กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
มิถุนายน 2564
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
space
space
25 มิถุนายน 2564
space
space
space

ข้อด้อยของกามสุข

235 ส่วนเสีย หรือข้อด้อยของกามสุข

    กาม คือ อะไร111  "กาม" แปลว่า  ความอยาก  ความรัก  ความใคร่ ความปรารถนา  หรือสิ่งที่อยาก  ที่รัก ที่ใคร่ ที่ปรารถนา พูดง่ายๆว่า  สิ่งเสพ  วัตถุบำรุงบำเรอความสุข  เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย  คน สัตว์  ทรัพย์สินเงินทอง  ข้าวของสารพัด  ที่อยากได้อยากมี  ที่จะครอบครองเอาไว้ให้ได้ความสุข    รวมแล้วก็จัดแยกได้เป็น  "กามคุณ ๕"  คือ รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สิ่งต้องกาย   ที่ใคร่ที่ใฝ่ปรารถนา  ที่จะให้ "กามสุข"  คือสุขทางประสาททั้ง  ๕  สุขทางวัตถุ  หรือ สุขทางเนื้อหนัง  บางทีเรียกว่า  สามิสสุข  คือสุขอาศัยอามิส  หรือสุขจากสิ่งเสพ  (อามิสสุข ก็เรียก)

    ถึงตอนนี้มีปัญหาว่า  กามสุขนั้น  มีมากมาย  หลายอย่าง หลายระดับ ที่ล้ำเลิศก็มี  ที่เป็นทิพย์ก็มี   และท่านก็ยอมรับว่าเป็นความสุข  แต่กามสุขทั้งหมดนั้นมีข้อบกพร่องอย่างไร  และความสุขที่ว่าประณีตยิ่งขึ้นไปอีกนั้นดีอย่างไร   ทำไมท่านผู้ได้ประสบรู้จักสุขประณีตนั้นแล้ว   จึงว่าดีเยี่ยมกว่ากามสุข   ถึงกับละเลิกกามสุขไปเสียทีเดียว

   ส่วนเสีย   คือโทษและข้อบกพร่องต่างๆของกามนี้   กล่าวโดยย่อ มองได้ ๓ ด้าน หรือ ๓ ตำแหน่ง  คือ มองที่ภายในตัวบุคคล  มองที่ตัวกามนั้นเอง  และมองที่ปฏิบัติการของผู้เสพเสวยกามในสังคมหรือในโลก

   อย่างแรก  มองที่ในตัวบุคคล   หมายถึง  มองที่กระบวนการก่อทุกข์ภายในตัวบุคคล   คือการที่บุคคลปฏิบัติผิดต่อโลกและชีวิต  ทำให้สิ่งทั้งหลายกลายเป็นกาม  แล้วก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง

    อย่างที่สอง  มองที่ตัวกาม   หมายถึง  มองที่สิ่งซึ่งได้ชื่อว่ากาม  ที่มนุษย์พากันแสวงหามาเสพเสวย หรือ มองดูที่รสของกาม  มองดูความสุขความพึงพอใจอันจะได้จากกามนั้นเองว่า  มีจุดบกพร่องอย่างไร

    อย่างที่สาม   มองที่ปฏิบัติการในโลก  หมายถึง  มองที่ผลอันเกิดจากความสัมพันธ์ทางสังคม   เป็นต้นของมนุษย์ทั้งหลายผู้แสวงหาและเสพเสวยกาม

    ความจริง ทั้งสามอย่างสัมพันธ์อาศัยกัน   แต่แยกมอง    เพื่อเห็นลักษณะที่เป็นไปในด้านต่างๆ   

   ด้านที่ ๑  มองดูที่ในตัวบุคคล   ได้แก่  กระบวนการก่อทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท  เริ่มแต่การรับรู้ประสบการณ์ต่างๆแล้ว  วางท่าทีต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างผิดพลาด  ปล่อยให้กระแสกระบวนธรรมดำเนินไปตามแนวทางของอวิชชา – ตัณหาอยู่เสมอ  จนกลายเป็นการสั่งสมอันเคยชิน  จะเรียกง่ายๆว่า การสั่งสมความพร้อมที่จะมีทุกข์  หรือความพร้อมที่จะมีและก่อปัญหา  ก็ได้    กระบวนการนี้  พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในเรื่องพัฒนาการของบุคคล  เริ่มต้นตั้งแต่เกิดในครรภ์จนเติบโต   ดังที่ได้เล่ามาส่วนหนึ่งแล้ว  จึงจะเล่าต่อจากนั้นต่อไป
 
