กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
มิถุนายน 2564
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
24 มิถุนายน 2564
space
space
space

ทางใหญ่สองแพร่ง


 
https://i.pinimg.com/originals/39/88/56/39885668e86e863f04f4975556a5cc88.jpg

227สองทางสายใหญ่ ที่จะเลือกไปสู่ความสุข

   เรื่องความต้องการนี้สำคัญมาก   ถึงแม้ตั้งหลักไว้ให้เห็นกันแล้ว ก็ยังมีแง่มุมปลีกย่อยที่ควรพูดเพิ่มเติมอีก ให้เกิดความคุ้นเคยไว้

   อย่างง่ายๆ ตามปกติ คนทั่วไปก็มีทั้งฉันทะ และตัณหา เป็นต้นทุนอยู่ด้วยกัน ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า คนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือผู้อยู่ในฐานะที่ควรเป็นกัลยาณมิตร จะต้องเข้าใจหลักความต้องการนี้ และรู้จักส่งเสริมความต้องการฝ่ายฉันทะขึ้นไป พร้อมกับรู้จักควบคุม และขัดเกลาความต้องการฝ่ายตัณหา อย่างน้อยให้เป็นกระแสรองอยู่เรื่อยไป

   ด้านฉันทะที่เป็นทุน ก็เช่นว่า คนทั่วไป อยู่ไหนไปไหน ก็อยากเห็นสภาพแวดล้อมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดตา เมื่อได้สัมผัสธรรมชาติที่งดงามรื่นรมย์ ก็ชื่นชมสบายใจ มีความสุข และอยากให้สิ่งทั้งหลายโดยรอบอยู่ในสภาวะที่ดีงามสมบูรณ์อย่างนั้น อยากให้ผู้คน สัตว์ ต้นไม้ แม้กระทั่งหญ้า ขึ้นไปถึงท้องฟ้า สดชื่น งาม น่าอิ่มตาอิ่มใจ

   แม้แต่ร่างกาย แขน ขา หน้าตาของตน ก็อยากให้แข็งแรงสะอาดหมดจดสดใส อยู่ในภาวะที่ดีงามสมบูรณ์ของมัน (ตรงนี้ เป็นจุดสังเกต ที่ใช้ได้ดี ในการฝึกแยกฉันทะ กับ ตัณหา)

   พร้อมกันนั้น อีกด้านหนึ่ง คนทั่วไป ก็ต้องการสนองความต้องการทางผัสสะของตน ต้องการเสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกาย ที่เป็นอารมณ์อันน่าพอใจ ที่ชอบใจ ที่ท่านใช้คำรวมๆ เรียกว่า อามิส บ้าง กาม บ้าง

  เนื่องจากพวกกามอามิสนี้ มีสัมผัสที่หยาบ มีการกระตุ้นเร้าที่แรง จึงมีกำลังล่อเร้าชักพาไปได้มาก ความรู้เท่าทันที่จะไม่หลงตามเหยื่อล่อจึงต้องได้รับการย้ำเน้น

   ทีนี้ มาดูความอยาก ๒ อย่างนั้นเทียบกัน  ให้เห็นความหมายชัดขึ้นไปอีก

   บอกแล้วว่า ความอยากอย่างที่ ๒ ที่เป็นกุศล คือฉันทะนั้น เริ่มอย่างง่ายๆ ด้วยความรู้สึกชื่นชม ยินดี พอใจ ในความดี ความงาม ความสมบูรณ์ของสิ่งนั้นๆ

   ทีนี้ เมื่อมีความพอใจ มีความต้องการที่จะได้รับความพอใจอย่างนั้น แต่ถ้าสิ่งนั้นๆ ตลอดจนคนนั้นๆ ยังไม่มีความดีงามสมบูรณ์ หรือมี แต่ยังไม่เต็มที่ ก็แล้วแต่ ก็อยากให้มันดี อยากให้มันงาม อยากให้มันสมบูรณ์

