กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะ ซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
เมษายน 2568
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
4 เมษายน 2568
space
space
space

เข้ากับสังคมมนุษย์ได้ทุกยุคทุกสมัย

     การทุจริตและประพฤติมิชอบมิได้มีแต่ในสมัยนี้เท่านั้น  แม้แต่ในสมัยพุทธกาลกว่าสองพันปีมาแล้ว  ก็มีการทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นเดียวกัน  ดังที่มีการเล่าไว้ในธนัญชานิสูตร  ดังต่อไปนี้
 
     ญาติคนหนึ่งของพระสารีบุตร  มีชื่อว่าธนัญชานิพราหมณ์ เขาเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  ในการรับราชการช่วงแรก  เขาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต  เพราะได้ภรรยาที่เป็นสัมมาทิฏฐิคอยตักเตือนเขา  แต่ตอนหลังเขาได้ภรรยาใหม่ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเห็นผิดจากทำนองครองธรรม  ธนัญชานิพราหมณ์  จึงหันมาประพฤติทุจริตต่อหน้าที่ด้วยวิธีการ  ๒  อย่าง  ดังนี้
 
     วิธีการแรก    เขาอาศัยพระราชาปล้นประชาชน  คือ  อ้างกฎหมายหรือใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงหาประโยชน์จากประชาชน  วิธีการนี้เรียกว่า “การฉ้อราษฎร์” 
 
     วิธีการที่สอง  เขาอาศัยประชาชนปล้นพระราชา  คือ  เบิกเงินจากคลังหลวงโดยอ้างว่าจะนำไปช่วยประชาชนผู้ประสบภัย  แต่เงินนั้นไม่ถึงมือประชาชน  เพราะเขานำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน    วิธีการนี้เรียกว่า  “การบังหลวง”
 
     ต่อมาเมื่อพระสารีบุตรได้พบกับธนัญชานิพราหมณ์  พระเถระได้ถามเขาว่า  เขาทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงตามที่มีผู้รายงานให้ท่านทราบจริงหรือ  ธนัญชานิพราหมณ์ รับสารภาพว่า  “เขาได้ทำเช่นนั้นจริง”   พระสารีบุตร  ถามว่า  “ทำไมจึงทำเช่นนั้น”    ธนัญชานิพราหมณ์  ตอบว่า  “เหตุที่เขาทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง  เพราะเขาต้องนำเงินที่ได้จากการทุจริตประพฤติมิชอบไปเลี้ยงดูบิดามารดา  บุตร  ภรรยา  ทาสและกรรมกร”   พระสารีบุตรได้ตักเตือนธนัญชานิพราหมณ์  ว่า  “ผู้ทำการทุจริตประพฤติมิชอบตายไปแล้วต้องตกนรก  คำแก้ตัวที่ว่า  เขาจำเป็นต้องทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อนำเงินไปเลี้ยงดูบิดามารดา  บุตร  ภรรยา  ทาสและกรรมกรนี้ฟังไม่ขึ้น” 
 
