กันยายน 2551

 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
8 กันยายน 2551
รอยลวง 2
รอยลวง

2

การปรากฏตัวของ ‘คุณลีน่า’

ร่างซึ่งนอดขดอยู่ใต้กองผ้าห่มทะลึ่งพรวดขึ้นทันทีเมื่อกลิ่นหอมของไข่เจียวลอยทะลุประตูห้อง บีเยศอมยิ้มแม้ตาจะปิดอยู่ หญิงสาวแหงนจมูกสูดกลิ่นหอมอย่างชื่นใจก่อนวิ่งเข้าห้องน้ำจัดการกับธุระส่วนตัว สิบนาทีต่อมาหล่อนก็นั่งยิ้มปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่โต๊ะกินข้าว อาหารหลายอย่างบนโต๊ะทำให้บีเยศถูมือไปมาอย่างเป็นสุข

“วันนี้ทำไมหรูจังเลยเอล?” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นถามหลังจากร่อนจมูกสูดกลิ่นอาหารบนโต๊ะ

“อย่าทำลืมน่าคุณเจ้าของบ้าน...วันนี้ครบสามอาทิตย์แล้วนะ” เอลเตือนความจำ เจ้าของบ้านกลอกตาเหมือนครุ่นคิดก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“อืม...นั่นสินะ เอลมาอยู่กับบีครบสามอาทิตย์แล้วเหรอเนี่ย...เร็วจังเลยเนอะ”

“เร็วสำหรับบีน่ะสิ...แต่สำหรับเราวันนี้เหมือนเดินขึ้นตะแลงแกงเลยล่ะ” เอลบอกเสียงหม่น

“จะรีบขึ้นไปไหนล่ะ...อยู่ดูใจกันก่อนสิ” บีเยศว่าพลางหยิบหมูทอดใส่ปากเคี้ยวหมุบหมับ

“หมายความว่า...”

“ฮื่อ...เอลสอบผ่านการทดลองงาน...อยู่ต่อได้...ฟันธง!” บีเยศตอบด้วยเสียงหนักแน่น ชูกำปั้นประกอบ เอลฉีกยิ้มกว้างอย่างยินดีปราดเข้ามาจับมือบีเยศเขย่าแรง ๆ

“ขอบคุณมาก ๆ นะบี ขอบคุณเหลือเกิน” บีเยศหัวเราะเขิน ๆ กับอาการยินดีของเพื่อนร่วมบ้าน หญิงสาวดึงร่างของเอลลงมานั่งบนเก้าอี้ใกล้ ๆ ตัว

“บีเองก็ต้องขอบคุณเอลเหมือนกัน สามอาทิตตย์ที่ผ่านมาบีเขียนงานได้หลายตอนโดยไม่สะดุดเพื่อไปทำอย่างอื่น เอลดูแลบีดีมาก ๆ เลย...เอาล่ะ...เมื่อเราจะอยู่ด้วยกันแล้ว เอลก็อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนรับใช้เลยนะ...บีรู้สึกแย่มาตลอดที่มองเห็นเอลทำงานบ้านงก ๆ อย่างนั้น...เรามาอยู่ด้วยกันอย่างเพื่อนอย่างพี่น้องดีกว่านะ...ตกลงมั้ย?” หญิงสาวยื่นข้อเสนอ คนฟังได้แต่นิ่งงันกับคำพูดนั้นก่อนน้ำตาจะปริ่มขอบตาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่นอย่างที่นึกกลัว

“จ...จริงเหรอบี? บีให้เราอยู่ด้วย...จริง ๆ เหรอ?” ถามอย่างไม่แน่ใจ คนถูกถามพยักหน้ารับพร้อมกับหยิบทิชชูยื่นให้อีกฝ่ายได้ยกซับน้ำตาซึ่งร่วงริน

“จริงสิ บีจะโกหกทำไมล่ะ” บีเยศรับรองก่อนชวนเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นบ่อน้ำตาอีกฝ่ายเริ่มไหลบ่า “มากินข้าวกันดีกว่าน่าเอล...ฉลองที่เราจะได้เป็นเพื่อนร่วมบ้านกันแล้วก็...ฉลองที่บีเขียนนิยายได้เกือบจบด้วย” หล่อนว่าพลางเชื้อเชิญซึ่งเอลก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด

มื้อเช้าผ่านไปด้วยความชื่นมื่น บีเยศมองแผ่นหลังของคนล้างจานพลางร้องเพลงหงุงหงิงด้วยความรู้สึกผิดนิด ๆ หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาเอลได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง งานบ้านไม่มีขาดตกบกพร่อง แถมยังรับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ คราหล่อนคิดงานเขียนไม่ออกได้โดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกบางครั้งร่าเริง บางคราวเงียบขรึมของเอลก็ทำให้หล่อนได้อะไรใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาในความคิดก่อนบรรจงเรียบร้อยลงชิ้นงานหลายครั้งหลายครา อาทิตย์แรกแห่งการศึกษาดูงาน บีเยศไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหล่อนจ้องแทบจะทุกฝีก้าวของหญิงสาวร่วมบ้าน สังเกตกิริยาอาการแทบจะทุกวินาทีที่กระดิกตัว

