กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะ ซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง
เรื่อง กรรมฐาน
เรื่อง จงกรม
เรื่อง วิธีปฏิบัติ
เรื่อง สภาวธรรม
เรื่อง ลำดับญาณ ทวนญาณ
ภาพรวม มัชเฌนธรรมเทศนา
ชีวิต คืออะไร: ขันธ์, อายตนะ
ชีวิต เป็นอย่างไร: ไตรลักษณ์
ชีวิต เป็นไปอย่างไร: ปฏฺิจจสมุปบาท, กรรม
ชีวิต ควรให้เป็นอย่างไร: วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน
ภาพรวม มัชฌิมาปฏิปทา
ภาค ๒. มัชฌิมาปฏิปทา
ภาค ๓. อารยธรรมวิถี
ชีวิตที่ดี เป็นอย่างไร ?
วิธีการแห่งศรัทธา (ปรโตโฆสะที่ดี)
วิธีการแห่งปัญญา (โยนิโสมนสิการ)
ภาษาธรรมวันละคำ
ข้อธัมม์ที่ถาม-เถียงกันบ่อย
บุญ
ผู้พิพากษาตั้งตุลา ใ ห้ สั ง ค ม ส ม ดุ ล
คติธรรมสั้นๆ
พุทธโอวาท ๓ เดือนก่อนปรินิพพาน,
ความเป็นมาของการบวช
การทำวัตรสวดมนต์
ทำยังไงจึงจะมีอายุยืนและมีความสุข
พลังดันคน
บรรลุธรรมอะไร?
พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก
ธัมมาธิบาย
สวดมนต์
ความจน เ ป็ น ทุ ก ข์ ใ น โ ล ก
เรียนบาลีเพื่อรักษาพุทธพจน์
ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะพินาศ
หลักธรรมสำหรับผู้ยังไม่นับถือศาสนาใดๆ
วัฒนธรรมประเพณี
จาริกบุญ จารึกธรรม
สมาธิ,ฌาน
ถ้าศาสนาพุทธมีหลักธรรมดีจริง คงไม่สูญสิ้นจากถิ่นเดิม
คุณค่าทางจริยธรรมของไตรลักษณ์
สติปัฏฐาน
ศีลสำหรับประชาชน
ทางดำเนินชีวิตสายกลาง
กาม
ความสุข
อริยสัจ ๔
ธรรมฉันทะ - ตัณหาฉันทะ
กรรม
ฅนไทย ใช่กบเฒ่า ?
พระไทย ใช่เขาใช่เรา?
สมถะ,วิปัสสนา,เจโตวิมุตติ,ปัญญาวิมุตติ
อนัตตา
สมมุติบัญญัติ
ศีล-สีลัพพตปรามาส
นรก สวรรค์ ในพระไตรปิฎก
วันสำคัญของชาวพุทธไทย
วิธีฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์
ความสำคัญของพุทธศาสนา
อิทธิบาท ๔
รู้ทุกอย่างแต่ปล่อยวางไม่ได้
สติ,สติปัฏฐาน
ตถตา
อ่าน แล้ว คิดว่าเป็นนั่นเป็นนี่
ชีวิต ควรเป็นอยู่อย่างไร: องค์มรรค,อริยสัจจ์
ชีวิตที่ดี เป็นอย่างไร: ชีวิตและคุณธรรมพื้นฐานของอารยชน
<<
กุมภาพันธ์ 2567
>>
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
8 กุมภาพันธ์ 2567
พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จะประกาศธรรมแสนยาก
รู้ธรรม คือรู้เรื่องธรรมดา
๕. โพธิพฤกษ์ โพธิญาณ
เพื่ออนุเคราะห์โลก
ประมูลอัญมณีที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
ชาวพุทธต้องทำใจ
ถ้าเชื่อก็เป็นแม่ ถ้าไม่เชื่อก็เป็นสายธาร
กำเนิดพุทธรูป
อารยธรรมอินเดีย
หมายเหตุ (จบ)
