กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะ ซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
พฤษภาคม 2568
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
space
space
9 พฤษภาคม 2568
space
space
space

สันติภาพที่แท้เกิดยาก
133พูดความจริงกันได้  ไม่กลัวความรู้  ตั้งใจดี  จริงใจ  เปิดใจ  อยู่ในสันติภาพทันที
 
     ความรู้เป็นของกลางๆ  ไม่เข้าโครออกใคร   ไม่ดีไม่ร้ายในตัวมันเอง   ไม่ว่ารู้เรื่องร้ายหรือรู้เรื่องดี  ก็เจริญปัญญา  กลายเป็นกุศลได้
 
     จะดีหรือร้าย  อยู่ที่เอาไปใช้  โดยขึ้นต่อจิตใจ  ที่มีความรู้สึก  มีความคิดนึกคิดเห็น  ตามที่เจตนาจะนำให้เป็น  ถ้าตั้งจิตวางใจไม่มี  ก็ออกไปในทางร้าย  เป็นเครื่องทำลาย  ไม่เป็นผลดี  แต่หากมีท่าทีและตั้งใจถูกต้อง  ก็เอาไปใช้สร้างสรรค์  แก้และกันปัญหาตลอดจนพัฒนาตัวคนนั้นๆ  ให้ยิ่งงอกงาม  ในคุณความดี
 
     ข้อสำคัญ  ความรู้ที่เป็นกลางๆ นั้น  ต้องรู้จักแยกออกจากความรู้สึก  และจากความคิดเห็น
 
     ถ้าแยกข้าง  ก็คือ  ความรู้ข้างหนึ่ง  กับความรู้สึกข้างหนึ่ง
 
     ถ้าแยกขั้น  ก็คือ  ความรู้เป็นข้างหนึ่ง  ความคิดก็อีกขั้นหนึ่ง
 
     ความรู้เป็นสภาวะของมัน    แต่ความรู้สึกและความคิดเห็น  เป็นอาการของคน  ขึ้นต่อคน
 
     ความรู้เป็นเรื่องของปัญญา   ความรู้สึกและความคิดเห็น เป็นท่าทีและเป็นการทำงานของจิตใจที่สามารถใช้ความรู้ขยายปัญญาได้อีกชั้น
 
     ถ้ารู้สึกโดยไม่มีความรู้  ก็อยู่แค่ชอบใจหรือไม่ชอบใจ  ถ้าคิดเห็นโดยไม่มีความรู้  ก็คิดเห็นไปตามความรู้สึกและเลื่อนลอย
 
     ถ้ารู้ไม่ชัดเจน  รู้ครึ่งๆกลางๆ ไปในที่มัวๆ  มีแสงแค่สลัว  ใจตัวไม่เป็นปกติ  เช่นหวาดอยู่แล้ว  เลยมองเห็นเชือกเป็นงู  ตกใจจะวิ่งหนี  และร้องตะโกน พลอยให้คนอื่นแตกตื่นไปด้วย
 
     เห็นเชือกเป็นงู  ก็ยังดี   ถ้าเห็นงูเป็นเชือกก็อาจจะเกิดภัยอันตรายถึงตาย
 
     ที่ร้ายกว่านั้น  บางทีรู้อยู่ว่าไม่จริง  แต่มีเจตนา  ตั้งใจให้คนเข้าใจผิด  เอาข้อมูลที่พอจะโยงได้มาปั้นแต่งเรื่องขึ้น ก็ก่อปัญหา  ทำให้วุ่นวาย  เหมือนเด็กเลี้ยงแกะที่ตะโกนว่าหมาป่ามาจะกินแกะ
 
     ถ้าเกิดมีความรู้ขึ้นมาบ้าง  แต่ตั้งใจวางท่าทีไม่ถูกต้อง พอถูกใจ  ก็เกิดความรู้สึกชอบ  พอไม่ถูกใจ  ก็เกิดความรู้สึกชัง  เมื่อคิดก็เอาความรู้มาใช้ปรุงแต่งความคิดเห็นไปตามความรู้สึก  กลายเป็นคิดเพ้อฝันเลื่อนลอย  หรือคิดผิดเห็นผิด  ทำให้เกิดปัญหา
 
     ถ้ามีความรู้ตรงเรื่อง  แต่ตั้งใจไม่ดี  ก็คิดปรุงแต่งเอาความรู้ไปใช้ในทางที่ผิด  สนองโลภะ  สนองโทสะ  เช่น  คิดเอาเปรียบ  คิดทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น
 
     ความรู้เรื่องร้าย  (ไม่ใช่ความรู้ร้าย)  จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหา  ผู้ร้ายรู้วิธีทำโจรกรรมตู้เอทีเอ็ม  รู้วิธีทำระเบิดแบบต่างๆ  เจ้าหน้าที่ก็ต้องรู้เท่าทันหรือเหนือกว่านั้น  จึงจะแก้ปัญหาได้  ข้อสำคัญ  เจ้าหน้าที่อย่าเอาความรู้นั้นไปทำการร้ายเสียเอง
 
