Group Blog
 
 
กันยายน 2551
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
10 กันยายน 2551
 
All Blogs
 

++ ถามมาก็ตอบไปค่ะ + +

..จันหอม...อยากชวนเพื่อน ๆ มาคุยกันเรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจ..

...จันหอม สนใจเรื่องต้นไม้ค่ะ ชอบเป็นพิเศษ
จันหอมเรียนรู้เรื่องต้นไม้มาหลายปี.. โดยเฉพาะด้านไม้ผล..
อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้กับเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องเดียวกัน

... ดนตรีไทย จันหอมก็เล่นเป็นนะค่ะ .. ซอด้วง แคน ขลุ่ย ขิม เป็นต้น
..อิอิ...ท่องเที่ยวเดินทางก็ชอบค่ะ...

+ + เรื่องต้นไม้ .. หากใครมีปัญหา ถามจันหอมได้นะค่ะ..
แล้วจันหอมจะไปหาคำตอบมาให้ ...ไม่ได้โอ้อวดว่าเก่งนะค่ะ
.. บ้างเรื่องถ้าจันหอมไม่ทราบก็จะถามผู้รู้ให้ค่ะ... + +

จากใจ จันหอม

11 กันยายน 2551




 

Create Date : 10 กันยายน 2551
49 comments
Last Update : 10 กันยายน 2551 12:40:05 น.
Counter : 683 Pageviews.

 

ดอกไม้สวยจัง แต่งบล๊อกก็เก๋ง อยากเก่งอย่างนี้บ้างจัง ชื่อก็เพราะ ชอบๆๆๆๆๆ ด้วยใจจริงๆ ขอบคุณค่ะที่แวะไปทักทายกันนะ...

 

โดย: บ้านนาย..รีสอร์ท (bannine ) 17 กันยายน 2551 7:38:33 น.  

 

มีที่บนสันเขื่อนแก่งกระจานประมาณ 10 ไร่ เป็นที่เปล่าหากปล่อยไว้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองหรือภาษี

ชาวบ้านแถวนั้นแนะนำให้เอาต้นกล้วยไปปลูกไว้รอบๆ เขาบอกว่ามันจะโตและขยายเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องดูแลรักษามาก จริงหรือเปล่าครับ

รบกวนช่วยตอบหน่อยนะครับ จริงจังนะเนี่ย

 

โดย: ชวนคุย 5 พฤศจิกายน 2551 17:55:43 น.  

 

คำถาม ... ชาวบ้านแถวนั้นแนะนำให้เอาต้นกล้วยไปปลูกไว้รอบๆ เขาบอกว่ามันจะโตและขยายเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องดูแลรักษามาก จริงหรือเปล่าครับ?

คำตอบ ... (แบบจริงจัง ) เรื่องกล้วย ๆ -คำนี้มีความหมายว่าเรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้สบาย ๆ - แสดงว่าการปลูกกล้วยเป็นเรื่องง่าย ปลูกทิ้งปลูกขว้างกล้วยก็เจริญเติบโตได้ ...ต้นกล้วยเป็นไม้ผลเขตร้อน .... เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย ปลูกในดินชนิดไหนก็เติบโตได้ (แต่ถ้าดินไม่อุดมสมบูรณ์พืชก็โตช้านะค่ะ) ห้ามปลูกในที่น้ำขังเพราะมันมิใช่พืชน้ำ ถ้าจะให้ดีดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหาร และมีการระบายน้ำดี ต้นกล้วยจะชอบมากค่ะโตวันโตคืน

....ที่ชาวบ้านแนะนำให้เอาต้นกล้วยไปปลูกในที่ดินว่างเปล่า แล้วบอกว่ามันจะโตและขยายเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องดูแลรักษามากนั้น + + อธิบายได้ว่า + + ตามธรรมชาติของต้นกล้วยเมื่อเจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งแล้วจะมีหน่อใหม่แทงขึ้นมาใกล้ ๆ ต้นเดิม(ต้นแม่) และจะมีหน่อใหม่เจริญเติบโตได้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังมีเหง้าของต้นกล้วยอยู่ในดิน (สังเกตได้ว่าเมื่อเราฟันต้นกล้วยทิ้ง แต่เหง้าของต้นยังฝังในดิน ต้นกล้วยนั้นจะสามารถแทงหน่อกล้วยใหม่ เจริญเติบโตเป็นต้นกล้วยใหญ่ได้)

.... ต้นกล้วยขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติโดยการแทงหน่อใหม่ ทำให้กอใหญ่ขึ้น แต่ที่ชาวบ้านบอกว่าต้นกล้วยจะขยายเข้าหากันอย่างรวดเร็วนั้น อาจไม่ถูกต้องนัก น่าจะเรียกว่าต้นกล้วยขยายกอ ทำให้กอมีขนาดใหญ่ขึ้น (คงไม่ถึงขนาดกอชนติดกัน เหมือนกับปลูกหญ้าในสนามค่ะ) เมื่อหน่อใหม่เติบโตขึ้น ต้นแม่จะออกดอก ออกผล จนเก็บเกี่ยวเครือกล้วยได้ แล้วหมดอายุขัยค่ะ ต้องตัดต้นแม่ทิ้ง .... กล้วย 1 ต้น จะให้เครือกล้วยเพียง 1 เครือเท่านั้น เมื่อมันให้ผลผลิตแล้วต้องตัดต้นทิ้งเพื่อหน่อใหม่จะได้อาหารใช้ในการเจริญเติบโตเต็มที่ ฉะนั้นเมื่อต้นใหม่เกิด ต้นเก่าก็ตายไป มีแต่การแตกกอใหม่ คงไม่เลื้อยเข้าหากันจนแน่นพื้นที่ แน่นอนค่ะ

...เรื่องการดูแลรักษา ไม่ต้องดูแลมากต้นกล้วยก็เจริญเติบโตได้ค่ะ ต้นกล้วยเค้าอึด ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีได้ คือน้ำน้อย อาหารน้อยก็โตได้ รดน้ำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ก็พออยู่ได้ ก็โตแบบแกร็น ๆ นะค่ะ หากอยากให้โตไว ๆ ต้องให้น้ำให้ปุ๋ยบ้าง โดยปลูกพืชตระกูลถั่วแซมบ้าง (พืชบำรุงดินนะค่ะ ขอเมล็ดพันธุ์ฟรีได้ที่สำนักพัฒนาที่ดินที่เขตนั้น ๆ นะค่ะ)

.... หากปลูกต้นฤดูฝนก็จะช่วยประหยัดค่าแรงในการให้น้ำได้อย่างมากเลยค่ะ...

 

โดย: เจ้าจัน 6 พฤศจิกายน 2551 13:40:23 น.  

 

อ๊ากกก...

ตอบได้สมราคาเด็กเกษตรจริงๆ ทำให้คนบื้อใบ้เห็นภาพชัดเจนทีเดียว ขอบคุณมากครับ ขอถามอีกนิดนึง

แล้วถ้าเราไม่ตัดต้นกล้วย (แม่) ทิ้ง รวมถึงไม่ได้ตัดผลกล้วยด้วย คือทิ้งไว้เลย ไม่ไปดูแล จะมีผลกระทบอะไรบ้างหรือเปล่า?

ขอบคุณล่วงหน้าครับ

 

โดย: ชวนคุย 6 พฤศจิกายน 2551 15:19:46 น.  

 

คำถาม ... แล้วถ้าเราไม่ตัดต้นกล้วย (แม่) ทิ้ง รวมถึงไม่ได้ตัดผลกล้วยด้วย คือทิ้งไว้เลย ไม่ไปดูแล จะมีผลกระทบอะไรบ้างหรือเปล่า?

คำตอบ ... จันหอมไม่เคยเก็บต้นแม่ไว้ดูเล่นหลังจากตัดเครือออกแล้ว และไม่เคยปล่อยต้นทิ้งนะค่ะ จากคำถามนี้ จันหอมประมวลความรู้ที่เรียนมาขอตอบว่า ... การที่เราปลูกทิ้งดังคำถามข้างต้นนั้น ไม่มีการตัดแต่งใบ หรือตัดต้นแม่ทิ้งเมื่อให้ผลผลิตแล้วรวมถึงไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยนั้น ... มีผลกระทบกับกล้วยหลายประการค่ะ

1. การขยายขนาดกอช้า - เพราะต้นแม่(โตที่สุด) จะแย่งอาหาร ต้นลูก (หน่อใหม่ที่แทงอกมา) ทำให้ต้นลูกเจริญเติบโตได้ช้า รวมถึงการแทงหน่อต่อไป เกิดช้าด้วยเพราะอาหารไม่เพียงพอในการแทงหน่อใหม่ (นำเอาอาหารมาใช้เลี้ยงลำต้นแม่ซะหมด)

2. เกิดโรคและแมลงเข้าทำลาย - การปลูกทิ้ง จะนวนมาก (รอบแปลง 10 ไร่ ก็มากโขนะค่ะ) ไม่ดูแล ตัดใบแห้งทิ้งบ้าง จะเกิดการสะสมของเชื้อโรค รา แบคทีเรีย เกิดโรคตายพราย โรคเหี่ยว ใบจุด ฯลฯ และแมลงพวกด้วงงวง หนอนกระทู้ หนอนม้วนใบ แมลงวันผลไม้ เพลี้ยแป้ง เข้าทำงาย ทำให้ต้นกล้วยตายได้ และอาจระบาดไปยังต้นอื่น ๆ ด้วย วิธีป้องกันควรตัดแต่งใบแห้ง ใบเสียทิ้งบ้าง

3. .... ถ้าคิดออกแล้วจะมาตอบเพิ่มเติมนะค่ะ ....

ปล. ยังไงก็ต้องมารดน้ำและตัดแต่งใบบ้าง หากปลูกทิ้งเลย กล้วยขาดน้ำแน่ ๆ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตค่ะ

.....จันหอมเคยปลูกทิ้งที่นาบ้าน ต้นกล้วยไม่ตายนะค่ะ แต่ก็ไม่โต แกร็น ๆ แบบนั้น หน่อใหม่ก็ไม่มี ถ้ามีก็เล็กไม่โต

...เอ๋! อาจมีข้อสงสัยว่ากล้วยในป่ายังปลูกทิ้งได้ ยังโตเลย ... ก็ในป่าดินอุดมสมบูรณ์ และมีน้ำฝน น้ำจากป่า ต้นกล้วยก็โตได้ดี ส่วนโรคแมลงที่จะเข้ามาทำลายนั้น ก็ถูกกำจัดด้วยวิธีทางธรรมชาติ ได้แก่ ตัวห้ำตัวเบียนและต้นไม้สมุนไพรที่มีกลิ่นหรือลักษณะที่ไล่โรคแมลงของกล้วยได้

 

โดย: เจ้าจัน 6 พฤศจิกายน 2551 16:41:15 น.  

 

....ที่ชาวบ้านบอกว่าปลูกทิ้ง เค้าคงไปดูแลบ้าง ช่วงแรกคงไปถี่หน่อยอาทิตย์ละครั้งเพื่อให้น้ำ ต่อไปพอต้นโตก็ไปเดือนละครั้งหรือสองเดือนครั้งเพื่อดูเรื่องโรคแมลง ตัดแต่งใบทิ้ง และปุ๋ย

 

โดย: เจ้าจัน 6 พฤศจิกายน 2551 16:46:24 น.  

 

รบกวนหน่อยค่ะ อยากให้ช่วยจัดหมวดหมู่ต้นไม้ จะจัดสวนใหม่ แต่ไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้ .. ที่บ้านตอนนี้มีต้นไผ่กวนอิม ปาล์มไผ่ กล้วยพัด เดหลีใบกล้วย ปาล์มหางกระรอก ปาล์มเยอรมัน ต้นเข็ม เฟิร์นใบมะขาม ต้นโมก ชบา เฟื่องผ้า ชวนชม พญาสัตบรรณ หมากผู้หมากเมีย หมากเหลือง ต้นทับทิม หัวใจล้านดวง bird paradise(ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือเปล่า) เศรษฐีเรือนนอก แก้ว เยียบีร่า กล้วยไม้ .. ว่าควรจะปลูกทิศไหน - น้ำรดแค่ไหน - ดินแบบไหน - ดูแลอย่างไร

 

โดย: น้านา IP: 58.10.71.128 10 พฤศจิกายน 2551 15:35:37 น.  

 

ถึงคุณน้านา

... ดีใจ ๆ ที่เจอคำถามในหน้านี้ค่ะ ว่าแต่ถามเยอะ หลายชนิดต้นไม้ จันหอม ขอไปตั้งหลักก่อนนะค่ะ เด๊ยวกลับมาตอบคำถามให้.....เวปปปปป

 

โดย: เจ้าจัน 11 พฤศจิกายน 2551 12:55:51 น.  

 

ถึงคุณน้านา

คำถาม ... อยากให้ช่วยจัดหมวดหมู่ต้นไม้ มีต้นไผ่กวนอิม ปาล์มไผ่ กล้วยพัด เดหลีใบกล้วย ปาล์มหางกระรอก ปาล์มเยอรมัน ต้นเข็ม เฟิร์นใบมะขาม ต้นโมก ชบา เฟื่องฟ้า ชวนชม พญาสัตบรรณ หมากผู้หมากเมีย หมากเหลือง ต้นทับทิม หัวใจล้านดวง bird of paradise เศรษฐีเรือนนอก แก้ว เยียบีร่า กล้วยไม้ .. ว่าควรจะปลูกทิศไหน - น้ำรดแค่ไหน - ดินแบบไหน - ดูแลอย่างไร ?

คำตอบ... ในการจัดหมวดหมู่ต้นไม้ สามารถแบ่งได้หลายอย่างตามแต่จะกำหนด เช่น การใช้งาน ประโยชน์ การดูแลรักษา ชนิดของพืช เป็นต้น ....ในการจัดสวนสไตล์จันหอม จะแบ่งต้นไม้เป็นไม้คลุมดิน ไม้พุ่มเตี้ย ไม้พุ่มขนาดกลาง ไม้ยืนต้นสูง และมีแถมด้วย ไม้น้ำ กับไม้แขวน

... จากรายชื่อต้นไม้ที่คุณน้านาให้มา จันหอมแยกได้ดังนี้ค่ะ
ไม้คลุมดิน : เฟิร์นใบมะขาม, เศรษฐีเรือนนอก, เยียบีร่า
ไม้ระดับเตี้ย : เดหลีใบกล้วย, ต้นเข็ม, ชวนชม
ไม้ระดับกลาง : ไผ่กวนอิม, ต้นโมก, ชบา, เฟื่องฟ้า, หมากผู้หมากเมีย, หมากเหลือง, ต้นทับทิม, bird of paradise, แก้ว
ไม้ยืนต้นสูง : ปาล์มไผ่, กล้วยพัด, ปาล์มหางกระรอก, ปาล์มเยอรมัน, พญาสัตบรรณ
ไม้แขวน : หัวใจล้านดวง, กล้วยไม้


...?? ว่าควรจะปลูกทิศไหน?? .... การเลือกทิศทางปลูกนั้นจันหอมจะดูทิศทางแสงแดด ลม และเสียงกับฝุ่นละอองที่มารบกวนค่ะ... การปลูกต้นไม้เป็นแนวกันแดดยามบ่ายจะปลูกในทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนทิศตะวันออกจะไม่ปลูกไม้สูงเพื่อให้บ้านได้รับแดดยามเช้า, ส่วนทิศทางลม ลมจะแรงในช่วงฤดูหนาวเป็นลมจากแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้เราจะปลูกต้นไม้สูงขวางลมทิศนั้น, นอกจากนี้บ้านที่ตั้งในแหล่งชุมชนที่เสียงดัง ติดถนนใหญ่ที่มีฝุ่นควันจากรถ ก็จะปลูกต้นไม้สูงแนวรั้ว เพื่อลดเสียงและฝุ่นที่เข้ามารบกวน....