ทีนี้ มองดูเกาะใหญ่ ถัดลงไปทางใต้ต่อจากสุมาตราคือชวาว่าเป็นอย่างไร
มะละกาลับหาย สุมาตรา-ชวา เฟื่องฟูขึ้นมาใหม่
มะละกา ที่แดนมาเลเซียขึ้นมาเป็นใหญ่เหนือ ชวา
มุสลิมอินโดฯ
ชวา ขึ้นมาล้ำ สุมาตรา
มลายู ขยายจากสุมาตรา ขึ้นยังมาเลเซีย
อิสลาม เริ่มเข้าที่ สุมาตรา
อินโดนีเซีย: ที่สุมาตรา ย้อนไปถึง ศรีวิชัย
ความรู้เสริมบทความ
อินโดจีน ส่วนล่างกับอดีตเด่นดังที่ ลังกาสุกะ
อินโดจีน ย้อนอดีตถึง ทวารวดี
จีน- อินเดีย แล้วเกิดมี อินโดจีน - อินโดนีเซีย
อินโดจีน ย้อนอดีด เคียงคู่ อินโดนีเซีย
คู่ต่างคู่เติม เสริมความรู้ธรรมให้เต็ม
พุทธในอินเดียแบ่งเป็น ๔ ยุค
ทัพมุสลิมเตอร์ก ล้างปิดรายการ
ปุษยมิตร - มิหิรกุละ - ศาศางกะ โค่นในระหว่าง
บทเรียนที่มักถูกลืม นารายณ์อวตาร ศิวะอวตาร
พระโพธิสัตว์: เสริมพลังเดินหน้า หรือพาเขวออกจากทาง
ต้นโพธิ์ พระสถูป พระพุทธรูป ทยอยมา
พระรัตนตรัย: สื่อเชื่อมต่อ และส่งเข้าสู่ทาง
ดูข้างเคียงให้ทั่ว จะเห็นของตัวว่าเป็นอย่างไร
วัดถ้ำ: พุทธ เชน ฮินดู เปลือกดูคล้าย เนื้อในคนละอย่าง
เค้าอวสานแห่งพุทธศาสนา ยกมาดูกันแค่นี้ก็มองเห็น
ฮินดูฟื้น พุทธศาสนาสลบ
จากเทพสูงสุด สู่ธรรมสูงสุด มนุษย์พ้นอำนาจพรหม สู่ความเป็นพุทธ
วัดกับถ้ำ
หลังพุทธกาลนานนักหนา คามวาสี-อรัญญวาสี จึงมีขึ้นมา
ถ้ำกับชีวิตของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
อชันตา เอลโลรา
๑๑. รักษาธรรม คือรักษาความเป็นไท
เข้าถึงระบบสัมพันธ์ของธรรมแล้ว ก็จัดแยกจับโยงได้ทั่วสรรพสิ่ง
รู้ทุกข์จึงดับทุกข์ได้ไม่ใช่รู้ทุกข์ไป แล้วกลายเป็นทุกข์
เศรษฐกิจจะพอดี เมื่อมันทำหน้าที่เป็นปัจจัย เศรษฐกิจพาวิบัติ เมื่อมันถูกจัดเป็นจุดหมาย
ชาวพุทธ คือ ผู้ปล่อยวางได้ แต่ไม่ปล่อยปละละเลย
วินัยเอาปัจจัยพิเศษของมนุษย์เข้าไปใส่กระบวนธรรม
ความไม่ยึดมั่นที่แท้ ต้องดูจากคติพระอรหันต์
สมมุติ,บัญญัติ
วินัยกันไว้ ไม่ให้เอาธรรมมาอ้างในทางที่ผิด
ธรรมเป็นบรรทัดฐานแห่งความถูกต้องของวินัย วินัยเป็นบรรทัดฐานแห่งพฤติกรรมที่ถูกต้องตามธรรม
ความหมายวินัย
ดุลยภาพพื้นฐาน ที่ประสานคน กับ ธรรมชาติและสังคม
ธรรมที่ตรัสไว้ต่างชุด ดุจเครื่องมือที่ใช้กับต่างงาน
ดุลยภาพในระบบความสัมพันธ์ของธรรม
ความไม่ประมาท ช่วยปรับให้พอดี จึงเป็นทางสายกลาง
ถ้ามนุษย์พัฒนาจริง ก็ต้องพ้นวงจรแห่งความเจริญแล้วเสื่อม
มองอินเดียกับฝรั่ง ให้เห็นความแตกต่างที่เป็นคติแก่ไทย
ระบบทุกข์ภัยประดิษฐ์ ดีกว่าปล่อยให้มักง่าย แต่ผลที่ได้ไม่ยั่งยืน
เรียบง่าย แต่ระวัง อย่าให้กลายเป็นมักง่าย
