กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะ ซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
กุมภาพันธ์ 2567
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
2526272829 
space
space
3 กุมภาพันธ์ 2567
space
space
space

เอาธรรมไปเป็นหลักประกันชีวิตและสังคมไว้



235 เอาธรรมไปเป็นหลักประกันชีวิต และสังคมไว้ให้เจริญอย่างเดียวไม่มีเสื่อม


     อีกประการหนึ่งที่ควรจะเป็นข้อคิด ก็คือ การที่เราจะเข้าถึงธรรมด้วยอาศัยคําสอนของพระองค์ ให้บรรลุสิ่งประเสริฐแห่งชีวิตของเรานี้  ย่อมเป็นกิจส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งเราทุกคนมีหน้าที่สำหรับชีวิตของตนๆ  เราควรจะต้องเข้าถึงสิ่งทีดี่งามที่ประเสริฐสุดของชีวิต คือการเข้าถึงธรรม อันจะทําให้ได้รับผลแห่งอมตะ อันเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา

     แต่พร้อมกันนั้น อีกด้านหนึ่ง คือ ในด้านที่เกี่ยวกับสังคม หรือการดํารงอยู่ของหมู่มนุษย์ เราจะต้องรู้ตระหนักถึงความเป็นไปของสรรพสิ่งที่เป็นสังขาร ว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย มีความเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง

     แต่ทีนี้ อนิจจัง ที่เป็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตัวมนุษย์ และสังคมมนุษย์นั้น เรามีศัพท์เรียกพิเศษ

     อธิบายว่า ที่จริง ความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นของกลางๆ แต่เมื่อมันเปลี่ยนแปลงไปในด้านหนึ่ง ก็ถูกใจมนุษย์  เมื่อเปลียนแปลงไปอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่ถูกใจมนุษย์  ทั้งที่ว่า ในแง่ของธรรมชาติมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นกลางๆ ไม่เข้าใครออกใคร คือ ธรรมชาตินี้ไม่ได้ดีไม่ได้ร้าย

     เมื่อพูดในแง่ของกฎแห่งความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น  มันก็เป็นธรรมดาของธรรมชาติ ไม่ดีไม่ชั่ว แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นปรากฏแก่มนุษย์ในแง่ที่ว่า ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเป็นที่ปรารถนา ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างไม่เป็นที่ปรารถนา

     
ความเปลี่ยนแปลงที่เราปรารถนา  เราเรียกว่า  “ความเจริญ”  ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปรารถนาเราเรียกว่า “ความเสื่อม”

     ความเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่าความเสื่อม หรือความเจริญนั้น เป็นเรื่องของมนุษย์เกี่ยวพันกับความต้องการของมนุษย์


     มนุษย์นี้เป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งที่สําคัญในการที่จะทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และมนุษย์ที่จะมาเป็นเหตุปัจจัยนี้   ถ้าเป็นผู้ที่มีสติปัญญา  สามารถนําเอาความรู้ในความจริงของธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์  ก็จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่พึงประสงค์สําหรับตนได้ และความเปลี่ยนแปลงในทางที่พึงประสงค์  ที่เกิดจากการทําเหตุปัจจัยให้ตรงกับผลอย่างนั้นได้นี้แหละ  เรียกว่าความเจริญ

     ฉะนั้น   มนุษย์ที่มีสติปัญญา  เมื่อเข้าถึงธรรมแล้ว จะได้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือ เขาสามารถที่จะใช้ความรู้ในการเข้าถึงเหตุปัจจัยนั้น  มากระทําเหตุปัจจัยที่จะทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่พึงปรารถนา ที่เรียกว่า ความเจริญ

     พร้อมกันนั้น   เขาก็สามารถรู้เข้าใจเหตุปัจจัยที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าความเสื่อม แล้วด้วยความรู้นั้น  เขาก็สามารถป้องกันแก้ไข  กําจัดเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อม และสร้างเหตุปัจจัยแห่งความเจริญนั้นได้

     คนที่มีปัญญา จึงสามารถทําให้สังคม รวมทั้งชีวิตของตน มีความสุขความเจริญดีงามขึ้นไปได้