..... นอกจากนี้บางคนปลูกต้นไม้เพื่อเสริมดวงตามทิศมงคลด้วย ดังนี้

ทิศเหนือ
ให้ปลูกต้นพุทรา ต้นว่านต่างๆ ต้นมะตูม ต้นทุเรียน ต้นหว้า จะเสริมดวงให้เจริญก้าวหน้า มีวาสนามารมีปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยไม่มีผู้ใด มาคิดร้ายรังแกได้

ทิศใต้
ให้ปลูกต้นมะพลับ ต้นมะม่วง ต้นมะปราง ต้นโตนด และต้นหว้า จะเสริมดวงให้รุ่งเรือง มีความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี

ทิศตะวันออก
ให้ปลูกต้นไผ่ ต้นมะพร้าว ต้นกุ่ม ต้นสารภีจะเสริมดวงชะตาให้แข็งแรงไม่มีเรื่องทุกข์ใจ ไม่เจ็บป่วยทุกข์ - ร้อน มีแต่ความรุ่งเรืองอยู่ดีมีสุข

ทิศตะวันตก
ให้ปลูกต้นมะขาม ต้นมะยม ต้นพุทราจะเสริมดวงให้แคล้วคลาดจากเภทภัยคดีความและเรื่องอื้อฉาวทั้งปวง

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ให้ปลูกต้นทุเรียนต้นสวาดไม้ดอกนานาชนิดที่บูชาพระ(เช่นดาวเรือง บัว มะลิ)จะเสริมดวงให้มีแต่ความสุขสบายร่มเย็นตลอดไปไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนวุ่นวายในบ้าน

ทิศตะวันออกเฉียงใต้
ให้ปลูกต้นยอ ต้นสารภี ต้นกุ่ม ต้นไผ่จะเสริมดวงให้เจริญก้านหน้ามีลาภยศสูงส่ง ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งสำเร็จในอาชีพ มีเกียรติมีคนเคารพนบนอบและป้องกันสิ่งชั่วช้าทั้งปวง

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ให้ปลูกต้นราฃพฤกษ์ (คูณ) ต้นขนุน ต้นสะเดา ต้นพิกุลจะเสริมดวงให้ชีวิตมีความคงมั่น ปราศจากความผิดพลาดและคดีความใดๆ ทำกิจใดจะสำเร็จไร้อุปสรรค ดึงให้ไกลจากอบายมุข และสิ่งชั่วร้ายให้โทษแก่ชีวิต

.....?? น้ำรดแค่ไหน - ดินแบบไหน - ดูแลอย่างไร ?? ... ต้นไม้แต่ละชนิด ชอบสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน จันหอมขออธิบายแต่ละชนิดนะค่ะ ดังนี้

...............................................................

++เฟิร์นใบมะขาม++

ชื่อวิทยาศาสตร์ Nephrolepis cordifolia Presl.

ชื่อวงศ์ OLEANDRACEAE

ชื่อสามัญ Tuber Sword Fern, Sword Fern.

ชื่ออื่น เฟิร์นใบมะขามกูดสร้อย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลักษณะต้นเป็นข้อ ลำต้นอ่อนมีสีเขียวอ่อนแกมน้ำตาลอ่อน เมื่อลำต้นแก่เต็มที่ก็จะเปลี่ยนกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน

ใบ ลักษณะของใบมีสีเขียว ส่วนปลายใบแหลม ขอบริมใบ หยักย่อยละเอียด สำหรับก้านใบส่วนที่ติดกับลำต้นจะเป็นกาบก้านใบแต่ละก้านแยกออกเป็นก้านย่อยเป็นจำนวนมาก ซึ่งแยกแตกจากแขนงตามข้อลำต้น ทำให้เล็บครุฑผักชีมีใบเป็นพุ่มหนา

การขยายพันธ์ ขยายพันธุ์ด้วยการตอน หรือการปักชำกิ่ง

การปลูกและการดูแลรักษา

นิเวศวิทยา เป็นพรรณไม้ที่ชอบแสงแดดรำไร จะเจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมร่วนซุ่ย หรือดินปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี ต้องการความชื้นและน้ำในปริมาณปานกลาง

ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ และพืชคลุมดิน ชอบที่มีแดดรำไรและชอบที่ชื้นแฉะแต่น้ำไม่ท่วมขัง
...............................................................

 

โดย: เจ้าจัน 12 พฤศจิกายน 2551 15:02:20 น.  

 

++เศรษฐีเรือนนอก++

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chlorophytum bichetii (Karrer) Backer

ชื่อวงศ์ : Liliaceae

ชื่อสามัญ : St. Bernard's lily

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้คลุมดิน

ขนาด [Size] : สูง 20-30 เซนติเมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : มี.ค.-เม.ย.

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะนิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป ระบายน้ำได้ดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : ร่มรำไร

ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้คลุมดิน ลำต้นเป็นเหง้าสั้นๆอยู่ใต้ผิวดิน แตกใบขึ้นเป็นพุ่ม รากมักจะมีตุ้มสีขาวสำหรับเก็บสะสมอาหารและน้ำ

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับแน่น ใบรูปขอบขนาน กว้าง 0.8-1.6 เซนติเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมันมีแถบขาวครีมบริเวณขอบใบ เมื่อใบยาวเต็มที่แล้วจะห้อยโค้งลงมา

ดอก (Flower) : สีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะจากกอ ช่อดอกยาว 10-15 เซนติเมตร ช่อละ 3-4 ดอก ดอกขนาดเล็ก

ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก ขนาด 7-10 มิลลิเมตร สีขาว เมล็ดสีดำ

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : นำมาจัดสวนถาด ปลูกคลุมดินประดับสวน เหมาะสำหรับสวนหิน สวนญี่ปุ่นและสวนทั่วไปที่มีสภาพแสงเหมาะสม

.................................................................

++เดหลีใบกล้วย++

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Spathiphyllum cannifolium (Dryand.) Schott.

ชื่อวงศ์ : Araceae

ชื่อสามัญ : Peace lily, Fragrant spathiphyllum

ชื่อพื้นเมือง : เจ็ดทิวา หน้าวัวไทย

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง 30-70 เซนติเมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะนิสัย [Habitat] : ดินร่วน ระบายน้ำดี

ความชื้น [Moisture] : สูง

แสง [Light] : รำไร

ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก มีเหง้าใต้ดิน แตกกอ ทุกส่วนมีน้ำยางใส

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 15-25 เซนติเมตร ยาว 30-50 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบสองด้านของเส้นกลางใบมักจะมีขนาดไม่เท่ากัน ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม อ่อนแผ่โค้งลง เป็นร่องตามแนวเส้นใบชัดเจน ใบอ่อนจะมีสีเหลืองอมเขียว ก้านใบยาวประมาณ 40 เซนติเมตร

ดอก (Flower) : สีขาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง มีจานรองดอกสีขาวถึงขาวนวล รูปรี โค้งงอเล็กน้อย ปลายเรียวแหลมด้านหลังมีสีเขียว ปลีดอกยาว ดอกย่อยมีขนาดเล็ก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ไม่มีก้านดอก

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ปลูกในกระถางหรือลงแปลงในที่ร่มรำไร

...............................................................

++ เข็ม ++

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ixora chinensis lamk.

ตระกูล RUBIACEAE

เข็มที่เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้มงคล คือ
เข็มขาว
ชื่อสามัญ White Ixora
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ixora finlaysoniana
ตระกูล RUBIACEAE

เข็มพญาอินทร์
ชื่อสามัญ Violet Ixora
ชื่อวิทยาศาสตร์ Eranthemum norvosum
ตระกูล RUBIACEAE

เข็มเศรษฐีพัทยา
ชื่อสามัญ West Indian Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ixora macrothyrsa cv.
ตระกูล RUBIACEAE

ลักษณะทั่วไป
....ต้นเข็มเป็นพรรณไม้ยืนต้นมีพุ่มขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางขนาดลำต้นมีความสูงประมาณ3-5 เมตรลำต้นเป็นต้นเดี่ยวหรือแตกกอแผ่สาขาออกไปเป็นต้นต้นเล็กกลมขนาดเส้นรอบวงประมาณ 4-10 เซนติเมตรลำต้นเรียบสีน้ำตาลกิ่งยอดมีสีเขียวแตกกิ่งตรงขึ้นด้านบน ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่สลับกันรอบต้นและกิ่ง ใบแข็งเปราะมีสีเขียวสด โคนใบมนปลายใบแหลม ลักษณะใบมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ออกดอกเป็นช่อออกตรงส่วนยอดซึ่งมีก้านดอกชูไว้ภายในช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ ซึ่งมีกลีบอยู่ส่วนบน ประมาณ 4-5 กลีบ กลีบเล็กแหลม ลักษณะดอกและสีสรรแตกต่างกันไป

การเป็นมงคล
.....คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกเข็มไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีความฉลาดเฉียบแหลม เพราะเข็มคือสิ่งที่มึความแหลมคม ดังนั้นคนไทยโบรานจึงใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้ครูเพื่อจะได้เป็นนักปราชญ์ที่มีสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลมนอกจากนี้ยังใช้ดอกเข็มเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งนัก

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
......เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นเข็มไว้ ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางดอก ให้ปลูกในวันพุธ

การปลูก
การปลูกมี 2 วิธี

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงสูงขนาด 8-12 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วนอัตรา1:1:1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้งเพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้นและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

2. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนนิยมปลูกเป็นกลุ่มตกแต่งสวนบริเวณบ้านหรือปลูกเป็นแนวรั้วก็ได้ สามารถตัดแต่ง และบังคับรูปทรงได้ตามความเหมาะสม และความต้องการของผู้ปลูก ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก:

...............................................................

++ชวนชม++

ชื่อสามัญ Impala Lily Adenium

ตระกูล APOCYNACEAE

ลักษณะทั่วไป
....ชวนชมเป็นพรรณไม้ยืนต้นอวบน้ำขนาดเล็กลำต้นมีความสูงประมาณ1-3เมตรลำต้นอวบน้ำผิวเปลือกสีเขียวปนขาวผิวเรียบเป็นมัน ลำต้นมียางลำต้นบิดงอไปตามจังหวะแตกกิ่งก้านสาขาน้อยรูปทรงโปร่งใบแตกออกตามปลายของกิ่งก้านใบมนรีปลายใบมนโคนใบสอบเรียว กลางใบมีเส้นสีขาวมองได้ชัด ตัวใบแข็ง ผิวเป็นมันเรียบมีสีเขียวดอกออกตรงปลายยอดของก้านดอกเป็นรูปแตรมีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีชมพูโคนกลีบดอกมีฐานรองดอกเป็นแฉกเล็ก ๆ สีเขียว ดอกบานมีความกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร

การเป็นมงคล
....คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นชวนชมไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดการชวนชม นิยมชมชอบ เพราะชวนชมเป็นไม้มงคลนาม และยังทำให้เกิดเสน่ห์แห่งการดึงดูดตา ดูดใจ ชวนมองยิ่งนัก

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
....เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นชวนชมไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ

การปลูก
การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงและขนาด 12-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ; ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก เพื่อความสวยงามของทรงพุ่มควรดูแลตัดกิ่งให้เหมาะสม และควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปี/ครั้ง เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไป

2. การปลูกในแปลงปลูกประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก แต่ที่เหมาะสมควรปลูกประดับบริเวณสวนนิยมปลูกเป็นกลุ่มจะให้ดอกที่สวยงามเด่นชัดขึ้น

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ ต้องการปริมาณน้ำน้อย ทนต่อความแห้งแล้งให้
น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง

ดิน ดินร่วนซุย

ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4-6 ครั้ง

การขยายพันธ์ การปักชำ การตอน

โรคและศัตรู ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อสภาพธรรมชาติได้ดี

.................................................................

 

โดย: เจ้าจัน 12 พฤศจิกายน 2551 15:09:56 น.  

 

++กวนอิมเงิน(หวายด่างหรืออ้อลาย)++

ชื่อสามัญ Ribbon plant

ชื่อวิทยาศาสตร์ Dracaena sonderiana"silver"

ตระกูล LILIACEAE

ถิ่นกำเนิด ในประเทศคาเมรูนและคองโก

ลักษณะทั่วไป
...กวนอิมเงินเป็นพรรณไม้ยืนต้น คล้ายกับสกุลหวายลำต้นโตประมาณ 1-2 เซนติเมตร ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นกลมตรงเล็กลำต้นเป็นข้อๆสีเขียวไม่มีกิ่งก้านสาขามีการเจริญการยืดตัวของข้อใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกจากส่วนยอด ของลำต้น มีกาบใบหุ้มห่อลำต้น สลับกันเป็นชั้นๆ ตามข้อของลำต้น ใบแคบเรียวยาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบลงมาถึงกาบ ใบพื้นใบมีสีเขียวหรืมีสีขาวพาดตามยาวของใบ ขนาดความกว้างของใบประมาณ 2-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร

การเป็นมงคล
...คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นกวนอิมเงินไว้ประจำบ้าน จะทำให้คนในบ้านมีฐานะดี เกิดความร่ำรวย เพราะต้นกวนอิมเป็นไม้นำเงินเข้ามาหมุนเวียนให้คนในบ้าน ดังนั้นจึงถือว่าเป็นไม้มงคลนาม นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า ต้นกวนอิมเงินเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะคนโบราณใช้ต้นกวนอิมประกอบในพิธีบูชาพระเจ้า และพิธีมงคลทางศาสนาดียิ่งนัก

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
...เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นกวนอิมเงินไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร

การปลูก
การปลูกมี 2 วิธี

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร ใช้กระถางทรงสูงขนาด 8-12 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วนอัตรา 1:1:1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถาง1-2ปี/ครั้งเพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและการแตกกอของทรง พุ่มโตขึ้นนอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเปลี่ยนดินปลูกใหม่ เพื่อทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

2.การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนโบราณนิยมปลูกไว้บริเวณบ้านและสวนโบราณนิยมปลูกไว้บริเวณหน้าบ้าน เพราะจะได้เป็นเสน่ห์แก่บ้าน ขนาดหลุมปลูก 20 x 20 x 20 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือ แสงร่มรำไร

น้ำ ชอบน้ำมาก การให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง

ดิน ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชื้นสูง

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ 1-2 เดือน/ครั้ง หรือการใส่ปุ๋ยเคมีใช้สูตร 16-16-16 อัตรา 100-300 กรัม/กอ ใส่ปีละ 4-5 ครั้ง

การขยายพันธ์ การปักชำ

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบและมีปัญหาเรื่องโรค แมลง จะพบเพลี้ยแป้ง

อาการ ซอกใบหรือโคนใบจะมีกลุ่มผงสีขาว หลังจากนั้นใบจะเหลือกซีด แคระแกร็น

การป้องกันกำจัด รักษาความสะอาดบริเวณพื้นที่ปลูก ฉีดพ่นด้วย ยาไดซินอนตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลากยา

...............................................................