ความประมาท สำคัญอย่างไร จึงทำให้ความไม่ประมาท กลายเป็นธรรมยิ่งใหญ่
ผู้ไม่ประมาทใช้ประโยชน์จากอนิจจัง
มนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญต่อความเสื่อมความเจริญ
ความไม่ประมาท คือความสามารถที่จะไม่เสื่อม
๑๐ ทางสายกลาง เพื่อชีวิตสังคมที่สุขสมบูรณ์
ทางสายกลางแห่งความพอดี มาลงที่ธรรมานุธรรมปฏิบัติ เป็นอันหนึ่งเดียว
สันโดษดี สันโดษไม่ดี ไม่สันโดษไม่ดี ไม่สันโดษดี
ได้ดุลพอดี ที่เป็นลักษณะทางสายกลาง
ปัญญา ชี้นำเข้ามาและเดินหน้าในทางสายกลาง
อธิษฐานจิต
ใช้เวลาสักนิด กับ เรื่องภวังคจิต
ไสย์ กับ พุทธ
???
สมาธิมีประโยชน์มากมาย ต้องใช้ให้คุ้มและให้ครบ
อย่าทิ้งความคิดปรุงแต่งทันที ปรุงแต่งดีได้ถึงฌานสมาบัติ
พระพุทธศาสนากับเพลง
จะอาศัยสิ่งกล่อมหรือจะใช้วิริยะและปัญญาที่เป็นอิสระ
อิสรภาพของมนุษย์ จะได้ด้วยการศึกษาที่ถึงธรรม
พระพุทธเจ้ามา ประกาศอิสรภาพให้แก่มนุษย์
คิดปรุงแต่ง กับ คิดวิปัสสนา
พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะโยนิโสมนสิการ
มีโยนิโสมนสิการ เรื่องร้ายก็กลายเป็นดี
รูปกาย ธรรมกาย ปรากฏและเป็นไป ที่สังเวชนียสถาน ๔
๙. ที่ประกาศอิสรภาพของมนุษย์ (คติจากสังเวชนียสถาน)
มุสลีมะอินโด ฯ
ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไป ธรรมกายเจริญเอง
โปรยธรรมบนเส้นทางสู่ที่ปรินิพพาน
เส้นทางพุทธกิจ: พุทธคยา ถึง กุสินารา
๘. ถ้าสังเวชเป็น ก็จะได้เห็นธรรมกาย
มุสลิมเตอร์ก มุสลิมมองโกล รุ่งแล้วเลือนลับ
จากยุคมุสลิมอาหรับ เข้าสู่ยุคมุสลิมเตอร์ก
สุหนี่นำอิสลามครองสะเปน จ่อแดนจีน
ชีอะฮ์ แ ย ก อ อ ก ม า
อิสลามแผ่ไพศาล
อิสลามรวมอาหรับ
เมตตาที่มีปัญญา จึงพาโลกสู่สันติสุขได้
๗. รักษาแผ่นดินไทย ให้เป็นแผ่นดินธรรม
๖. จุดเริ่มของแผ่นดินธรรม
ถ้าคนประสานกับธรรม ก็มีทางแก้ปัญหาชีวิตและสังคม
พุทธะโยงเราเข้าถึงธรรม
พระรัตนตรัย ต้องรู้จักใช้ให้เป็นสรณะ
มนุษย์ประเสริฐเพราะเป็นสัตว์ที่ฝึกได้
จากเทพสู่ธรรม จากธรรมสู่กรรม
พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จะประกาศธรรมแสนยาก
รู้ธรรม คือรู้เรื่องธรรมดา
๕. โพธิพฤกษ์ โพธิญาณ
มาฆบูชา พัฒนาความรักแห่งวาเลนไทน์และให้ดุลแห่งธรรม
ให้รักกับรู้ มาเข้าคู่ดูแลกันทั้งโลกจนถึงลูก จะสุขสันต์แท้จริง
มนุษย์กับมนุษย์รักกัน แต่มนุษย์ต้องอยู่ให้ดีกับธรรม
ถึงความรักจะดี ก็ไม่พอที่จะเลี้ยงลูกและอภิบาลโลก
มาฆบูชา กับ วาเลนไทน์
ละชั่ว ทําดียังไม่พอ ต้องต่อด้วยไม่มีกิเลสเหลือในใจ
หัวใจเดียว แต่มีสี่ห้อง
