แผนกผลิตรายการและข่าว กองประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
16 ธันวาคม 2551
 

บทเรียนนี้..... แด่คนไทยทุกคน

บทเรียนเลือดจากติมอร์

ผมขยับเป้เครื่องหลังใบใหญ่ให้กระชับกับแผ่นหลัง พลางขยับหมวกแบเร่ต์สีฟ้า สัญญลักษณ์ของทหารสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น (UN - United Nations) ให้กระชับกับศรีษะ

เป็นเวลาเดียวกับที่เครื่องเฮลิคอปเตอร์แบบ เอ็ม ไอ 8 (MI 8) ของรัสเซียที่นำมาใช้ในภารกิจรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออก กำลังจะร่อนลงที่สนามบินในเมือง "โอกุสซี่" (Ocussie)

ผมจำวันนั้นได้ดี ... มันเป็นวันที่อากาศร้อนระอุ ปลายปี 2546

อะไรทำให้ผมหวนนึกถึงห้วงเวลา 1 ปีของการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะผู้สังเกตุการณ์ทางทหารขององค์การสหประชาชาติ หรือ อันโม่ (UNMO - United Nations Military Observer) ในฐานะตัวแทนของกองทัพไทย ...

อาจจะเป็นภาพของการสังหารหมู่ที่เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ "ตูมิน" (Tumin)

หรืออาจจะเป็นภาพของคนติมอร์เข่นฆ่ากันเองอย่างเหี้ยมโหดในเมือง "ไอนาโร่" (Ainaro) เพียงเพราะมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน

หรืออาจจะเป็นภาพธงชาติไทยที่โบกสะบัดอยู่เบื้องหน้า ... ทำให้หวนนึกถึงสัญญลักษณ์ธงชาติไทยที่ประดับอยู่ที่หัวไหล่ด้านซ้ายของเครืองแบบ ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในติมอร์

พอเฮลิคอปเตอร์จอดนิ่งสนิท ผมก็เดินลงจากเครื่อง ลมร้อนปะทะใบหน้าวูบใหญ่ แสงแดดแผดจ้าจนต้องรีบสวมแว่นกันแดด Oakley ที่คล้องคออยู่ทันที

นี่หรือ ... เมืองโอกุสซี่ ... ดินแดนต้องคำสาป ที่ผู้คนเข่นฆ่ากันเป็นเบือ ...

เป็นการเข่นฆ่ากันของคนติมอร์ด้วยกันเอง ... คนร่วมเชื้อชาติ ชนเผ่า ภาษา ศาสนาเดียวกัน ... บางคนเป็นญาติร่วมพี่ร่วมน้องกันมาแต่เล็กแต่น้อย ... วิ่งเล่นกันมาตั้งแต่จำความได้

แต่เมื่อต่างความคิด ... ความแตกแยกก็บังเกิด

ต่างลุกขึ้นจับอาวุธเข้าเข่นฆ่า ประหัตประหารกัน ภายใต้การนำนาย ซีโม โลเปซ (Siemo Lopez) อดีตนายอำเภอของเมืองนี้

ไม่น่าเชื่อ ...

มันจะไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยในบันทึกความทรงจำนี้ หากผมทำหน้าที่นายทหารสหประชาชาติธรรมดาๆ เหมือนที่คนอื่นๆ จากทั่วโลกเขาทำกัน ... สังเกตุการณ์ และเขียนรายงานประจำวัน ... เท่านั้นเอง

แต่ผมบังเอิญไปสนิทสนมกับนายซีโม โลเปซ ฆาตกรเลือดเย็นคนนั้นเข้าให้อย่างบังเอิญ ...

เรื่องราวที่น่าสนใจของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์จึงถูกถ่ายทอดมาสู่ผม จากปากคำของซีโม โลเปซเอง

... คุณเคยนั่งคุยกับฆาตกรที่เข่นฆ่าผู้คนเป็นร้อยๆ ศพหรือไม่ครับ ...