   “สมัยต่อมา  เด็กนั้น  อาศัยความเจริญเติบโต   อินทรีย์ทั้งหลายแก่กล้าขึ้น  มีกามคุณทั้ง  ๕  พรั่งพร้อมบริบูรณ์  ย่อมปรนเปรอตน ...  เขาเห็นรูปด้วยตาแล้ว  ย่อมติดใจในรูปที่น่ารัก    ย่อมขัดใจในรูปที่ไม่น่ารัก ... ฟังเสียงด้วยหู ... ดมกลิ่นด้วยจมูก ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ...  ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... ทราบธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว   ย่อมติดใจในเสียง ... กลิ่น...รส... โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์    ที่น่ารัก    ย่อมขัดใจในเสียง ... กลิ่น... รส...โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์ ที่ไม่น่ารัก   มิได้ตั้งสติไว้กำกับตัว  เป็นอยู่โดยมีจิตคับแคบ  ไม่รู้จักตามเป็นจริง  ซึ่งภาวะหลุดรอดปลอดภัยของจิต    และภาวะหลุดรอดปลอดพ้นด้วยปัญญา  ที่จะทำให้บาปอกุศลธรรมซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ตัวเขา  ดับไปได้โดยไม่เหลือ
 
  “เขาคอยประกอบเอาความยินดียินร้ายเข้าไว้อย่างนี้แล้ว   พอเสวยเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใด  เป็นสุขก็ตาม  ทุกข์ก็ตาม  ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม  เขาย่อมครุ่นคำนึง  ย่อมบ่นถึง  ย่อมหมกใจอยู่กับเวทนานั้น    เมื่อเขาครุ่นคำนึง   เฝ้าบ่นถึง  หมกใจอยู่กับเวทนานั้น   ความติดใจใคร่อยาก  (นันทิ,  ความหึ่นเหิมใจ)   ย่อมเกิดขึ้น  ความติดใจใคร่อยากในเวทนาทั้งหลายนั่นแหละ กลายเป็นอุปาทาน   เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย   เขาก็มีภพ  เพราะภพเป็นปัจจัย  ก็มีชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัย  ก็มีชรามรณะ  ความโศก  ความคร่ำครวญ  ความทุกข์  ความเสียใจ   ความคับแค้น   ผิดหวัง  ก็มีพรั่งพร้อม  ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้  จึงมีด้วยประการฉะนี้”   (ม.มู.12/453/488    พึงระลึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า  “อารมณ์วิจิตรทั้งหลายในโลก  หาใช่เป็นกามไม่  ราคะที่เกิดจากความคิดของคนต่างหากเป็นกาม   อารมณ์วิจิตรทั้งหลายในโลก  ย่อมดำรงอยู่ตามสภาพของมันอย่างนั้นเอง   ดังนั้น  ธีรชนทั้งหลาย  จึงขจัดแต่เพียงตัวความอยาก (ตัณหาฉันทะ)  ในอารมณ์วิจิตรเหล่านั้น  คือ มิใช่กำจัดอารมณ์วิจิตร. องฺ.ฉกฺก.22/334/460)

    ด้านที่ ๒  ข้อบกพร่องของกามเอง  ท่านมักแสดงด้วยอุปมาต่างๆ ซึ่งมีกล่าวถึงบ่อยๆ ว่ากามทั้งหลาย มีความหวานชื่นน้อย   มีทุกข์มาก  มีความคับแค้นมาก  โทษในกามนี้ยิ่งนัก
 
   ๑.เปรียบเหมือนสุนัขที่เพลียและหิวโหย  เขาโยนท่อนกระดูกเปื้อนเลือดให้  ก็แทะอยู่นั่นเอง  จนเหนื่อยอ่อน   ก็อร่อยไม่เต็มอยาก   และไม่เต็มอิ่มได้จริง
 
  ๒.เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่แร้งหรือเหยี่ยวเป็นต้นคาบบินมา  เหยี่ยวแร้งตัวอื่นเห็นเข้า   ก็โผเข้ามารุมจิกแย่งเอา  คือเป็นของไม่สิทธิขาดแก่ตัว   ผู้อื่นแย่งชิงได้  คนทั้งหลายต่างก็ต้องการหมายปองจะเอา    เป็นเหตุให้เกิดการแก่งแย่งช่วงชิงเบียดเบียนประทุษร้ายตลอดจนสังหารเข่นฆ่ากัน  ถ้าไม่รู้จักวางใจ  ก็จะเดือดร้อนแสนสาหัส
 