มาฆบูชาขึ้นมาเป็นวันสําคัญในพระพุทธศาสนา
สาระของโอวาทปาติโมกข์
มาฆบูชา กับ หัวใจพระพุทธศาสนา
ราชคฤห์ ศูนย์อํานาจการเมือง
๔. หัวใจธรรม จากจุดศูนย์กลาง
พระพุทธศาสนาในมือของพุทธบริษัท
ร่องรอยที่เหลือ และเค้าการฟื้นฟูหลังหมดสิ้น
อวสานมาถึง เมื่อทัพมุสลิมเตอร์กลงดาบสุดท้าย
เทียบ ปทท.
นาลันทากับความเสื่อมสูญของพระพุทธศาสนา
วัดพุทธ ต้นกําเนิดมหาวิทยาลัยของโลก
๓. ความยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ทั้งเจริญและเสื่อม
เอาธรรมไปเป็นหลักประกันชีวิตและสังคมไว้
ธรรมเป็นอิสระจากคน คนถึงธรรมเป็นอิสระจากสังขาร
ศรัทธากับปัญญา นำเข้าเฝ้าพระพุทธเจ่า
๒. เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ
???
เลิกบูชายัญ เพียงเป็นฐาน สู่ความงอกงามในธรรม
อโศกราชากล้าหาญในทางสันติ
เทียบกันแล้ว สรุปได้
ดูพุทธพจน์แล้ว อ่านธรรมโองการเทียบ
อโศกธรรม หรือ คหัฐวินัย
ธรรมวิชัย: หลักการใหญ่ที่นําเข้าสู่พุทธธรรม
อโศกมหาราช อโศกธรรม
ศิลาจารึกอโศก เป็นของพระเจ้าอโศกมหาราชแน่หรือ
ทรัพย์และอํานาจ สู่ความหมายและคุณค่าใหม่
ธรรมวิชัย
ไม่ประมาท ก็ไม่เสื่อม
วัดพระราม
ชมพูทวีปในพุทธกาล
สังเวชนียสถาน ๔
๑. ย้อนทางเข้าสู่แดนพุทธภูมิ
พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จะประกาศธรรมแสนยาก
ตรัสรู้แล้ว จะประกาศธรรมแสนยาก คนเปิดปากปิดหู ไม่อยากฟังว่าตัวต้องทําอะไร
อย่างไรก็ตาม ความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาง่ายๆ นี่แหละ แต่สําหรับคนทั่วไปผู้
อยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
มีความคิดความเชื่อถือที่ถ่ายทอดกันมาจนกระทั่งมีการติดยึดถือมั่นเป็นวัฒนธรรม เป็นศาสนา และเป็นอะไรต่างๆ แล้ว พอมีการยึดติดถือมั่นขึ้นมา ก็
ทําให้เข้าถึงความจริงได้ยากมาก
บางที สิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เรายึดถือนี่แหละ ก็กลับมาปิดบังตา หรือ กีดกั้นตนเองไม่ให้ยอมรับยอมฟัง ไม่ยอมศึกษา และไม่สามารถเข้าถึงความจริงนั้นได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะนําธรรมมาแสดง
จะเห็นได้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทรงมารําพึง ถึงธรรมที่พระองค์ตรัสรู้แล้วพระองค์ก็โน้มพระทัยไปในทางที่จะไม่ทรงสั่งสอน ตามที่เราเรียนในพุทธประวัติ เราแปลว่า ท้อพระทัย ที่จริงไม่ใช่แปลว่า ท้อพระทัย ท้อพระทัยนั้นเป็นสํานวนพูดของชาวบ้าน
