กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะ ซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
มีนาคม 2568
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
space
space
5 มีนาคม 2568
space
space
space

สื่อไทยโหยหาเผด็จการ


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1065057105662081&set=a.590903329744130

ปริญญา ท้วงไทยพีบีเอส 4 ข้อ เสนอบทความ สนับสนุนเผด็จการ ยันในฐานะกัลยาณมิตร ต้องเตือน
 


     ปริญญา ท้วงไทยพีบีเอส 4 ข้อ เสนอบทความ สนับสนุนเผด็จการ ยันในฐานะกัลยาณมิตร ต้องเตือน ให้แค่ด้านดี ไม่พูดด้านผลกระทบ เท่ากับปูทาง สร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจ

     เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อเขียน ท้วงติงบทความ เรื่อง เผด็จการสร้างชาติ ประชาชน “อาวรณ์” ผู้นำเข้มแข็ง-เศรษฐกิจรุ่ง ของเว็บสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยมีเนื้อหาดังนี้

     อย่าให้คนเข้าใจว่า ไทยพีบีเอสสนับสนุนเผด็จการครับ

     ปกติผมไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์ข้อเขียนหรือรายการของไทยพีบีเอส มีแต่พูดสนับสนุนเสมอมา แต่เมื่อเห็นบทความนี้ ก็คิดว่าจำเป็นต้องท้วงติงหน่อยครับ

        1.บทความนี้ตั้งแต่พาดหัวและเนื้อหา ทำให้คนเข้าใจว่าไปได้ว่า ไทยพีบีเอสสนับสนุนระบอบเผด็จการ เพราะพูดแต่ด้านดีคือ “เผด็จการสร้างชาติ” และ “ผู้นำเข้มแข็ง-เศรษฐกิจรุ่ง” และถึงกับสรุปว่า “ดังจะเห็นได้ว่ายิ่งประเทศปกครองด้วยระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยมมากเท่าไร การพัฒนาเศรษฐกิจจะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น“ ซึ่งเป็นการสนับสนุนระบอบเผด็จการตรงๆ เลย

     ปัญหาคือเป็นการสรุปโดยใช้ข้อมูลการเติบโตเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคสงครามเย็น แล้วที่เป็นปัญหามากกว่าคือ ไม่ได้พูดด้านร้ายของระบอบเผด็จการเลย โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบถ่วงดุล

        2.จอมพลสฤษดิ์ตอนถึงแก่กรรมมีทรัพย์สิน 2,800 ล้านบาท (ในปี พ.ศ.2508 ที่ทองคำบาทละประมาณ 400 บาท) ที่คนรู้ก็เพราะอนุภรรยาที่มีมากมายมาฟ้องแบ่งสมบัติ นี่ยังไม่ได้พูดถึงการใช้ ม.17 (ที่เป็นต้นแบบของ ม.44) ประหารชีวิตและจัดการฝ่ายตรงข้ามหรือผู้เห็นต่างไปไม่ใช่น้อย
 

     แล้วที่จริงเศรษฐกิจไทยช่วงนั้นดี ส่วนสำคัญก็มาจากเรามีผู้ว่าแบงก์ชาติชื่อ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่กล้าไม่ตามใจเผด็จการ แล้วอเมริกาก็กลัวไทยจะแพ้คอมมิวนิสต์ จึงมาช่วยเศรษฐกิจไทยเต็มที่ ดังนั้น การไปยกย่องจอมพลสฤษดิ์ว่าทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตจึงเป็นเรื่องประหลาด

        3. ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งปรากฏตัวคู่กับจอมพลสฤษดิ์ที่หน้าปก ทั้งยังมีภาพประกอบในบทความที่ทำให้เข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่อว่าเป็น ’เผด็จการสร้างชาติ’ อีกคนนั้น ผมก็คิดว่าเป็นปัญหาไม่ใช่น้อยเช่นกัน ว่าต่อให้ดูแต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจก็จะสรุปเช่นนั้นได้จริงหรือ?