การลาดตระเวณร่วมกับทหารอินโดนีเซียบริเวณชายแดนติมอร์ - อินโดนีเซีย



4 เดือนที่ผมอยู่ที่โอกุสซี่ ... เขาเชิญผมไปทานข้าวที่บ้าน ที่อยู่ในฝั่งอินโดนีเซียนับครังไม่ถ้วน ... สนิทสนมกันแบบญาติผู้ใหญ่ เพราะตาซีโม โลเปซ ตอนนั้น อายุอานามเกือบ 60 ปีแล้ว ... ผมหงอกขาวโพรน ... ไม่เหลือร่องรอย "ฆาตกรร้อยศพ" ให้เห็นเลย ...

เขาเล่าให้ฟัง ถึงวันที่เขารวบรวมคนภายใต้ชื่อกลุ่ม "ซากูนา" (Sakuna - เป็นภาษาพื้นเมืองแปลว่า แมงป่อง) ออกเข่นฆ่าผู้คน ซึ่งบางคนคือคนที่เขารู้จักดี สนิมสนมกันมา

เขาเคยเล่าให้ฟังแม้กระทั่งว่า เขานิยมชมชอบการแต่งชุดคาวบอย พกซองปืนคู่เหมือนในหนังจอห์น เวนย์ หรือหนังคาวบอยตะวันตก

ก่อนจะฆ่าคน เขาจะให้เหยื่อทรุดตัวลงจูบรองเท้าบู๊ตคาวบอยของเขาก่อน รางวัลของผู้ยอมจุมพิตรองเท้าของเขา คือ การตายอย่างไม่ทรมาน เพราะจะถูกยิงที่ศรีษะทันที

แต่ถ้าไม่ ... จะถูกลากไปฟันด้วยมีดคาตาน่า (Katana) ที่คมกริบ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ก่อนจะสิ้นใจตาย

เลือกเอา ... อยากตายเร็ว หรือตายช้า ...

เป็นทางเลือกที่น่าสยดสยองทั้งสองทาง

เรื่องราวเหล่านี้นี่เองกระมัง ... ที่ทำให้ผมหวนนึกถึงติมอร์ ... การแบ่งฝักฝ่าย ... และการแตกความสามัคคี ...

ห้วงเวลาที่ผมนึกถึง "ซีโม โลเปซ" และกลุ่มแมงป่อง - ซากูนา


การลาดตระเวณร่วมกันกับทหารอินโดนีเซียตามแนวชายแดนโอกุสซี่



... มาทำความรู้จักกับเมือง "โอกุสซี่" กันก่อน ...

"โอกุสซี่" เป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งของประเทศติมอร์ตะวันออก ที่มีความพิเศษในตัวของมันเอง

เพราะมันมีที่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ... แยกจากตัวประเทศติมอร์ตะวันออก ... ถูกล้อมรอบด้วยแผ่นดินอินโดนีเซีย

จะเข้า จะออก ... ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน ... หรือทางเรือออกทะเลไปอ้อมเข้าประเทศติมอร์

ตอนเกิดการเข่นฆ่ากันที่โอกุสซี่ ... เหมือนปิดประตูตีแมว ...

คนที่นี่ถูกฆ่าอย่างไม่มีทางหนี ... หมดทางรอด ...

เลือกเอาจะตายด้วยน้ำมือคนติมอร์ด้วยกันเองในโอกุสซี่ หรือจะหนีออกนอกเมือง เข้าไปในอินโดนีเซีย ... แล้วไปตายด้วยน้ำมือคนอินโดนีเซีย ...

เป็นทางเลือกที่น่าสยอสยองอีกเช่นเคย ... พอๆกับการจุมพิตรองเท้าบู๊ตของซีโม โลเปซ

โอกุสซี่ เป็นเมืองที่ยากจนข่นแค้น ผู้คนอดหยาก ... น้ำดื่มน้ำกินก็หายาก เพราะติดชายทะเล ... น้ำใต้ดิน โดนน้ำทะเลซึมเข้ามา ... กลายเป็นน้ำกร่อย ...