อาจเพราะบีเยศต้องการมองเพื่อความมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้หญิงที่อยากเป็นผู้ชายแน่ ๆ อาการยามเผลอในบางครั้ง อุทานยามตกใจและการจ้องพระเอกในจอโทรทัศน์ตาหวานเชื่อม พอรู้สึกว่าหล่อนมองอยู่อีกฝ่ายก็จะหันมาส่งยิ้มเรี่ย ๆ พร้อมกับบอกว่า ‘หล่อเนอะ’ ทำให้บีเยศพอคลายความคิดทางด้านนี้ไปได้

นอกเหนือจากนั้นบีเยศยังขยันโทรกลับบ้านเพื่อให้แม่และยายสืบประวัติดูให้ชัดเจน เชียงรายไม่ได้กว้างใหญ่เกินค้นหาคน ยิ่งคนที่บอกว่าตัวเองจบจากโรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัด การส่งชื่อและนามสกุลไปให้คนทางโน้นค้นหายิ่งเป็นการง่าย คำตอบที่บีเยศได้รับจากนักสืบอย่างคุณยายได้คำตอบน่าพอใจ ‘เอฬาลุก น่านฟ้า’ เคยเป็นศิษย์เก่าที่โรงเรียนนั้นจริง มีที่อยู่ในเชียงรายที่คนเป็นยายรายงานว่ามีอยู่จริงทำให้บีเยศเลิกแคลงใจไปอีกเปลาะหนึ่ง

ปฏิบัติการของหล่อนโจ่งแจ้งจนคนตกเป็นเป้าสายตารับรู้ได้ทุกอาการ กระนั้นเพื่อนร่วมบ้านก็ยังคงทำตัวเป็นปกติ สม่ำเสมอ และขยันขันแข็ง บีเยศสะดุดสายตาที่เสื้อผ้าของเอล...เสื้อยืดที่หล่อนหยิบยื่นให้ยืมใส่เมื่อแรกมา ตอนนี้ถูกซักเวียนใส่ตัวละไม่ต่ำกว่าสามรอบแน่ ๆ ความคิดบางอย่างผุดพรายทำให้บีเยศเอ่ยปากบอกเอลเมื่อหญิงสาวเดินหน้าระรื่นออกจากครัว

“เอล...วันนี้เราไปช้อปปิ้งกันเถอะ” เอลมีสีหน้ายินดีทันทีที่ได้ยินก่อนจะสลดวูบอย่างรวดเร็ว

“แต่...เราไม่มีเงินหรอก...เงินที่เราเก็บไว้ห้องป่านนี้คงถูกค้นกระจุยไม่เหลือแล้วล่ะ” น้ำเสียงละห้อยนั่นกลับทำให้บีเยศฉีกยิ้มมากยิ่งขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอก...เดี๋ยวบีจ่ายให้เอง” สิ้นคำของบีเยศสีหน้าของเอลก็กร้าวขึ้น

“ไม่ได้หรอกบี...เราไม่อยากได้เงินของใครฟรี ๆ”

“ก็ไม่ได้ฟรีนี่” บีเยศแย้ง “เอลก็ถือซะว่ามันเป็นค่าเหนื่อยสำหรับการทดลองงานของเอลไง” คำอธิบายของบีเยศทำให้สีหน้าของเอลผ่อนคลายลง น้ำเสียงห้วน ๆ ก็แปรเปลี่ยนไปด้วย

“แต่ว่า...เราไม่ได้ทำอะไรมากมายเลยนะ” บีเยศไม่ตอบคำ หญิงสาวเลือกที่จะเดินวนรอบตัวเอล ใช้สายตากวาดมองทั่วร่างอย่างพิจารณาก่อนจะพูดว่า

“เอลต้องมีเสื้อผ้าหลายชุดเลยล่ะ...ทั้งชั้นนอกชั้นใน ของใช้จุกจิกส่วนตัว เราคงต้องใช้เวลาเลือกนานหน่อย...วันนี้บีอยากพักสมองด้วย...เราไปซื้อของกันดีกว่า” ไม่พูดเปล่าบีเยศยังคว้าแขนของเอลพร้อม ๆ กับออกแรงฉุดกระชากหมายพาออกวิ่งจนคนถูกลากอดโวยวายไม่ได้