พระพุทธเจ้าทรงน้อมพระทัยไปในการที่จะไม่ทรงแสดงธรรม ทําไมจึงน้อมพระทัยที่จะไม่แสดง ก็เพราะทรงพิจารณาเห็นว่า ธรรมที่ตรัสรู้นั้น คนทั้งหลายที่วุ่นวายอยู่ในความลุ่มหลงมัวเมา เพลิดเพลินติดอยู่ ในสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะทางวัตถุจะรู้ตามและเข้าใจตามได้ยาก
ธรรมที่รู้เข้าใจตามได้ยากนี้ พระองค์ตรัสสั้นๆว่า คือ
อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท
และ
นิพพาน
ดังระบุในคาถาที่ทรงอุทานข้างต้นนั้น
หลักทั้งสองนี้ แสดงความจริงในธรรมชาติซึ่งยากที่คนทั้งหลายจะเข้าใจ เพราะมีสิ่งหุ้มห่อเคลือบคลุมปิดบังอย่างที่กล่าวเมื่อกี้นี้คือความลุ่มหลง ความเพลิดเพลิน ความมัวเมาต่างๆ ตลอดจนความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณีที่ยึดติดถือมั่น จึงยากที่จะมองทะลุออกไปและเข้าใจได้ พระองค์จึงน้อมพระทัยไปในการไม่แสดงธรรม
มีเรื่องต่อมาว่า พระพรหมชื่อสหัมบดี ได้มาอาราธนาคือนิมนต์พระพุทธเจ้า ว่ายังมีสัตว์ที่มีธุลีในดวงตาน้อย หวังว่าสัตว์เหล่านั้นคงพอเข้าใจได้บ้าง
หมายความว่า ถ้าพูดถึงคนส่วนใหญ่ก็ยากที่จะเข้าใจ แต่คนที่มีสติปัญญา และไม่มีความลุ่มหลงเพลิดเพลินมัวเมาติดในอามิสวัตถุทั้งหลายมากมายนัก ก็พอมีอยู่บ้าง ท่านเหล่านั้นคงจะพอสามารถรับการแนะนําสั่งสอนให้เกิดความเข้าใจได้บ้าง
คําอาราธนาหรือนิมนต์นี้ทําให้พระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะเสด็จออกมาทรงแสดงธรรมสั่งสอน
ในเรื่องนี้มีจุดสังเกตที่พึงระลึกไว้เป็นข้อสําคัญ คือ
๑. พุทธพจน์ที่ตรัสว่า ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นสิ่งที่รู้เข้าใจตามได้ยาก สัตว์ทั้งหลายที่ลุ่มหลงเพลิดเพลินอยู่จะมองเห็นได้ยาก (ตรัสด้วยว่าเป็นธรรมทวนกระแส คือ ปฏิโสตคามี)
๒. พระองค์น้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่แสดงธรรม แต่ได้เสด็จออกทรงสั่งสอนต่อเมื่อพรหมอาราธนา เพื่อเห็นแก่คนที่มีธุลีในดวงตาน้อยพอที่จะปฏิบัติตามได้บ้าง
พุทธพจน์และเหตุการณ์ตอนนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้สำนึกตระหนักไว้ว่า ธรรมนี้มิใช่สิ่งง่ายๆ และการที่มีการถ่ายทอดสืบต่อมาถึงเรานี้ก็เป็นมาโดยยาก เราจะได้ไม่ประมาท เอาใจใส่ศึกษาด้วยความตั้งใจจริง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพุทธพจน์นี้จะเป็นเครื่องเตือนใจเรา ให้สำนึกตระหนักว่าการที่จะเข้าใจตัวธรรมแท้ๆ นี้ ถ้าจะเอาให้ถึงที่สุดแล้ว ก็จะได้เพียงคนส่วนน้อย แต่
พุทธศาสนาก็มองมนุษย์
ในแง่ที่ว่าเป็น
สัตว์ที่ต้องฝึกต้องพัฒนา
