พฤษภาคม 2558

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
31
 
 
อย่ามัวทำตัวเศร้าหมอง ยอมรับความจริง และทำให้ดีที่สุด
       วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 วันนี้เป็นวันที่แม่มีนัดหมออายุรกรรม เป็นการตรวจที่บีบคั้นจิตใจ
เพราะมันมีคำตอบแค่ว่า ดีขึ้น หรือแย่ลง วันนี้ค่าเลือดมะเร็งของแม่เพิ่มขึ้น จากที่สองอาทิตย์
ก่อนหน้านี้ดีใจเพราะมันลดลง แอบหวังว่าจะเป็นเพราะหญ้าปักกิ่งหรือเปล่าน้า
แอบให้มีความหวัง แต่หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปกินน้ำทุเรียนเทศ เพื่อพบว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร
หมอเกลี้ยกล่อมจนแม่ยอมรับยามากิน ยานี้ราคาเม็ดละ 2200 บาท ต้องกินทุกวัน วันละ 1 เม็ด
ก่อนหน้านี้ก็เคยรับยามาแล้วครั้งนึง แต่เป็นยี่ห้ออื่น มันทำให้แม่ท้องเสียวันละ 4-5 รอบ
ผิวหนังแห้งจนเป็นแผลตกสะเก็ด เป็นรอยบุ๋มลึกลงไปเหมือนเนื้อถูกกัดกิน เป็นแผลในช่องปาก
จนต้องให้หยุดยา แม่พูดเด็ดขาดว่ายังไงก็ไม่กิน กินแล้วทรมาณ มันเจ็บปวด จนต้องร้องไห้
     วันนี้เราเป็นห่วงความรู้สึกของแม่มาก โทรไปถาม แม่เป็นยังไง แม่ร้องไห้มั้ย
เสียใจมั้ยที่มันแย่ลง แม่บอกว่า ถ้าแม่ทรมาณก็ต้องร้องไห้ เพราะว่ามันเจ็บ ถ้าปกติก็ไม่ร้องหรอก
ความรู้สึกของเราตอนนี้ คือบอกไม่ถูก พยายามไม่เสียใจ พยายามที่จะทำเป็นเหมือนเรื่องธรรมดา
พยายามยอมรับมันให้ได้ ทำไมเวลาเราดูหนังดูละคร เป็นแม่คนนั้นตาย พ่อคนนี้ตาย
เหมือนเป็นเรื่องปกติ ตัวละครร้องไห้แป๊บๆ แล้วเรื่องก็ดำเนินต่อไป ก่อนหน้านี้ก็ไปหาหมอ
(หมอจิตเวช) หมอก็พูดว่าให้หยุดคิด เพราะว่าคิดไปก็ไม่ได้อะไร คิดแล้วเป็นทุกข์
ให้ฝึกไว้เลย เราบอกหมอว่า มันยากจังเลยหมอ มันหยุดคิดได้แป๊บเดียว เผลอๆ ก็กลับมาคิดอีกแล้ว
จริงอยู่ว่าแม่ก็เข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว คืออายุ 63 ปี แต่เราคิดว่าแม่ยังไม่สมควรจากไป
คนอื่นพ่อแม่ก็อยู่กันถึง 80-90 เยอะแยะ ทำไมต้องเป็นเรา หรือว่ามันอาจจะดีก็ได้
เราได้รู้ก่อนว่าเค้ากำลังจะไปแล้วนะ เวลาตรงนี้จะได้ใช้ให้คุ้มค่า
     หรือว่ามันจะเป็นการทรมาณให้เราทุกข์ใจมากขึ้นนะ ค่อยๆ นับถอยหลังช้าๆ สู่ความตาย
ความจริง ถ้าไม่รู้อะไรเลย อาจจะดีกว่าก็ได้ เผลอๆ เราอาจจะคิดว่าเราน่าจะตายก่อน
แต่อย่าเลย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุด เพราะว่าคนเป็นพ่อแม่
ไม่สมควรได้อยู่จนต้องไปงานศพลูกตัวเอง เราพยายามสวดมนต์ เท่าที่โอกาสเอื้ออำนวย
เพื่อหวังว่าบุญนั้นจะได้ส่งแม่ไปสวรรค์ แม่ไม่ค่อยสวดมนต์เลย บอกแต่ว่าสวดไม่เป็น
เราก็สวดให้ ถ้าแม่ไปอยู่บนสวรรค์เราก็ยังคงไม่จากกันนะ เราแค่ให้แม่ไปรอก่อน
แล้วเราจะตามไป
     บางทีก็รู้สึกเป็นห่วงมาก จนอยากจะย้ายไปอยู่ใกล้ๆ แม่ อยู่บ้านเดียวกัน แต่ด้วยความที่
ห้องเช่ารูหนูมันช่างเล็ก ถ้าอยู่ด้วยกันสามคนทุกวัน นอนก็เบียดกัน พัดลมก็แย่งกันใช้
แม่คงจะลำบากไปกว่าเดิม ยังไงเราก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ตื่นเช้าเรายังคงต้องไปทำงาน
เพื่อนำเงินมาเลี้ยงพวกเค้านี่ไงล่ะ คนอื่นๆ อย่างดารานักร้อง คนมีชื่อเสียง เค้ายังต้องทำงานเลย
เรามีหน้าที่ ถึงเวลาหิวเราก็ยังต้องกินข้าว ถึงเวลาอาบน้ำ หรือนอน เราก็ยังต้องทำ
เราไม่สามารถเฝ้าเค้าตลอดเวลา โดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลยได้ เราไม่มีเวลานั่งเศร้าเสียใจ
เราไม่สามารถอ้างได้ว่าเพราะเราป่วยเหรอ เป็นไบโพล่าร์เหรอ จึงดูแลครอบครัวไม่ได้
หยุดนำสิ่งเหล่านั้นเป็นข้ออ้าง เลิกทำตัวอ่อนแอ รับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ดี และครอบครัวของเรา
เรายังมีความหวัง หวังว่ายาตัวนี้จะช่วยยืดอายุแม่ออกไป ให้อยู่ด้วยกันนานอีกนิด
     บางทีก็อยากพาเค้าไปเที่ยว ไปด้วยกันทั้ง 3 คน แต่ค่าใช้จ่ายมันก็คูณสามด้วย
แต่ภายในปีนี้แหละหวังว่าจะพาเค้าไปเที่ยว ไปนั่งเครื่องบินครั้งแรกได้ อยากจะทำให้ดีที่สุด

เท่าที่เราจะทำได้



Create Date : 25 พฤษภาคม 2558
Last Update : 25 พฤษภาคม 2558 21:28:11 น.
Counter : 429 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



ร่มแห่งความหวัง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



หมูน้อยๆ