 
     เรื่องเล่าในธนัญชานิสูตร  แสดงให้เห็นถึงวิธีการหนึ่งที่ธนัญชานิพราหมณ์ใช้ฉ้อราษฎร์บังหลวงก็คือ การอาศัยพระราชาปล้นประชาชน  นั่นคือ  บุคคลอย่างธนัญชานิพราหมณ์อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายบ้าง  ความหละหลวมในการกำกับดูแลของผู้บังคับบัญชาบ้าง  เป็นโอกาสในการแสวงหาประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ  บุคคลเช่นนี้  มีปรากฏอยู่ทุกยุคทุกสมัย  ดังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทุจริตของคนไทยในอดีตว่า   สวนสัตว์แห่งหนึ่งได้เสือโคร่งใหม่มาตัวหนึ่ง  ผู้อำนวยการสวนสัตว์แห่งนั้น  ตั้งงบประมาณเป็นค่าอาหารเสือตัวนี้วันละ ๑  บาท  ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น   ผู้คุมเบิกเงินวันละ ๑ บาท  ไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือ  แต่เขาทำการทุจริตต่อหน้าที่ด้วยการเบียดบังเงิน  ๑  สลึงไปเป็นของตน  เขาใช้เงินเพียง  ๓  สลึงไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือทุกวัน   ผลปรากฏว่า  เสือไม่อ้วนสักที   คนที่มาชมสวนสัตว์จึงฟ้องไปที่ผู้อำนวยการสวนสัตว์ว่า  “งบประมาณค่าอาหารเสือคงไม่พอขอให้ตั้งงบประมาณเพิ่ม”  ผู้อำนวยการสวนสัตว์เป็นคนรอบคอบสุขุม  เขาส่งผู้ตรวจการคนหนึ่งไปตรวจดูว่า  ทำไมเสือจึงไม่อ้วน  ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจดูอยู่สามวันก็รู้ความจริงว่า  เงินค่าอาหารเสือถูกเบียดบังไป ๑ สลึง  เขาจึงขอส่วนแบ่งเป็นค่าปิดปากอีก ๑ สลึง  เสือได้ค่าอาหารแค่วันละ ๒ สลึง  เสือจึงผอมลงอย่างเห็นได้ชัด  ผู้ชมสวนสัตว์เห็นว่า  เสือผอม   จึงร้องเรียนไปยังผู้อำนวยการสวนสัตว์ให้ตั้งงบประมาณค่าอาหารเพิ่ม   ผู้อำนวยการสวนสัตว์ก็ส่งผู้ตรวจการระดับสูงไปตรวจดูว่าทำไมเสือจึงผอม  ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจดูอยู่สามวัน  ก็รู้ความจริงว่า  เงินค่าอาหารเสือถูกเบียดบังไป  ๒  สลึง  เขาจึงขอส่วนแบ่งเป็นค่าปิดปากอีก ๑ สลึง  ตกลงว่า  คนสามคนเบียดบังค่าอาหารเสือไปถึง  ๓  สลึง  เสือได้ค่าอาหารแค่วันละ  ๑  สลึง  เสือจึงผอมมากเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
 
     ผู้ชมสวนสัตว์เห็นว่า  เสือผอมมาก  จึงร้องเรียนไปยังผู้อำนวยการสวนสัตว์ให้ตั้งงบประมาณค่าอาหารเพิ่มโดยด่วน   แต่ผู้อำนวยการสวนสัตว์กลับส่งผู้ตรวจการระดับสูงสุดไปตรวจดูว่า  ทำไมเสือจึงผอมมาก   ผู้ตรวจการคนนี้ไปตรวจดูอยู่สามวันเสือก็ตาย เพราะเขาขอสลึงสุดท้ายเป็นค่าปิดปาก  นั่นคือ คน ๔ คน เบียดบังค่าอาหารเสือไปจนหมด  เสือจึงตาย โคลงโลกนิติได้สรุปเหตุการณ์นี้ไว้ว่า
 
          เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ   มังสา
          นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา   ไป่อ้วน
          สองสามสี่นายมา   กำกับ   กันแฮ
          บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน    บาทสิ้นเสือตาย
 
     ในที่นี้ เสือ ก็คือ ประเทศชาติและประชาชน  ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยผู้ใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม  การป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น  ต้องอาศัยการที่  พระราชาหรือผู้นำรัฐต้องประพฤติสุจริตธรรม  และคอยกำกับดูแลให้คนใต้ปกครองปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตตามไปด้วย  ทั้งนี้เพราะอาศัยระบบการให้รางวัลและการลงโทษที่เคร่งครัดและเป็นธรรม  สมดังพระบาลีที่ว่า “นิคคัณเห  นิคคะหาระหัง   ข่มคนที่ควรข่ม ปัคคัณเห  ปัคคะหาระหัง  ยกย่องคนที่ควรยกย่อง”  และพระบาลีในธรรมิกสูตร ที่ว่า  “คุนนัญเจตะระมานานัง  อุชุง  คัจฉะติ  ปุงคโว”   เป็นต้น  แปลความว่า  “เมื่อฝูงโคข้ามแม่น้ำไปอยู่   ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง  โคลูกฝูงเหล่านั้นทั้งหมดย่อมไปตรงตาม  ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง  ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน   ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้นำ   ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรมประชาชนนอกนี้ ย่อมประพฤติธรรมเหมือนกัน”
 