กันไป ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะยังไปไม่ถึงที่สุด คือไม่ถึงความจริงสูงสุด แต่ก็จะช่วยให้เขาดีขึ้นกว่าเดิม แล้วก็ค่อยพัฒนากันต่อๆ ไป
เพราะฉะนั้น เมื่อได้เสด็จออกสั่งสอน จึงทรงวางจุดหมายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่สอนจํากัดเพียงเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อย ดังที่ได้เป็นอุดมคติของพระพุทธศาสนาว่า “
พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย
” (เพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน เพื่อเห็นแก่ชาวโลก)
เมื่อมองในแง่นี้ เราก็สามารถทําให้พระพุทธศาสนาเกิดผลเป็นประโยชน์แก่มนุษย์จํานวนมากได้ ถ้าหันไปมองดูสภาพของอินเดียในสมัยพุทธกาล ก็จะเห็นความจริงที่ทําให้พระพุทธเจ้าทรงน้อมพระทัยที่จะไม่ทรงสั่งสอน
อินเดียในสมัยพุทธกาลเป็นอย่างไร
? ชมพูทวีปนั้นเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ทำใหํจิตใจของคนเหินห่างจากความจริง ห่างจากตัวธรรม
มองดูอย่างง่ายๆ คนในสมัยก่อนพุทธกาล คือก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ตกอยู่ใต้อํานาจคําสอนตามหลักลัทธิของศาสนาพราหมณ์ ให้มีความเชื่อใน
พระพรหม
ซึ่งเป็น
เทพเจ้าสูงสุด
ผู้สร้างสรรค์บันดาลโลก
พระผู้เป็นเจ้า
หรือ
พระพรหม
นี้ สร้างสรรค์บันดาลทุกอย่าง นอกจากสร้างโลกและ
สร้างชีวิตมนุษย์ขึ้นมาแล้ว
ยังแถม
กําหนดมาเสร็จว่า ให้มนุษย์แบ่งกันเป็นวรรณะ ๔
คือ เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร
เกิดมาอย่างไรก็ต้องอยู่อย่างนั้นตลอดชาติ
อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เช่น ในเรื่องวรรณะนี้ มีความแน่นหนัก ฝังลึกเหลือเกิน
วรรณะ ๔ นี้จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่ยึดถือกันจริงจังอย่างยิ่งจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เวลานี้ การถือวรรณะ ๔ ก็ยังครอบงำคนอินเดียอยู่
เราผ่านมาเมื่อวานนี้ก็เห็นชัดเจน ไปแค่
ตโปทาราม
ก็ได้เห็นคนอินเดียมาอาบน้ําที่บ่อน้ำร้อน แล้วแบ่งกันเป็นเขตๆ
คนที่เป็นวรรณะสูง ก็อาบตอนบน
ส่วน
คนวรรณะต่ำลงมาก็ยอมรับสถานะของตัวเอง
อยู่ชั้นล่าง ยอมอาบน้ำที่คนวรรณะสูงเขาใช้อาบแล้วมาอาบตัวเอง
สภาพความยึดติดถือมั่นนี้ฝังลึกมาก
เพราะเชื่อว่า
พระพรหม
ท่านสร้างมาอย่างนั้นจึงแก้ไขไม่ได้ พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเจริญรุ่งเรือง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมประกาศความจริง บอกให้เลิกถือวรรณะ แต่ในที่สุดพระพุทธศาสนาเองก็อยู่ไม่ได้ พระพุทธศาสนาก็ปลาสนาการไปจากอินเดีย คนอินเดียก็นับถือวรรณะ ๔ กันต่อไป