ต้นไม้ ต้นข้าวโพด ยืนตายซาก ... ไม่มีน้ำ ...

ผู้คนในโอกุสซี่ไม่มีอาหารทาน ... ต้องตำต้นสาคู มาทานแทนข้าว ... ในขณะที่ฝั่งอินโดนีเซีย ตำต้นสาคูไว้ให้สัตว์เลี้ยงทาน ...

ปีนึง ... ฝนตกเพียง 2 เดือน ... อีก 10 เดือน แล้งสุดๆ ...

ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ ชุดประสานงานชายแดน (Border Liaison Team) ที่จุดผ่านแดนที่ 1 (JP 1 - Junction Point 1)

เป็นจุดผ่านแดนถาวร ระหว่างประเทศติมอร์ตะวันออก และ อินโดนีเซีย

ปัญหามีมากมาย ... ทั้งการลักลอบผ่านแดนโดยผิดกฏหมาย ... การล้ำแดนของทหารทั้งสองประเทศ เพราะเขตแดนไม่ชัดเจน

การอ้างสิทธิในการใช้พื้นที่ทับซ้อนในการเพาะปลูก

ความไม่ลงรอย ... ความโกรธเกลียดเคียดแค้นของคนติมอร์ กับคนอินโดนีเซีย ... ส่งผลให้มีปัญหาที่เขตแดนตลอด ...

ไปถึงวันแรกๆ ผมก็ข้ามไปแนะนำตัวกับทหารอินโดนีเซียที่ตั้งฐานอยู่ตรงข้ามฝั่งติมอร์

เป็นฐานของกองร้อย บี กองพันทหารราบที่ 611 จากกาลิมันตัน ... มีสมญานามของกองพันคือ "อาวังลอง" ... เป็นชื่อวีรบุรุษของชาวอินโดนีเซีย


ภาพนี้ถ่ายกับทหารอินโดนีเซียที่ฐานทหารอินโดนีเซีย



ทุกวันผมจะข้ามไปฝั่งอินโดนีเซีย เพื่อสอบถามปัญหาต่างๆ ที่อาจจะมีขึ้น ... คอยทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของติมอร์ตะวันออก และทหารอินโดนีเซีย

วันหนึ่ง ... ผมข้ามไปฝั่งอินโดนีเซีย เพื่อทำหน้าที่ประสานงานตามปกติ ... ผมก็ได้พบชายชรา ผมขาว ลักษณะบ่งบอกว่า ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ ...

ทหารอินโดนีเซียเห็นผมสนใจชายแก่คนนั้นเป็นพิเศษ ก็เลยเล่าให้ฟังว่า ... ชายคนนั้น คือ ซีโม โลเปซ เป็นคนติมอร์ มีประวัติฉกาจฉกรรจ์มาก ต้องลองไปสอบถามคนติมอร์เองว่า ร้ายกาจแค่ไหน

ผมสอบถามคนติมอร์เกี่ยวกับ ซีโม โลเปซ จึงทราบว่า อดีตเขาเป็นนายอำเภอเมืองโอกุสซี่แห่งนี้ถึง 8 ปี ในสมัยที่ติมอร์ยังเป็นของอินโดนีเซียอยู่

พอติมอร์จะแยกตัวออกจากอินโดนีเซีย ... คนติมอร์ก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการแยกตัวออกจากอินโดนีเซีย

อีกฝ่ายต้องการแยกตัวออก ...