     เพราะฉะนั้น  พร้อมกับความรู้  คนก็มีความตั้งใจและการวางท่าที  ซึ่งออกมาที่ความรู้สึกและการคิด  เป็นเรื่องอาการของจิตใจและการเอาความรู้ไปใช้
 
     รวมแล้ว  ความรู้ซึ่งโยงไปที่ความจริง  ก็อยู่ของมันอย่างนั้น  แต่ตัวก่อปัญหา  ก็คือจิตใจของคนนี่เอง  ที่รู้สึก  และคิดเห็นไป
 
     คนที่พัฒนานั้น  จะเจริญปัญญาได้  ก็ต้องหาความรู้  และในการหาความรู้ให้เข้าถึงความจริงนั้น  จิตใจที่มีความรู้สึก มีท่าทีถูกต้องและคิดถูกทาง  ตั้งแต่มีความใฝ่รู้  เป็นต้น  ก็มาทำงานนั้นในการหาความรู้  และในการที่จะใช้ความรู้ที่หาได้นั้น  ในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ดังได้กล่าวแล้ว
 
     ในการพัฒนาคนนั้น  เพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติ  เราก็แยกกระบวนการหา และการใช้ความรู้นี้  เป็น ๒ ด้าน  คือ
 
     ด้านความรู้   ต้องให้ได้ข้อมูล  ให้มีความรู้ที่ถูกต้อง  ถ่องแท้  แน่ และชัด  (ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างน้อยเพียงพอ)
 
     ด้านสภาพจิต  ไม่อยู่ใต้อำนาจความรู้สึกชอบใจไม่ชอบใจ  แต่คิดและใช้ความรู้โดยมีความรู้สึกเป็นกลางๆ  และถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์หรือผู้ร่วมโลก  ก็ให้คิดด้วยจิตมีเมตตา
 
     ในแง่ที่สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์  การใช้ความรู้โดยทั่วไปก็ออกมาในการพูดจาสื่อสาร  ซึ่งพึงปฏิบัติตามหลักที่พูดได้สั้นๆว่า “พูดกันด้วยปัญญา  มีเมตตากำกับใจ”
 
     ถ้าทำได้อย่างนี้  มนุษย์ก็อยู่ร่วมกันด้วยดี  ร่วมกันแก้ปัญหาสร้างสันติสุขได้
 
     อย่างที่ว่าแล้ว  อันนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว  แต่เป็นเรื่องของอารยธรรมทั้งหมด  การหาความรู้ต้องไม่ยั่น
 
     มนุษย์จะต้องอยู่กันด้วยความรู้  และทำการด้วยความรู้  ไม่ว่าความรู้เรื่องด้านมืดหรือด้านสว่าง  มนุษย์จะต้องรู้ให้สว่าง
 
     มนุษย์ที่พัฒนาดีแล้ว  จะต้องอยู่กับความรู้เรื่องราวทั้งด้านมืดหรือด้านสว่างอย่างเป็นของธรรมดา  และยกเอามาพูดกันได้เต็มที่  ในทางปัญญา  โดยมีใจเมตตา
 
     มีคำพูดติดปาก  พูดกันอ้างกันราวกับเป็นคติว่า  “เรื่องการเมือง  เรื่องศาสนา  ห้ามเอามาพูดในวงสนทนา”   ถ้าเอามาพูด  เดี๋ยวก็เกิดเรื่อง  จะทะเลาะวิวาทกัน
 
     คำกล่าวนี้  มิใช่เป็นหลักการอะไรหรอก มันเป็นเพียงคำที่ชี้บอกให้ตระหนักถึงระดับการพัฒนาของมนุษย์ว่า  เท่าที่อารยธรรมเจริญมามากมายถึงบัดนี้  มนุษย์เจอเพดานที่มาติดตันกันอยู่แค่นี้ 
 
     ควรจะพูดเติมต่อจากนั้นว่า  “ตราบใดที่มนุษย์ยังพูดกันไม่ได้ในเรื่องการเมืองและเรื่องศาสนา  อย่าหวังเลยว่ามนุษย์จะสร้างสันติภาพให้สำเร็จขึ้นมาได้
 
     เมื่อพูดกันต่อหน้าไม่ได้  เขาก็เอาไปพูดลับหลังกัน  ก็เป็นปมติดคาอยู่ข้างใน  ให้ข้างนอกต้องแยกข้างกันเรื่อยไป  จบไม่ได้
 
     มนุษย์จะต้องพัฒนาต่อไป  ให้พูดความรู้พูดความจริงกันได้เต็มที่  ซึ่งหมายถึงว่า  จะต้องมีท่าทีวางใจตั้งใจถูกต้องด้วย คือ พูดกันด้วยความซื่อตรง  จริงใจ  เปิดใจ  เปิดเผยต่อกัน  ปรารถนาดีต่อกัน  และต่อโลกที่อยู่ร่วมกัน
 