    เมื่ออยากให้มันดีงามสมบูรณ์ แต่มันยังไม่เป็นเช่นนั้น จะต่อไปอย่างไร นี่ก็คือมาถึงขั้นที่ อยากทำ สิ่งนั้นๆ ให้มันดีงามสมบูรณ์ ตรงนี้แหละที่จะได้เจอตัวฉันทะจริงๆ ที่ท่านเรียกว่า “กัตตุกัมยตาฉันทะ(ฉันทะคือความอยากทำ)

     พอพูดมาถึงตรงนี้ ก็คงมองเห็นแนวทางของการที่จะพัฒนาความต้องการที่เป็นฉันทะนั้นต่อไป

     ทีนี้ เพื่อเทียบกันต่อไป ก็หันมาดูความอยากประเภทตัณหา ที่เป็นอกุศล คือ ความพอใจใครอยากใน รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสกาย ที่มาสนองความต้องการในการเสพ อันนี้ เรียกง่ายๆว่า ความอยากเสพ พออยากเสพขึ้นมา มันก็คือ การอยากได้อยากเอาเพื่อตัวเรา ตรงนี้ ข้อแตกต่างอย่างพิเศษที่โผล่ออกมา


     อะไรที่โผล่ขึ้นมาตอนนี้ นั่นก็คือ พอความอยากแบบนี้เกิดขึ้น ก็ต้องมีตัวเจ้าของเรื่องขึ้นมา คือมีตัวที่จะเป็นผู้ได้ ผู้เอา ผู้เสพ แม้แต่เป็นผู้อยาก มีตัวผู้อยาก ตัวผู้ได้ ตัวผู้เสพ ชัดขึ้นมาเลยคืออยากได้ อยากเอามาให้แก่ตัว เพื่อตัวจะได้เสพ นี่คือจุดกำเนิดของ “ตัวตน”

     แต่ถ้าเป็นความอยากประเภทที่ ๒ คือ ฉันทะ ก็มีลำดับการทำงานต่างออกไปอีกแบบหนึ่งเลย อย่างที่ว่าแล้ว คือ พออยากในความดี ความงาม พอใจ ชื่นชมในความงามความสมบูรณ์ของสิ่งนั้นๆ

    พอเห็นอย่างนั้น ก็มีความสุขอยู่ขั้นหนึ่งแล้ว โดยยังไม่ต้องทำอะไร พร้อมกันนั้น ก็อยากให้สิ่งนั้นมันดีของมัน ให้มันงามของมัน ให้มันสมบูรณ์ของมันต่อไป

    ทีนี้ ถ้ามันยังไม่ดี ยังไม่งาม ยังไม่สมบูรณ์ ก็อยากให้มันดีมันงามมันสมบูรณ์ ทีนี้ ทำอย่างไร เมื่ออยากให้มีดีมันงาม แต่มันยังไม่ดีไม่งาม ไม่สมบูรณ์ ก็อยากทำ ให้มันดี ให้มันงาม ให้มันสมบูรณ์

   เมื่อจะทำให้มันดี ให้มันงาม ให้มันสมบูรณ์ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มันจึงจะดีจึงจะงามจึงจะสมบูรณ์

   ถึงตอนนี้ ระบบเหตุปัจจัยก็มาเรียกร้องเอง คือก็เลยอยากรู้ว่าจะต้องทำอะไรอย่างไร เพื่อให้ดีงามสมบูรณ์ ถึงตรงนี้ ก็คือเกิดความอยากรู้ หรือความใฝ่ที่จะรู้

   ตามลำดับนี้ เห็นได้ว่า ความหมายของ “ฉันทะ” นั้น กว้างมาก ตั้งแต่ชื่นชม (มีความสุข) ด้วยความยินดีพอใจในความดีความงามความสมบูรณ์ของสิ่งนั้นๆ คนนั้นๆ แล้วก็อยากให้สิ่งนั้นๆ คนนั้นๆ ดีงามสมบูรณ์ สดใสมีความสุขต่อไป หรือไม่ก็อยากทำให้สิ่งนั้นๆ คนนั้นๆ มีความดีงามสมบูรณ์สดใสมีความสุข แล้วก็อยากรู้ว่าจะทำอย่างไร สิ่งนั้นๆ คนนั้นๆ จึงจะดีงามสมบูรณ์มีความสุขได้อย่างนั้น

