กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
24 มิถุนายน 2564
space
space
space

เบื้องต้นฝืนฝึกบ้าง พอฝึกๆแล้วกลายเป็นสุขที่ได้ฝึก

233ถ้าการศึกษาพัฒนาคนให้มีความสุขด้วยฉันทะได้  จริยธรรมไม่หนีไปไหน

   ถึงตรงนี้   ก็จะต้องเน้นด้วยว่า   การพัฒนาความสุขนั้น   เป็นการพัฒนาชีวิต เป็นการพัฒนาสังคม และเป็นการพัฒนาธรรมอย่างอื่นๆ ไปด้วยพร้อมทั้งหมด

   โดยเฉพาะที่เราพูดกันบ่อยๆ เวลาพูดถึงเรื่องศาสนา คือ เรื่องจริยธรรม บางทีก็พูดคู่กันว่า  “ศาสนา กับ จริยธรรม”    โดยโยงเรื่องจริยธรรมไปเป็นเรื่องของศาสนา

   เมื่อโยงอย่างนี้    ก็ต้องบอกด้วยว่า    การพัฒนาความสุขนั่นแหละ เป็นการพัฒนาจริยธรรม และในทางกลับกัน การพัฒนาจริยธรรม ก็ต้องเป็นการพัฒนาความสุข

  ทั้งนี้   ถ้าทำถูกต้อง   ก็จะรู้ความหมายที่แท้   ทั้งของจริยธรรม และของความสุขด้วย

  ในเมื่อพูดถึงจริยธรรม   ก็เลยตั้งข้อสังเกตแทรกไว้เป็นพิเศษว่า จริยธรรม ในความหมายที่เราใช้กันนี้ มักจะเป็นไปในเชิงที่ให้เกิดความรู้สึกค่อนข้างจะฝืนใจทำ

   อย่างเช่น   จะให้คนประพฤติดี ก็คิดกันพูดกันว่า ต้องไม่ทำโน่น ต้องไม่ทำนี่ ที่เป็นการเสียหาย ไม่ทำบาป ไม่ทำชั่ว มักให้เกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า ฝืนใจ หรือจำใจต้องทำ

 232ทีนี้   ถ้ามองตามหลักธรรมที่แท้   การพัฒนาจริยธรรมก็เป็นด้านหนึ่งของการพัฒนาความสุข ถ้าเป็นจริยธรรมที่แท้    ก็ต้องเป็นจริยธรรมแห่งความสุข  ถ้าเป็นจริยธรรมที่   “ฝืนใจ”  หรือเป็นไปด้วยทุกข์    ก็ยังเป็นจริยธรรมจริงไม่ได้    เอาดีไม่ได้ และจะไปได้ไม่ไกล  ก้าวไม่ถึงไหน

   ที่ว่านี้   มิใช่หมายความว่า จริยธรรมจะไม่มีการฝืนใจเสียเลย ก็มีบ้าง และที่จะมีการฝืนใจนั้น ก็มี ๒ อย่าง คือ

   ก) ในขั้นต้นๆ อาจมีการฝืนบ้าง เหมือนในการบวก อาจมีลบบ้าง แต่พอเข้าทางดีแล้ว เป็นจริยธรรมแท้ เป็นนักฝึก ที่ก้าวหน้า ก็บวกไปๆ ของที่ร้าย ก็หลุดหาย ไม่ต้องมัวลบ เพิ่มขึ้นมาๆ ก็แจกกันไปๆ จนเต็มแล้ว ก็แจกออกไป ให้อย่างเดียว

   ข) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความแตกต่างกันของมนุษย์   สำหรับคนพวกหนึ่ง ที่พระเรียกว่า พวก “ทุกขาปฏิปทา”  ก็จะฝืนใจมากสักหน่อย    แต่พอเต็มใจฝืน   อยากฝืนตัวเอง  ก็กลายเป็นฝึก แทนที่จะทุกข์ที่ต้องฝืน  ก็กลายเป็นสุขที่ได้ฝึก  ทีนี้ก็เดินหน้าได้ และอาจจะไปถึงขั้นดี

    อันนี้ก็ขอตั้งเป็นข้อสังเกตสำคัญไว้

    เมื่อพูดถึงจริยธรรมแล้ว ก็โยงไปถึงการศึกษา ก็เลยซ้อนเข้ามาด้วย คือ คนเรานี้ ทางพระท่านเรียกว่า เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก จะดีเลิศประเสริฐได้ ก็ด้วยการฝึก