     ก็อย่างที่ว่าแล้วนั่นแหละ  คือ  “พูดกันด้วยปัญญา  มีเมตตากำกับใจ”  
 
     วิธีสร้างสันติภาพ  ไม่ใช่การปั้นแต่งหน้า  มาพูดจาเอาใจกัน  ดังที่ได้กลายเป็นความหมายของการเมือง  ว่าเป็นเรื่องไม่จริงใจ
 
     เรื่องนี้   ต้องย้ำเน้นเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเวลานี้เหมือนเป็นจุดติดตันของอารยธรรม  โดยเฉพาะที่พูดกันนักว่าจะสร้างสันติภาพ  แต่เมื่อไรๆ ก็ไม่ก้าวเข้าไปในทางแห่งสันติได้เลย
 
     อย่างที่ได้เห็นกันเรื่อยมา  ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ  นักการเมืองระดับประเทศมาประชุมเจรจาสร้างสันติภาพกัน  ต่างก็อ้างสันติภาพของโลก   แต่เขาไม่ได้คิดเพื่อโลก  เขาคิดแค่เพื่อผลประโยชน์ของพวกตน ของประเทศของตน
 
     พอเจอกัน  ก็ยิ้มเข้าหา  โอบกอด   บางทีก็จูบกัน   แต่เสร็จแล้วสันติภาพก็อยู่แค่โต๊ะเจรจา  ไม่เดินหน้าต่อไป  เข้าคติที่ว่า  ข้างหน้าจับมือ  ข้างหลังถือดาบ  ถือดาบอาจจะใหญ่เกินไป   จะโผล่ให้เห็น  ก็ว่า ข้างหน้าจับมือ  ข้างหลังถือกริช
 
     การที่จะให้คนพูดจาสื่อสารในทางที่จะร่วมกันสร้างสรรค์แก้ปัญหา  และสัมพันธ์อยู่ร่วมกันด้วยดีให้โลกมีสันติสุขได้นั้น  กฎหมายหรือกติกา  และระบบวิธีการทางสังคม  ไม่เพียงพอที่จะให้สำเร็จผลที่มุ่งหมาย
 
     แม้ว่าในประเทศที่เจริญแล้ว  ซึ่งถือกันว่าเป็นแบบอย่างในการปกครองระบอบประชาธิปไตย  จะได้ตรากฎหมายให้คนมีเสรีภาพในการพูด  แต่ก็เกิดปัญหามาก  ทั้งในการใช้  และไม่ใช้เสรีภาพนั้น

 
(นักวิชาการเทศ-ไทย หาความรู้ให้แน่ ใช่แค่คิดเอา หน้า ๘๑)


- อารยธรรม   น. ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี.
 
- อารยชน    น. ชนที่เจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี,  ชนที่พ้นจากความเป็นป่าเถื่อน.

227 สันติ   ความสงบ,  ความระงับดับหายหมดไปแห่งความพลุ่งพล่านเร่าร้อนกระวนกระวาย, ภาวะเรียบรื่นไร้ความสับสนวุ่นวาย,  ความดับไปแห่งกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดความเร่าร้อนว้าวุ่นขุ่นมัว, เป็นไวพจน์หนึ่งของ นิพพาน

227 สันติภาพ   ภาวะแห่งสันติ;  ตามที่ใช้ในปัจจุบัน  หมายถึงความสงบภายนอก คือ ภาวะที่สังคมหรือบ้านเมืองสงบ  ไม่มีความปั่นป่วนวุ่นวาย,  ภาวะที่ระงับหรือไม่มีความขัดแย้ง,  ภาวะปราศจากสงครามหรือความมุ่งร้ายเป็นศัตรูกัน


- เรื่องสันติภาพ  450

โป๊ปเลโอวอนขอสันติภาพในยูเครน-กาซา ตรัส ‘อย่าให้มีสงครามอีกเลย’

เสียงชายแดนใต้ชี้ชัด ทุกศาสนาหวัง ‘เจรจาสันติภาพ’ หยุดสาดความเกลียดชัง

Facebook


235 เท่าที่ศึกษาศาสนาใหญ่ๆในโลกปัจจุบัน  เห็นแต่พระพุทธเจ้าแห่งศาสนาพุทธเท่านั้นมองปัญหา (ทุกข์) ที่ต้นเหตุคือจิตใจ จะแก้ปัญหาของโลกของคนต้องแก้ที่นั่น 


  



 



Create Date : 09 พฤษภาคม 2568
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2569 15:22:12 น. 3 comments
Counter : 864 Pageviews.
Share to Facebook

 
เราเองจ้ะ ทักทายนะจ้ะ


โดย: teawpretty วันที่: 24 มิถุนายน 2568 เวลา:16:02:08 น.  

 
ดีฮัฟ แมคเองก๊าปปป


โดย: gaopannakub วันที่: 4 กรกฎาคม 2568 เวลา:15:00:55 น.  

 
สวัสดีครับ


โดย: สมาชิกหมายเลข 6393385 วันที่: 10 กรกฎาคม 2568 เวลา:17:04:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space