     อันนี้เป็นจุดสําคัญอย่างหนึ่งในคําสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า เหตุปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวมนุษย์ ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อม และความเจริญนี้  มนุษย์มีส่วนเข้าไปจัดการได้ และอันนี้ก็เป็นผลส่วนหนึ่งของการมีปัญญาที่เข้าถึงธรรม แล้วนำความรู้ในธรรม โดยเฉพาะในเหตุปัจจัย มาใช้ให้เป็นประโยชน์

     พระพุทธเจ้าตรัสถึงกับว่า  ถ้าเรารู้จักปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง  เราจะสามารถสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติของเราให้มีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมก็ได้

     อย่างเช่นในหลักอปริหานิยธรรม  พระองค์ได้ตรัสแสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม หรือธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม  พระองค์ถึงกับตรัสเป็นหลักประกันว่า ตราบใดที่พระภิกษุทั้งหลายยังประพฤติปฏิบัติตั้งอยู่ในอปริหานิยธรรม ก็พึงหวังได้แต่ความเจริญ ไม่มีเสื่อมเลย

     แม้ในด้านชาวบ้าน รวมถึงทางฝ่ายบ้านเมือง ก็ตรัสไว้ก่อนแล้ว คือ แก่พวกกษัตริย์ลิจฉวีแคว้นวัชชีที่เราผ่านมาแล้ว พระองค์ตรัสว่า  ถ้าหากกษัตริย์ลิจฉวี ชาวแคว้นวัชชี ยังตั้งอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการ ที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ ชาววัชชีก็จะมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม ไม่มีใครจะสามารถมาทำลายได้  อันนี้ก็เป็นการนำธรรมมาใช้ประโยชน์อย่างหนึ่ง


     เป็นอันว่า คําสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องเกี่ยวกับธรรมดาของสังขาร และการเข้าถึงความจริงของสิ่งทั้งหลายนี้ มีคติที่เป็นประโยชน์ต่อแต่ละชีวิตของแต่ละบุคคล คือสอนว่า เราจะมัวมาฝากความหวัง ฝากความสุขแห่งชีวิตของเรา ไว้กับสิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขารภายนอกอัน ไม่เที่ยงแท้  ไม่เป็นสาระที่แท้จริงไม่ได้  เราควรจะเข้าถึงธรรมที่เป็นสาระ  เป็นแก่นสารที่แท้จริง  ที่จะทําให้ชีวิตมีความประเสริฐ เลิศ มีความสุข ไร้ทุกข์  เข้าถึงความเป็นอิสระได้

     พร้อมกันนั้น ในทางสังคม ก็สามารถน้อมนําเอาความรู้ในธรรมที่ หยั่งถึงเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งหลายนี้ไปใช้ประโยชน์ในการที่จะสร้างสรรค์สังคม ทําให้สังคมมีความเจริญงอกงาม ด้วยการตั้งอยู่ในธรรม ที่เป็นหลักสําคัญ คือ ความไม่ประมาท

     สาระสําคัญในวันนี้ก็คือ การโยงจากภาพที่เราพบเห็น ไปหาคํา สอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้าเราเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็จะได้รับประโยชน์เป็นอันมาก

     จุดที่จะต้องย้ำก็มีสองส่วนอย่างที่กล่าวมา ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคน ที่จะให้เข้าถึงสิ่งที่ดีงาม ที่ประเสริฐ แล้วก็มาช่วยกันสร้างสรรค์สังคม ให้หมู่มนุษย์มีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

     อย่างที่พระองค์ทรงรับรองยืนยันไว้แล้วว่า  ถ้าเราเข้าใจเหตุปัจจัยแห่งความเสื่อมและความเจริญแล้วปฏิบัติตามนั้น  โดยไม่มัวแต่ทอดทิ้งสติ  ไม่มัวแต่ปล่อยปละละเลยลุ่มหลงมัวเมาเสีย เราก็สามารถจะทําให้มีแต่ความเจริญ ไม่มีเสื่อมก็ได้

     นี่ก็คือการใช้ธรรมให้เป็นประโยชน์นั่นเอง และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้สําเร็จ ต้องอาศัยปัญญา ซึ่งจะพัฒนาขึ้นมา และงอกงามสมบูรณ์ บนฐานแห่งศรัทธาที่เป็นไปอย่างเหมาะสมถูกทาง