++โมกลา โมกซ้อน++

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia religiosa Benth. ex Kurz

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae

ชื่อพื้นเมือง : โมกบ้าน หลักป่า ปิดจงวา

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง 2- 5 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะนิสัย [Habitat] : ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง

แสง [Light] : แดดเต็มวัน-รำไร

ลักษณะทั่วไป (Characteristic) :ไม้พุ่มขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกสีน้ำตาล มีจุดประสีขาว ขนาดเล็กทั่วไป ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว แตกกิ่งต่ำใกล้ผิวดินเป็นลำต้นจำนวนมาก

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปรีหรือรูปใบหอก กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร. ยาว 3-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลมหรือมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวอมเหลืองถึงเขียวอ่อน

ดอก (Flower) : สีขาว กลิ่นหอมเย็น ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกห้อยลงบริเวณซอกใบที่ปลายกิ่ง ช่อละ 2-8 ดอก กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน มีทั้งดอกชั้นเดียว(โมกลา) และขนิดที่มีกลีบดอกเรียงซ้อนกัน(โมกซ้อน) กลีบดอกรูปไข่ โคนกลีบดอกเชื่อมกันเล็กน้อย ปลายแยกเป็น 5-16 แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลแห้ง เป็นฝักคู่ปลายโค้งเข้าหากัน ยาว 10-15 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดจำนวน-มาก มีขนสีขาวเป็นกระจุกที่ปลาย ชนิดดอกลาจะติดฝักได้ดีกว่าชนิดดอกซ้อน

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ดอกมีกลิ่นหอม นิยมปลูกประดับสวน ปลูกลงกระถาง ปลูกเป็นแถว บังสายตา ทิ้งใบในฤดูหนาว ทนร่มได้ดี ปลูกในอาคารได้นาน ปลูกริมน้ำตก ลำธาร ริมทะเล ทนน้ำท่วมขัง

ประโยชน์ : รากแก้วโรคผิวหนัง เรื้อน คุดทะราด

...............................................................

++ชบา++

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus spp. and hybrid

ชื่อวงศ์ : Malvaceae

ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม

ขนาด [Size] : สูง 2-3 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว ม่วงชมพู เหลือง ส้ม

ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : ตลอดปี

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : เร็ว

ลักษณะนิสัย [Habitat] : ดินร่วน ระบายน้ำดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-ต่ำ

แสง [Light] : แดดเต็มวัน

ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแน่น เปลือกสีเทาปนน้ำตาล

ใบ (Foliage) : ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปขอบขนาน กว้าง 5-9 เซนติเมตร ยาว 7-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อย แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร

ดอก (Flower) : มีหลายสีขึ้นอยู่กับพันธุ์ เช่น สีขาว ม่วง เหลือง ส้ม และชมพู ออกเป็นดอกเดี่ยวที่ปลายกิ่ง มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน โคนกลีบดอกซ้อนเกยกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่กว้าง 7-9 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก รูปกลมถึงยาว

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ดอกสวยมีสีสัน ปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่ ปลูกในสวนสาธารณะ ตัดแต่งทรงพุ่มทำรั้วได้ ปลูกริมถนน ริมทางเดิน ริมน้ำตก ลำธาร สระว่ายน้ำ ริมทะเล

ประโยชน์ : ดอกตำพอกหรือทาบำรุงเส้นผม

...............................................................

++เฟื่องฟ้า++

ชื่อสามัญ Bougainvillea

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bougainvillea spp.

ตระกูล NYCTAGINACEAE

ถิ่นกำเนิด บราซิล

พันธุ์เฟื่องฟ้าที่ปลูกเป็นไม้มงคล
1. พันธุ์ดอกสีแดง ได้แก่ แดงจินดา แดงรัตนา แดงบานเย็น ตรุษจีนด่าง สาวิตรี กฤษณา
2. พันธุ์ดอกสีขาว ได้แก่ ทัศมาลีดอกขาว ขาวน้ำผึ้ง สุมาลี สุวรรณี
3. พันธุ์ดอกสีชมพู ได้แก่ ชมพูจินดา ชมพูทิพย์ ชมพูนุช
4. พันธุ์ดอกสีม่วง ได้แก่ ม่วงประเสริฐศรี พรสุมาลี ม่วงกฤษณา ทัศมาลี
5. พันธุ์ดอกสีส้ม ได้แก่ สุมาลีสีทอง
6. พันธุ์ดอกสีเหลือง ได้แก่ เหลืองอรทัย

ลักษณะทั่วไป
....เฟื่องฟ้าเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางประเภทเถาเลื้อย ลำต้นมีความยาวประมาณ 1-10 เมตร มีลำเถาแข็งแรงเลื้อยไปได้ไกล ผิวลำต้นสีเท่าหรือสีน้ำตาลลำต้นมีหนามคมแหลมยาวประมาณ0.51เซนติเมตรติดอยู่เป็นระยะๆลักษณะของทรงพุ่มสามารถตัดแต่ง และบังคับทิศทางการเจริญเติบโตได้ใบเป็นใบเดี่ยวแตกตามเถาลักษณะรูปไข่ปลายใบแหลมโคนใบมนขอบใบเรียบพื้นใบเรียบสีเขียว ขนาดใบกว้าง 2 - 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อตามส่วนยอด มีกลีบดอกหรือใบประดับ 3กลีบ ส่วนดอกจะมีดอกเล็กสีขาว กลีบดอกจะมีขนาดและสีสรรแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์

การเป็นมงคล
.....คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นเฟื่องฟ้าไว้ประจำบ้าน สามารถสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น เพราะเฟื่องฟ้าเป้นพรรณไม้ ที่ได้รับสมญาว่าเป็นราชินีแห่งไม้ประดับเนื่องจากสามารถนำเฟื่องฟ้าไปใช้ประโยชน์ในด้านสุนทรียภาพเพื่อประดับสวนอาคารบ้านเรือนและสถานที่สำคัญต่างๆนอกจากนี้คนไทยโบราณยังมีความเชื่ออีกว่าเฟื่องฟ้าเป็นไม้มงคลทำสำคัญของเทศกาลตรุษจีน เพราะต้นเฟื่องฟ้าสามารถออกดอกสะพรั่งในช่วงเทศกาลตรุษจีนจึงทำให้บางคนเรียกต้นเฟื่องว่าว่าต้นตรุษจีนดังนั้นบางคนเชื่อว่า เมื่อช่วงดอกเฟื่องฟ้าบานแสดงถึง ความเบิกบาน สว่างไสว ความรุ่งเรือง ที่ก้าวไกลแห่งชีวิต

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
....เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นเฟื่องฟ้า ไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางด้าน ให้ปลูกในวันพุธ และถ้าจะให้เป็นสิริมงคลยิ่งขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นสตรี เพราะเฟื่องฟ้าเป็นราชินีแห่งไม้ประดับ ดังนั้นชื่อจึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับสุภาพสตรี

การปลูก
การปลูกมี 2 วิธี

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงสูงขนาด 10 - 16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตราอย่างละ 1 ส่วน ผสมดินปลูก ควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้ง หรือแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่ม เพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้น และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

2.การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนโบราณนิยมปลูกไว้เป็นรั้วบ้านมักทำเป็นซุ้มหรือร้านโดยให้ต้นเฟื่องฟ้าเลื้อยขึ้นไปตามธรรมชาติขนาดหลุมปลูก30x30x30เซนติเมตรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ดินร่วนอัตรา1:2ผสมดินปลูกการปลูกเฟื่องฟ้าทั้งสองวิธีเราสามารถที่จะทำการตัดแต่งทรงพุ่มให้ได้รูปทรงที่เหมาะสมตามความต้องการไม่ให้ลำต้นเลื้อยก็ต้องทำการตัดแต่งทรงพุ่มเช่นกัน

การดูแลรักษา

แสง ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 3 - 5 วัน/ครั้ง

ดิน ดินร่วนซุย ความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ

ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4-6 ครั้งหรือใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา200-300 กรัม/ต้น ใส่ปีละ 4-6 ครั้ง

การขยายพันธ์ ปักชำ ตอน การเสียบยอด

โรคและแมลง ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องโรค ส่วนแมลงนั้นจะมีเพลี้ยรบกวนบ้างในบางครั้ง แต่ควรระวังอย่าให้น้ำขังแฉะเพราะจะทำให้รากเน่า

การป้องกันกำจัด ใช้ยาฉีดพ่นโดยใช้ ไดอาชินอน ตามที่ระบุไว้ในฉลากยา
................................................................

 

โดย: เจ้าจัน 12 พฤศจิกายน 2551 15:15:29 น.  

 

++หมากผู้หมากเมีย++

ชื่อสามัญ Ti long Plant Tree of Kings

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cordyline sp.

ตระกูล LILIACEAE

ลักษณะทั่วไป
....หมากผู้หมากเมียเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กลักษณะเป็นพุ่ม ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็กกลม ลำต้นมีข้อถี่ ลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงส่วนยอดของลำต้น แตกใบตามข้อต้นใบเป็นรูปหอกปลายใบแหลมขอบใบเรียบและมีกาบใบหุ้มลำต้นใบออกเรียงเป็นชั้นสลับกันขนาดใบและสีสรรจะแตกต่างตามชนิดพันธุ์ออกดอกเป็นช่อออกตรงส่วนยอดของลำต้น ปลายช่อดอกมีกลุ่มดอกเล็ก ๆ สีขาว ช่อหนึ่งจะมีช่อดอกย่อยประมาณ 5-10 ดอก

การเป็นมงคล
....คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นหมากผู้หมากเมียไว้ประจำบ้านจะทำให้มีความอยู่เย็นเป็นสุขเพราะหมากผู้หมากเมียต้องเป็นของคู่กันเสมอคือคู่สุขคู่สมคู่บ้านคู่เมืองคนไทยโบราณนิยมปลูกไว้ประจำบ้านมาตั้งแต่โบราณกาลมาแล้วนอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า ใบของหมากผู้หมากเมีย ยังใช้ประกอบในงานพิธีมงคลที่สำคัญ เช่น ใช้เป็นเครื่องบูชาพระ งานขึ้น บ้านใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
....เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นหมากผู้หมากเมียไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร

การปลูก
การปลูกมี 2 วิธี

1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูง ขนาด 8-12 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา 1: 1 : 1 ผสมดินปลูก ควรเปลี่ยนกระถาง 1 : 2 ปี/ครั้ง เพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้น และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

2.การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนโบราณนิยมปลูกไว้เป็นแนวรั้วรอบบ้านหรือบริเวณสวนหน้าบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงรำไร หรือแสงแดดปานกลาง

น้ำ ต้องการปริมาณน้ำมาก ควรให้น้ำ 3-5 วัน/ครั้ง

ดิน ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย ต้องการความชื้นสูง

ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 5-6 ครั้ง

การขยายพันธ์ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การปักชำ

โรค ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อโรคพอสมควร

แมลง เพลี้ยหอย

อาการ ถูกดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดอ่อนและใบแห้ง สีน้ำตาล และแห้งเหี่ยวในที่สุด

การป้องกัน รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก กำจัดมดที่เป็นพาหะแพร่ระบาด ด้วยยาเช่นเดียวกับการกำจัด

การกำจัด ตัดกิ่งที่มีเพลี้ยหอยเผาไฟทำลายใช้ยาเมธาซีสทอกช์หรือ ยาไอโซทอกซ์ อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

...............................................................

++หมากเหลือง++

ชื่อสามัญ Yallow palm

ชื่อวิทยาศาสตร์ Chrysalidocarpus lutescens

ตระกูล PALMAE

ถิ่นกำเนิด มาดากัสก้า

ลักษณะทั่วไป
.....หมากเหลืองเป็นปาล์มที่มีหน่อเป็นกอขึ้นรวมกัน กอหนึ่งจะมีประมาณ 6 - 12 ต้น สูงประมาณ 25 - 30 ฟุตลำต้นมีข้อปล้องโค้งออกจากโคนกอ แลดูสวยงามยิ่ง ใบเป็นใบรูปขนนก ทางใบยาว 6 - 8 ฟุต กาบใบจะห่อหุ้มลำต้นไว้ หมากเหลืองเป็นปาล์มที่ได้รับความนิยม นำมาตกแต่งประดับประดาตามสถานที่เป็นอย่างมาก เพราะความสวยงามและมีรูปร่างที่ไม่เล็กและก็ไม่ใหญ่จนเกินไป

การดูแลรักษา

แสง ชอบแสงแดด ควรปลูกในที่โล่ง กลางแจ้ง

น้ำ ในระยะกำลังเจริญเติบโตควรรดน้ำทุกวัน

ดิน ควรเป็นดินร่วนเหนียวหรือดินเหนียวที่มีอินทรียวัตถุพอสมควร

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธ์ โดยการเพาะเมล็ด แยกหน่อ

โรคและแมลง ไม่ค่อยพบโรคที่ทำความเสียหาย จะมีปัญหาก็แต่แมลงเท่านั้น ได้แก่ หนอนปลอก
หนอนเจาะลำต้น

การป้องกันกำจัด ใช้ไซกอนอัตรา 20 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร รดให้ทั่วบริเวณโคนต้น

................................................................

++ทับทิม++

ลักษณะทั่วไป
.....เป็นไม้พุ่มแตกกิ่งก้าน โคนต้นมีกิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นหนามยาว แข็ง ใบ เดี่ยว แผ่นใบแคบ ขอบใบเป็นรูปขอบขนาน ยอดอ่อนเป็นสีแดง ใบออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน หรือใบออกสลับกัน ดอก เดี่ยว กลีบเลี้ยงหนาสีแดง จะคงทนอยู่จนเป็นผล กลีบดอกสีแดง หรือสีเหลืองอ่อน ถ้ากลีบดอกสีแดง ผลเมื่อแก่จัดจะมีเปลือกแดงปนชมพู ปนน้ำตาลเหลือง ถ้ากลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลแก่จัดสีเหลืองปนน้ำตาล ผล กลมโต แล้วแต่พันธุ์ เปลือกนอกของผลหนาค่อนข้างเหนียว เปลือกด้านในสีเหลือง ภายในมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก อัดกันแน่นเต็มเปลือก แต่ละเมล็ดมีเนื้อสีชมพู หรือสีแดงลักษณะใส มีรสหวาน หวานอมเปรี้ยว

.....ดอกเป็นดอกเดี่ยว มีสีแดงปนส้ม ดอกมี 2 ชนิด คือ ดอกกระเทยที่ทำหน้าที่เป็นดอกตัวเมีย และดอกกระเทยที่ทำหน้าที่เป็นดอกตัวผู้ ระยะเวลาการออกดอกแตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์และสถานที่ปลูก

....ผลมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลมแตกต่างกันตามพันธุ์ ผลอ่อนมีสีเขียวแก่ ผลเริ่มแก่สีผิวผลจะพัฒนามีสีเหลืองอมแดงหรือแดง เก็บเกี่ยวผลเมื่ออายุ 5-7 เดือนหลังดอกบาน

....สภาพอากาศ ที่เหมาะสมสำหรับปลูกทับทิม คือ อากาศหนาวเย็นในฤดูหนาวและร้อนแห้งในฤดูร้อน ทับทิมทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี ถ้าขาดน้ำจะให้ผลผลิตต่ำ

...............................................................

++Bird of Paradise ++

ชื่อสามัญ Bird of paradise

ชื่อวิทยาศาสตร์ Strelitzia reginae.