     แต่ที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ตนเองเป็นคนเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์อิสระผ่าน สนช. และ ส.ว. ที่ตนเองเลือก แล้วสร้างปัญหาให้การเมืองไทยมาจนบัดนี้  แล้วก็จะสร้างปัญหาไปอีกนานเท่านาน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาให้แก้ไขได้ยากจนแทบจะแก้ไขไม่ได้เลย

        4. แล้วที่อาจจะแย่ที่สุดคือ การบอกว่า ‘เหตุการณ์ผ่านไป 17 ปี ’  รัฐประหารครั้งสุดท้ายในรัฐบาลยิ่งลักษณ์  เข้าสู่โหมด  ‘การเลือกตั้งสมบูรณ์แบบ’  และ  ‘คืนสู่รัฐบาลประชาธิปไตยอีกครั้ง’ เรื่อง 17 ปี ก็งงอยู่แล้วว่านับจากไหน  แต่เรื่อง  ‘การเลือกตั้งสมบูรณ์แบบ‘  นี่ คนเขียนไม่ทราบหรือครับว่าระบบเลือกตั้ง การเลือกตั้ง รวมถึง กกต. มีปัญหาแค่ไหน ยิ่ง  ’คืนสู่รัฐบาลประชาธิปไตย’  ยิ่งแล้วใหญ่  คนเขียนไม่ทราบเหรอครับ  ว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ในปี 2562 และคุณเศรษฐาเป็นนายกฯในปี 2566 ด้วย ส.ว.ของ พล.อ.ประยุทธ์

     ผมไม่อยากให้ไทยพีบีเอสที่เป็นโทรทัศน์สาธารณะของประประชาชนที่เกิดขึ้นมาในยุคประชาธิปไตย ออกบทความที่มีลักษณะสนับสนุนระบอบเผด็จการ โดยสรุปจากข้อมูลด้านเดียวเช่นนี้ครับ

     ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเขียนโดยความ ’รู้เท่าไม่ถึงการณ์‘ ของผู้เขียน หรือด้วยเหตุใด ในฐานะกัลยาณมิตรจำต้องท้วงติง เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างบรรยากาศโหยหาเผด็จการ ซึ่งจะเท่ากับเป็นการปูทางและสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจครั้งต่อไป ซึ่งควรจะหมดไปจากประเทศไทยเสียทีครับ

135


ทำไม จอมพลผิน ชุณหะวัณ คือนายทหารผู้ได้รับฉายา “วีรบุรุษเจ้าน้ำตา-จอมพลเจ้าน้ำตา”

ประเทศไทยมีการรัฐประหารหลายต่อหลายครั้ง เมื่อกระทำการเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีแถลงการณ์บ้าง, การให้สัมภาษณ์ถึงเหตุและความจำเป็นในการรัฐประหารครั้งนั้นบ้าง ด้วยท่าทีที่แตกต่างกันไปของผู้นำแต่ละคน สำหรับ รัฐประหาร 2490 จอมพลผิน ชุณหะวัณ (ครั้งยังมียศพลโท) หัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้รับฉายาว่า “วีรบุรุษเจ้าน้ำตา” [บ้างเรียก “จอมพลเจ้าน้ำตา”] ด้วยระหว่างการให้สัมภาษณ์ได้หลั่ง “น้ำตา” ต่อหน้าสื่อมวลชน
 

“วันที่ 9 พฤศจิกายน พลโท ผิน ชุณหะวัณ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้แทนหนังสือพิมพ์ ณ ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมมีใจความว่า [1] สาเหตุที่จะเริ่มกระทําการรัฐประหาร  ก็เพราะว่าได้รับราชการมาถึง 40 ปี  เมื่อถูกปลดเป็นกองหนุนแล้ว  ก็ว่างงานสบายตัว เพราะได้บํานาญถึง 500 บาท และมีสองคนผัวเมีย  ลูกเต้าเป็นฝั่งเป็นฝ่าไปหมดแล้ว  แต่มาโทมนัสว่า  บ้านเมืองเป็นอย่างนี้อยู่ในภาวะเสื่อมโทรม จึงไม่สามารถทนดูได้