“เดี๋ยวก่อนสิบี...ล็อกบ้านก่อน...ตรวจดูความเรียบร้อยก่อนสิจะไปทั้งอย่างนี้ได้ยังไง” บีเยศสะดุดกึกก่อนหันมายิ้มแหย

“เออ...จริงด้วย ขอโทษทีวัยรุ่นมันใจร้อนน่ะ” ว่าพลางโบกมือว่อน เอลอมยิ้มส่ายหน้าน้อย ๆ กับอาการของอีกฝ่ายก่อนเดินจากไปปิดบ้าน บีเยศมองตามอย่างสุขใจ...ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลบ้านอีกแล้วหญิงสาวคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง




วันอาทิตย์เป็นวันแห่งการพักผ่อนของคนเมืองหลวงส่วนใหญ่ ห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่ง่ายสำหรับการเดินทางและมีครบแทบทุกอย่างให้จับจ่ายซื้อหา ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงแม้จะอยู่ห่างไกลจากที่พักชนิดนั่งรถเมล์หลายทอด แต่บีเยศก็บอกเจาะจงให้เพื่อนร่วมบ้านฟังแล้วว่าหล่อนต้องการมาซื้อของที่นี่เท่านั้น สีหน้าไม่เข้าใจของเอลไม่ทำให้ความตั้งใจของบีเยศเปลี่ยนแปลง...คงมีเพียงบีเยศเท่านั้นกระมังที่รู้ว่า...ทำไมต้องเป็นที่นี่

หลังจากเดินเข้าแผนกโน้น แวะชมแผนกนี้จนมีถุงหลายใบให้หอบหิ้วเต็มมือ ทั้งบีเยศและเอลก็ตัดสินใจใช้ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างเป็นที่สำหรับพักเหนื่อย และฝากท้อง ระหว่างรออาหารที่สั่ง ทั้งคู่ก็พร้อมใจกันหันไปมองดูคนที่เดินผ่านไปมานอกร้าน

“ความจริงเราว่าน่าจะกลับไปกินข้าวที่บ้านนะ ประหยัดกว่ากันเยอะเลย” เอลเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบกันมาพักใหญ่ บีเยศพ่นลมหายใจหนัก ๆ

“ก็อยากกินอะไรแปลกลิ้นบ้างนี่เอล...น่า...บีเลี้ยงเองอย่าบ่นเป็นป้าแก่ไปหน่อยเลย” ว่าพลางโบกมือว่อนก่อนชะงักมือค้างเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับร่างของใครคนหนึ่ง

ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี กำลังรับฟังคำแนะนำบางอย่างจากพนักงานขายสาวสวยประจำร้าน ใบหน้าคมสันกอปรกับบุคลิกชวนมองทำให้ชายหนุ่มตกเป็นเป้าสายตาอย่างไม่ยากเย็น แม้สิ่งที่ทำให้บีเยศจับจ้องไปยับชายหนุ่มคนนั้นจะเป็นหน้าตา...แต่ไม่ใช่ด้วยความชื่นชม!

“เอ๊ะ...นั่นดาราใช่มั้ยบี...คนที่โฆษณาห้างนี้น่ะ? เราเคยอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เขาว่าเป็นลูกชายเจ้าของห้างด้วยนี่” เอลส่งเสียงขัดภวังค์ของบีเยศพร้อมกับสะกิดเรียก

“ใช่...นั่นนายภุมมะ!” เสียงตอบของบีเยศหนักและแข็งจนคนถามต้องเบือนสายตากลับมามอง และพบว่า นอกจากเสียงจกะร้าวแล้ว สีหน้าของหญิงสาวก็ปะปนไปด้วยแววขึ้งเคียด แถมสายตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มคนนั้นอย่างไม่วอกแวก เอลมองอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ยังไม่กล้าเอ่ยถาม และโชคดีที่พนักงานลำเลียงอาหารมาวางบนโต๊ะทำให้ทั้งบีเยศและเอลหันกลับมาสนใจสะสางความหิว กระนั้นเอลก็ยังรู้สึกว่า...เพื่อนร่วมโต๊ะของหล่อนมีอาการคล้ายมองหาใครบางคนซึ่งคงจะเดินจากไปนานแล้ว

เมื่อเสร็จสิ้นจากการกำจัดความหิวโดยทิ้งหลักฐานเกลื่อนโต๊ะ สีหน้าของบีเยศก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วงระหว่างที่รอให้ข้าวเรียงเม็ดบีเยศก็เริ่มสอดส่ายสายตาออกนอกร้านอีกครั้ง...และเหมือนกับว่าฟ้าจะเป็นใจให้หล่อนยิ่งนัก เพราะเพียงไม่นานร่างของชายหนุ่มนามภุมมะก็ปรากฏขึ้น เขาเดินมาหยุดอยู่ที่ร้านเดิมซึ่งเป็นร้านขายนาฬิกายี่ห้อหรู หลังเจรจากับพนักงานขายเขาก็ยืนรอรับสินค้า ระหว่างนั้นสายตาของเขาก็กวาดมองรอบ ๆ อย่างไม่ตั้งใจนัก...แต่สายตาอย่างไม่ตั้งใจของเขาก็มาปะทะเข้ากับสายตาตั้งใจของหญิงสาวสองคน