อังกฤษเข้ามาปกครองตั้งนานก็แก้ไม่ตก
อินเดียได้เอกราชปกครองแบบประชาธิปไตย
มีกฎหมายรัฐธรรมนูญห้าม ก็ไม่สําเร็จ
เวลานี้ ก็ยังอยู่กันในสภาพนั้น นี่ก็คือ
ความฝังลึก
จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาด้วยความยากลําบากขนาดไหน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแห่งความเป็นจริงอย่างนี้
พร้อมกันนั้น อีกด้านหนึ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องเดียวกัน มาจากเหตุเดียวกัน ก็คือ
ความเชื่อในเทพเจ้าสูงสุดที่สร้างสรรค์บันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง
พร้อมทั้งเทพเจ้าใหญน้อยอีกเยอะแยะมากมาย เป็นหมื่น เป็นแสน เทพเจ้าเหล่านั้นล้วนมีอํานาจ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นผู้ที่จะดลบันดาลสิ่งต่างๆ
มนุษย์อยากได้อะไร ก็ไปอ้อนวอนขอกับเทพเจ้าเหล่านั้น กลัวภัย อันตรายต่างๆ ก็ไปเอาอกเอาใจขอให้ช่วยบําบัดปัดเป่า
เมื่อเชื่อถืออย่างนี้ คนอินเดียก็ได้ประดิษฐ์ประดอยวิธีเอาอกเอาใจเทพเจ้า จนเกิดเป็นการบวงสรวงอ้อนวอนต่างๆ
การบวงสรวงอ้อนวอนเหล่านั้น ได้ถูกทําให้ใหญ่โตขึ้น วิจิตรพิสดารมากขึ้น จนกระทั่งซับซ้อนมากมาย เป็นพิธีที่เรียกรวมๆ ว่า
การบูชายัญ
การบูชายัญ
ก็คือวิธีการเอาอกเอาใจเทพเจ้านั่นเอง แต่ในการเอาอกเอาใจนั้น เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเทพเจ้าท่านจะพอใจแค่ไหน
เราทําพิธีไปแค่นี้ เห็นว่าเหตุร้ายยังไม่หมดไป
เราก็นึกว่าเทพเจ้าท่านยังไม่พอใจ เราก็เอาใจมากขึ้นอีก หรืออยากจะได้สิ่งที่ปรารถนา คราวนี้อ้อนวอนไปแล้ว ทำพิธีบูชายัญบวงสรวงไปเท่านี้ยังไมได้ แทนที่จะคิดถึงเหตุผล แทนที่จะคิดสงสัยต่อเทพเจ้า ก็ไปคิดว่าตนเองคงยังเอาใจไม่พอ
เมื่อเอาใจไม่พอ ก็พยายามเอาใจให้มากขึ้นอีก พิธีบูชายัญบวงสรวงจึงวิจิตรพิสดารขึ้นทุกที จนกระทั่งมีพิธีบูชายัญขนาดใหญ่ ที่มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมากมาย อย่างละจํานวนห้าร้อยๆ โดยเฉพาะวัว ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ จนในที่สุดก็ถึงขั้น
เอา
คน
บูชายัญ
ต่อมา ประเทศชาติเจริญมากขึ้น สังคมเจริญมากขึ้น ก็มีการออกกฎหมายห้าม
ในสมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครองก็มีการออกกฎหมายห้าม
