Rynekel Sanctuary : Highway Star Redemption
Group Blog
 
<<
เมษายน 2548
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
23 เมษายน 2548
 
All Blogs
 
การจากไปของบุรุษที่น่าเคารพ

เขียนเมื่อ 8 กพ. 48

เช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 เช้าของวันตรุษจีนปีสุดท้ายที่จะได้รับอั่งเปาของนักศึกษารุ่นพี่ที่กำลังจะจบ ผมมาถึงคณะในเวลาที่เช้าผิดปกติ ทุกอย่างก็เป็นดั่งเช่นทุกครั้งที่ผมมาเช้า ฟ้ายังคงมืดสลัว สุนัขสองตัวยังคงนอนอยู่ใต้คณะ นกพิราบกำลังถ่ายอุจจาระลงบนโต๊ะอย่างเป็นกิจลักษณะเหมือนทุกวัน เพียงแต่สิ่งหนึ่งหายไปจากที่นี่ บุคคลหนึ่งหายไปจากที่นี่ “ลุงไก่” ด้วยแรงดลใจบางอย่างผมนั่งลงและจรดปากกา

ผมรู้จักลุงไก่ครั้งแรกสมัยตอนที่ยังอยู่ปี1โน่น ตอนนั้นผมยังคงเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ศูนย์ทุ่งรังสิต ผมไม่ค่อยรู้จักแกมากนักหรอกในตอนนั้น รู้ก็แต่เพียงว่าแกทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลพื้นที่ใต้คณะศูนย์ท่าพระจันทร์ หรือที่รู้จักกันในนาม Common Roomนี่หล่ะ และด้วยภาพลักษณ์ของชายชราผิวคล้ำของลุงแก ทำให้ผมก็ไม่ค่อยจะได้เข้าไปทำความรู้จักอะไรกับแกมากนัก จนกระทั่งเมื่อต้นปี46 ช่วงเวลาที่ผมและเพื่อนๆ ได้มีโอกาสเข้ามาช่วยงานรับน้องคณะ ช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้เข้ามาสัมผัสถึงเนื้อแท้ของชายชราผิวดำ ผู้ซึ่งผมไม่กล้าพูดด้วยในตอนแรก ตลอดระยะเวลาเทศกาลรับน้องในปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นวันแรกพบหรือวันเตรียมงาน ลุงไก่ก็จะอยู่ที่Commonคอยช่วยเหลือเราอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งลุงถึงกับมานั่งแงะเศษกระดาษกาวที่พวกเราเหลือทิ้งไว้บนพื้นในวันแรกพบ ซึ่งนั่นก็มิใช่งานของแกแม้แต่น้อย แต่แกก็ยังทำต่อไป เพื่อ Commonที่แกรัก และในอีกหลายๆครั้งที่ผมและเพื่อนๆมักจะใจร้อนจนเกินไป หลายครั้งที่ความเครียดทำให้อารมณ์ของพวกเราหลุด ถึงกับอยากลงไม้ลงมือ ก็มีลุงไก่นี่หล่ะที่จะคอยปราม วิธีปรามของแกก็แปลกดีนะ แกจะไม่ห้ามหรอก เวลาที่เราบอกว่าจะไปXXกับไอ้XX ลุงแกก็จะยิ่งยุให้เราไปXX จนกระทั่งเราขำจนไม่ไปXXกับไอ้XXนั่นอีก