ภุมมะย่นหัวคิ้วน้อย ๆ เมื่อมองตอบหญิงสาวสองคนซึ่งกำลังจ้องเขาเขม็ง ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยถูกมองจากทั่วสารทิศเยี่ยงนี้ เพราะตั้งแต่ภาพโฆษณาของเขากระจายสู่สื่อต่าง ๆ การถูกจ้องมองพร้อมกับชี้นิ้วกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว...ส่งที่ทำให้เขาประหลาดใจจากสายตาสองคู่ที่มองอยู่ตอนนี้คือ...หญิงสาวผมยาวประบ่าคนนั้นมีแววเกลียดชังส่งมาให้เขาอย่างไม่เก็บงำ...เขามั่นใจยิ่งนักว่าไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้เป็นแน่จึงค่อนข้างแปลกใจที่คนไม่เคยรู้จักกันจะส่งสายตาชนิดนี้ให้กันได้

กับอีกสายตาคู่หนึ่งใกล้ ๆ กันนั้นทำให้เขารู้สึกประหลาด...แม้มันไม่มีแววจงเกลียดจงชังเหมือนคู่แรก แถมปะปนไปด้วยแววสงสัยใคร่รู้ซึ่งน่าจะเหมือนสายตาของคนอื่นโดยทั่วไป...แต่สายตาคู่นั้นกลับทำให้เขารู้สึก...เหมือนถูกดึงดูด...ภุมมะสะบัดศีรษะไล่ความคิดของตัวเองทันที...ผมสั้นอย่างนั้น บุคลิกอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่ผู้ชายหน้าหวานก็คงเป็นผู้หญิงที่อยากเป็นผู้ชายล่ะน่า...จะสนทำไม...เขาคิดก่อนหันกลับมาสนใจกับนาฬิกาของฝากซึ่งตั้งใจซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดคนรู้จัก...แม้ความรู้สึกถูกมองยังคงอวลแผ่นหลังอยู่ก็ตาม

“บีสนใจคนนั้นเหรอ?” เอลถามอย่างอดรนทนไม่ได้เมื่อเห็นว่า แม้ชายหนุ่มคนนั้นจะเดินลับหายไปจากสายตาแล้ว บีเยศก็ยังไม่คลายความขึ้งเคียดไปจากสายตาหญิงสาวตวัดมาเผื่อแผ่คนถามจนเอลได้แต่สะดุ้ง

“ใช่ ! สนใจมาก !” บีเยศกระแทกเสียงตอบ เอลได้แต่ยิ้มแหยยกมือเกาศีรษะแกรก ๆ อย่างไม่เข้าใจ คำพูดกับสีหน้าสวนทางกันเสียอย่างนั้น...ใครจะเชื่อลง

“เอ่อ...กลับบ้านกันดีมั้ย?” เอลเปลี่ยนเรื่องใหม่ บีเยศไม่ตอบเพียงคว้าข้าวของและผุดลุกขึ้นเดินหน้าตูมออกจากร้านไป โดยมีเอลเดินตามอย่างไม่เข้าใจ เอลทิ้งระยะห่างพอสมควรเพราะรู้สึกว่าอารมณ์ของบีเยศคงไม่เหมาะหากจะเข้าใกล้ในตอนนี้

เอลได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจและได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง บีเยศคงไว้ใจถึงขั้นเล่าเรื่องราวชนวนชวนสงสัยให้หล่อนฟัง...ทุกคนย่อมมีความลับ บางความลับต้องใช้เวลาในการเปิดเผย...เรื่องนี้เอลรู้ดี

อาการฟึดฟัดอารมณ์เสียของบีเยศทำให้สมาธิในการมองทางของหญิงสาวไม่ดีพอ มุมของร้านเสื้อชื่อดังที่หล่อนหมายจะเลี้ยวบีเยศกลับชนกับร่างหนึ่งชนิดเต็มที่ ข้าวของประดามีของหญิงสาวหล่นด้วยอารามตกใจ ฝ่ายที่โดนชนก็เช่นกัน