     ธนัญชานิสูตร  ยังได้แสดงให้เห็นอีกวิธีการหนึ่ง  ที่บุคคลอย่างธนัญชานิพราหมณ์ใช้ในการฉ้อราษฎร์บังหลวง  นั่นคือ  เขาอาศัยประชาชนปล้นพระราชา  ซึ่งในสมัยปัจจุบันทำกันได้หลายรูปแบบ  เช่น  การร่วมกับประชาชนบุกรุกป่าสงวนหรือตัดไม้ทำลายป่า  การฮั้วการประมูล  การทำสัญญาชนิดที่ทำให้รัฐเสียเปรียบคู่สัญญา  รวมทั้งการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งทุกระดับ  ปัญหาเหล่านี้  เกิดจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการทุจริตและประพฤติมิชอบ  เพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทน  ดังนั้น  องค์การสหประชาชาติ  จึงกำหนดให้วันที่ ๙  ธันวาคมของทุกปี  เป็นวันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของโลก  โดยรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกพร้อมใจกันที่จะไม่จ่ายและไม่รับสินบน
 
     การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในและนอกวงราชการ จะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อประชาชนได้รับการปลูกฝังให้มี โลกปาลธรรม คือ ธรรมเครื่องคุ้มครองโลก ๒ ประการ ได้แก่ ๑) หิริ  ความอายชั่ว และ ๒)  โอตตัปปะ  ความกลัวบาป  สมดังพระบาลีที่ว่า “เทฺวเม ภิกขะเว สุกกา สัมมา โลกัง ปาเลนติ”  เป็นต้น  แปลความว่า  “ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการนี้ ย่อมคุ้มครองโลก ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ หิริ  ๑  โอตตัปปะ ๑”   ธรรมทั้งสองประการนี้  เรียกว่า  ธรรมคุ้มครองโลก เพราะช่วยประคับประคองให้ระบบศีลธรรมของโลกดำรงอยู่ได้  ถ้าไม่มีธรรมเครื่องคุ้มครองโลกทั้งสองประการนี้  มนุษย์ย่อมไม่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน  สมดังภาษิตหิโตปเทศที่ว่า “การกิน การนอน การกลัวภัย และการสืบพันธ์ ทั้งสี่อย่างนี้  มีเสมอกันในมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน  ธรรมเท่านั้น  ที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน  เมื่อปราศจากธรรม มนุษย์ก็เสมอกับสัตว์เดรัจฉาน”  ธรรมที่ทำให้มนุษย์ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉาน ก็คือ โลกปาลธรรม หรือธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการ ได้แก่ หิริ และโอตตัปปะ สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ธรรมสูตร ว่า “ถ้าธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการนี้ จะไม่พึงคุ้มครองโลกไซร้ ในโลกนี้ก็ไม่พึงเหลือ คำว่า แม่ น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ หรือว่า ภรรยาของครู ปรากฏอยู่ ชาวโลกจักถึงการผสมปะปนกันไป เหมือนอย่างแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข สุนัขจิ้งจอกฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายก็เพราะเหตุที่ธรรมฝ่ายขาว ๒ ประการนี้ ยังคุ้มครองโลกอยู่ ดังนั้น จึงเหลือคำว่า แม่ น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ หรือว่า ภรรยาของครู ปรากฏอยู่”

    
- ส่วนหนึ่งจาก  450 

ธรรมะจากธรรมาสน์ เล่ม ๓

 


Create Date : 04 เมษายน 2568
Last Update : 1 กรกฎาคม 2569 14:51:38 น. 0 comments
Counter : 769 Pageviews.
Share to Facebook

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

BlogGang Popular Award#22


 
สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space