พอผมขึ้นปี3 หลุดรอดจากวิกฤตการณ์ที่อาจทำให้ผมต้องแกร่วอยู่ที่รังสิตต่ออีกเทอม ผมก็ได้ย้ายกลับมาที่ท่าพระจันทร์แห่งนี้ ด้วยความที่ผมเป็นเด็กภาคไทยด้วยกระมัง ที่ทำให้ช่วงเดือนแรกๆนั้นรู้สึกแปลกๆ กับCommonใต้คณะตัวเอง ที่เต็มไปด้วยเด็กBE ซึ่งเดินพลุกพล่านทั้ง4ชั้นปี คนละอารมณ์กับบรรยากาศเวิ้งว้างที่ใต้ว.จ.รังสิตแบบฟ้ากับเหว ท่ามกลางความรู้สึกแน่นหนาน่าอึดอัดนั้น ก็มีลุงไก่คนเดิมที่เป็นเหมือนเสาค้ำไว้ไม่ให้ผมเป็นลมล้มพับไปเสียก่อน ก็จนกระทั่งผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของCommonนี่หล่ะ ทุกๆครั้ง (นานๆครั้ง)ที่ผมมามหาวิทยาลัยในตอนเช้า ก็จะมีลุงไก่นั่งเป็นเพื่อน เราคุยกันหลายๆเรื่อง ถึงบางครั้งเรื่องมันจะเดิมๆบ้าง วนไปวนมาบ้าง ถึงกระทั่งนินทาอาจารย์บางท่านบ้าง แต่ก็ทำให้บรรยากาศในตอนเช้าที่ยังไม่มีใครมานั้นดูอบอุ่นขึ้นในทันที

ลุงไก่มีหลานอยู่คนหนึ่งชื่อไอ้กร หรือที่พวกเราๆเรียกกันว่า “ไอ้โก๊ะ” ก็จนกระทั่งเจ้ากรนี่มันไปโกนจุกออกเมื่อไม่นานมานี้ ถึงต้องเรียกชื่อจริงของมันซะที ทุกเช้าลุงไก่จะไปส่งเจ้ากรที่โรงเรียนแล้วพอตกบ่ายหน่อยเจ้ากรก็จะมาปรากฏตัวเนียนกับบรรดานักศึกษาคณะเรา ไอ้เจ้ากรนี่ก็เป็นเหมือนมาสคอร์ตประจำคณะเศรษฐศาสตร์ของเราเหมือนกันนะ หากใครอยู่เย็นหน่อย ก็จะเห็นเจ้าเปี้ยกนี่วิ่งพล่านชวนคนโน้นคนนี้เล่นบอลบ้าง ปิงปองบ้าง เขี่ยไพ่บ้าง ก็ว่ากันไปแต่ละวัน เจ้าหนูกรจะมีกีฬาโปรดอยู่ชนิดหนึ่ง คือการวิ่งแข่ง ก็แข่งกับพวกเรานี่ล่ะ ถึงมันจะดูปัญญาอ่อนไปบ้างที่ต้องมาวิ่งแข่งกับเด็กตัวกะเปี้ยก แต่เมื่อโดนมันรบเร้ามากๆเข้าก็ต้องยอมไปเกือบจะทุกราย เจ้ากรอยู่ที่คณะนี้มานานกว่าผมซะอีก นานจนเพื่อนผมคนหนึ่งเคยตั้งฉายาให้เจ้ากรว่า ประธานกน.ในอนาคต ผมพลาดไปครั้งนึงก็เมื่อตอนงานโกนจุกเจ้ากรที่ไม่ได้ไป น่าเสียดายยิ่งนัก

จนเมื่อประมาณเดือนสิงหาคมหรือกันยายนเมื่อปีกลายที่ผ่านมานี่หล่ะ ลุงไก่ได้รับสิ่งของอย่างหนึ่งมาจากคณะ นั่นก็คือ “โต๊ะประจำตำแหน่ง” ถึงชื่อมันจะฟังดูหรูหราก็ตาม แต่มันก็คือโต๊ะยามดีๆเรานี่เอง ก็สืบเนื่องจากการที่อาจารย์หัวประชาธิปไตยคณะเรา ที่ไปลงนามในหนังสือต่อต้านอะไรซักอย่างถึงท่านนายกเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ ทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามขู่วางระเบิดคณะ การแก้ไขปัญหาของคณะเราก็คือ เอาโต๊ะมาตั้งหน้าประตูตัวนึงแล้วก็ให้ลุงไก่มานั่งเฝ้า เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาความปลอดภัยของคณะจากระเบิด ตอนนั้นลุงไก่บ่นอยู่หลายวัน เรื่องที่อยู่ดีๆก็ให้แกมานั่งเป็นยามอยู่ชั้นล่าง แต่ถึงจะบ่นอย่างไร ลุงไก่ก็ยังคงทำหน้าที่ของแกได้ดีเยี่ยม ลุงไก่จะนั่งเฝ้าใต้คณะทุกคืนจนเห็นว่าเด็กกลับบ้านกันไปหมดแล้ว ลุงไก่จะเก็บของที่นักศึกษาลืมไว้ให้ โดยไม่มุบมิบไปเองเหมือนเจ้าหน้าที่บางคน