“ขอโทษค่ะ ขอโทษ” บีเยศเอ่ยละล่ำละลัก พลางก้มลงเก็บของซึ่งร่วงเกลื่อนพื้น นอกจากหล่อนจะไม่ได้รับคำตอบใด ๆ แล้ว รองเท้าส้นสูงสีชมพูสดของคู่กรณียังยกปลายเคาะพื้นเป็นจังหวะ บีเยศอดเหลือบมองไม่ได้...เรียวขางาม กระโปรงสีขาวทรงสอบยาวแค่เข่า เสื้อยืดคอเต่าแขนกุดสีชมพูหวาน แขนเรียวยกขึ้นกอดอก ผมยาวสีน้ำตาลแดงดัดเกลียวตามสมัยนิยม ใบหน้าตกแต่งเบาบางออกแนวหวาน...แต่สีหน้ากลับบูดบึ้งแววตาเอาเรื่องมองสบบีเยศอย่างท้าทาย

“เก็บสิ มองอยู่ได้ เสียเวลาชะมัด” คำพูดห้วนมาพร้อมกับการตวัดมือออกชี้นิ้วไปยังถุงหลายใบบนพื้นคล้ายบงการ บีเยศได้แต่อ้าปากค้าง หล่อนค่อย ๆ หยัดกายขึ้นเต็มที่ มองหญิงสาวคู่กรณีตั้งแต่หัวจดเท้าอย่างประเมิน

“เอ้า เก็บสิเธอทำผิดแล้วรับผิดชอบสิคะ” คำนั้นตามมาสำทับเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมปฏิบัติตาม

“ขอโทษค่ะ ฉันยอมรับว่าฉันผิดที่เดินชนคุณ...”

“แค่คำขอโทษมันไม่ได้ทำให้ของพวกนั้นลอยกลับมาเข้ามือเหมือนเดิมหรอกนะคะ...เก็บค่ะ” หญิงสาวบอกโดยไม่รอให้คู่กรณีพูดจบ กิริยาและคำพูดเหล่านั้นทำให้บีเยศฉุนขาด

“งั้นฉันก็ขอโทษอีกครั้งค่ะ...เพราะฉันไม่เก็บ” บีเยศตอบกลับท้าทาย อีกฝ่ายคลายมือที่ยกกอดอกสีหน้าเตรียมพร้อมเอาเรื่อง

“บี...เกิดอะไรขึ้น?” เอลซึ่งเพิ่งเดินมาถึงแทรกคนที่เริ่มหนาตาตรงเข้ามายังจุดเกิดเหตุ

“ฉันเดินชนคน ขอโทษแล้วแต่ไม่จบ” บีเยศบอกเรียบสั้น สายตายยังไม่ละจากคู่กรณีซึ่งตอนนี้มองคนมาใหม่อย่างประเมิน การมองกวาดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าระหว่างผู้มาใหม่กับคู่กรณีก่อนรอยยิ้มเหยียด ๆ จะผุดพรายเต็มริมฝีปาก ทำให้ดีกรีความร้อนในอารมณ์ของบีเยศเพิ่มขึ้นอีกขั้น

“มันคงจบหรอกค่ะ ถ้าของที่มันหล่อนเพราะการไม่ดูตาม้าตาเรือของคุณมันจะลอยกลับมาเข้ามือฉันเหมือนเดิม” น้ำเสียงนั้นยังคงแข็งสีหน้าแสดงความหมิ่นแคลนไม่ปิดบัง แววตาเหยียดยามมองวหน้าบีเยศสลับกับเอลส่งความคิดให้ออกมาโลดเต้น

“เช่นเดียวกันค่ะ ฉันคงเก็บให้แต่ ๆ ถ้าเพงแต่มะนาวในปากคุณมันจะมีน้ำเสียบ้าง หน้าตาคุณก็ดูดีนะ ท่าทางก็น่าจะเป็นคนมีการศึกษา สุภาษิตที่ว่า ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ คุณคงเคยได้ยิน หน้าผากกว้าง ๆ ของคุณแสดงว่ามีสมอง คิดว่าคุณคงเข้าใ” น้ำเสียงของบีเยศเต็มไปด้วยอารมณ์กรุ่น สีหน้าของบีเยศก็แสดงออกอย่างชัดเจน และนั่นทำให้เอลปราดเข้าไปยืนใกล้กว่าเดิมด้วยเรงว่า อาจจะเกิดการลงไม้ลงมือเอลไม่ลืมสังเกตปฏิกิริยาของคู่กรณี และหล่อนก็เห็นว่า...ใบหน้าตกแต่งสวยงามของอีกฝ่ายกำลังหลอมรวมเป็นสีแดงด้วยแรงอารมณ์...ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ระเบิดอารมณ์ เสียงเรียกซึ่งมาพร้อมร่างสูงก็ดังแทรก