ขัดแย้งกันหนัก ... ทั้งสองฝ่าย ออกมารบราฆ่าฟันกัน โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่ต้องการแยกตัว ... มีการตั้งกองกำลัง ออกเข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์มากมาย


ตาแก่คนที่ร้องเพลงนี่แหละ ... ซีโม โลเปซ ... สองคนข้างหลังเป็นทหารอินโดนีเซีย



ซีโม โลเปซ เองก็เป็นคนหนึ่งที่จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ หรือทหารบ้าน - มิลิเทีย (Militia) ใช้ชื่อกลุ่มของตัวเองว่า ซากูนา - แปลว่า แมงป่อง

กลุ่มแมงป่อง เที่ยวเข่นฆ่าผู้คนนับไม่ถ้วน ที่สำคัญก็คือ การสังหารหมู่ที่หมู่บ้านตูมิน (Tumin)

เล่ากันว่า กลุ่มแมงป่องจับชาวบ้านนับร้อยคน มัดมือไพล่หลังเป็นคู่ๆ
แล้วมัดแขนติดกัน ผูกแต่ละคู่ด้วยเชือกเป็นขบวนยาว เดินแถวเข้าไปในป่า

จากนั้นกลุ่มซากูนา ก็ลงมือฟันเหยื่อนับร้อยด้วยมีดคาตาน่า (Katana) ในป่าแห่งนั้น

เหยื่อที่รอดชีวิตเล่าให้ฟังว่า ตอนจะฟัน พวกแมงป่องให้ทุกคนนั่งลงเป็นแถว จากนั้นก็ลงมือฟันทีละคู่ ทีละคู่ ... คนนึง ฟันกันเป็นสิบๆครั้ง กว่าจะตาย ... ฟันกันจนคนฆ่า เหงื่อท่วมตัว ... ต้องพักเหนื่อย ...

คนที่ยังไม่โดนฆ่า ก็นั่งตัวสั่นงันงก

จะหนีก็ไม่ได้ เพราะเชือกผูกกันอยู่

เป็นการนั่งรอความตาย โดยการนั่งดูการตายของคนก่อนหน้าตน ...

โหดเหี้ยมจนไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้ในโลกมนุษย์

ที่สำคัญคือ ทั้งคนฆ่า และคนถูกฆ่า เป็นคนติมอร์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ... ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันดี เพราะโอกุสซี่ เป็นเมืองเล็กๆ ทุกคนรู้จักกันหมด แถมบางคนเป็นญาติ เป็นเพื่อนกันมาก่อนด้วย ...

เมื่อเลือดเข้าตา ... มันฆ่าได้แม้ญาติพี่น้อง คนรู้จักกชอบพอกัน ...

พอติมอร์ได้เอกราช พวกซากูนาก็หนีไปฝั่งอินโดนีเซีย ... ข้ามกลับมาไม่ได้ เพราะทางสหประชาชาติจะจับตัวมาลงโทษ

ผมเคยคุยกับพวกซากูนา ที่หนีไปอยู่ฝั่งอินโดนีเซีย เขาบอกว่า ตอนที่ลงมือฆ่าเพื่อนมนุษย์ชาวติมอร์ด้วยกันนั้น ... มันไม่ใช่ตัวตนของเขา ... แต่เป็นปีศาจที่สิงอยู่ในตัว ... ไม่รับรู้ใดๆทั้งสิ้น ...

รู้อยู่อย่างเดียวว่า ... มันอยากฆ่า ...

เหยื่อที่ตูมิน ... รอดชีวิตมาแค่สองคน

ที่รอดเพราะแกล้งทำเป็นตาย ... ตามลำคอมีแผลเป็นนับไม่ถ้วน

แสดงว่า คนฟัน ... ฟันแบบไม่นับ ...

เหยื่อคนนึงที่รอด ... ปัจจุบันเป็นตำรวจตระเวณชายแดนของติมอร์ (BPU -Border Patrol Unit)

อาฆาตเคียดแค้นพวกซากูนามาก ... ประกาศว่า เจอพวกซากูนาข้ามฟากมาเมื่อไหร่ ... จะฆ่าทิ้งทันที ...