   การฝึก ก็คือ การศึกษา ศึกษา ก็คือ พัฒนา พัฒนาชีวิตด้วยการศึกษา โดยคนต้องฝึกตนให้ดียิ่งขึ้น เอาดีได้ด้วยการฝึก จะอยู่แค่สัญชาตญาณไม่ได้ จึงเรียกว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์

   ในเมื่อธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึก จะดีจะเลิศจะประเสริฐได้ด้วยการฝึก ก็แสดงว่า การศึกษาเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ เป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างนั้นเอง ที่จะเจริญงอกงามขึ้นไปด้วยการศึกษา จึงย้ำไว้ให้ชัดอีกทีว่า "มนุษย์ คือสัตว์ที่ต้องศึกษา"

   ทีนี้   ถ้าการศึกษาเดินไปถูกทาง เป็นไปด้วยดี ก็จะต้องเป็นการศึกษาที่มีความสุข คือ ศึกษาด้วยความสุข หรือเป็นการศึกษาแห่งความสุข ถ้าคนไม่มีความสุข ก็ต้องสงสัยว่ายังไม่ใช่การศึกษาที่แท้ ยังไม่ใช่การศึกษาที่ถูกต้อง

   การศึกษานั้นพัฒนาชีวิตคน เมื่อคนมีการพัฒนาด้วยการศึกษา ชีวิตของเขาก็พัฒนาขึ้นไปๆ เขาก็ดำเนินชีวิตได้ถูกได้ดียิ่งขึ้นๆ การดำเนินชีวิตที่ดี ที่ถูกต้องนั้นนั่นแหละ เรียกว่า "จริยธรรม"

   เพราะฉะนั้น จริยธรรม กับ การศึกษา จึงต้องมาด้วยกัน แต่ที่จริง ไม่ต้องบอกว่า “ต้อง” หรอก เพราะเมื่อมันเป็นธรรมชาติ พอถูกต้องแล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นของมันเอง ควรพูดใหม่ว่า จริยธรรม กับ การศึกษาจึงมาด้วยกัน

   นี่ก็หมายความว่า ตัวมนุษย์นี้ เป็นสัตว์ซึ่งมีธรรมชาติที่จะต้องฝึก ต้องหัด ต้องพัฒนา ต้องมีการศึกษา และเมื่อศึกษาถูกต้อง เป็นไปตามธรรมชาติของเขานั้น สอดคล้องกันแล้ว เขาก็จะยิ่งเจริญงอกงามมีความสุขยิ่งขึ้น การศึกษาก็จึงเป็นการพัฒนาความสุขไปด้วย และพร้อมกันนั้น รวมอยู่ด้วยกัน ก็พัฒนาทุกอย่างที่อยู่ในตัวคนนั้น ก็คือ พัฒนาคนหมดทั้งตัว พัฒนาทั้งคน พัฒนาทั้งชีวิตของเขานั่นเอง

  นี่แหละ มันจึงไปด้วยกัน ที่ว่า การศึกษาคือการพัฒนาความสุข การศึกษาคือการพัฒนาจริยธรรม การพัฒนาจริยธรรม เป็นการพัฒนาความสุข ฯลฯ อะไรต่ออะไรทั้งหมดนั้น ก็คือ อยู่ในนี้

   ก็อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสนั่นแหละ ว่า ถ้าทำเหตุปัจจัยถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปเรียกไปร้อง ธรรมชาติก็เป็นไปของมันเอง ท่านว่า เมื่อเกิดปีติ กายใจก็เรียบรื่นผ่อนคลาย ไม่ต้องไปเรียกร้อง ไม่ต้องแม้แต่ตั้งใจ ปัสสัทธิ ก็ตามมาตามธรรมดาของธรรมชาติ ที่มันเป็นเช่นนั้นเอง

  227 เหมือนแม่ไก่ อยากเห็นลูกไก่ ก็ขึ้นไปกกไข่ตามเวลา พอถึงวาระ ลูกไก่ก็กะเทาะเปลือกไข่ออกมา แต่ถ้าแม่ไก่ไม่ขึ้นไปกกไข่ ถึงจะไปยืนตะโกนทั้งวันที่หน้าเล้า ทั้งเหนื่อยเปล่า และไข่ก็เน่า ไม่ว่าลูกเต่าหรือลูกไก่ ก็ไม่ออกมา