“คุณลีน่า เกิดอะไรขึ้นครับ?!” คนพูดเป็นชายหนุ่มในชุดลำลองเรียบหรู สีหน้าตกตื่นของเขามองกวาดทั่วร่าง ‘คุณลีน่า’ เมื่อเห็นว่าไม่มีส่วนใดบุบสลายนอกจากสีหน้า เขาจึงได้หันกลับมาสำรวจคู่กรณี สายตาของชายหนุ่มกลับไม่ได้สะดุดกับหญิงสาวผมยาวประบ่าที่มีสีหน้าไม่แตกต่างจากคุณลีน่าของเขานัก...คนผมสั้นหน้าตื่นที่กำลังยื่นมือชี้นิ้วสั่น ๆ มายังเขานั่นต่างหาก

“ก...กล้า...พี่กล้า !” คำตะกุกตะกักพร้อมมือสั่นชี้หน้าตกตื่นเจือด้วยแววตื่นเต้นระคนยินดีนั้น ทำให้คนมีเรื่องทั้งคู่ถูกเบรกอารมณ์ได้ชะงัด

“ค...คุณ เอ๊ย ! เอล !” ชายหนุ่มอุทานด้วยกริยาตื่นเต้นไม่ต่างกัน

“นี่มันอะไรกันมิทราบ !” เสียงแหวนั้นทำให้อารมณ์ตื่นเต้นดีใจของเอลและชายหนุ่มกระเจิดกระเจิง “ความผิดของคุณนะ ศัสยะ คุณทิ้งให้ฉันเดินหอบหิ้วถุงระระหว่างที่คุณไปเข้าห้องน้ำจนฉันต้องมาเจอเรื่องงี่เง่า กับคนงี่เง่านี่...ลืมหน้าที่หรือไงว่าคุณอาให้คุณมาเป็นผู้ติดตามซึ่งในความหมายของฉันคุณต้องทำทุกอย่าง !” เสียงเข้มขุ่นขัดกับใบหน้าสวยหวาน สายตาจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มสร้างความอึดอัดระคนอิหลักอิเหลื่อในบรรยากาศ

“ผมขอโทษครับคุณลีน่า” ศัสยะบอกเสียงแผ่ว ดวงตาคมกล้าหลุบมองมือใหญ่ของตัวเองซึ่งกุมกำแน่นอย่างข่มอารมณ์

“ไม่ใช่เวลามาขอโทษ ตอนนี้คุณควรจัดการกับเรื่องงี่เง่านี่ให้มันจบ ๆ ไปซะ” หญิงสาวบอกพร้อมบุ้ยใบ้ไปยังข้าวของหล่นเกลื่อน...ไม่ลืมกราดสายตามองคู่กรณีที่ยังยืนนิ่งเฉย

“ถ้าเรื่องที่เกิดขึ้นคุณเรียกมันว่าเรื่องงี่เง่า ฉันว่าคนที่ทำให้เกิดเรื่องก็คงงี่เง่าไม่ต่างกันหรอก” บีเยศเอ่ยขึ้นหลังจากหมดความอดทนกับแววตาดูแคลน

“เอ๊ะ !”

“เอาน่า ๆ อย่ามีเรื่องกันเลยนะ...เราขอร้องล่ะ” เอลตรงเข้าไปไกล่เกลี่ยพร้อมกับก้มลงช่วยชายหนุ่มเก็บข้าวของ ชั่วขณะที่เห็นว่าคู่กรณียังคงประสานสายตากันอยู่นั้น เอลฉวยโอกาสกระซิบถามศัสยะโดยไม่ให้ใครผิดสังเกต

“พี่ล่ะ?”

“ล่าสุดข่าวว่าขึ้นเหนือครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงระดับเดียวกัน เอลถอนหายใจหนัก ๆ มือยื่นถุงใบสุดท้ายส่งให้ กระซิบรัวเร็วว่า

“ซอยเหนือนา เลขที่ 618” อีกฝ่ายพยักหน้ารับก่อนต่างคนต่างถอยกลับไปยืนจุดเดิม เอลสะกิดบีเยศ พยักพเยิดชักชวนให้อีกฝ่ายออกจากจุดเกิดเหตุ บีเยศทำตามโดยดี แต่ก่อนจากหญิงสาวไม่วายส่งสายตาขุ่นขวางไปให้คู่กรณีซึ่งมองตอบด้วยสายตาไม่ต่างกัน

“เอลรู้จักยัยชมพูนั่นเหรอ?” บีเยศยิงคำถามทันทีที่เดินพ้นจากจุดเกิดเหตุ เอลส่ายหน้านำ

“ไม่รู้จัก แต่ผู้ชายคนนั้นเคยรู้จัก เราเคยเห็นอยู่กับพี่ชาย” เอลตอบ ท้ายประโยคของหญิงสาวเมื่อเอ่ยถึงพี่ชายมีแววหมองจนบีเยศจับได้