สําหรับจอมพลแปลกนั้น แม้ว่าจะเห็นไม่ตรงกันอยู่บ้าง แต่ขอเทิดไว้เหนือหัว จอมพลเป็นนายกฯ มา 8 ปี  ก็ต้องมีข้อบกพร่องบ้าง  แต่ความเสียหายของจอมพลไม่ถึงแก่ล่มจม  ความดีที่ทำไว้ทำไมไม่อ้าง  เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่เห็นดีขึ้น  นับวันแต่จะทรุดโทรมลง…

ผู้แทนเอาเงินไปให้ราษฎรแลกซึ่งไม่ใช่หน้าที่เลย  เพราะมีเจ้าหน้าที่พร้อมอยู่แล้ว คลังจังหวัดก็มี เจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่มีความสามารถหรือ  ถ้าทำไม่ได้ทำไมไม่ไล่ออกไป แล้วผู้แทนแลกกลับมาได้กี่คน ตั้งองค์การสรรพหารเอาเงินมาแบ่งกันกินกำไรกัน

พูดถึงชาวนามันเหลือทน  ไปทำนาอยู่หนึ่งปีมันเหนื่อยยากแสนสาหัสต่างประเทศสั่งจอบมาช่วยชาวนา  แต่ผู้แทนกลับเซ็งลี้เอาไปขายพ่อค้าเสีย  แล้วพ่อค้าก็ไปเอากำไรกับชาวนาอีกต่อหนึ่ง เป็นการทำนาบนหลังคน  (จอมพลผินให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตานองหน้า)  จึงพร้อมใจกันเริ่มก่อการรัฐประหารทันที…”


ผู้นำ “รัฐประหาร” ที่ต้องเลื่อนถึง 5 ครั้ง พอได้ลงมือก็แพ้กลายเป็น “กบฏ” คือใคร?

นับจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการ “รัฐประหาร” หลายต่อหลายครั้ง จนเสมือนว่ามันเป็นเครื่องมือในการบริหารบ้านเมือง หรือเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยของใครบางคน

แต่ก็แปลก ที่ผู้ “รัฐประหาร” กลับชอบเรียกตัวเองว่า “คณะปฏิวัติ”

ปฏิวัติ-รัฐประหาร

คำตอบนี้ คงต้องไปหาความหมายของทั้งสองคำ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้คำอธิบายที่แตกต่างกันไป อย่างไว้ไมตรี ดังนี้

“ปฏิวัติ” คือ “การเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น ปฏิวัติอุตสาหกรรม, การเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารบ้านเมือง เช่น ปฏิวัติการปกครอง” ส่วน “รัฐประหาร” คือ “การใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน”

ดังนั้น ที่ผ่านมาไทยมีการปฏิวัติเพียงครั้งเดียว คือ “การปฏิวัติ 2475” นอกนั้นเป็นการ “รัฐประหาร” ทั้งสิ้น และเกือบทุกครั้งมี “ทหารบก” เป็นแกนนำสำคัญ

หากครั้งหนึ่งมี “ทหารเรือ” ที่เรียกว่า “คณะกู้ชาติ” เป็นผู้ริเริ่มปฏิบัติการ

กลายเป็น “กบฏ”

ผู้นำสำคัญของ “คณะกู้ชาติ” คือ พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ นายทหารนอกราชการ อดีตผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน, น.อ. อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับการกองสำรองเรือรบ, น.ต. มนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือหลวงรัตนโกสินทร์, น.ต. ประกาย พุทธารี สังกัดกรมนาวิกโยธิน ฯลฯ

ปฏิบัติการของคณะกู้ชาติที่จะล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีอันต้องเลื่อน เลื่อน และเลื่อน ถึง 5 ครั้ง จึงได้ลงมือจริงในครั้งที่ 6 แต่ก็ล้มเหลวจนทำให้พวกเขาต้องกลายเป็น “กบฏ”

11 ปีรัฐประหาร: เปิดชื่อองค์กรอิสระที่ "สภาแต่งตั้ง" ยุค คสช. เลือก-ยังทำหน้าที่ในปัจจุบัน

 


 