    สมัยก่อน เลิกสงครามใหม่ๆ รถยนต์ 353 ยังไม่ทันสมัย  เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าอย่างเดี๋ยวนี้ เวลาจะออกรถ ต้องเอาคนที่ล่ำสันแข็งแรงมายืนหน้ารถ ออกแรงเต็มที่ หมุนเหล็กสตาร์ต บางทีกว่าเครื่องจะติดสตาร์ตรถได้ เหนื่อยแทบแย่ แต่เดี๋ยวนี้เอานิ้วขยับนิดเดียว เครื่องก็ติด สตาร์ตรถได้ทันที

   ตรงนี้ คือ ให้แยกและต่อกระบวนการของมนุษย์ กับ กระบวนการของธรรมชาติ เราจะใช้ประโยชน์จากกระบวนการของธรรมชาติ เราก็จัดทำกระบวนการของมนุษย์ขึ้นมาเรียกกระบวนการของธรรมชาติให้ทำงาน จะเหนื่อยจะยากลำบากนักหนาหรือไม่ ก็ในตอนกระบวนการของมนุษย์ที่ว่าจะทำอย่างไรจะเชื่อมให้กระบวนการของธรรมชาติมารับช่วงต่อไปได้

   ถ้าจัดกระบวนการของมนุษย์ โดยเฉพาะในขั้นสมมุติให้ดี ให้มีประสิทธิภาพได้ พอเชื่อมให้กระบวนการของธรรมชาติมารับช่วงไป มนุษย์ก็สบาย ลงไปนั่งหัวเราะได้เปรมปรีดิ์

   ถ้าทำได้ถูกต้องตรงเช่นนี้ ตัวคนนั้น ก็ไม่ต้องฝืนใจ คนอื่นจนถึงรัฐ ก็ไม่ต้องมาใช้อำนาจบังคับซ้อนขึ้นไปอีกที

   หน้าที่ของมนุษย์ก็คือแค่ รู้เหตุปัจจัย แล้วทำให้ถูกต้อง ไม่ต้องไปร้อง ไม่ต้องไปฝืน

   แต่สำหรับบางคน บางทีถ้าจะไม่ฝืนธรรมชาติ กลายเป็นฝืนใจตัวเอง ก็ต้องหัดเต็มใจฝืน และพอเต็มใจฝืน อยากฝืนตัวเองได้แล้ว การฝืนนั้นกลายเป็นการฝึกไป ธรรมชาติก็จะเดินหน้าพาก้าวไปเอง

   ทีนี้ ดังที่ว่าแล้ว การศึกษาเป็นการพัฒนาคน ให้มีความสุขและมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่ดียิ่งขึ้นๆ แล้วชีวิตของเขาก็ยิ่งดีขึ้นๆ และเมื่อดำเนินชีวิตที่ดีงามได้ การดำเนินชีวิตที่ดีงานนั้น เราเรียกว่า "จริยธรรม" นี้คือ ความหมายของการศึกษา ของจริยธรรม เป็นต้น ตามหลักพระพุทธศาสนา

   แล้วทีนี้   คำว่า “พุทธศาสนา” ที่เราพูดในที่นี้ ก็เป็นการพูดโดยเอาภาษามาเป็นเครื่องสื่อสาร คือ ถ้าพุทธศาสนาเป็นความจริง สอนหรือบอกความจริง คำที่บอกที่สอนนั้นก็คือธรรมชาตินั่นเอง ว่าไปตามธรรมดาอย่างนั้นเอง เราก็พูดเป็นคำซ้อนเชิงภาษาว่า พุทธศาสนาแสดงธรรมไปตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันอย่างนั้นๆ นี่คือ เราใช้คำว่า พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องสื่อสารเพื่อให้เข้าใจกันได้ง่าย หมายถึง คำบอกความจริงของธรรมชาติ

   เรื่องที่พูดมาในช่วงนี้ เป็นการขอแทรกเข้ามาให้สังเกตไว้ก่อน คือ ให้ดูเรื่องการศึกษา หรือการพัฒนาจริยธรรม ว่าจะต้องเป็นการศึกษาแห่งความสุข เป็นจริยธรรมแห่งความสุข จึงจะเป็นของแท้ เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องเดียวกับการพัฒนาความสุข

   ถ้าการศึกษายังเป็นไปด้วยความฝืนใจ ขาดความใฝ่ฝึก คือ ไม่มีความต้องการที่จะฝึกตน คนก็ไม่สามารถจะมีความสุขได้ ก็ไม่สามารถเป็นการศึกษาที่แท้ แล้วจริยธรรมก็เป็นจริยธรรมแบบจำใจเมื่อเป็นจริยธรรมแบบจำใจ ก็ไม่สามารถเป็นจริยธรรมที่จริงแท้ได้