“เรื่องเมื่อกี้บีขอโทษนะ เอลเลยต้องเป็นคนเก็บของให้ยัยชมพูเลย” บีเยศชวนเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไม่เป็นไรหรอกบี ถ้าเทียบกับเรื่องที่เราเคยเจอมา ทะเลาะแบบบีกับคนเมื่อกี้น่ะเด็ก ๆ” เอลตอบกลั้วหัวเราะ บีเยศยิ้มแห้ง ๆ

“จริง ๆ บีก็ว่าบีผิดนะ...แต่มันเคืองชะมัดตอนเห็นสายตายัยชมพูนั่น ก็เลยดันทุรังเถียงน่ะ” หญิงสาวว่าพร้อมหัวเราะแหย ๆ

“ช่างเหอะบี มันผ่านไปแล้วล่ะ ตอนนี้เรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำอะไรกินตอนเย็น” เอลบอกอย่างกระตือรือร้น บีเยศหรี่ตามอง

“คุยเรื่องกินทั้ง ๆ ที่เพิ่งกินเสร็จไปตะกี้เนี่ยนะ”

“โฮ้ย...ไอ้ที่กินไปเมื่อกี้น่ะ เจอเรื่องเข้าไปก็ใช้พลังงานไปหมดแล้ว” เอลบอกสีหน้าจริงจังก่อนพึมพำเมนูอาหารกับตัวเอง บีเยศได้แต่มองก่อนกลอกตาอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านั้น

...นี่คิดผิดหรือคิดถูกนะที่ให้เอลอยู่ด้วย...จะเลี้ยงไหวหรือเปล่าเนี่ย !






รถเก๋งคันนั้นจอดนิ่งสงบกลางลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ความที่รถบางตาจึงทำให้รถคันนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ แม้ไม่ใช่รถหรูหราราคาหลายล้าน แต่ก็เด่นสะดุดตาด้วยสีสันอันเจิดจ้าซึ่งดึงดูดสายตาให้คนมองผาดได้ย้อนกลับมามองพิศอยู่เสมอ

หญิงสาวร่างโปร่งในชุดที่มองภาพรวมแล้วดูสวยหวาน กำลังก้าวอย่างมาดมั่นตรงไปยังรถเก๋งสีชมพูสดใส ใบหน้าสวยหวานตอนนี้บูดบึ้งถึงขั้นว่าทำให้คนเดินสวนไปหลบสายตากันจ้าละหวั่น ชายหนุ่มซึ่งเดินหิ้วของพะรุงพะรังตามมาติด ๆ ต้องเปลี่ยนเป็นซอยเท้าวิ่งเพื่อตรงไปเปิดประตูรถให้ อาการค้อมศีรษะน้อย ๆ ยามหญิงสาวคนสวยผลุบเข้านั่งในรถทำให้คนมองพอเดาออกว่า ชายหนุ่มแม้แต่งตัวดีคนนี้อยู่ในตำแหน่งใด...ประตูรถกำลังถูกชายหนุ่มผลักปิดเมื่อเสียงเป่าปากเปี้ยวป้าวดังขึ้นใกล้ ๆ มือเรียวยับยั้งประตูก่อนเหลือมองไปยังที่มาของเสียง

วัยรุ่นชายสามคนยืนเต๊ะจุ้ยอยู่ท้ายรถด้วยกริยาท้าทายสายตาคนมองยิ่งนัก หญิงสาวเหยียดยิ้มมือผลักประตูเปิดกว้างพร้อมก้าวลงจากรถมายืนประจันหน้ากับกลุ่มวัยรุ่น ศัสยะได้แต่ขยับตัวอย่างระแวดระวัง...เขารู้ว่าอารมณ์ของหญิงสาวตอนนี้พร้อมที่จะมีเรื่องกับใครก็ได้

“ชอบรถฉันเหรอคะ” น้ำเสียงเอ่ยถามหวานใส วัยรุ่นหันมองหน้ากันก่อนหนึ่งในนั้นจะตอบ

“ชอบสิครับ สีมันสะดุดตาดี...เจ้าของรถก็ดึงดูดใจมาก” พูดจบคนที่เหลือก็เป่าปากสนับสนุน แถมร่วมด้วยช่วยกันส่งสายตาลามเลียร่างโปร่งอย่างโจ่งแจ้ง

“เชิญมองได้เต็มที่เลยค่ะ...แต่ว่าค่ามองฉันคิดนาทีละห้าพันนะคะ” คำตอบพร้อมยิ้มหวานทำให้คนฟังสะดุ้งไปตาม ๆ กัน

“โอ้โห คุณคร้าบ แค่มองไม่ได้สึกหรอจะคิดค่ามองด้วยเหรอคร้าบ” อีกหนึ่งหนุ่มแย้งเสียงยั่ว