   ๓.เปรียบเหมือนคนถือคบหญ้าลุกโพลงเดินทวนลม   ไม่ช้าก็จะต้องทิ้งเสีย  มิฉะนั้น ก็จะไหม้มือ  ไหม้แขนและอวัยวะต่างๆ อาจถึงตาย  หรือไม่ก็สาหัส  
 
  ๔.เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงอันร้อนแรง  ผู้ที่รักชีวิต  ทั้งที่รู้ว่า หากตกลงไป  ถ้าไม่ตาย  ก็ต้องเจ็บสาหัส   และไม่อยากตกหลุม  แต่ก็มีคนแข็งแรงคอยจับแขนฉุดดึงเข้าไปหาหลุดอยู่เรื่อย
 
  ๕.เปรียบเหมือนความฝัน   มองเห็นทุกอย่างเฉิดฉันอำไพ   แต่ไม่ทันนาน  ก็ผ่านหายหมดไป  พอตื่นขึ้นมา  ก็มองไม่เห็นอะไร   เหลือไว้แต่ความเสียดาย
 
  ๖.เปรียบเหมือนทรัพย์สมบัติที่ขอยืมเขามา  เอาออกแสดงให้ดูโก้เก๋หรูหรา  วางท่าอวดกัน ผู้คนก็กล่าวขวัญชื่นชม   แต่ครอบครองเอาไว้ได้เพียงชั่วคราว  และอย่างไม่มั่นใจ  ไม่เป็นสิทธิของตนแท้จริง   เจ้าของ (ธรรมชาติ) ตามมาพบที่ไหนเมื่อไร  ก็ต้องคืนเขาไปที่นั้น  เมื่อนั้น  ไม่มีทางผ่อนปรน  ส่วนตนเองก็มีแต่ตัว  โผล่มาแล้ว  ก็ผลุบไป
 
  ๗.เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดกในราวป่า  ผู้คนผ่านมา  เมื่ออยากได้ลูกผล  เขาจะได้ด้วยวิธีใด  ก็ใช้วิธีนั้น  ผู้ที่ขึ้นต้นไม้เป็น  ก็ปีนป่ายขึ้นเก็บ  ส่วนคนที่ขึ้นไม่เป็น   ก็จะเอาให้ได้   ที่เป็นคนร้ายนิสัยพาล  มีมีดมีขวานก็จะตัดทำลายเสียทั้งต้น   คนที่อยู่บนต้นไม้    ถ้าลงไม่ทัน  ก็จะถูกต้นไม้ล้มทับแขนขาหักชอกช้ำ   หรือถึงล้มตายไป *
 
   ๘.เปรียบเหมือนเขียงสับเนื้อ   เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ก็เท่ากับเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงให้ถูกบั่นถูกสับ
 
   ๙.เปรียบเหมือนหอกและหลาว   มักจะคอยทิ่มแทงให้ได้แผล  ไม่เล็กก็ใหญ่  ไม่เจ็บน้อยก็เจ็บมาก
 
   ๑๐.เปรียบเหมือนหัวงู   เข้าไปเกี่ยวข้อง   ก็ไม่วายต้องคอยระแวง  ไม่อาจปลงใจสนิท  หรือวางจิตปลอดโปร่งได้แท้จริง   อาจฉกเอา คือนำภัยอันตรายมาได้ได้เสมอ  
 
   ข้อเสีย  หรือจุดบกพร่องของกามสุขนี้  อาจกล่าวโดยย่อว่า   ความเอร็ดอร่อยสนุกสนานหวานชื่นที่คนปรารถนา  กามอำนวยให้เพียงชั่วครู่ยามในเวลาที่เสพ   แต่ความเจ็บปวดชอกช้ำที่คนไม่ต้องการ  กามกลับประทับลงให้อย่างแน่นแฟ้น ติดตามฝังใจไปนานแสนนาน  เท่านั้นยังมิหนำ  แม้ส่วนที่เป็นความเอร็ดอร่อยสนุกสนานหวานชื่นนั่นแหละ   เมื่อจางคลายหายลับดับล่วงผ่านไปแล้ว  ยังทิ้งความเสียดายหวนหาอาลัยเอาไว้ทรมานใจคนบางคน  ให้พิไรรำพันไปได้อีกนาน
 