   จุดต่างอย่างแรกที่ควรสังเกตไว้ คือ ฉันทะต้องการให้คนให้ของนั้นๆ ดีงามสมบูรณ์เต็มตามสภาวะของเขาของมัน เมื่อเราพบคนหรือของที่ดีงามสมบูรณ์ตามสภาวะ ความต้องการของเราก็ได้รับการสนองเดี๋ยวนั้นเลย เราจึงมีความสุขได้ทันที เช่น มีความสุขกับธรรมชาติ ต่าง กับ ตัณหา ซึ่งต้องรอสนองด้วยการได้เสพจึงมีความสุข

   จุดต่างอย่างสำคัญยิ่ง ก็คือ ตลอดกระบวนการของความอยากแบบฉันทะนี้ มีแต่ความอยาก แต่ไม่เกิดตัวผู้อยาก หรือตัวตนที่จะทำอะไรๆ  (ตรงข้ามกับกระบวนการของตัณหา ที่จะต้องเกิดมีอัตตาตัวตนขึ้นมาเป็นผู้เสพ เป็นเจ้าของ เป็นผู้ครอบครอง)

   ถ้าระหว่างมีฉันทะ หรือทำอะไรอยู่ด้วยฉันทะ เกิดมีความรู้สึก ตัวตน ขึ้นมา ก็แสดงว่า กิเลสสังกัดอัตตาได้โอกาสแฝงตัวเข้ามาแล้ว และตัวที่มักเข้ามาแบบอ่อนๆ ก็คือ มานะ (ความถือตัว, ความรู้สึกอยากให้ตัวสำคัญ)

   ตัวแท้ของฉันทะที่อยากโดยไม่ต้องเกิดมีตัวผู้อยากนี้ ก็คือ อยากทำ เพราะฉะนั้น คำว่า ฉันทะ หรือความอยากที่เป็นกุศลนี้   ท่านจึงให้ความหมายว่า ได้แก่ กัตตุกัมยตาฉันทะ

   ไม่ว่าที่ไหน พอแสดงความหมาย หรือจำกัดความ ก็บอกว่า  “ฉนฺโทติ กตฺตุกมฺยตาฉนฺโท” ฉันทะ คือ ความต้องการที่เป็นความอยากจะทำ  (ให้มันดี ให้มันงาม ให้มันสมบูรณ์)

   ที่พูดซ้ำบ่อยนี้ ก็เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก มันเป็นต้นทางของการที่จะพัฒนามนุษย์

   พอเรามีฉันทะ อยากให้อะไรๆ ดี งาม สมบูรณ์ ถ้าเห็นแม้แต่พื้นบ้าน พื้นบริเวณวัด ว่ามันสะอาดดีงาม เราก็ชื่นชม สบายใจ

   แต่ถ้า เห็นมันสกปรก ยังไม่สะอาด เราก็อยากให้มันสะอาด ให้มันเรียบร้อยดี แล้วเราก็อยากจะทำให้มันสะอาด เราก็ไปฉวยไม้กวาดมา แล้วก็ทำงานกวาดไป

   ถ้าเราไม่รู้ว่าจะกวาดอย่างไร เราก็อยากรู้วิธีที่จะกวาด แล้วเราก็ไปหาเรียนวิธีกวาดเอามา เมื่อเรารู้วิธีแล้ว เราก็มาทำการกวาด แล้วเราก็พัฒนาความเป็นนักกวาดขึ้นมา ก็เชี่ยวชาญชำนาญ กวาดได้เก่งขึ้นๆ พร้อมทั้งมีความสุขไปด้วยตลอดเวลาที่กวาด

   นี่ก็คือกระบวนการที่เรียกว่าการศึกษา  เพราะฉะนั้น   ฉันทะนี้ จึงเป็นต้นรากของกระบวนการศึกษา หรือ การพัฒนามนุษย์

   แต่ถ้าตัณหามา  จะไม่เกิดกระบวนการของการศึกษาอย่างนี้  พอตัณหามา  อยากจะได้ เอามาให้ตัวเสพ พอได้มา พอได้เสพ ก็จบ


 


Create Date : 24 มิถุนายน 2564
Last Update : 24 มิถุนายน 2564 10:20:53 น. 0 comments
Counter : 51 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space