ภาพนี้ถ่ายจากฝั่งอินโดนีเซีย ด้านหลังคือติมอร์ตะวันออก



ผมเริ่มสนิทสนมกับซีโม โลเปซ ด้วยการเข้าไปทักทาย อาศัยว่าพูดภาษาบาฮาซ่า อินโดนีเซียได้บ้าง ... ทำให้การสื่อสารเป็นไปด้วยดี

มีบางอย่างที่ผมอยากจะรู้จากปากของ ซีโม โลเปซ

... ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ... แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มาจากเมืองไทย ... ผมเคยบอกซีโมแบบนี้ ... ประโยคนี้กระมังที่ทำให้ ผมกับซีโม โลเปซ นักฆ่าแห่งโอกุสซี่ มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น ...

เวลาผ่านไป ซีโมให้ทหารอินโดนีเซียมาเชิญผมไปทานอาหารที่บ้าน ... อยู่ลึกเข้าไปดินแดนของอินโดนีเซียมากกว่า 30 กิโลเมตร

การสนทนาในมื้ออาหารมื้อแรก ... เป็นไปอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ...

จำได้ว่า ... เมนูวันนั้น ... มีปลาตัวใหญ่มาก ทอดกระเทียมพริกไทย ...

ผมมักจะพูดคุยกับซีโม โลเปซว่า ตอนนี้คิดอย่างไรกับเรื่องราวในอดีต ...

ซีโมจะตอบด้วยประโยคหลักๆ ว่า ... วันนั้น ... และวันนี้ ท้องฟ้า คือท้องฟ้าเดียวกัน ... คนก็ยังเป็นคนเดียวกัน ... แต่ความคิด เปลี่ยนไปแล้ว ... วันนี้เขาคือคนแก่ ... อีกไม่นาน ... เขาก็จะตาย ... เหลือไว้แต่อดีต ...

ความแตกต่างทางความคิดในวันนั้น ...

ความแตกแยกในสังคม ณ เวลานั้น ...

สูญสิ้นไปแล้ว ...

ปัจจุบัน ... หลงเหลือแต่ความทรงจำอันเจ็บปวดของผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์

คราบน้ำตาของผู้สูญเสีย ...

ความละอายใจที่ไม่อาจจะลบล้างไปได้

ผมถามว่า หากย้อนเวลาไปได้จะทำอย่างไร

เขาตอบว่า ... เขาจะไม่สังหารน้องเขยของเขา ... น้องสาวของเขาจะได้ไม่เป็นหม้าย ... หลานชายของเขาจะมีพ่อ ... แม้จะมีความคิดที่แตกต่างกัน ...

ไม่ว่าจะอยู่กับอินโดนีเซีย หรือแยกตัวจากอินโดนีเซีย ... ทุกคนก็คือคนติมอร์

เขาจะไม่ฆ๋าคนที่อยู่ใน Office ของเขา ... เพียงเพราะมองปัญหาในมุมที่แตกต่าง

เขาเชื่อแล้วว่า ... ความรุนแรง ไม่เคยแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

เมื่อได้ชัยชนะมาด้วยเลือด ... ก็ต้องปกครองด้วยเลือดต่อไป ... เลือดจะล้างเลือดต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด

ซีโม โลเปซ เจ้าพ่อ "ซากูนา" แห่งโอกุสซี่ ฝากข้อคิดให้ผมมากมาย ...

เพียงแต่เวลานั้น ... ผมไม่เคยมองเห็นคุณค่าของประสบการณ์เลือดที่ซีโม โลเปซได้รับ

เพราะตอนนั้น ผมเชื่อของผมอย่างมั่นคงว่า เรื่องราวแบบนี้ จะไม่มีวันเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย ... แผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่รักยิ่งของผมอย่างเด็ดขาด ...

วันนี้ ผมได้แต่ภาวนาว่า ... ผมยังคิดถูกอยู่นะครับ ...






Create Date : 16 ธันวาคม 2551
Last Update : 17 ธันวาคม 2551 19:44:58 น. 5 comments
Counter : 910 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอภาวนาด้วยคนค่ะ
อย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยของเราเลย
 
 

โดย: imeso (imeso ) วันที่: 16 ธันวาคม 2551 เวลา:19:03:49 น.  