ปิดฉากผู้นำกบฏ! ศาลเกาหลีใต้พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต "ยุน ซอก-ยอล" ฐานล้มล้างรัฐธรรมนูญ

โซล, เกาหลีใต้ – มีรายงานล่าสุดเมื่อเวลา 15:00 น. ของวันนี้ (19 ก.พ. 2569) ศาลแขวงกลางกรุงโซลได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการพิพากษาตัดสินให้ นายยุน ซอก-ยอล อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ รับโทษ "จำคุกตลอดชีวิต" ในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ (Insurrection) จากกรณีการประกาศกฎอัยการศึกสายฟ้าแลบเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศ

ย้อนกลับไปในคืนเกิดเหตุ เพียงไม่กี่นาทีหลังการประกาศกฎอัยการศึก กองบัญชาการกฎอัยการศึกภายใต้คำสั่งของนายยุน ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เพื่อเข้าควบคุมสื่อมวลชนและสำนักพิมพ์ทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ มีรายงานการส่งกำลังทหารไปยังสถานีโทรทัศน์หลัก อาทิ KBS, MBC, SBS และสถานีข่าว 24 ชั่วโมงอย่าง YTN เพื่อควบคุมการนำเสนอข่าวสารและตัดวงจรการสื่อสาร มิให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลจากทางรัฐสภาหรือฝ่ายค้าน โดยมีเจตนาใช้สื่อกระแสหลักเป็นกระบอกเสียงในการประกาศคำสั่งจากฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว

ศาลวินิจฉัยอย่างเด็ดขาดว่า การสั่งกำลังทหารเข้าปิดล้อมสื่อมวลชนและบุกรุกอาคารรัฐสภาเพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภา รวมถึงความพยายามจับกุมนักการเมืองฝ่ายค้านนั้น "มิใช่การรักษาความสงบเรียบร้อยตามปกติ" แต่เป็นการกระทำที่จงใจละเมิดเสรีภาพสื่อและทำลายอำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยมีเจตนาล้มล้างระเบียบรัฐธรรมนูญเพื่อสถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จ และทำให้กลไกประชาธิปไตยต้องตกอยู่ในสภาวะอัมพาต

ในคืนวิกฤตดังกล่าว ชาวเกาหลีใต้จำนวนมหาศาลได้แสดงพลังด้วยการรวมตัวเป็น "กำแพงมนุษย์" รอบอาคารรัฐสภาอย่างฉับพลัน เพื่อเผชิญหน้ากับกองกำลังหน่วยรบพิเศษด้วยมือเปล่า ประชาชนได้ใช้ร่างกายและรถยนต์ส่วนตัวปิดกั้นเส้นทางเพื่อชะลอการบุกรุกของทหาร พร้อมส่งเสียงกดดันให้ทหารทำหน้าที่เพื่อประชาชนแทนการรับใช้เผด็จการ ความกล้าหาญนี้ได้ช่วยซื้อเวลาให้สมาชิกสภาสามารถฝ่าวงล้อมเข้าไปลงมติยกเลิกกฎอัยการศึกได้สำเร็จ กลายเป็นชัยชนะของสันติวิธีที่หยุดยั้งการรัฐประหารและพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ในที่สุด

แม้คณะอัยการพิเศษจะเรียกร้องให้ลงโทษประหารชีวิต โดยชี้ให้เห็นว่าจำเลยไม่มีท่าทีสำนึกผิด แต่ศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นโทษสูงสุดรองลงมา เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บรุนแรง

ส่งผลให้นายยุน ซอก-ยอล กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนแรกในยุคประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหากบฏ และเป็นผู้นำประเทศคนแรกที่ถูกจับกุมขณะดำรงตำแหน่ง ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนอย่างเป็นทางการในปี 2025

Facebook

เกาหลีใต้เสนอชื่อ “ประชาชน” เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังต้านกฎอัยการศึกสำเร็จ


 




Create Date : 05 มีนาคม 2568
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2569 12:39:20 น. 0 comments
Counter : 614 Pageviews.
Share to Facebook

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

BlogGang Popular Award#22


 
สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space