ตระกูล MUSACEAE

ถิ่นกำเนิด อัฟริกาใต้

ลักษณะทั่วไป
........ปักษาสวรรค์เป็นพืชที่มีความสวยงามมาก โดยเฉพาะดอกของมันดูแล้วคล้ายกับนกที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้าปักษาสวรรค์นี้เราจะปลูกไว้เพื่อชมดอกของมันโดยเฉพาะ ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะรูปใข่ แต่ตอนปลายใบจะเรียวแหลมคล้ายกับหอก ใบยาวประมาณ 12-16 นิ้ว ตั้งอยู่บนก้านใบที่แข็งแรงยาวประมาณ 17-18 นิ้ว ปักษาสวรรค์จะเริ่มให้ดอกเมื่ออายุประมาณ 6 ปี นิยมปลูกเป็นกลุ่มตามสนามเพื่อให้ออกดอก ก่อให้เกิดความสดชื่นแก่ผู้พบเห็น

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงมากตลอดทั้งวัน

น้ำ ต้องการน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ

ดิน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี

ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

การขยายพันธ์ โดยการแยกหน่อ เพาะเมล็ด

โรคและแมลง ไม่ค่อยจะพบโรคที่เป็นอันตราย จะพบก็แต่แมลงพวกเพลี้ย

การป้องกันกำจัด ควรใช้ยาดูดซึมพวกไซกอน อัตรา 20 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดรดให้ทั่วบริเวณต้นจะกำจัดเพลี้ยได้ดี

...............................................................

++แก้ว++

ชื่อสามัญ Orang jessamine

ชื่อวิทยาศาสตร์ Muraya paniculata.

ตระกูล PUTACEAE

ลักษณะทั่วไป
....แก้วเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ5-10 เมตรเปลือกลำต้นสีขาวปนเทาลำต้นแตกเป็นสะเก็ดเป็นร่องตามยาวการแตกกิ่งก้านของทรงพุ่มไม่ค่อยเป็นระเบียบใบออกเป็นช่อเป็นแผงออกใบเรียงสลับกันช่อหนึ่งประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 4-8 ใบใบเป็นมันสีเขียวเข้มขยี้ดูจะมีกลิ่นฉุนแรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดของใบกว้างประมาณ 2 - 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ3-6 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อใหญ่ช่อสั้นออกตามปลายกิ่งหรือยอดช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 5 - 10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกสีขาว กลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร ผลรูปไข่ รีปลายทู่ มีสีส้ม ภายในมีเมล็ด 1 - 2 เมล็ด

การเป็นมงคล
...คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีความดี มีคุณค่าสูง เพราะคำว่า แก้ว นั้นหมายถึง สิงที่ดีมีค่าสูงเป็นที่นับถือบูชาของบุคคลทั่วไปซึ่งโบราณได้เปรียบเทียบของที่มีค่าสูงนี้เสมือนดั่งดวงแก้วนอกจากนี้คนโบราณยังมีความเชื่ออีกว่า บ้านใดปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้เป็นคนที่มีจิตใยบริสุทธิ์ มีความเบิกบาน เพราะแก้วคือความใสสะอาดความสดใสนอกจากนี้ดอกแก้วยังมีสีขาวสะอาดสดใสมีกลิ่นหอมนวลไปไกลและยังนำดอกแก้วไปใช้ในพิธีบูชาพระในพิธี ทางศาสนาได้เป็นสิริมงคลยิ่งอีกด้วย

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
....เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นแก้วไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางดอกให้ปลูกในวันพุธ

การปลูก
การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี

1. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้เพื่อเป็นแนวรั้วบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก การปลูกแบบนี้สามารถปลูกเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวก็ได้และสามารถตัดแต่งบังคับทรงพุ่มได้ตามความต้องการของผู้ปลูก

2. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12 - 16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถาง 1 - 2 ปี/ ครั้ง หรือตามความเหมาะสมของการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ ต้องการน้ำปริมาณปานกลาง ควรให้น้ำ 3 - 5 วัน / ครั้ง

ดิน ดินร่วนซุย ดินร่วนทราย

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1 - 2 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง หรือใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 อัตรา 200- 300 กรัม/ต้น ใส่ปีละ 4 - 6 ครั้ง

การขยายพันธ์ โดยการเพาะเมล็ดและการตอน

โรคและแมลง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง เพราะเป็นไม้ที่มึความทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร

.................................................................

 

โดย: เจ้าจัน 12 พฤศจิกายน 2551 15:23:01 น.  

 

++ปาล์มไผ่++

ชื่อสามัญ Parlor palm

ชื่อวิทยาศาสตร์ Chamaedorea elegans

ตระกูล PALMAE

ถิ่นกำเนิดเม็กซิโก กัวเตมาลา

ลักษณะทั่วไป
.....ปาล์มไผ่นี้เป็นปาล์มที่มีขนาดเล็กเจริญเติบโตช้านิยมปลูกประดับไว้ตามริมหน้าต่างข้างประตูเมื่อนำมาปลูกไว้ในอาคารบ้านเรือนจะมีความสูงประมาณ1.20 - 1.50 ม.ใบและก้านใบมีสีเขียวโดยเฉพาะใบมีลักษณะอ่อนช้อยคล้ายใบไผ่ยาวประมาณ 6 นิ้วและกว้างประมาณ 1 นิ้ว ปาล์มไผ่นี้สามารถประดับไว้ในที่ทึบแสง เป็นเวลานานๆ
และยังสามารถ นำเอาก้านและใบของมันมาใช้ประโยชน์ในการจัดดอกไม้และ ตกแต่งห้องหับได้อีกด้วย

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงสว่าง แต่ไม่ต้องการแสงแดดโดยตรง

อุณหภูมิ ชอบอุณหภูมิ ประมาณ 18- 23 องศาเซลเซียส

ความชื้น ต้องการความชื้นในอากาศพอสมควร ถ้าอากาศแห้งแล้งควรฉีดพ่นละอองน้ำให้ 2-3 วัน/ครั้ง

น้ำ ต้องการน้ำมากในระยะที่กำลังเจริญเติบโต ถ้าปลูกในห้องหรือตัวอาคารควรรดน้ำสัปดาห์ละครั้ง

ดินปลูก ดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน เศษใบไม้ผุๆ 1 ส่วน

ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักละลายน้ำรดเดือนละ ครั้ง

กระถาง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อยอาจเปลี่ยน 2 ปี/ครั้งก็ได้ เพราะเจริญเติบโตช้ามาก ใช้กระถางทรงลึก

การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ดเพาะ

โรคและแมลง ตามปกติจะไม่ค่อยมีแต่ช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งจะมีพวกเพลี้ยหอยและไรแดงบ้าง

การป้องกันกำจัด ใช้ยาพวกมาลาไธออน (malathion) ไดอาซินอน (diazinon) ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทุก ๆ 10-15 วัน จนกว่าจะหาย และยังทำให้ใบได้รับความชื้นในหน้าแล้งอีกด้วย

...............................................................

++กล้วยพัด++

ชื่อสามัญ Traveller's tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ravenala madagascariensis

ตระกูล Strelitziaceae

ถิ่นกำเนิด ประเทศมาดากัสการ์

ลักษณะทั่วไป
.........กล้วยพัดเป็นพืชอวบน้ำที่มีลักษณะแตกต่างไปจากกล้วยธรรมดาโดยทั่ว ๆ ไป คือใบจะมีลักษณะเหมือนกับใบกล้วยแต่จะมีความแข็งกว่ามาก แกนของใบจะแผ่ออกสองข้าง ทำให้มีลักษณะคล้ายพัดขนาดใหญ่ การเรียงตัวของก้านใบนั้น จะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แลดูสวยงามมาก ลำต้นจะเกิดเป็นต้นเดี่ยว ๆ สูงประมาณ 6-9 เมตร แม้จะปลูกเอาไว้ต้นเดียวก็สวยงามไม่น้อย

การดูแลรักษา

แสง กล้วยพัดชองแสงแดดจัด ควรปลูกไว้กลางแจ้ง

น้ำ ให้น้ำพอประมาณอย่าให้ขังแฉะ ต้องการความชื้นปานกลาง-มาก

ดิน ดินที่ปลูกควรเป็นดินที่อมความชื้นได้บ้าง

ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก บริเวณโคนต้น ปีละ 2 ครั้ง

การขยายพันธ์ โดยการแยกหน่อ

โรคและแมลง ทนทางต่อโรคและแมลงมาก

....ปลูกประดับสวนเพื่อเป็นจุดเด่นหรือเรียงแถวเพื่อเป็นฉากบังสายตา มีใบแผ่กางสวยงาม เวลาปลูกควรเผื่อพื้นที่สำหรับใบที่แผ่กาง ไม่ควรปลูกในที่มีลมแรง จะทำให้ใบแตกไม่สวย

................................................................

++ปาล์มหางกระรอก++

ชื่อวิทยาศาสตร์:. Wodyetia bifurcata A.K. Irvine

ชื่อวงศ์: PALMAE

ชื่อสามัญ: Foxtail Palm

ชื่อท้องถิ่น: ปาล์มหางกระรอก

ลักษณะวิสัย: ปาล์ม

ชนิดพืช [Plant Type] : ปาล์มต้นเดี่ยว

ขนาด [Size] : สูงได้ถึง 15 เมตร

สีดอก [Flower Color] : สีขาว

อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง

ลักษณะนิสัย [Habitat] : ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี

ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง-สูง

แสง [Light] : แสงแดดจัด

ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นป่องกลางเล็กน้อยขนาด 20-25 เซนติเมตร คอสีเขียว

ใบ (Foliage) : ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ทางใบยาว 2-2.50 เมตร ใบย่อยรูปขอบขนาน ออกเป็นกระจุก แผ่ออกทุกทิศทางเป็นพวงคล้ายหางหมาป่า กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 45-75 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม แผ่นใบสีเขียว

ดอก (Flower) : สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงใต้โคนกาบใบ ช่อดอกยาวประมาณ 50 เซนติเมตร

ผล (Fruit) : ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ติดผลจำนวนมาก ทรงกลมรี ขนาด 5-6 เซนติเมตร ผลสุกสีส้มแดง

การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่ม ใบสวยงามมาก นิยมปลูกเป็นแถว ริมถนนหรือปลูกเป็นกลุ่มในพื้นที่กว้าง เช่น สวนสาธารณะ ริมสระว่ายน้ำ และริมทะเล

......................................................

++ปาล์มเยอรมัน++

ชื่อวิทยาศาสตร์ / ชื่อวงศ์ : Veitchia merrillii H.E Moore ( PALMAE)

ลักษณะวิสัย : ไม้ยืนต้น

ลักษณะพิเศษของพืช : ไม้ประดับประเภทปาล์ม

ลักษณะทั่วไป
....หมากนวลเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทปาล์มมีทรงพุ่มขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ 5-10 เมตรการเจริญเป็นลำต้นเดี่ยว ไม่มีหน่อ ลำต้นตรงสูง ผิวลำต้นสีน้ำตาลปนเทา ลำต้นเป็นข้อปล้องเห็นได้ชัด ใบเป็นใบรวม แตกออกจากทางใบเป็นรูปขนตก เรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบลักษณะใบแคบยาว ขนาดใบมีความกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 - 60 เซนติเมตรตัวใบมีสีเขียวเรียบเป็นมันทางใบยาวประมาณ 1-2 เมตรลักษณะโค้งเล็กน้อยโคนทางจะเป็นกาบหุ้มลำต้นมีสีเขียวอ่อนปนขาวนวลออกดอกเป็นช่อคล้ายจั่นหมากก้านดอกมีสีขาวนวลลักษณะของดอกมีขนาดเล็กรวมกันอยู่เป็นจำนวนมากมีสีขาวอมเหลือง ผลเล็กกลมรีมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ภายในผลมีเมล็ดอยู่เพียงเมล็ดเดียว

การเป็นมงคล
....คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นหมากนวลไว้ประจำบ้านจะทำให้มีความอ่อนน้อมความมีน้ำใจเพราะหมากนวลมีการแตกใบที่สวยงานลักษณะที่มีความนิ่มนวลอ่อนไหวนอกจากนี้ลักษณะการแตกใบของหมากนวลยังมีลักษณะที่โดดเด่นสง่านวลชวนมองนอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบหมากนวลไว้ว่าเป็นชื่อหมากชนิดหนึ่งที่ใช้รับประทานในสมัจโบราณคือหมากสงให้ในพิธี ต้อนรับแขกที่ไปมาหาสู่กัน ดังนั้นจึงแสดงถึงการมีนิสัยใจคอที่ดี มีน้ำใจงาม

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
…..เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นหมากนวลไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้ที่ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร

การปลูก
การปลูกมี 2 วิธี

1.การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก

2.การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร เหมาะที่จะใช้กับต้นหมากนวลที่มีอายุระหว่าง 1-3 ปี การปลูกควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 14-24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 :1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางทุก12ปีแล้วแต่ความเหมาะสมของของการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตทั้งนี้เพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ ต้องการปริมาณปานกลาง ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง

ดิน ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง

ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 2-4 ครั้ง

การขยายพันธ์ การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด

โรค ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อโรคได้ดี

แมลง เพลี้ยต่าง ๆ

อาการ ใบถูกกัดแทะ เป็นรู และเป็นรอย ทำให้ต้นแคระแกร็นและเสียรูปทรง

การป้องกัน รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก

การกำจัด ใช้ยาไดอาซินอน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

......................................................

++ต้นหัวใจล้านดวง++

ชื่อวิทยาศาสตร์ Dischidiasp.

ชื่อวงศ์ Asclepiadaceae

ชื่อสามัญ Million Hearts

......หัวใจล้านดวงเป็นต้นไม้ประเภทเดียวกับเดป หัวใจล้านดวง เป็นไม้เลื้อยขนาดเล็ก ชอบแสงแดดรำไรเป็นพื้นที่ชอบอากาศร้อน ชอบแสงแดดรำไร ที่สำคัญจุดเด่นอีกอย่างของไม้แขวนชนิดนี้คือ เป็นต้นไม้โตช้า ทำให้ไม่ต้องคอยตัดแต่งกิ่งและลำต้นบ่อย ๆ เหมือนไม้เลื้อยชนิดอื่น ๆ และยังทนทานและเหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยอีกด้วย เป็นต้นไม้โตช้าทำให้ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งและลำต้นบ่อยเหมือนไม้ประเภทอื่นๆ ลักษณะพิเศษของพืชนี้ คือ ลำต้นทอดยาว ใบรูปหัวใจ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ชื่อของต้นไม้มาจากใบที่มีลักษณะพิเศษดังกล่าว หัวใจล้านดวงมีถิ่นกำเนิดที่ฟิลิปปินส์ มีการนำเข้ามาปลูกที่ประเทศไทยนานแล้ว

...............................................................

ปล. ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไม้ประดับดอทคอม และ ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม

 

โดย: เจ้าจัน 12 พฤศจิกายน 2551 15:31:40 น.  

 

Photobucket

น้ำเย็น ๆ มีดอกไม้ลอยด้วยจะได้หายเหนื่อย

น้ำใจงามจริง ๆ เพื่อนเรา
แบบนี้เดี๋ยวมอบโล่ และประกาศนียบัตรให้แล้ว
แต่...ทำให้ผู้ที่ไม่รู้ได้รู้ไปด้วย
หลักไมล์ขอคาราวะเพื่อนนะเจ้าค่ะ

 

โดย: หลักไมล์ 12 พฤศจิกายน 2551 15:34:04 น.  