5

*  เทียบความนัยหนึ่งว่า  กามสุข  เหมือนผลไม้บนต้นไม้   ซึ่งที่โคน  มีผู้ตัด  คือ ความไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน  และความแก่  ความตายเป็นต้น  กำลังทำลายกัดกินให้กร่อนลงไปอยู่ตลอดเวลา   จนจะต้องล้มไปในที่สุด   ผู้บริโภคกามสุข  ย่อมถูกคุกคามด้วยความหวาดหวั่นเสียวใจ   ในความไม่จิรัง  และไม่แน่นอนนี้ อยู่ตลอดเวลา  ยิ่งผู้ใดลุ่มหลงติดเพลินมัวเมามาก   ไม่รู้จักยอมเลิกละสละปล่อยเสียบ้าง  ก็จะต้องถูกต้นไม้ล้มทับเอา  ให้ได้รับความทุกข์  เจ็บปวดแสนสาหัส

26ไปต่อ



    ด้านที่ ๓ เกี่ยวกับปฏิบัติการโดยสัมพันธ์กับโลก และสังคม    ข้อเสียของกามในด้านนี้   ท่านบรรยายเริ่มตั้งแต่ความทุกข์ยาก  ความลำบากเดือดร้อนที่ต้องประสบ  ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ   และแสวงหาสั่งสมกามวัตถุไว้เสพเสวย  ซึ่งเป็นสิ่งปกติธรรมดาที่แต่ละคนจะต้องอดทนในการดำรงชีวิตอยู่ในโลก  ต้องทนแดดทนฝน   ทนหนาวทนร้อน   ทนเหนื่อยยาก  บ้างขาดแคลนอดอยากถึงตายไปก็มี   บ้างขยันหมั่นเพียรสู้ทำงานด้วยความเหนื่อยยาก  แต่งานกลับไม่สัมฤทธิ์ผล  ไม่ได้เงินทอง   หรือขาดทุนย่อยยับไป   ต้องเศร้าโศกกลัดกลุ้มทุรนทุราย  เมื่อหามาได้แล้ว  ก็เป็นทุกข์ในการระวังรักษา   บางทีประสบภัย  เช่น  ถูกโจรปล้น  คนลัก  ไฟไหม้  เดือดร้อนวุ่นวายไปอีก
 
   ครั้นได้วัตถุกามไว้ในครอบครอง  มนุษย์ผู้เขลาต่อสัจธรรม  ก็ลุ่มหลงตกเป็นทาสของมัน  ยกเอากามวัตถุที่เป็นของไม่จริงไม่แท้   มาเป็นเหตุดูถูกเหยียดหยามกัน   ก่อทุกข์ให้แก่กันมากขึ้น   บ้างก็อิจฉาริษยากัน  ทะเลาะวิวาทขัดแย้งเบียดเบียนกัน   เพราะเห็นแก่กามวัตถุ    แย่งชิงกันซึ่งกามวัตถุในรูปของทรัพย์สินต่างๆ
 
   อย่างที่กล่าวในบาลีว่า  “ราชาก็วิวาทกับราชา  กษัตริย์ก็วิวาทกับกษัตริย์  พราหมณ์ก็วิวาทกับพราหมณ์   คหบดีก็วิวาทกับคหบดี  แม้ทะเลาะกับลูก  ลูกก็ทะเลาะกับแม่  พ่อก็ทะเลาะกับลูก   ลูกก็ทะเลาะกับพ่อ   พี่น้องชายก็ทะเลาะกับพี่น้องชาย  พี่น้องหญิงก็ทะเลาะกับพี่น้องชาย   พี่น้องชายก็ทะเลาะกับพี่น้องหญิง  เพื่อนก็ทะเลาะกับเพื่อน”    บ้างก็ลงไม้ลงมือ  หรือถึงกับใช้ศัสตราวุธเข่นฆ่ากัน    ถึงตายบ้าง  ทุกข์ปางตายบ้าง
 
   ถึงพวกที่ตระเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์   เข้าปะทะทำสงครามล้างผลาญกัน  ใช้หอกดาบแหลนหลาวง้าวปืนยิง  แทง  ตัดหัว  ระเบิดกัน   ก็เพราะกาม   ต่างด้วยผลประโยชน์หลากหลาย  เป็นเหตุ
 
  บ้างก็ประกอบทุจริต  มีจี้  ปล้น  แย่งชิง  คบชู้  เป็นต้น  ถูกจับได้  เขาก็นำไปลงโทษทัณฑ์ต่างๆ เป็นครุโทษบ้าง  ลหุโทษบ้าง  ครั้นตายแล้ว ก็ยังต้องได้รับความทรมานในอบาย ทุคติ  วินิบาต  นรกอีก  ทั้งนี้  ก็เพราะสาเหตุจากกาม (ม.มู.12/198/169)
 