     วันนี้เราได้มา ณ ที่นี่แล้ว โดยศรัทธาเป็นตัวนําเรามา แล้วก็ได้มานมัสการสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ

     เมื่อศรัทธาได้ทําหน้าที่ของมันอย่างดีเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้ศรัทธานั้น ยังประโยชน์ให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป โดยมาเชื่อมต่อเข้ากับปัญญาที่จะเข้าถึงธรรมดังที่กล่าวแล้ว คําสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสแก่พระวักกลิ ก็จะเกิดผลต่อตัวเราด้วย

     อย่างที่กล่าวแล้วว่า อย่ามัวแต่หลงอยู่แค่รูปกายของพระองค์เท่านั้น ผู้ใดถึงแม้แต่เกาะชายสังฆาฏิของพระองค์ ตามพระองค์ไปตลอดเวลาทุกย่างพระบาท ก็ไม่ชื่อว่าเห็นพระองค์ การที่จะเห็นองค์พระพุทธเจ้า ก็คือต้องเห็นธรรม

     การจะเห็นธรรมได้  ก็ต้องอาศัยพระพุทธองค์นั่นแหละ เพราะพระวรกายของพระพุทธเจ้าที่เสด็จเคลื่อนไหวไปในที่ต่างๆ นั้น ก็นําเอาธรรมไปด้วย และเอาไปประกาศ เมื่อเราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ก็เป็นโอกาสให้ได้ฟังธรรมของพระองค์ จากการฟังธรรมของพระองค์ เราก็สามารถเข้าถึงธรรม เมื่อเราเข้าถึงธรรมนั่นก็คือศรัทธานําไปสู่ปัญญาทําให้เกิดผลงอกงามอย่างที่กล่าวมา

ฯลฯ

    ขอให้ทุกท่านเกิดความสมใจปรารถนา มีปีติอิ่มใจ ดังที่กล่าวมา แล้วปีตินี้จะเป็นเครื่องบํารุงใจให้มีกําลังและเข้มแข็งมั่นคง

     แท้จริง คนที่มีความปีติอิ่มใจนี้สามารถอดอาหารได้นานๆ เพราะว่ามีปีติเป็นภักษา ปีติเป็นความอิ่มชนิดหนึ่ง

     คนเรารับประทานอาหาร ก็ได้ความอิ่ม แต่เป็นความอิ่มกาย เมื่ออิ่มกายแล้วก็ดํารงรักษาร่างกายไว้ได้ แม้ความอิ่มใจก็เหมือนกัน

     ความอิ่มใจก็หล่อเลี้ยงชีวิตของเรา  ทําให้อยู่ได้นานๆ โดยมีปีติเป็นภักษา เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจ  ความอิ่มใจนี้มีผลดียิ่งกว่าอาหารที่ทําให้มีความอิ่มกายเสียอีก ถึงแม้อิ่มกาย แต่ถ้าใจไม่สบาย  หน้าตาไม่สดชื่นผ่องใส ทั้งๆ ที่มีอาหารกินดี   แต่หน้าตาก็ไม่อิ่มเอิบ ไม่ผ่องใส แต่ถ้าอิ่มใจ ก็จะทําให้หน้าตายิ้มย่อง  ผ่องใส  มีความสุขที่แท้จริงได้

     ถ้าเราถือว่า ปีตินั้นเป็นส่วนของใจ เราต้องมีความอิ่มทางกายด้วย ก็ขอให้ความอิ่มใจมาเป็นส่วนเติมเต็ม ให้ความอิ่มกายนี้ได้ผล สมบูรณ์เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ

     จึงขอให้โยมทําใจให้เกิดปีติ เพื่อเป็นการปรุงแต่งในทางที่เป็นกุศล เรียกว่าบุญญาภิสังขาร อย่าไปปรุงแต่งให้เป็นบาปเป็นอกุศล การมาถึงนี่ ทําให้มีโอกาสปรุงแต่งใจด้วยบุญญาภิสังขาร  ทําใจให้เป็นบุญกุศล  แล้วบุญกุศลนั้น  ก็จะปรุงแต่งให้ชีวิตของเรามีความเจริญก้าวหน้า พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปในธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า และประสบความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
 


 



Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2567
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2567 17:04:04 น. 0 comments
Counter : 408 Pageviews.
Share to Facebook

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space