระจะให้ปันอย่างไร

   ในที่นี้ ไม่พูดถึงธรรมทาน คือการให้ธรรม ที่เป็นหลักของพระ สำหรับเข้าคู่กับของฝ่ายคฤหัสถ์ ที่มีการให้วัตถุทาน หรืออามิสทาน

   สำหรับพระ ทางด้านวัตถุ การให้ทานก็มาออกในหลักการ  ”แบ่งปันลาภ”  เมื่อว่าตามหลักสาราณียธรรมนี้ ก็คือข้อ ๔ สาธารณโภคี ที่นำมาให้ดูข้างบนแล้ว ที่ว่า ได้ของใช้ของกินมา ก็เผื่อแผ่แบ่งปันให้ได้ใช้ได้บริโภคทั่วถึงกัน

   เรื่องวัตถุนี้   ถ้าไม่ดูทางด้านวินัย ก็จะไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญมากแค่ไหน พูดกว้างๆ ก็คือ เรื่องปัจจัยสี่ และส่วนที่สำคัญในชีวิตของการอยู่ร่วมกัน ก็คือการแบ่งปันลาภที่ว่าไปแล้วนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสเน้นสำหรับพระ เพราะฉะนั้น ในพระวินัยจึงมีการวางหลักการ และกฎเกณฑ์กติกาต่างๆในการแบ่งปันลาภให้ทั่วถึง และให้เป็นธรรม

   ในพระวินัยนั้น   นอกจากเน้นเรื่องวัตถุแล้ว  ก็ว่าด้วยเรื่องสังคม คือระบบในการอยู่ร่วมกัน แม้แต่การแบ่งปันลาภนั้น ก็คือเรื่องทางสังคมนั่นเอง รวมแล้ว วินัยของพระ ก็คือการจัดตั้งวางระบบในเรื่องวัตถุกับเรื่องสังคม และวินัยก็มาบรรจบกับธรรม ที่ความสามัคคี ที่เป็นหลักดำรงสังฆะ และเป็นความสุขของสังคม

  ถ้าจะดูให้รู้เข้าใจพระพุทธศาสนา  ก็อย่ามองดูแต่ด้านธรรมะที่เด่นด้านนามธรรม   พุทธศาสนามิใช่หมายถึงเฉพาะเรื่องหลักธรรมอย่างเดียว  ต้องดูให้คลุมด้านวินัย ที่ว่าด้วยเรื่องวัตถุ และสังคมพร้อมไปด้วย ให้ครบตามที่ท่านเรียกไว้ว่าเป็น ”ธรรมวินัย”
 


Create Date : 27 มิถุนายน 2564
Last Update : 27 มิถุนายน 2564 19:40:33 น. 0 comments
Counter : 54 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space