 

---++ เพิ่มเติม ++ -- การเลือกต้นไม้จัดสวน - -

.....ก่อนลงมือออกแบบและจัดตกแต่งสวน ต้องทำการสำรวจสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศบริเวณที่จัดสวนให้พร้อมเสียก่อน เพื่อประโยชน์ในการกำหนดตำแหน่งและเลือกใช้ชนิดของต้นไม้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งแวดล้อมนั้น

สภาพพื้นที่

สภาพดิน - ให้ทราบสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ทราบคุณสมบัติทางกายภาพของดินว่าเหนียวหรือดินร่วน หรือดินทราย เพื่อจะได้หาหนทางปรับปรุงแก้ไขสภาพดินให้พร้อมที่จะปลูกพันธุ์ไม้ได้อย่างถูกต้องหรือเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับสภาพดินนั้น ๆ (ตามรายละเอียดข้างต้น)

..ดินเป็นกรด แก้ไขโดย ใส่ปูนขาว (แคลเซียมไฮดรอกไซด์ หรือแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์) หรือใส่ปูนมาร์ล

..ดินเป็นด่าง แก้ไขโดย ใส่ยิปซัม

..การทดน้ำเพื่อชะล้างเกลือ หรือกรดออกจากดิน

..การใส่แกลบเพื่อดูดซับเกลือที่จะซึมขึ้นมายังผิวดินเดิม

..การใส่อินทรียวัตถุ เช่น หญ้า ฟางข้าว เถาถั่ว ฯลฯ ลงในดินเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ดินเหนียวมีลักษณะร่วนขึ้น ดินทรายเกาะตัวกันได้ดีขึ้น และช่วยให้ดินด่างมีความเป็นกรดมากขึ้น


- ลักษณะพื้นที่ การสำรวจลักษณะพื้นที่ทำให้ทราบสภาพความสูงต่ำของพื้นที่ ทราบความลาดเอียงของพื้นที่ ทราบความจำเป็นในการถมดินเพิ่ม หรือขุดดินบริเวณหนึ่งบริเวณใดออกทราบความจำเป็นในการแก้ไขระบบระบายน้ำ เป็นต้น

... พื้นเกือบทุกชนิดไม่ชอบน้ำขัง จะทำให้พืชตายเพราะรากขาดอากาศ สังเกตง่าย ๆ พืชจะค่อย ๆ ใบเหลืองและยืนต้นตาย


สภาพภูมิอากาศ

- ทิศทางลม การสำรวจทิศทางลม จะทำให้ทราบถึงทิศทางและความรุนแรงของลมที่พัดผ่านพื้นที่ เพื่อที่จะได้ป้องกันและหาทางแก้ไขมิให้สภาพสวนที่จะทำเกิดความกระทบกระเทือนได้ เช่น ปลูกไม้ใหญ่บังลม ใช้ไม้พุ่มเตี้ยแทนไม้สูง เป็นต้น

- ปริมาณแสงสว่าง พันธุ์ไม้แต่ละชนิดต้องการแสงสว่างไม่เท่าเทียมกัน บางชนิดต้องปลูกอยู่กลางแจ้ง บางชนิดต้องขึ้นในที่ร่มเงา การสำรวจจะทำให้ทราบบริเวณร่มเงา บริเวณกลางแจ้ง ตำแหน่งที่ถูกแสงแดดช่วงเช้า ช่วงบ่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดในการเลือกใช้ต้นไม้ให้เหมาะสม เช่น เดหลีใบกล้วยชอบร่มรำไรทั้งวัน หากโดดแดดแรงใบจะเหลืองไหม้ ส่วนเฟื่องฟ้าชอบแดดจัด ยิ่งแดดยิ่งสวย มีเทคนิคให้เฟื่องฟ้าออกดอกคือการงดน้ำ ระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นให้น้ำตามปกติ เฟื่องฟ้าจะออกดอกสวยงาม สังเกตว่าเฟื่องฟ้าที่ปลูกตามท้องถนนจะมีดอกสวยงามตลอดปี เพราะอดอยากน้ำ.. อิอิ..

- ปริมาณฝน เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ในการเลือกใช้พันธุ์เช่นกัน แต่กรณีนี้ปลูกต้นไม้ที่บ้านมีน้ำประปา ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดน้ำ

- อุณหภูมิ เป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งในการเลือกใช้พันธุ์ไม้ ต้นไม้ที่บ้านคุณน้านา เป็นไม้เขตร้อนสามารถให้เจริญเติบโตได้ดี

...... จบการตอบคำถามแล้วค่ะ .....


..กว่าจะตอบจบก็หลายอารมณ์เลยค่ะ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ เขียนเสร็จแล้วจะ submit ตอบ ปรากฎว่า เครื่อง error โอ้! มายก๊อด ต้องพิมพ์ใหม่อีกรอบ จะเหมือนเดิมไหมละนั้น เหอ ๆๆๆ แต่เพื่อคุณน้านา จะน้อยกว่านี้ไงไง อิอิ.... (ลัทธิลอกเลียนแบบคำ คุณชวนคุย)

 

โดย: เจ้าจัน 12 พฤศจิกายน 2551 15:51:26 น.  

 

หลักไมล์จ๋า
...น้ำเย็นชื่นใจ จันหอมขอบคุณมาก หายเหนื่อยเลยเชียว ... แต่เอ๋! วุ้ย ลอยดอกเยียบีร่าเนี่ยนะ ดอกใหญ่มากกกก เต็มแก้วเลย วุ้ย จะดื่มน้ำยังไงละเนี่ย ... จมูกชนดอกไม้ ไมjได้ดื่มน้ำพอดี เฮ้อ!!!! คราวหน้าลอยดอกมะลิหอม ๆ ดอกเล็ก ๆ นะจ๊ะ...
เฮ้อ! :ซาริดอน

 

โดย: เจ้าจัน 12 พฤศจิกายน 2551 15:57:36 น.  

 

คำขอบคุณล้านคำไม่รู้จะพอไหม .. ถ้าสำเร็จแล้วจะส่งรูปมาให้เจ้าจันชื่นใจค่ะ

 

โดย: น้านา IP: 58.10.71.123 13 พฤศจิกายน 2551 9:05:24 น.  

 

จะนั่งรอดูภาพสวนสวย ๆ ขอคุณน้านานะค่ะ

 

โดย: เจ้าจัน 13 พฤศจิกายน 2551 13:37:08 น.  

 

ไม่ได้มีคำถามอะไรค่ะ

แค่จะแวะมาอนุโมทนาสาธุกับความใจดีของพี่จันหอม

สุดยอด ตอบยาวมากกกก ถือเป็นวิทยาทานค่ะ ... อึ้งค่ะอึ้ง

 

โดย: discipula 15 พฤศจิกายน 2551 1:24:19 น.  

 

พี่จันหอมอยากทราบวิธีปลูกฝรั่งน่ะค่ะดีมั๊ยอยากลองปลูกดูอยากกลับไปทำที่บ้านน่ะค่ะ

 

โดย: อิง IP: 124.120.123.173 13 ธันวาคม 2551 8:53:54 น.  

 

สวัสดีค่ะ น้องอิง (อิอิ ขอเรียกน้องนะค่ะ)
... ช่วงนี้จันหอมงานเข้าเยอะเลย แถมด้วย blog เข้าไม่ได้เพิ่งเข้ามาเช็ควันนี้แหละค่ะ ... เห็นคำถามน้องอิง ก็รีบเข้ามาตอบให้เร็วจี๋ที่สุดเลยค่ะ .... เดี๊ยวกลับมาตอบนะค่ะ ขอเวปไปทำงานสักครู่ ให้น้องอิงรู้ว่าพี่มาแล้วววว... รับทราบคำถามค่ะ

 

โดย: เจ้าจัน 18 ธันวาคม 2551 8:35:56 น.  

 

เรื่องการปลูกฝรั่ง จันหอมนำข้อมูลมาจาก กรมส่งเสริมการเกษตร คำแนะนำที่ 73 "เรื่อง การปลูกฝรั่ง"

เรียบเรียงโดย
จุไรรัตน์ แสงสวัสดิ์
กองส่งเสริมพืชสวน

จัดทำโดย
วิเชียร ภิรมย์สุภาพ
กองเกษตรสัมพันธ์

คำนำ
...ฝรั่งเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับชีวิตประจำวันของคนไทยและเป็นผลไม้ที่มีขายตลอดทั้งปี มีรสชาติดี ราคาไม่แพง มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะวิตามินซีและวิตามินเอ สามารถนำมาใช้รับประทานผลสด หรือนำมาแปรรูปเป็นน้ำฝรั่ง เยลลี่ฝรั่ง แยมฝรั่ง เป็นต้น

...ฝรั่งจัดเป็นไม้ผลขนาดกลาง มีกิ่งเหนียว แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปกว้าง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ถ้าปลูกในดินร่วนซุย มีอินทรีย์วัตถุมาก และมีการระบายน้ำดี ก็ยิ่งจะได้ผลผลิตดี ฝรั่งมีความต้านทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี จึงนิยมปลูกกันอยู่ทั่วไป ปัจจุบันพื้นที่ที่มีการปลูกกันมากได้แก่ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และบริเวณจังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร และเริ่มขยายแหล่งปลูกไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

พันธุ์ฝรั่ง
...ฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ แต่ที่นิยมใช้รับประทานผลสด ได้แก่ ฝรั่งพันธุ์ที่มีผลใหญ่ ผลดก รสอร่อย เช่น พันธุ์กมลสาลี่ แป้นสีทอง ทูลเกล้า นอกจากนี้ยังมีพันธุ์พื้นเมืองต่าง ๆ พันธุ์อินเดีย พันธุ์จีน เป็นต้น

...สำหรับฝรั่งที่นำมาใช้แปรรูป ได้แก่ พันธุ์บังมองท์ และพันธุ์คาฮังคูล่า เนื่องจากทั้งสองพันธุ์นี้มีเนื้อมา สีชมพู มีกลิ่นหอม รสกลมกล่อม

การปลูกฝรั่ง
...หลังจากที่เลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว ถ้าต้องการจะปลูกเป็นสวนก็ควรจะจัดระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างต้นประมาณ 3 x 3 เมตรในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 160 ต้น

การเตรียมหลุมปลูก
....ขนาดของหลุมปลูกควรกว้าง 0.5 เมตร ยาว 0.5 เมตร และลึก 0.5 เมตร ที่จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างเพื่อเปลี่ยนสภาพดินในหลุมให้ดีขึ้น ดังนี้

1.ควรขุดดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินบนและดินล่าง
- ดินบน เป็นส่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมากอยู่แล้ว ให้แยกไว้ส่วนหนึ่ง
- ดินล่าง คือดินที่เมื่อขุดลึกลงไปแล้วพบว่าดินมีสีจางลงเป็นชั้นที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ
2.ตากดินไว้ 10-15 วัน เพื่อให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อโรคในหลุมปลูกและในดิน
3.กลบดินบนลงในหลุม
4.ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วนต่อดินล่าง 2 ส่วน และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยร๊อคฟอสเฟต 0.50 กิโลกรัม แล้วจึงกลบลงไปในหลุมทับชั้นดินบน จนมีระดับสูงกว่าระดับพื้นดินธรรมดาประมาณ 10 เซนติเมตร

....การที่ต้องกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมนั้น เพื่อที่เมื่อเวลาปลูกแล้วดินจะยุบตัวลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้พอดีกับระดับดินเดิม ถ้าไม่เผื่อไว้จะเป็นแอ่งและมีน้ำขังทำให้รากเน่าตายได้

การเตรียมดิน
...การปลูกฝรั่งในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงควรทำการยกร่องปลูก โดยยกร่องให้มีขนาดความกว้างของหลังร่องประมาณ 6 เมตร มีคูน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร ความยาวของสันร่องแล้วแต่พื้นที่ ความสูงไม่จำกัด แต่ถ้าเป็นที่ดอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง จากนั้นก็ปรับปรุงดินโดยการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค และเมล็ดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักในปริมาณเท่า ๆ กัน อัตราปุ๋ย 1 ส่วนต่อดิน 2 ส่วน เพื่อให้ดินร่วนซุย

วิธีปลูก
....หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งพันธุ์ที่ชำไปปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที จากนั้นใช้ทางมะพร้าวมาคลุมพรางแสงแดดให้แก่ต้นฝรั่งจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้

การปฏิบัติดูแลรักษา

การให้น้ำ
...หลังจากปลูกฝรั่งแล้วต้องหมั่นคอยรดน้ำในช่วงระยะแรกจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้หลังจากนั้นก็ต้องสังเกตดูความชุ่มชื้นของดิน ถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรระบายน้ำออกบ้าง การให้น้ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของต้นฝรั่ง ปริมาณความชื้นของดินในระหว่างการออกผลมีความสำคัญ เพราะจะก่อให้เกิดการร่วง การแตก และขนาดของผล

การใส่ปุ๋ย
....โดยปกติการปลูกพืชทุกชนิดควรมีการใส่ปุ๋ยทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตรที่แนะนำ คือ 15-15-15 หรือ 13-13-21 ฝรั่งเมื่อออกดอกแล้วจำเป็นต้องให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นทุก ๆ ปี ควรให้ปุ๋ยประมาณ 2 กิโลกรัม/ต้น/ปี หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับอายุของต้นและปริมาณผลผลิต และหากจะให้ฝรั่งมีรสหวานยิ่งขึ้นให้ใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 5-30-30 พ่นก่อนเก็บผล 1 เดือน โดยนำปุ๋ยเกร็ดมาผสมน้ำฉีดพ่น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นประมาณ 15 วัน จึงเก็บผล

การพรวนดิน
....ไม่ควรพรวนดินลึก เพราะจะทำให้รากของต้นฝรั่งขาดได้

การกำจัดวัชพืช
....ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อาจใช้วิธีการถาง ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น เซนโตรซึม เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดิน

การปักไม้ค้ำกันลม
....ในระหว่างที่ต้นฝรั่งยังเล็กอยู่ ควรปักไม้ค้ำกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นโยก เพราะอาจกระทบกระเทือน ทำให้ต้นฝรั่งไม่โต การปักไม้ค้ำกันลม ควรใช้ไม้รวกหรือแขนงไม้ไผ่ยาว 1 เมตร ค้ากิ่งต้นละ 1-2 อัน และใช้เชือกพลาสติกผูกติดกับกิ่งแต่อย่าผูกให้แน่นมากเพราะกิ่งอาจเจริญเติบโตช้า

การพยุงผลฝรั่ง
...ฝรั่งจะเริ่มออกผลเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ควรใช้ไม้ไผ่ปักไว้เพื่อพยุงผลฝรั่ง โดยใช้ปลายหรือแขนงไม้ไผ่ขนาดเล็กยาว 1 เมตร หรือมากกว่านั้นปักใกล้กับกิ่งที่ออกผลแล้ว โดยผูกยึดกับกิ่งไว้ บางสวนจะผูกขั้วผลกับกิ่งหรือไม้ปักเพื่อไม่ให้ผลถ่วงต้น เพราะน้ำหนักผลฝรั่งมาก ถ้ามีลมพัดแรงต้นจะเฉาตายและรากจะขาด

การตัดแต่งกิ่ง
...การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้ฝรั่งเกิดกิ่งอ่อน และมีช่อดอกออกมาด้วยทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ได้สัดส่วน อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่อง ได้ทั่วถึง สะดวกในการเก็บผลและการพ่นสารป้องกันกำจัดโรค และแมลง นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ผลผลิตที่แน่นนอน ผลมีขนาดใหญ่ สำหรับส่วนใหม่ ควรมีการตัดแต่งกิ่งทุกปีเพื่อกระตุ้นการเจริญ และการสร้างตาดอก โดยทั่วไป ต้นที่สมบรูณ์จะตัดกิ่งก้านออก 25 - 30% สำหรับต้นที่ไม่แข็งแรงให้ตัดกิ่งก้านออกประมาณ 20 % นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้วการทำให้ใบร่วงจะทำให้ระยะการเก็บเกี่ยวสั้นลง และการปลิดผลทิ้งให้เหลือประมาณ 2 - 6 ผล ต่อกิ่ง จะจำเป็นในสวนที่ผลิต เพื่อบริโภคผลสด แต่ถ้าจะให้ได้ผล ที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดี ควรให้เหลือเพียง 1 ผล เท่านั้น