10

   231เพื่อให้เห็นภาพ ว่าแรกๆคนฝืนใจทำเพราะถูกบังคับ  แต่พอทำไปฝึกๆไปกลายเป็นความสุขของเค้าเองที่ได้ฝึก  ทีนี้ก็ไม่ต้องฝืน

93แฟนเป็นคนที่เสเพลมาก กินเหล้า แบบว่าไม่ได้เรื่องน่ะค่ะ

แต่มีหมอดูหลายท่านทักว่าถ้าแฟนได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจังจะบวชไม่สึกตลอดชีวิต  ตอนแรกดิฉันคบกับแฟนก็ไม่ทราบหรอกนะคะว่ามีหมอดูเคยทักไว้กับพ่อแม่แฟน

ดิฉันเป็นคนชอบทำบุญทำทาน นั่งสมาธิและสวดมนต์   แฟนก็ทำตามดิฉันเพราะดิฉันบังคับแรกๆ  เมื่อไม่กี่วันนี้พาแฟนไปนั่งสมาธิมา (แบบยุบหนอพองหนอ) แค่ไม่กี่ชั่วโมง แฟนดิฉันก็ผิดปกติไปค่ะ

เค้าตื่นมาจากสมาธิ เค้าถามดิฉันว่า รู้สึกถึงลมหายใจที่ชัดเห็นเค้ารู้สึกว่าส่วนท้องเค้ามันยุบลงไปแค่ไหนอย่างไรเวลาหายใจเข้าออก เวลาเดินจงกรม เค้ารู้สึกถึงเท้าที่ย่ำลงพื้นว่าส่วนไหนที่กระทบพื้นชัดเจน  เค้าถามดิฉันว่ามันคืออะไร ดิฉันได้แต่นั่ง ไม่เคยเป็นแบบนี้เลยค่ะ

กลับมาจากวัดเค้าพูดว่า เค้าสดชื่น จับพวงมาลัยรถรู้ว่า มือเค้าจับพวงมาลัย รู้สึกชัดเจนมากๆ มีสติเค้าบอกเค้าเข้าใจถึงคำว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานว่ามันมีจริงๆ เหมือนคนใส่เเว่นมัวๆมาแล้วเช็ดจนมันใสชัดเจน

เค้าพูดแต่เรื่องนั่งสมาธิ กลับมาเค้าไม่ดื่มเหล้า สวดมนต์ นั่งสมาธิ ยิ้ม ใจเย็นและดูจะอิ่มบุญมากมาหลายวันแล้วค่ะ  ดิฉันดีใจค่ะที่เค้าเป็นแบบนี้ เค้าบอกเค้ากลัวที่ไปสูบบุหรี่ หรือ กินเหล้าอีกความรู้สึกแบบนี้จะหายไป   เค้ากำลังเข้าถึงสมาธิใช่ไหมคะ ดิฉันจะพาเค้าไปนั่งบ่อยๆเค้าจะได้เป็นคนดี

ดิฉันอยากนั่งได้แบบเค้าจังเลยค่ะ   ทำมาตั้งนาน   ก็ยังไม่เป็นเหมือนเค้า เค้านั่งแป๊บเดียวเองไม่เคยสนใจเรื่องนี้ด้วย   มันน่าน้อยใจนัก!!

284

   ตัวอย่างในคัมภีร์ก็มี เช่น ลูกชายของคหบดีคนหนึ่ง   ซึ่งตามวิสัยของคนหนุ่มคนสาวแล้ว  ไม่อยากเข้าวัดไม่อยากฟังธรรม   ผู้เป็นพ่อต้องการให้ลูกไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบ้าง   ลูกก็ปฏิเสธไม่ไป  ฟังเพลงดีกว่า  ฟังเทศน์ง่วงนอนว่าซั่น   ผู้พ่อก็ฉลาดในการใช้อุบาย คือ จ้างให้ไปฟัง ฟังแล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่า วันนี้พระพุทธเจ้าเทศน์เรื่องอะไร  ลูกอยากได้ตังค์ก็ไป   พอไปฟังๆบ่อยๆเข้าใจเกิดซาบซึ้ง   ทีนี้พ่อให้เงินไม่เอาแล้ว จะไปเอง    

(ใช้ได้ทุกกรณี)


Create Date : 24 มิถุนายน 2564
Last Update : 24 มิถุนายน 2564 10:23:50 น. 0 comments
Counter : 58 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space