    มีข้อน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งว่า  ผู้ที่มองเห็นโทษ  หรือส่วนเสียของกาม  ว่ามีข้อบกพร่องต่างๆ  ดังที่กล่าวมาอย่างนี้   และได้ประสบความสุขที่ประณีตดีเยี่ยมกว่ากามสุข  ประจักษ์กับตน  จนไม่นึกอยากได้กามคุณแล้วนั้น  ท่านมองเห็นความจริงเกี่ยวกับกามสุขว่ามีสภาวะหรือธรรมชาติเป็นอย่างไร  ในเรื่องนี้  พระพุทธเจ้าได้ตรัสชี้แจงไว้ในรูปของการเปรียบเทียบต่อไปอีก  มีใจความว่า
  
  เปรียบเหมือนคนโรคเรื้อน  ตัวสุกเป็นแผลไปทั่ว  ถูกเชื้อโรคบ่อนไช   ใช้เล็บเกาปากแผล  ย่างตัวที่หลุมถ่านไฟ   ต่อมามีหมดรักษาเขาหายโรค  มีความสุขสบาย   จะไปไหนหรือทำอะไรก็ได้ตามปรารถนา  เขาเห็นคนอื่นที่เป็นโรคเรื้อนเกาแผลย่างตัวอยู่ที่หลุมถ่านไฟ    เขาย่อมไม่รู้สึกกระหยิ่มยินดีต่อคนโรคเรื้อนนั้น   ที่จะย่างตัวที่หลุมไฟ   หรือที่จะกินยาเช่นนั้นอีก  นี้ฉันใด   ผู้ที่เคยได้รับการบำรุงบำเรอด้วยกามคุณทั้งหลายก็เหมือนกัน  เมื่อเขาละกามตัณหาแล้ว    ก็ได้ประสบสันติสุขภายใน  ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยกาม   ซึ่งดีเยี่ยมยิ่งกว่าแม้แต่ทิพยสุข  เขาเห็นคนอื่นๆ ที่ปรนเปรอเสพเสวยกามอยู่  ย่อมไม่นึกกระหยิ่มทะยานต่อคนเหล่านั้น  และไม่รู้สึกยินดีในกามนั้น
 
   คนที่เคยเป็นโรคเรื้อน  และรักษาตัวหายแล้วนั้น   ถ้ามีคนแข็งแรงกว่า  มาช่วยกันจับตัวเขาฉุดเข้าไปหาหลุมถ่านไฟ   เขาจะดิ้นรนพยายามเบี่ยงตัวหลบ  เพราะไฟนั้นร้อนมาก   ถูกเข้าไม่สบายเลย   เรียกว่ามีสัมผัสเป็นทุกข์ ต่างจากครั้งก่อน  เมื่อเขายังเป็นโรคเรื้อนอยู่  เขาเขาไปเอง  ไม่ผิงย่างตัวที่ไฟ   เห็นเป็นสุขสบาย   ทั้งที่ไฟนั้นก็หลุมเดียวกันแท้ๆ  ซึ่งมีสัมผัสทุกข์ว่าเป็นความสุข   ข้อนี้ฉันใด   กามทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน
 
    ความจริงนั้น  กามทั้งหลายเป็นสิ่งมีสัมผัสทุกข์  มีความเผาลน  เร่าร้อน  เป็นปกติธรรมดาเหมือนกันทุกกาลเวลา   แต่คนถูกกามตัณหาบ่อนไช  มีอินทรีย์เสียหายบกพร่องไป   จึงเกิดสัญญาวิปริตต่อกาม    ซึ่งมีสัมผัสทุกข์แท้ๆ ว่าเป็นความสุข  (น่าพิจารณาความจริงเกี่ยวกับสัมผัสทั้งหลาย ทางตา หู  จมูก  ลิ้น  และกาย   ที่ว่าสุขทุกข์นั้น   โดยมองในแงของมิติ  และความถี่)
 