การบังคับให้ฝรั่งออกดอก

...โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็วถ้าเป็นฝรั่งที่ได้จากกิ่งตอน จะให้เก็บผลครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 1 ปี หรือถ้าเป็นต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะเก็บผลได้ช้ากว่า คือเมื่ออายุ 1 ฝ -2 ปี แล้วแต่สายพันธุ์ฝรั่งจะออกดอก ในส่วนยอดที่เกิดใหม่ ตรงโคนก้านใบคู่ที่ 3-4 บนกิ่งอ่อน กิ่งหนึ่งมีดอก 1-6 ดอก แล้วแต่พันธุ์ ดอกเป็นชนิดที่สมบูรณ์เพศ ทำให้ติดผลง่าย ดังนั้น ถ้าปลูกฝรั่งแล้วไม่ค่อยออกดอกออกผล อาจจะใช้การบังคับให้ฝรั่งออกดอก โดยวิธีการดังต่อไปนี้

1.การโน้มกิ่ง ฝรั่งมีช่อดอกที่กิ่งอ่อน ดังนั้นการทำให้เกิดกิ่งอ่อนก็จะชักนำให้เกิดตาดอกได้ การโน้มกิ่งฝรั่งให้อยู่ในแนวระดับแล้วใช้ไม้รวกยึดปักไว้ เร่งใส่ปุ๋ย รดน้ำ ฝรั่งก็จะแตกกิ่งจากกิ่งที่โน้มพร้อมทั้งมีช่อดอกออกมาด้วย

2.การตัดแต่งกิ่ง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าตาดอกจะเกิดจากกิ่งอ่อน ดังนั้น การตัดแต่งจะทำให้เกิดการแตกกิ่งอ่อนและช่อดอกได้กิ่งที่จะตัดแต่ง คือ กิ่งที่อ่อนแอ กิ่งที่เป็นโรคและกิ่งที่ไม่ได้รับแสง

3.การทำให้ใบร่วง โดยใช้ปุ๋ยพวกยูเรียหรือสารเคมีละลายน้ำให้เข้มข้น 25% พ่นให้ทั่วทั้งต้น เพื่อให้ใบฝรั่งร่วงหมด ระยะนี้จะต้องให้น้ำและปุ๋ยบำรุงต้น หลังจากนั้นประมาณ 5 สัปดาห์ จะเห็นช่อดอกเจริญออกมาพร้อมกิ่งอ่อนที่แตกขึ้นใหม่และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในอีก 5 เดือนต่อมา

4.การเด็ดยอดฝรั่ง โดยนับใบจากปลายกิ่งเข้าไปถึงใบคู่ที่ 4 แล้วจึงเด็ดยอดทิ้ง จากนั้นไม่กี่วันฝรั่งก็จะแทงดอกออกมา

....อนึ่ง การบังคับให้ฝรั่งออกดอกนั้นทำได้ไม่ยากนัก ถ้าต้นฝรั่งสมบูรณ์แข็งแรง และปลูกในที่ ๆ มีแสงแดดเพียงพอ แต่ควรคำนึงด้วยว่าการให้ฝรั่งมีผลมากผลก็จะเล็กลง ดังนั้นจึงต้องให้ปุ๋ยและน้ำแก่ต้นฝรั่งที่บังคับการออกดอกให้มากกว่าปกติ การบังคับให้ฝรั่งออกดอกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน คือใช้เวลาในการบังคับให้ฝรั่งออกดอกจนกระทั่งติดผล 7 เดือน และมีช่วงเก็บเกี่ยวผลอีก 2 เดือน

การห่อผล
...ประโยชน์ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อนแล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่ง โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน ก่อนห่อควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งเสียก่อน

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

โรคที่สำคัญของฝรั่ง
1.โรคจุดสนิม
....เกิดจากเชื้อราเข้าทำลายใบ โดยจะเห็นจุดขนาดเล็ก เริ่มจากจุดสีเขียวแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีสนิมเหล็กและเป็นขุยคล้ายกำมะหยี่ ถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เป็นขุยและกิ่งแตกแห้งตาย
การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น มาแนบและซีแนบ หากเป็นที่กิ่งอาจใช้สารเคมีดังกล่าวผสมในปูนแดงข้น ๆ ทาบริเวณที่เป็นโรค

2.โรคแอนแทรคโนส
.... เกิดจากเชื้อราเข้าทำลายผลอ่อน ผลสุกและใบ อาการบนใบจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ แผลอาจทะลุ ถ้าเป็นที่ผลอ่อนจะทำให้มีสีน้ำตาลและเน่าแห้งไปในที่สุด แต่ถ้าเป็นระยะผลสุกหรือใกล้สุก จะเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการจะลุกลาม แผลจะบุ๋มลงเล็กน้อยมีจ้ำสีคล้ำและเมือกสีแสดปรากฏให้เห็น
การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บีโนมิล แคปแทน โดยพ่นสารเคมีก่อนเก็บผล 1 เดือน

แมลงศัตรูฝรั่ง
1.แมลงวันทอง
....การทำลายเกิดจากแมลงวันทองวางไข่ที่ใต้ผิวฝรั่งสุก (หรือระยะที่ผิวผิวอ่อน) ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเจริญกินเนื้อฝรั่งเป็นอาหารทำให้ฝรั่งอ่อนนิ่มและเละในที่สุด

การป้องกัน
....ห่อผลในขณะที่ผิวยังแข็ง มีสีเขียว ขนาดเล็ก การห่ออาจห่อด้วยถุงพลาสติกชั้นเดียว หรือ 2 ชั้น โดยต้องเจาะรูกระดาษห่อชั้นในก้นถุงให้น้ำไหลออกด้วย หรือใช้สารเคมีมาลาไทออนผสมโปรตีนไฮโดรไลเซท เป็นเหยื่อพิษฉีดพ่นในตอนเช้าตรู่เป็นจุด ๆ บนใบแก่เท่านั้น ต้นละ 1-4 จุด แต่ละจุดใช้น้ำยาประมาณ 50 ซีซี. พ่นแค่ให้ใบเปียกและพ่นทุก ๆ 7 วัน ติดต่อกัน 4-5 ครั้งก่อนเก็บเกี่ยว หากพ่นก่อนการระบาด 1 เดือน จะได้ผลดีกว่าพ่นหลังแมลงระบาดแล้ว

2.เพลี้ยแป้ง
....จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบอ่อน กิ่งอ่อน และช่อดอกทำให้แห้งเฉาหรือใบผิดรูปร่างและผลผลิตลดลง
การป้องกัน พ่นด้วยสารละลายอโซดริน 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น ใบ กิ่งอ่อนและผลทุก ๆ 7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง และหยุดพ่นสารเคมีอย่างน้อย 7 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวผล

การเก็บเกี่ยว

....ฝรั่งนับจากดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้จะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ฝรั่งที่ยังอ่อน ผิวจะมีสีเขียวเข้ม เมื่อเริ่มแก่สีเขียวจะจางลง และเต่งตึงเป็นมัน ไม่ควรเก็บผลที่ยังไม่แก่เต็มที่ เพราะยังมีการสร้างแป้งและสีไม่เต็มที่ ผลจะนิ่ม การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลมาด้วย โดยไม่ต้องเอาถุงพลาสติกที่หุ้มผลฝรั่งออกเพื่อประหยัดเวลา ถ้าหากไม่มีขั้วติดผลจะทำให้ฝรั่งเสื่อมคุณภาพเร็ว และอาจถูกเชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย


เอกสารอ้างอิง

พิชัย สราญรมย์ และเบญจพร ตั้งสุขเกษมสันต์. 2527. ความก้าวหน้าของฝรั่งในเมืองไทย. ข่าวสารเกษตรศาสตร์ ฉบับเดือนธันวาคม-มกราคม.
ไพโรจน์ ผลประสิทธิ์. 2531. การปลูกฝรั่งเพื่ออุตสาหกรรม. ห้างหุ้นส่วนจำกัดฟันนี่พลับบลิชชิ่ง กรุงเทพฯ.
วิจิตร วังใน. 2531. ฝรั่ง. วารสารสมาคมพิชสวน ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน.
สุรพล จารุพงศ์. 2531. การปลูกฝรั่ง. คำแนะนำที่ 73 กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
ศุภลักษณ์ กลับน่วม และจุไรรัตน์ แสงสวัสดิ์. 2536. การปลูกฝรั่ง. คำแนะนำที่ 73 กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสกรณ์



 

โดย: เจ้าจัน 18 ธันวาคม 2551 9:17:00 น.  

 

บทความที่ 9
เรื่องเฟิร์นใบมะขาม
เนื่องหาดูท่าจะผิดนะ
เรื่องใบกับลำต้นนะ
มันของเล็บครุฑใบผักชี
ไม่ใช่เฟิร์นใบมะขาม

 

โดย: รัตติกาล IP: 161.246.65.58 12 มกราคม 2552 15:43:11 น.  

 

จริง ๆ ด้วยอ่ะค่ะ จันหอมพิมพ์ผิด เด๊ยวต้องเข้าไปแก้ละ ขอบคุณมากนะค่ะคุณรัตติกาล

 

โดย: เจ้าจัน 15 มกราคม 2552 11:53:17 น.  

 

เฝ้ารอใครสักคน.. ที่หลงทางผ่านมา.... เฝ้าคอยใครสักคน ... เพื่อหวังเพียงจะพูดจา อยากยิ้ม พบหน้าทักทาย... อยากได้เพียงรู้จัก ทักทาย เพียงเท่านี้ก็พอ.......
.... อาจเป็นคุณนั้นเอง ที่จันหอมคอยอยู่.....

 

โดย: เจ้าจัน 22 มกราคม 2552 11:07:10 น.  

 

อ้ะ มีคำถามกับเค้าด้วยเนาะเรา...
กล้วยไม้ค่ะพี่มันไม่ยอมแตกหน่อที่โคน แต่อาศัยแตกหน่อออกมาเหมือนกิ่งที่จะเป็นช่อดอกแล้วก็มีรากออกมาด้วย..เหมือนเป็นต้นใหม่เลยค่ะแต่ว่าอยู่บนกิ่งเดิม..ในกรณีแบบนี้ ถ้าเราตัดออกมาจะกระทบเค้ามั๊ย...หรือว่าควรประคบประหงมอย่างไรดี..
ทำยังไงๆก็ไม่ยอมแตกหน่อที่โคนเลย ตอนนี้ตัดออกมากิ่งนึงแล้ว รอลุ้นอยู่ว่าจะรอดรึเปล่า..แต่ยังมีอีกกิ่งที่แตกหน่อแบบเดียวกันนี้... ช่วยบอกวิธีดูแลเจ้าหน่อประหลาดแบบนี้ทีค่ะ...
เพราะม่อนเดาว่า..ที่เขาแตกหน่อมาแบบนี้เพราะต้นเดิมเขากำลังจะตาย ดูโทรมๆอยู่เหมือนกัน ถ้าเรารักษาหน่อที่ออกตรงยอดกิ่งไม่ได้ เราก็จะเสียกล้วยไม้พันธุ์นี้ไปแน่ๆเลย...
ขอบคุณค่ะ...

 

โดย: v Cinnamon v IP: 117.47.214.253 22 มกราคม 2552 17:38:11 น.  

 

กล้วยไม้พันธุ์อะไรจ๊ะ

 

โดย: เจ้าจัน 23 มกราคม 2552 9:39:04 น.  

 

ถึง cinnamon

คำถาม : กล้วยไม้ค่ะพี่มันไม่ยอมแตกหน่อที่โคน แต่อาศัยแตกหน่อออกมาเหมือนกิ่งที่จะเป็นช่อดอกแล้วก็มีรากออกมาด้วย..เหมือนเป็นต้นใหม่เลยค่ะแต่ว่าอยู่บนกิ่งเดิม ในกรณีแบบนี้ ถ้าเราตัดออกมาจะกระทบเค้ามั๊ย...หรือว่าควรประคบประหงมอย่างไรดี..?

คำตอบ : ที่ cinnamon บอกว่า กล้วยไม้แตกหน่อออกมาเหมือนกิ่งที่จะเป็นช่อดอกแล้วก็มีรากออกมาด้วย..เหมือนเป็นต้นใหม่เลยค่ะแต่ว่าอยู่บนกิ่งเดิมนั้น เราเรียกกิ่งกล้วยไม้นั้นว่ากิ่งแขนงค่ะ(ตะเกียง) เป็นแขนงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติพร้อมที่จะแยกไปปลูก

... เราสามารถตัดกิ่งแขนงออกมาปลูกได้(ถ้าต้นสมบูรณ์โตเต็มที่พร้อมที่จะแยกปลูกเราสามารถใช้มือบิดกิ่งแขนงนั้นออกมาจากต้นแม่ได้เลย (ใช้นิ้วมือจับที่โคนของแขนงแล้วก็บิดเบาๆ) ...

.... จะทราบได้อย่างไรว่ากิ่งแขนงพร้อมที่จะแยกไปปลูก ให้ดูใบที่ยอดกิ่งแขนงนั้นว่ายอดอ่อนแทงออกมาสุดทุกใบและมีสีเขียวเข้มแก่ แม้ว่าแขนงมีขนาดเล็ก รากน้อยก็ถือว่าพร้อมแยกออกมาปลูกใหม่ได้แล้ว .... ถึงแม้แขนงใหญ่ และมีรากเยอะมาก ถ้าใบยังเจริญเติบโตไม่สุด เมื่อเราใช้มือบิด มันก็จะหลุดออกมาได้ยาก และเกิดบาดแผลให้กับต้นแม่
ถึงเราจะใช้มีดค่อยๆตัดทำให้ไม่เกิดบาดแผลใหญ่ๆ แต่แขนงนี้ก็จะเกิดการชะงัก เมื่อนำไปปลูกทำให้ยอดแห้งเหี่ยว .....

คำถาม : ช่วยบอกวิธีดูแลเจ้าหน่อประหลาดแบบนี้ทีค่ะ?

คำตอบ : เริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ ปลูก และดูแลรักษ์นะค่ะ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1. กาบมะพร้าวที่ผ่านการแช่น้ำแล้วค้างคืนเพื่อลดความฝาดของเปลือก แล้วตากแห้ง
2. กระถางกล้วยไม้ อาจจะเป็นกระถางพลาสติก หรือ กระถางดินเผา แล้วแต่สะดวกนะค่ะ

วิธีการ
... นำกาบมะพร้าวมาห่อหุ้มกิ่งแขนงที่เราบิดมาจากต้นแม่ห่อหุ้มให้มิดราก แล้วนำกาบมะพร้าวที่ห่กิ่งแล้วใส่ในกระถางที่เตรียมไว้ เป็นอันว่าปลูกเสร็จแล้วค่ะ ...
...จากนั้นก็เอาไปวางในที่ร่มรำไร รดน้ำเหมือนกล้วยไม้ปกติ ไม่นานจะแตกยอดใหม่ แต่จะนานขนาดไหนขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ สภาวะของโรงเรือน การเลี้ยงดู ให้น้ำ ให้ปุ๋ย และความสามารถในการเติบโตของกล้วยไม้ชนิดนั้นๆ ...




 

โดย: เจ้าจัน 23 มกราคม 2552 10:42:26 น.  