แม้ว่าลุงไก่จะอยู่ที่คณะเรามานานก็ตามแต่ก็ใช่ว่าจะอยู่โดยไม่มีเรื่องมีราวใด แต่ทุกครั้งในมีเหตุการณ์ไม่พอใจกับบุคลากรท่านอื่น เรื่องราวก็มักจะซาๆไป จนมาถึงปีที่แล้วนี่เอง ที่ปัญหาดูจะหนักหนาเสียยิ่งกว่าทุกครั้ง ลุงไก่ได้มีปากเสียงกับอาจารย์ท่านหนึ่ง

ธันวาคม 2547 หลังจากเรื่องราวกระทบกระทั่งนี้เรื้อรังมาหลายเดือน นับตั้งแต่อาจารย์ท่านดังกล่าวดำรงตำแหน่ง ลุงไก่เริ่มดื่มหนักขึ้นทุกทีๆ จนพวกเราต้องคอยปรามลุงแกให้เพลาๆลงบ้าง ลุงไก่เล่าให้พวกเราฟังว่าแกเคยโดนแม้กระทั่งมีคนแกล้งเอาน้ำยาล้างห้องน้ำไปเทใส่ในอ่างอาบน้ำของแกชั้นบน โดยที่ถึงบัดนี้ก็ยังหาตัวคนทำไม่ได้ และก็ยังมีเรื่องอื่นๆอีกสารพัดราวกับว่ามีมือมารคอยจ้องจะจองล้างจองผลาญแกอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะขับไล่ไสส่งแกไปจากคณะ และแล้วเราก็ได้ทราบข่าวร้ายที่สุด ลุงไก่ตัดสินใจที่จะไป มิใช่ถูกให้ออก มิใช่ถูกไล่ออก เป็นลุงไก่เองที่เลือกที่จะไป ลุงไก่ที่มักจะยุให้พวกเราทำอะไรห่ามๆ แต่ในวันนี้ ลุงได้แสดงถึงหนทางที่มีแต่สุภาพชนเท่านั้นที่กล้าที่จะเลือก ลุงไก่กล้าที่จะ “ถอย”

มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่สนิทกับลุงไก่เคยถามลุงไก่ว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือลุงไก่ ทำไมอยู่ดีๆก็จะไป หรือเพราะเรื่องเงินเดือน?” ลุงไก่ไม่ได้ตอบ ลุงยิ้มให้อาจารย์ท่านนี้ แล้วบอกว่าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพ เพราะอะไรที่ลุงไก่ตอบไปแบบนั้น ก็เพราะลุงไม่ต้องการให้อาจารย์คณะเราต้องแตกแยกเพราะตัวลุง ลุงเลือกที่จะถอยเพื่อมิให้เกิดปัญหา หรือเพื่อไม่ให้เกิดExternality ถ้าจะให้แปลเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ ทางคณะเพื่อนบ้านเรือนเคียงเราเองก็เคยมาเสนอให้ลุงไก่ไปดูแลที่คณะของเขา ทั้งเสนอเงินเดือนที่สูงกว่า แต่ลุงไก่ก็ปฏิเสธ ลุงไก่บอกว่า “ถ้าไม่ได้อยู่คณะเศรษฐศาสตร์ ลุงก็ยอมกลับประจวบเสียจะดีกว่า”