 
 
 
เหตุการณ์อย่างนั้น อาจเกิดได้

1. ถ้าไม่รีบดับไฟก่อนที่มันจะลาม
2. สร้างความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่ายโดยให้เข้าใจ
3. นำเสนอเหตุการณ์ในอดีต หรืออาทิ ประสบการณ์ข้างต้น ให้เขาเข้าใจ เพราะสุดท้ายแล้ว... จะเหลืออะไร
4. เมื่อเคยพบเจอประสบการณ์นี้แล้ว ควรเผยแพร่ให้คนได้รู้ได้ศึกษา เพราะคนไทยยังไม่ได้มีบทเรียน ถึงขนาดนั้น เพราะถ้าเราไปถึงจุดนั้น มันก็คงกู่ไม่กลับแล้ว


ขอบคุณสำหรับประสบการณ์
 
 

โดย: น้ำเค็ม IP: 124.157.176.251 วันที่: 17 ธันวาคม 2551 เวลา:19:03:19 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับสำหรับความเห็นของคุณ imeso และคุณน้ำเค็ม

หากเป็นไปได้ขอความกรุณาช่วยเผยแพร่ต่อให้คนรู้จักด้วย (อย่างที่คุณน้ำเค็มบอกไว้)

ขอบคุณอีกครั้งครับ
 
 

โดย: rtarf IP: 124.121.241.194 วันที่: 17 ธันวาคม 2551 เวลา:19:27:51 น.  

 
 
 
ไม่รู้นะค่ะ....

ว่าคนไทยจะทะเลอะกันทำไม?

ถ้าเอาเวลาที่ทะเลอะกันมา...

...ช่วยกันพัฒนาประเทศไทยของเรานะค่ะ

ประเทศไทยก็จะได้อยู่อย่างสงบสุข

แต่ถ้าประเทศไทยของเรานั้น...

ยังมีแต่คนเห็นแก่ตัว

เห็นแต่ความสุขของตัวเองไม่คิดถึงความทุกข์ของ...

ประเทศประเทศไทยของเราในอนาคต

อาจจะ...

...เป็นเหมือนติมอร์

หนูไม่อยากให้ประเทศไทยเป็นแบบนั้น

อยากให้คนไทยรักกัน

เพราะไม่ว่าเราจะอยู่สีไหนก็ไม่สำคัญ

เพราะรองคิดดูสิค่ะ

ถ้าสีใดสีหนึ่งชนะอีกสีนึ่งแพ้

หรือว่า...

แพ้ทั้ง2สีนั้นมี...

1สิ่งที่ต้องพังไปหรือไม่ก็เสียหายไป

สิ่งนั้นก็คือประเทศไทยของเรา

ถ้าทุกคนเห็นแต่ประโยชน์ของตัวเอง

ประเทศของเราก็จะไม่มีทางที่จะเจริญได้

จริงไหมค่ะ?พี่ๆเพื่อนๆทุกคน
 
 

โดย: ต้นกล้าภาคกลางไอซ์ค่ะ IP: 203.156.21.191 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:19:29:21 น.  

 
 
 
ตอนนี้หนูกำลังทำโครงการ 3 จังหวัด
รอท่านติดต่อกลับ
หาหนูด้วย
หนูมีโครงการดีๆขอแค่ท่านโทรกลับมา
หนูอยากจะประสานงาน
และคิดว่าท่านเป็นคนเดียวที่จะช่วยหนูได้
โปรดติดต่อกลับด้วย
087-9699153
(หนูไม่ได้ล้อเล่น)
ด่วนมากเด็ก 3 จังหวัดกำลังรอท่านอยู่
 
 

โดย: แอม อรุณกมล สงขลา ที่เอาเข็มบนบ่าทางมานะค่ะ IP: 61.19.78.66 วันที่: 21 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:12:29 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

rtarf
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add rtarf's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com