 

ขอบคุณค่ะพี่.. จะดูว่ากิ่งแขนงพร้อมจะย้ายรึยัง...นี่เหมือนจะดูยากแต่จะพยายามค่ะ.. ที่สำคัญอันที่ตัดไปแล้วก็ต้องลุ้นตัวโก่งค่ะ ...
แต่เคยใช้การบิด(จริงๆแล้วใช้มีดแคะ..ออกมาจากต้นแม่)...ผลคือ .. ตาย...แต่ว.. แบบว่ามีประวัติว่า
ตายมาแล้วสองกิ่ง .. ก็เลยต้องมารบกวนถามพี่อะค่ะ
กิ่งที่สามน่าจะลุ้น ..ส่วนกิ่งที่สี่น่าจะรอด..ฮ่าๆ
...อยากจะเอากาบมะพร้าวมาหุ้มอยู่เหมือนกันแต่กัวว่าจะทำให้รากเขาหัก..ตอนนี้เลยได้แต่ใส่ไว้ในกระถางพร้อมขุยมะพร้าวสำหรับปลูกกล้วยไม้..
ขอบคุณนะคะ
คำถามต่อมา...
เพื่อนบ่นว่าชอบปลูกกล้วยไม้ แต่บ้านเค้าน้ำมันติดเค็มติดกร่อย..ทำยังไงเพราะเลี้ยงทีไรก็ตายหมด..
ต้องซื้อน้ำดื่มเป็นขวดมารดกล้วยไม้ดีมั๊ย จะได้ไม่เค็ม...อิอิ... แบบ..หมดปัญญาฮะพี่

 

โดย: v Cinnamon v IP: 222.123.149.76 23 มกราคม 2552 12:16:07 น.  

 

ถึง ม่อนจัง

คำถาม : นี่เหมือนจะดูยากแต่จะพยายามค่ะ....

คำตอบ : ที่ตอบไว้ข้างบน .."ดูใบที่ยอดกิ่งแขนงนั้นว่ายอดอ่อนแทงออกมาสุดทุกใบและมีสีเขียวเข้มแก่" คือ ถ้าใบยังมีใบอ่อน (สีเขียวอ่อน) ก็ยังไม่ควรบิดออกมา

... เป็นกำลังใจให้รอดนะจ๊ะ น้องกิ่งที่สามและกิ่งที่สี่ สู้ ๆ เค้านะ พี่ม่อนจังเค้าตั้งใจดูแล ประคบประหงมอย่างดี ช่วยฟื้นแล้วโต ให้ชื่นใจหน่อยนะจ๊ะ

 

โดย: เจ้าจัน 27 มกราคม 2552 10:20:49 น.  

 

ถึง เพื่อนของม่อนจัง ที่ชอบปลูกกล้วยไม้

.. สำหรับการให้น้ำต้นกล้วยไม้

....ต้นกล้วยไม้มีน้ำเป็นส่วนประกอบร้อยละ 90 และเป็นส่วนสำคัญในทุกกระบวนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต ทั้งการสร้างและลำเลียงอาหารไปใช้ในการสร้างต้น ใบ รากและดอก

.... คุณภาพน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ควรเป็นน้ำสะอาด น้ำประปา ใช้ได้ดีมาก น้ำจากคลอง จากแม่น้ำ ใช้ได้ดีแต่ควรทำให้ตกตะกอนก่อนให้ใสเสียก่อน หรือกรองให้ใสโดยผ่านหิน ถ่าน ทราย แต่ต้องใช้น้ำจืดเท่านั้น น้ำเค็ม หรือ น้ำกร่อย ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นพิษต่อต้นกล้วยไม้ น้ำบาดาล น้ำจากน้ำตก ที่มีปริมาณเกลือแร่สูง โดยเฉพาะเกลือแคลเซียมและโซเดียมก็เป็นพิษต่อกล้วยไม้

... วิธีการรดน้ำ ถ้าปลูกน้อยเพียงไม่กี่ต้น ใช้ใส่บัวรดน้ำหรือฉีดพ่นน้ำประปาจากสายยางโดยตรง อย่าฉีดแรง ต้นจะกระเด็นหลุดจากเครื่องปลูก ถ้าปลูกจำนวนมาก ต้องมีเครื่องปั๊มน้ำ ต่อสายยาง ติดหัวฉีดให้น้ำกระจายแผ่ออกเปียกต้นทั่วถึง ใช้คนเดิน
รดน้ำ หรือใช้ระบบอัตโนมัติ

... ปริมาณน้ำที่ให้ รดน้ำให้เปียกชุ่มทั้งใบ ต้น ราก และเครื่องปลูกในช่วงเช้าก่อนแดดจัด
ในช่วงบ่ายถ้าอากาศร้อนจัดและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำควรรดน้ำในช่วงบ่ายอีกครั้ง ในช่วงฤดูฝน ถ้าเครื่องปลูกเปียกชุ่มอยู่ ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ
ถ้าขาดฝนนานๆจะมีฝุ่นสะสมอยู่บนหลังคาไนล่อนมาก เมื่อฝนตกจะชะเอาฝุ่นลงมาทำให้สกปรกและเป็นพิษต่อต้นและใบได้ หลังฝนตกต้องรีบพ่นน้ำล้างใบให้สะอาด

... สรุปว่า เพื่อนม่อน ต้องซื้อน้ำมารดกล้วยไม้แล้วละเป็นน้ำประปาที่ไม่กร่อยไม่เค็ม ดีกว่าน้ำดื่มนะค่ะ เพราะในน้ำประปามีธาตุอาหาร (คลอรีน Cl) ให้กล้วยไม้ด้วย ถ้าขาดคลอรีนจะทำให้พืชใบเหี่ยวง่าย ใบซีด และบางส่วนของใบก็ตาย คลอรีนช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนไนเตรทและแอมโมเนียมไปเป็นอินทรีย์สาร

 

โดย: เจ้าจัน 27 มกราคม 2552 10:40:53 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณจันหอม เพิ่งจะเคยเข้ามาแต่ได้ความรู้มากคะ จึงมีคำถามมารบกวนเล็กน้อยค่ะ งานเกษตรแฟร์ที่ผ่านมาไปซื้อต้นไม้มา เป็นเดปหัวใจ1คู่กับโฮย่า4ต้น ไม่เคยเลี้ยงต้นไม่มาก่อน จึงมีปัญหาเรื่องเดปหัวใจล้านดวงอยากจะถามค่ะ แขวนเดปไว้และให้น้ำช่วงเช้า ให้โดนแดดรำไรช่วงเช้า แต่ปรากฎว่ายอดที่แตกใหม่มีสีเหลือง จะมีวิธีดูแลอย่างไรให้ยอดกลับมาเขียวและที่ยอดเหลืองเนี่ย มีสาเหตุมาจากแดดแรงไปหรือป่าวคะ ถ้าใช่ได้ได้หาทำเลใหม่ และรบกวนขอวิธีดูแลโฮย่าด้วยค่ะ น้ำมากน้ำน้อย หรือชอบไม่ชอบแดดอย่างไร
รบกวนด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

 

โดย: คนหนึ่งคนกับหัวใจล้านดวง IP: 125.24.143.159 11 กุมภาพันธ์ 2552 19:29:14 น.  

 

ศัตรูของหนอนปลอกคืออะไร
และวิธีกำจัดหนอนปลอกคืออะไร

 

โดย: คนเดียวในใจคุณ IP: 124.120.228.73 15 มีนาคม 2552 8:39:44 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณคนหนึ่งคนกับหัวใจล้านดวง

จันหอมต้องขอโทษมาก ๆ ที่เข้ามาตอบคำถามช้า ด้วยติดภาระกิจงาน .... เมื่อเข้ามาเจอคำถามนี้จึงรีบตอบเลยค่ะ เรื่องต้นหัวใจล้านดวง กับต้นโฮย่า ขอตอบดังนี้นะค่ะ
อาการใบเหลืองของพืชนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ แสงแดดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการใบเหลืองได้ ถ้าพืชได้รับแสงแดดมากเกินไปใบก็จะมีสีเหลือง แต่หากไม่มีแดดเลยก็ทำให้ใบเหลืองและเฉาได้ นอกจากนี้การขาดธาตุอาหารของพืชก็มีส่วนทำให้ใบเหลือง จากที่คุณคนหนึ่งคนกับหัวใจล้านดวงเล่ารายละเอียดเองการดูแลรักษาต้นหัวใจล้านดวงให้ฟังนั้นเป็นวิธีที่ถูกต้องนะค่ะ โดยนำเดฟมาแขวนให้โดนแดดรำไร และให้น้ำทุกวันช่วงเช้า เพราะต้นไม้ชนิดนี้ชอบแดดรำไร และชอบความชื้น เนื่องจากใบและกิ่งก้านอวบน้ำ
ช่วงแรกจันหอมอยากให้คุณสังเกตว่าแดดช่วงเช้าที่ให้แก่พืชนั้นรำไรจริงไหม พืชได้รับแสงแดดตรง ๆ จากดวงอาทิตย์รึปล่าว ? ประเทศไทยบางเช้าแดดก็แรง บางทีแสงแดดที่พืชได้รับอาจแรงเกินไป ทำให้ใบเหลืองได้ ลองเปลี่ยนที่แขวนต้นหัวใจล้านดวงนะค่ะ ให้พืชได้รับแดดรำไร ที่มีลักษณะเหมือนอยู่ใต้ร่มไม้ แบบมีแสงแดดส่องถึง ถ้าเปลี่ยนที่แขวนแล้วพืชอาการดีขึ้น จันหอมยินดีด้วยค่ะ
แต่ถ้าอาการใบเหลืองนั้นเกิดจากสาเหตุพืชขาดธาตุอาหาร คุณควรให้อาหารแก่พืชด้วย เลือกปุ๋ยที่ใช้งานง่ายไม่ต้องใส่บ่อย เป็นปุ๋ยชนิดเม็ดละลายช้า (ปุ๋ยออสโมโค้ท) ใส่พอประมาณ เป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืช
ถ้าทำ 2 วิธีดังกล่าวแล้ว พืชยังไม่หายอาการใบเหลือง จันหอมขอให้คุณลดปริมาณน้ำที่ให้แก่พืช บางทีพืชอาจได้รับน้ำมากเกินไปทำให้รากเน่า ส่งผลให้ใบเหลืองได้ค่ะ พืชชอบความชื้นแต่ไม่ชอบแฉะเกินไปนะค่ะ คุณยังคงรดน้ำได้ทุกวันช่วงเช้าแต่ให้น้อยลง
การดูแลต้นไม้เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายนักนะค่ะ ต้องเอาใจใส่พอสมควรที่เดียว คนชอบต้นไม้ส่วนใหญ่จึงมีอุปนิสัยใจเย็น ช่างสังเกต ... จันหอมขอเอาใจช่วยคุณคนหนึ่งคนกับหัวใจล้านดวงนะค่ะ

สำหรับการดูแล รักษาต้นโฮย่านั้น คล้าย ๆ กับการดูแลเดฟ เพราะต้นโฮย่าเป็นไม้ในร่มต้องการแสงแดดรำไร และความชื้นสูง(ต้องการน้ำมากแต่ไม่แฉะ) เช่นเดียวกับเดฟหัวใจล้านดวง (แสงแดดรำไร ควรมีลักษณะเหมือนอยู่ใต้ร่มไม้ แบบมีแสงแดดส่องถึง พืชไม่โดนแสงโดนตรง) วัสดุปลูกควรมีการระบายน้ำได้ดี ปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนที่มีส่วนผสมของขี้เถ้าแกลบ สำหรับปุ๋ยให้ใช้ปุ๋ยสำหรับไม้ดอก หรือปุ๋ยมูลสัตว์ หรือปุ๋ยชนิดเม็ดละลายช้า (ปุ๋ยออสโมโค้ท) ก็ได้


ด้วยรัก ค่ะ
จันหอม

 

โดย: เจ้าจัน 25 พฤษภาคม 2552 12:55:31 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณคนเดียวในใจคุณ

.... เรื่องของผีเสื้อหนอนปลอกเป็นปัญหาใหญ่ที่จันหอมเห็นคนตั้งกระทู้ถามใน internet เยอะแยะเลยค่ะ แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน จันหอมก็ยังไม่เคยเจอปัญหา การเข้าทำลายพืชหรือการรบกวนจากผีเสื้อหนอนปลอก ยังไม่มีประสบการณ์ตรง จึงไปเปิดตำรามาตอบคำถามคุณนะค่ะ.....

.... คำถาม : ศัตรูของหนอนปลอกคืออะไร? / และวิธีกำจัดหนอนปลอกคืออะไร?

.... คำตอบ : จันหอมมีภาพหนอนปลอกที่ทำลายต้นฝรั่งมาให้ดูนะค่ะ อยู่ในเรื่องไม้ผล ...... ในตำราบอกว่า ผีเสื้อหนอนปลอกเป็นแมลงในวงศ์ซายคิดี้ (Family Psychidae) ได้แก่

1. หนอนปลอกเล็ก Acanthopsyche sp.

รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ:
....... ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก สีดำ ตัวผู้มีปีกบางกางปีกกว้างประมาณ 10-12 มม ขนาดตัวเล็ก รูปร่างผอม กว้างประมาณ 1 มม ยาวประมาณ 5 มม มีหนวดเป็นแบบฟันหวีสองแถวเรียงลงในทิศทางเดียวกัน ตัวเมียมีขนาดโตกว่าตัวผู้ แต่ไม่มีปีกคงอยู่ในปลอกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์และออกไข่ แล้วก็ตายอยู่ภายในปลอก ตัวเมียตัวหนึ่ง ๆ สามารถออกไข่ได้มากมาย เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวหนอนจึงจะออกจากปลอกของตัวแม่ไปกัดกินใบเพิ่อสร้างปลอกใหม่ ระยะแรก ๆ จะกัดกินเฉพาะผิวใบ มีผลให้ใบแห้งตายเป็นสีน้ำตาลเมื่อหนอนโตขึ้นจะสร้างปลอกหุ้มตัวโตขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถกัดกินได้ทั้งใบจนกระทั่งโตเต็มที่ตัวหนอนหยุดกินอาหาร และถักรังปิดปากปลอกเข้าดักแด้อยู่ภายในปลอกโดยถักเส้นใยคล้ายใยแมงมุมให้ปลอกห้อยติดอยู่กับกิ่ง ตัวหนอนจะเตรียมกัดตอนล่างของปลอกซึ่งเป็นปลายสุด เพื่อเป็นช่องเปิดออกในระยะตัวเต็มวัย ตัวผู้จะขยับดักแด้มาโผล่ออกจากช่องปลอกที่เตรียมไว้แล้ว ออกเป็นตัวเต็มวัยมีปีกบินไปหาตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์ จะเห็นรอยเปลือกดักแด้โผล่มาคาอยู่หลังจากตัวผู้บินออกไปแล้ว ส่วนรังดักแด้ตัวเมียเมื่อเป็นตัวเต็มวัยแล้ว ยังคงอยู่ในปลอกเดิม คอยรับการผสมพันธุ์จากตัวผู้โดยปล่อยสารดึงดูดให้ตัวผู้มาผสมพันธุ์แล้วออกไข่ขยายพันธุ์ต่อไป .....

พืชอาหารและการทำลาย:
....ตัวหนอนระยะแรกกัดกินผิวใบ ทำให้ใบแห้งตายเป็นสีน้ำตาลเมื่อหนอนโตขึ้นกัดกินใบขาดวิ่นและเหี้ยนเตียน ในกรณีที่ระบาดมาก ๆ ใบโกร๋นเหลือแต่กิ่งก้าน.....

..... หนอนปลอกเล็กสามารถทำลายมะขาม มะขามเทศ มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ หูกวาง ฯลฯ....

ศัตรูธรรมชาติ:
Bracon spp. Braconidae, Hymenoptera เบียนหนอน

การป้องกันและกำจัด:
....ตัดกิ่งก้านที่มีหนอนหรือดักแด้อยู่มาก ๆ มาเผาไฟ....