   คนโรคเรื้อนที่เอาเล็บเกาปากแผล  ผิงย่างตัวที่หลุมถ่านไฟนั้น  เขายิ่งเกา  และยิ่งย่างตัว  ปากแผลก็ยิ่งสกปรก   มีกลิ่นเหม็น  เน่าเฟะยิ่งขึ้น   ความสุข  ความเอร็ดอร่อย  ความฉ่ำชื่นใจที่เขาจะได้   ก็อยู่ทีการได้เกาที่ปากแผล  หรืออยู่ตรงแค่ปากแผลที่ได้เกาเท่านั้น  ถ้าเขาไม่หายจากอาการคันตราบใด  การที่จะให้เขารู้จักความสุขอย่างอื่นที่ดียิ่งกว่านั้น   ย่อมไม่อาจทำได้    ก็เขายังคันนัวอยู่   จะให้เขารู้จักความสุขชนิดไม่ต้องเกาที่คันได้อย่างไร  เมื่อใด  เขาหายโรค   มีสุขภาพดีเป็นปกติแล้ว   เมื่อนั้น  เขาจึงจะสามารถรู้จักความสุขอย่างอื่นที่ดีกว่า  และเมื่อนั้น  เขาจะไม่ปรารถนาความสุขอันพึงได้จากการเกา   ณ  ที่คันอีกต่อไป
 
  ในเรื่องกามนี้ก็เช่นเดียวกัน   คนที่ถูกกามตัณหาบ่อนไช     เมื่อเขาเสพเสวยกามทั้งหลาย   กามตัณหาก็ยิ่งขยายตัวแรงกล้ายิ่งขึ้น   และความร่านรนกามก็ยิ่งเร้ารุนมากขึ้น    และแล้วความสุขความเอร็ดอร่อยความฉ่ำชื่นใจที่เขาจะได้   ก็มีแต่จะเกิดจากกามคุณ  ๕  เท่านั้น  ถ้าเขายังไม่พ้นหาย  ไม่ปลอดโปร่งจากความบ่อนไชของกามตัณหา   ยังถูกความร่านรนกามเร้ารุนอยู่ตราบใด  การที่จะให้เขารู้จักความสุขอย่างอื่น  ที่ดีกว่า  ประณีตกว่านั้น  ย่อมไม่อาจทำได้  ก็กามตัณหายังเร้ารุนเขาอยู่   จะให้เขารู้จักความสุขภายใน  ชนิดไม่ต้องร่านรน    หรือไม่ต้องอาศัยกามได้อย่างไร
 
   เมื่อใด  กามตัณหาไม่บ่อนไชเขา  เขาปลอดโปร่งจากความเร้ารุนของกามแล้ว   เมื่อนั้น   เขาจึงจะสามารถรู้จักความสุขภายใน   ที่ประณีตกว่าได้    และนี้คือภาวะไร้โรค  ไม่มีอะไรบ่อนเบียนจิตใจ  หรือความมีสุขภาพจิตสมบูรณ์  ซึ่งท่านกล่าวว่าเป็นความหมายอย่างหนึ่งของนิพพาน
 
   ในสักกสูตร   พระพุทธเจ้าทรงสนทนากับอุบาสกชาวแคว้นศากยะจำนวนมาก   ทรงซักถาม ได้ความยอมรับจากอุบาสกเหล่านั้นว่า    คนที่ประกอบการงานอันสุจริต  ไม่แตะต้องอกุศลกรรมใดๆเลย ได้ทรัพย์วันละครึ่งเหรียญทุกวัน   หรือวันละ  ๑  เหรียญ  ๒ เหรียญ  ตลอดขึ้นไปจนถึงวันละ   ๑๐๐  เหรียญ   ทุกวัน   ย่อมสมควรจะเรียกได้ว่าเป็นคนขยันหมั่นเพียร
 
    แต่คนที่ขยันหมั่นเพียรนั้น   แม้จะเก็บรักษาทรัพย์ที่ได้มาเอาไว้สักร้อยปี  จนมีทรัพย์เงินทองมากมาย   ทรัพย์สินสมบัติกองใหญ่นั้น  ก็ไม่สามารถทำให้เขามีความสุขอย่างเดียวล้วนๆได้   แม้แต่เพียงคืนเดียว   วันเดียว หรือแม้แต่ครึ่งวัน  ทั้งนี้เพราะกามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง  ขาดแก่นสาร  ไม่แท้ไม่จริง  เป็นสิ่งที่จะต้องเลือนหายไปเป็นธรรมดา   ต่างจากผู้ที่มาปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งสามารถบรรลุผลที่ทำให้มีความสุขอย่างเดียวล้วนได้  ตลอดเวลายืดยาว  นานแสนนาน
 




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2564
0 comments
Last Update : 25 มิถุนายน 2564 17:52:00 น.
Counter : 300 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

BlogGang Popular Award#17


 
สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space