และเมื่อประเทศอินเดียได้เอกราชเป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็มีกฎหมายขึ้นมา ไม่ให้เอาคนไปฆ่าบูชายัญ เพราะการฆ่าคนก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว แม้กระนั้น ความเชื่อทางศาสนาก็ยังเป็นเหตุให้คนพยายามทํา เพราะอยากจะได้ผลประโยชน์จากการบูชายัญ
ที่เมืองกัลกัตตา
(Calcutta,
รัฐบาลให้เปลี่ยนเรียกว่า
Kolkata ในปี 2001/๒๕๔๔)
พระที่นั่นเล่าว่า ยังมีคนพยายามฆ่ามนุษย์บูชายัญ คือมี การ
ลักพาหญิงสาวพรหมจารี
เอาไปฆ่าสังเวยเจ้าแม่กาลี ที่เทวาลัยเจ้าแม่กาลี เมืองกัลกัตตา เป็นครั้งคราว อยู่ๆ หญิง
สาวพรหมจารี
ก็หายไปจากบ้าน กว่าจะสืบหาได้ก็ปรากฏว่าถูกนําไปฆ่าสังเวย
เจ้าแม่กาลี
เสียแล้ว
เมืองกัลกัตตาเองนั้น มีประวัติเกี่ยวกับเจ้าแม่กาลี โดยที่ชื่อเมืองเองก็บ่งบอกว่าเป็นถิ่นนับถือเจ้าแม่กาล
คําว่า “กัลกัตตา”
(Calcutta)
มาจากภาษาเบงกาลีว่า
Kalikata
ซึ่งมีการสันนิษฐานหาความหมายกันหลายอย่าง บางท่านว่า มาจากคําว่า กาลี+เกษตร (กาลีเกษตร = ดินแดนของเจ้าแม่กาลี) บางท่านก็ว่า มาจาก กาลี+ฆาฏ (กาลีฆาฏ = ท่าน้ำของเจ้าแม่กาลี) บางท่านก็ว่าอย่างอื่นอีก ยังไม่ยุติ แต่คําแรกแน่นอนว่า คือเจ้าแม่กาลี
ที่ศาลเจ้าแม่กาลีนั้น มีแท่นบูชายัญ เขาบอกว่าเมื่อเอาคอคนไปวางแล้ว เวลาตัดศีรษะ เลือดจากคอคนจะพุ่งตรงไปที่ปากเจ้าแม่กาลีพอดี
เขาช่างประดิษฐ์ประดอยดีเหลือเกิน ถ้าเอาความคิดและความสามารถนี้มาประดิษฐ์สิ่งที่ดีงาม ที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ จะได้คุณค่ามหาศาล แต่แทนที่จะคิดอย่างนี้ เขากลับเอาไปประดิษฐ์ประดอยหาทางเอาใจเทพเจ้า เช่น เอาใจ
เจ้าแม่กาลี
นี่แหละ เป็นกันมาจนกระทั่งบัดนี้
แม้แต่กฎหมายลงโทษรุนแรง เขาก็ยังกล้า
ยังพยายามหาทางหลีกเลี่ยง
นี่คือสภาพแวดล้อมในสังคม
อินเดียที่สืบมาสู่ปัจจุบัน ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล แม้เวลานี้คนก็ยังลุ่มหลงอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ยังชอบอ้อนวอนขออํานาจดลบันดาลจากเทพเจ้า
https://www.facebook.com/photo/?fbid=353805387520579&set=a.115981967969590
Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2567
Last Update : 3 มิถุนายน 2569 20:07:35 น.
0 comments
Counter : 681 Pageviews.
Share to Facebook
Tweet
ชื่อ :
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
[ดู Profile ทั้งหมด]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [
?
]
Webmaster - BlogGang
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
Bloggang.com