“ทำไมจะไม่สึกหรอ สีผิว รูปร่างหน้าตาของฉัน ถูกสายตาแสนน่ารังเกียจของพวกคุณโฉบผ่านต้องใช้น้ำยาที่สั่งตรงจากต่างประเทศมาปัดชำระให้หมดเสนียด...นาทีละห้าพันน่ะฉันเห็นใจแล้วนะคะ” ฟังจบแล้วสามหนุ่มก็ได้แต่อึ้ง หันมองกันเลิ่กลั่ก ก่อนส่ายหน้าน้อย ๆ

“สวยซะเปล่า...ปากหมาเป็นบ้า” หนึ่งหนุ่มซึ่งดูเหมือนเป็นหัวโจกเอ่ยขึ้น

“หน้าสวยปากหมา ก็คงดีกว่าหน้าปลาร้าปากปลาจ่อมอย่างคนพูดล่ะค่ะ” กลุ่มหนุ่มหน้าปลาร้าชะงักกึกก่อนเบือนหน้าปลาร้าบูดมามอง สายตาเอาเรื่องนั้นทำให้หญิงสาวในชุดสีชมพูดยกมือขึ้นกอดอกเชิดหน้าส่งสายตาพร้อมให้เรื่องกลับไป

“ถ้าคิดจะหาเรื่องก็จะบอกไว้ก่อน ฉันไม่ใช่หมาพันธุ์สวยดีแต่เห่านะคะ ถ้าจำเป็นต้องกัดก็สบายมาก” พูดพลางคลายมือที่กอดอกยกมาหักนิ้วเปาะแปะ หนึ่งในกลุ่มหน้าปลาร้าคงสังเกตเห็นสีหน้าพร้อมเอาเรื่องของชายหนุ่มคนข้างหลัง กอปรกับกลัวมีเรื่องราวใหญ่โตจึงรีบสะกิดแกมลากสมาชิกในกลุ่มเข้าห้างไป กระนั้นก็ไม่วายส่งสายตาขุ่นเคืองทิ้งท้าย

“เชอะ นึกว่าจะแน่ !” พูดจบหญิงสาวก็สะบัดหน้าผลุบเข้าไปนั่งในรถด้วยท่วงท่าเฉิดฉายคล้ายทั้งโลกอยู่ในกำมือ

ศัสยะได้แต่พ่นลมหายใจหนัก ๆ อย่างอ่อนใจ...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หญิงสาวหน้าหวานมีอาการชวนหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว มันเกิดขึ้นบ่อยเท่าอารมณ์หงุดหงิดของเจ้าหล่อนนั่นเลยทีเดียว...แม้ว่าศัสยะจะเข้ามารับตำแหน่ง ‘ผู้ติดตาม’ ได้ไม่นาน...แต่อาการเหล่านี้เขาใช้ภาษาส่วนตัวบอกได้เพียงว่า...ซาบซึ้งเข้าถึงทรวง !



Create Date : 08 กันยายน 2551
Last Update : 8 กันยายน 2551 11:31:21 น.
Counter : 428 Pageviews.

4 comments
  
ยู้ฮู คุณคนอ่าน

ลืมเรื่องนี้ไปหรือยังคะ

ทิ้งช่วงไปนาน แบบว่าปรับอารมณ์ให้เข้ากับเรื่องอยู่ค่ะ

แต่ยังไงก็ นาน ๆ จะมาทีนะคะ


อ้าว

คิดถึงคุณคนอ่านที่น่ารักทู้กคนเลยค่า
โดย: รัมย์ (แก้วชิงดวง ) วันที่: 8 กันยายน 2551 เวลา:11:33:36 น.
  
อยากอ่านลิขิตรักงะทำไงดี แต่มาupเล่ห์เร็วเร็วน้าอยากอ่าน รอเป็นเล่มด้วย
โดย: bee (wasi ) วันที่: 8 กันยายน 2551 เวลา:15:07:27 น.
  
ง่ะ แล้วมีนางเอก พระเอกกี่คนคะ ออกแต่ละคนเด่นทั้งนั้น
โดย: หนอนน้อย IP: 58.8.239.74 วันที่: 8 กันยายน 2551 เวลา:20:04:51 น.
  
นั่นสิครับ จะมีกี่คู่น้อ คุณรัมย์อย่าหายทีละสองเดือนแบบนี้จิ เดี๋ยวลืมหมดว่าใครเป็นใคร ฮ่าๆๆ

เอฬาลุก ชื่ออลังการอีกแล้ว แปลว่าอะไรครับ แยกศัพท์ไม่ออกเลยนะเนี่ย

ศัสยะ ก็เพราะครับ แปลว่าไรเอ่ย
โดย: คุณพีทคุง ณ (ลายปากกา ) วันที่: 9 กันยายน 2551 เวลา:20:19:41 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

RUM_XIAH
Location :
มหาสารคาม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



หมูรัมย์ตัวนี้...น่ารัก หลังไมค์ถึงรัมย์