จันทร์ที่ 31 มกราคม 2548 วันD-day วันสุดท้ายของลุงไก่ ผมและเพื่อนๆ นัดกันเพื่อจะจัดงานเลี้ยงส่งอำลาลุงไก่ที่ใต้ Common ผมมาถึงมหาวิทยาลัยประมาณบ่าย3ได้ ขณะที่พวกเรานั่งเตรียมของขวัญที่จะมอบให้ลุงอยู่นั้น เพื่อนคนนึงโทรมาบอกว่าพวกเราว่า “ลุงไก่ไม่ไปแล้ว” ณ วินาทีนั้น ไม่มีเลยกับความเสียดายที่ของขวัญที่เตรียมจะสูญเปล่า มีเพียงความปิติที่ลุงไก่ของพวกเรายังคงอยู่ต่อ ของขวัญถูกโยนเข้าตู้ล๊อกเกอร์โดยหวังว่าจะไม่ต้องนำออกมาอีกจนกว่าเราจะเรียนจบ เย็นวันนั้น พวกเรามองหน้าลุงไก่ และแกก็ยิ้มให้พวกเรา

อังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใส ทุกอย่างกลับมาสู่สถานการณ์ปกติ ผมยังคงตื่นสายๆ มาเรียนบ้าง โดดบ้าง อยู่จนดึกดื่นค่ำคืนแล้วค่อยกลับบ้าน ที่โต๊ะประจำตำแหน่งหน้าลิฟท์ ยังคงมีลุงไก่นั่งอยู่เหมือนเดิม แต่ลมสงบก็เป็นลางบอกเหตุของพายุที่เริ่มตั้งเค้า เพียง2วันถัดมา เราได้รับข่าวร้ายข่าวเดิมเป็นครั้งที่2 เราเพิ่งทราบว่า ตลอด3วันที่ผ่านมาลุงไก่ที่ได้ตั้งปณิธานว่าจะขอทนกับพฤติกรรมของอาจารย์ท่านเดิมให้ถึงที่สุด กลับไม่สามารถทนได้ เพราะพฤติกรรมของอาจารย์ท่านนั้นยังเหมือนเดิม โดยไม่แม้แต่จะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ และความพยายามในครั้งนี้ของท่านอาจารย์ที่น่าเคารพก็สำริตผล

อาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 วันที่นายคนใต้ได้รับอำนาจจากประชาชนชาวไทยเป็นสมัยที่สอง ลุงไก่เก็บของอย่างเงียบๆแล้วพาเจ้ากรจากไป ฝากไว้เพียงคำพูดว่า “แล้วเจอกัน” ไม่มีใครเลยในหมู่พวกเราที่ได้ไปส่งลุงไก่ในวันนั้น พวกเราต่างก็อ้างเหตุผลว่า ต้องไปทำหน้าที่พลเมืองบ้าง ติดธุระบ้าง แต่ลึกๆในใจของพวกเราทุกคน พวกเราคงไม่กล้า ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความจริงที่ว่า ลุงไก่จะไปจากเราแล้วจริงๆ

อังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 6โมงเช้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรที่ดลใจให้ผมมาเช้ากว่าที่เคย Commonเงียบสนิท ฟ้ายังคงมืดอยู่ สายลมพัดเบาๆ แห้งๆ โต๊ะประจำตำแหน่งตัวนั้นถูกดันไปชิดประตูเหล็กห้องขายSheet ไร้สุ่มเสียงของชายผู้ที่เคยนั่งประจำอยู่ที่นี่ นกพิราบยังคงบินว่อนอยู่เหนือหลอดไฟ และถ่ายอุจจาระลงมาเป็นระยะๆดั่งกิจวัตรประจำวันที่มันทำอยู่ทุกวัน ห้องน้ำยังคงปิดเพื่อรอทำความสะอาด และจะไม่เปิดจนกว่าจะเข้าเรียนคาบแรก ห้องขายSheet ยังคงมีไว้ดูเพื่อเล่นและเก็บกองกระดาษ หลอดไฟCommonที่ฟิวส์ขาดประจำทุกๆเดือน ร้านขายน้ำยังไม่มีหลอดให้เวลาที่ซื้อน้ำอัดลมเป็นแก้ว และยังปัญหาอื่นจิปาถะในคณะที่ยังไม่ได้แก้ แต่ผู้ดูแลคนดีของเราไม่อยู่เสียแล้ว

ผมเองรู้ดีว่าซักวันลุงไก่ก็ต้องจากที่นี่ไป เพียงแต่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าแกจะจากไปก่อนที่ผมจะเรียนจบ จะไม่มีลุงไก่ยืนยิ้มใต้คณะในวันรับปริญญาของผม จะไม่มีลุงไก่ในวันที่ผมกลับมาเยี่ยมเยียนคณะอันเป็นที่รักยิ่งนี้หลังจากที่จบไป ผมไม่ทราบว่าคณะจะมอบหมายให้ใครมาแทนลุงไก่เพื่อรับหน้าที่ดูแลCommon มีคนเคยบอกว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ไม่ใช่สถานที่หรือรูปธรรมสิ่งของที่เหลือไว้เพียงซากในปัจจุบัน แต่เป็นจิตใจอันดีงามของชาวธรรมศาสตร์เอง สำหรับผมแล้ว ลุงไก่เป็นมากกว่าผู้ดูแลCommon ลุงไก่คือรูปธรรมของความเป็นธรรมศาสตร์ที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด ณ สถานที่แห่งนี้

ไม่มีอีกแล้วชายผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งดินแดนCommon


ไร้ถ้อย คำเอ่ย ลาจาก
เหลือฝาก ไว้เพียง ความหวัง
เหลือไว้ เป็นเชื้อ ขุมพลัง
ความหลัง แปรเป็น จิตวิญญาณ



Create Date : 23 เมษายน 2548
Last Update : 23 เมษายน 2548 2:17:18 น. 4 comments
Counter : 232 Pageviews.

 
ลุงไก่คงดีใจนะคะ ที่มีคนนึกถึง


โดย: Redkiller1980 วันที่: 23 เมษายน 2548 เวลา:2:33:34 น.  

 
ไป common ก็บ่อยๆ
เนื่องจากไม่ใช่เด็กคณะนี้
แต่เห็นลุงแกโดนขนาดนี้ ก็รู้สึกแย่เหมือนกันแฮะ
"เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์รักประชาชน" ไม่ใช่หรือ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น !!!

ปล. คิดถึงข้าวร้านแม่น้อยจังเลย


โดย: LUNATIC SPACE วันที่: 27 เมษายน 2548 เวลา:11:00:03 น.  

 
"รูปธรรมของความเป็นธรรมศาสตร์ที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด ณ สถานที่แห่งนี้"

อ่านแล้วใจหายค่ะ - -"


โดย: Seven Of Nine วันที่: 3 พฤษภาคม 2548 เวลา:18:17:12 น.  

 
ผมเคยเขี่ยไพ่เล่นกับไอโก๊ะครับ คิดแล้วก็คิดถึง เวลาเราเล่นชนะมัน มันจะหาว่าเราโกง แต่พอเวลามันเล่นชนะบ่นอะไรไม่ได้เลย555


โดย: มีดีที่หน้าตา IP: 210.86.131.124 วันที่: 16 มิถุนายน 2548 เวลา:1:43:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

rynekel
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Let's rest, forever



standby="Loading Microsoft Windows Media Player components..." VIEWASTEXT>



















ค้นหาใน GOOGLE.CO.TH



Home of Rynekel : Eventhough my world shall collide, I will not give up, I sware
Friends' blogs
[Add rynekel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.