*************************************

2. หนอนปลอกใหญ่ (coconut bag worm) Mahasena corbetti Tams.

รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ:
.... หนอนปลอกใหญ่ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ตัวผู้มีปีกสีน้ำตาลแก่ ลำตัวมีขนยาว หนวดแบบฟันหวี กางปีกกว้างประมาณ 2-7 ซม ตัวยาวประมาณ 1.7 ซม ตัวเมียไม่มีปีก ขนาดตัวโตกว่าตัวผู้ ตัวยาวประมาณ 2.5 ซม รอรับการผสมพันธุ์อยู่ในปลอก ตัวเมียตัวหนึ่ง ๆ ไข่ได้ประมาณ 3,600 ฟอง ระยะไข่นานประมาณ 2-3 สัปดาห์ เมื่อฟักเป็นตัวหนอนแล้วเจริญเติบโตสร้างปลอกโดยใช้กิ่งเล็ก ๆ หรือใบมะขามห่อหุ้มตัว เมื่อหนอนโตเต็มที่ตัวยาวประมาณ 2.5-3 ซม ระยะหนอนนานประมาณ 4-5 เดือน เข้าดักแด้อยู่ภายในปลอกซึ่งเป็นรังห้อยอยู่ตามกิ่งมะขาม ระยะดักแด้นาน 4-5 สัปดาห์ ....

พืชอาหารและลักษณะการทำลาย:
..... หนอนปลอกใหญ่ทำลาย มะขาม มะพร้าว ส้ม มะนาว มะม่วง ละหุ่ง กุหลาบ และชมพู่ โดยการกัดกินใบและกัดกิ่งก้านมาสร้างปลอกหุ้มตัว

การป้องกันกำจัด:
.... เก็บรังหนอนปลอกมาทำลาย หากมีจำนวนน้อย ๆ อาจใช้มือบีบให้แตกตาย แต่หากมีมาก ๆ ควรตัดกิ่งที่มีรังหนอนปลอกติดอยู่มาเผาทำลาย.....

ศัตรูธรรมชาติ:
.... Exorista psychidarum Baranoff Tachinidae, Diptera เบียนหนอน
... Lenillia quadrimaculata Baranoff Tachinidae,Diptera เบียนหนอน
..... Brachymeria euploeae Westwood Chalcididae,Hymenoptera เบียนดักแด้

************************************

.... ถ้าต้องการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดผีเสื้อหนอนปลอก จะใช้สารเคมีฆ่าแมลงกลุ่มไตรคลอร์ฟอน (trichlorfon)

.... สาร Trichlorfon เป็นสารเคมีฆ่าแมลงที่รุนแรงในระดับปานกลาง (moderately toxic) ที่ถูกจัดประเภทให้เป็นสารเคมีฆ่าแมลงอเนกประสงค์ (general-use pesticide) ซึ่งนำมาใช้ในการกำจัดแมลงสาบ จิ้งหรีด เห็บ หมัด ไร แมลงวัน ไรฝุ่น ตามอาคารบ้านเรือน ร้านค้า โรงเก็บของ โรงแรม อาคารพานิชย์ สนามบิน แม้กระทั่ง นำโรยพื้นก่อนปูสนามกอล์ฟหรือสนามหญ้า หรือฉีดพ่นเพื่อมิให้แมลงเข้ามารบกวนหญ้าในสนาม....

.... Trichlorfon หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ดิพเทอเร็กซ์ (Dipterex) Trichlorfon มี Generic Name คือ dimethyl-(2,2,2-trichloro-1-hydroxyethyl) phosphonate และมีชื่อเรียกทางการค้าต่างๆมากมายเช่น Trichlorphon, Trichlorofon, Chlorphos, Bay 13/59, Anthon, Bovinox, Briten, Cekufon, Ciclosom, Crinex, Danex, Dipterex, Dylox, Equinoaid, Neguvon, Proxol, Trinex, Tuzon, และ Leivasom .....

.... Trichlorfon เป็นยาฆ่าแมลงในกลุ่ม Organophosphate (OPs) ออกฤทธิ์โดยจะไปขัดขวางระบบประสาท และ ขบวนการสังเคราะห์ไคติน (chitin inhibitor) ซึ่งสำคัญในการสร้างโครงสร้างของสัตว์พวกแมลง นอกจากนั้น ยังเป็นพิษต่อมนุษย์อีกด้วย เลยถูกห้ามใช้ในหลายๆประเทศ ....

************************************
ด้วยรัก
จันหอม

 

โดย: เจ้าจัน 26 พฤษภาคม 2552 9:03:42 น.  

 

ขอรบกวนถามหน่อยค่ะ
อยากรู้เรื่องต้นหมากนวลค่ะ
ขอประวัติด้วยน่ะค่ะ
*ขอบคุณค่ะ*

 

โดย: ดี้ IP: 118.174.140.73 15 สิงหาคม 2552 14:56:16 น.  

 

สวัสดีค่ะ บังเอิญผ่านมาเจอคุณจันหอม...ชอบต้นไม้เหมือนกันค่ะ เมื่อก่อนที่บ้านแม่ชอบปลูกต้นไม้มากโดยเฉพาะผักสวนครัวเยอะมาก ปลูกแล้วก็เรียกเพื่อนบ้านมาเก็บ เคยสงสัยว่าปลูกทำไมเยอะแยะไม่เหนื่อยเหรอ แม่บอกว่ามันเป็นความสุข ไม่เคยเข้าใจว่าการที่เราต้องตื่นแต่เช้ามาทำสวนมันจะเกิดความสุขได้ยังไง จนวันหนึ่ง ที่ต้องแยกตัวออกมาทำงานห่างแม่ห่างบ้านมาและก็เข้ามาอยู่ในบ้านพัก(ครู)ก็เลยเริ่มปลูกต้นไม้ (อาจจะเพราะคิดถึงแม่) ตอนนี้ปลูกได้หลายต้นแล้ว ทุกครั้งที่มีครูย้ายก็จะเอาต้นไม้ให้ไปปลูก วันนี้ได้รับรู้แล้วค่ะว่าการได้อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า มันมีความสุขแค่ไหน สักวันอาจจะทำบล๊อกเกี่ยวกับต้นไม้เหมือนคุณจันหอมก็ได้...ไปแล้วค่ะ บาย...

 

โดย: นิดหน่อย IP: 10.10.10.249, 118.175.131.194 22 กันยายน 2552 12:50:28 น.  

 

พี่จันหอม..

น้องม่อนมาแว้วววว
ไม่ได้แวะมานาน .. มีการเปลี่ยนแปลงในนี้อีกแล้ว..
ตกใจเสียงลูกสาวใครไม่รุร้องเพลงต้อนรับ อิอิ
มีคำถามค่ะ...

คือมีต้นโมกขลาต้นหย่ายมั่กเลยนะ..อยู่ในกระถาง
ถามคนขายเขาว่าสี่ห้าปีได้ ทีนี้รุสึกว่าดินในกระถางมันไม่ค่อยดีแล้ว การเปลี่ยนดินพวกไม้ในกระถางนี่
เราทำไงดี.. (อย่าบอกว่าให้เอาต้นออกมานะ ..ไม่ไหวคะพี่..หย่ายมั่ก ..บอกไว้ตอนต้นแล้ว)
..ม่อนคิดว่าจะ..แซะดินด้านข้างออก แล้วเติมดินใหม่เข้าไป แต่เกรงว่าจะกระทบกระเทือน เพราะวิธีนี้มันก็หมายถึงเราต้องตัดรากเค้าด้วย.. เลยอยากถามให้แน่ใจว่าทำได้มั๊ย ..เป็นวิธีที่คนอื่นเขาใช้กันรึเปล่า..เพราะตอนนี้สังเกตุว่าต้นเค้าโทรม และมีรากโผล่หยองๆแหยงๆขึ้นมารอบๆโคนด้วย.. เลยคิดว่า ตัดรากเก่าๆออกซะมั่ง จะได้งอกรากใหม่ๆ ดีมั๊ยคะ?
หรือว่า...ไม่ต้องเปลี่ยนดิน แค่ใส่ปุ๋ย พอแล้วถ้าไม่เปลี่ยนดิน ..พรวนดินได้มั๊ย (ก็โดนรากอยู่ดีT_T)
แค่นี้ค่ะคำถาม

....... ปล. กิ่งแขนงของกล้วยไม้ ที่เคยถาม ตอนนี้เหลือรอดอยู่สองกิ่งค่ะ วิธีการคือ ตัดติดต้นเดิมมาด้วย(ถ้าแงะแล้วจะตาย..แป่ว) เลยตัดใจยอมทิ้งต้นเดิมตัดมันมาทั้งกิ่งแล้วอนุบาลไว้จนรอด..

แล้วจะแวะมาดูคำตอบนะคะ จ๊วบๆ

 

โดย: v Cinnamon v IP: 222.123.72.53 25 กันยายน 2552 15:53:05 น.  

 

พี่จันหอม..น้องม่อนมาอีกรอบแล้ว แต่พี่จันหอมยังไม่มาเลย...
งั้นถามไว้เลย จะได้คำตอบรวดเดียว..
กล้วยไม้น่ะ (ของม่อนจะเป็นพวกหวายนะคะ)
พอเลี้ยงไปนานๆแล้วเค้าจะโทรมๆบางต้นไม่ยอมแตกหน่อ .. เป็นเพราะอะไร กระถางเล็กไป รึเปล่าเพราะเรื่องปุ๋ยเนี่ย ประโคมกันไม่มีขาด แต่ทีนี้ม่อนสังเกตุว่า กอใหนที่เลี้ยงมานานรากเค้าจะเต็มกระถางมากเลยค่ะ ทำให้เหมือนทั้งกระถางมีแต่ราก
เราดึงรากเก่าๆของเค้าที่แห้งๆหรือที่ไม่ใช่รากแตกใหม่ออกทิ้งมั่งดีมั๊ยคะพี่..จะได้แตกรากใหม่ จะได้ใส่กาบมะพร้าวให้ใหม่ด้วย..(ถ้าเป็นวิธีที่ถูกม่อนจะได้ทำ) แต่จริงๆแล้วม่อนลองทำไปแล้วสองสามกอล่ะ
ผ่านมาสองสามวัน ไม่มีท่าทางว่าจะตาย .. แค่ขอให้พี่จันหอมแนะนำเพิ่มว่าทำยังไงได้อีก ที่ถูกต้องน่ะค่ะ เพราะที่ม่อนทำเนี่ย ลองเอง ไม่ได้ถามใครค่ะ

แค่นี้นะคะ .. คิดถึงจ้า ..จุ๊..บุ ..จุ๊..บุ

 

โดย: v Cinnamon v IP: 222.123.150.13 5 ตุลาคม 2552 20:00:17 น.  

 

อยากทราบว่างานเจียไต๋แฟร์ จะจัดอีกเมื่อไร ช่วยตอบหน่อย ได้ใหมเอย

 

โดย: ปู IP: 222.123.187.201 6 มกราคม 2553 10:52:13 น.  

 

การนำต้นหัวใจล้านดวงมาปลูกที่ประเทศไทยวันที่เท่าไร

 

โดย: กีต้าร์ IP: 112.142.140.110 17 มกราคม 2553 20:31:41 น.  

 

เจ้าของบ้านหายปายไหนน๊า ได้มีโอกาสแวะเข้ามาอ่าน..ได้ความรู้ด้วย เจ้าบ้านก็น่าเอ็นดู อาราณ์ดี ต้องแวะมาอีกซะแล้ว อยากจะสมัครเป็นสมาชิก bloggang ม่ายรุเปิดรับรึยัง

 

โดย: เบญ IP: 125.27.141.32 9 กุมภาพันธ์ 2553 11:53:12 น.  

 

อยากทราบว่าถ้าจะปลูกต้นเดปในลูกตีนเป็ดจะปลูกได้ไหมค่ะ

 

โดย: หนิง IP: 180.183.149.64 23 เมษายน 2553 11:48:23 น.  

 

เคยเข้ามาใน Blog นี้แล้วหละ อ่านๆ แล้วก็จากไปไม่ได้ comment เอาไว้ ทำได้ดี และสวยมากจ๊ะ

วันนี้ อยากฟังเพลง จูบฟ้าฝากดิน และอยากได้เนื้อเพลงด้วย ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีใน Blog นี้

เพลงนี้ มันเป็นเพลงของคนยุคสมัยเดือน ตุลา โน่นแนะ หายากที่คนสมัยนี้ จะไปสนใจ ไม่ทราบว่า มีอะไรมาดลใจเหรอครับ

เนื้อเพลง แต่งได้กินใจมากๆ คนที่ลึกซึ้งหรือมีความหลังเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

 

โดย: ลั่นทม IP: 183.89.175.70 1 กรกฎาคม 2553 21:15:44 น.  

 

สวัสดีค่ะ น้องม่อน (แม่อบเชยคนสวย) คุณปู คุณกีต้าร์ คุณเบญ คุณหนิง และคุณลั่นทม

... จันหอมต้องขอโท๊ษษษษษ อย่างสูงที่ไม่ได้เข้ามาตอบคำถามเลย ด้วยภาระหน้าที่ รัดตัว จนตัวกิ่วไปหมดแล้ว
... จันหอมดีใจนะค่ะที่เพื่อน ๆ ยังคงแวะมาทักทาย เหมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจจันหอมจริง ๆๆ พอเข้ามาคุยกับเพื่อน ๆ ในบ้านนี้ ทำให้อาการเหนื่อยเพลีย(ใจ) ที่จันหอมมี หายยย ปลิดทิ้งเลยค่ะ ไม่ได้พูดเกินไปเลยน้า

... จากคุณหนิงที่ถามจันหอมว่า ..อยากทราบว่าถ้าจะปลูกต้นเดปในลูกตีนเป็ดจะปลูกได้ไหมค่ะ.. ?
ตอบว่า... ได้ค่ะ คุณหนิงคงเคยเห็นร้านค้าต้นไม้ปลูกไว้ที่ลูกตีนเป็ด สวยงามมั๊กมากค่ะ เก๋ไก๋ดี แต่ช่วงแรกนั้นคุณหนิงต้องหมั่นรดน้ำให้ชุ่มชื้นนะค่ะ เพื่อให้เค้าเกิดราก จากนั้นก็ลดน้ำลงได้ค่ะ

... ต้องขอบคุณคุณลั่นทมนะค่ะที่ชมบ้านจันหอมว่าสวย ((วันนี้จันหอมตัวลอยอีกแล้ว ด้วยความปลาบปลื้ม...)) เพลงจูบฟ้าฝากดิน ครั้งแรกที่จันหอมได้ยิน เหมือนโดนมนต์สะกดเลยค่ะ ด้วยท่วงทำนอง ดนตรี และเนื้อเพลง ถึงแม้จันหอมจะเป็นคนสมัยนี้ (( คุณลั่นทม คนสมัยไหนอ่ะค่ะ? )) แต่จันหอมชอบเพลงนี้มากค่ะ แปลก และมีเสน่ห์
...

 

โดย: เจ้าจัน 5 กรกฎาคม 2553 14:31:50 น.  

 

จูบฟ้าฝากดิน
พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

ช. จำจากจร ต้องนอนกลางดิน จำจากถิ่น ต้องกินกลางทราย จำจากบ้านไปอยู่แดนไกล จำจากไป ด้วยใจจดจำ ยามค่ำคืน ดึกคืนดำ ยามสายลมโบยโบก โกรกเหงื่อรินไหล ไฟไม่กระจ่าง หนทางอำพรางมืดมน เจื้อยไก่ฟ้า ปลุกป่าเตือนตน ยลนกกกฟานเกิ้ง กระเจิงซ้างซน ยลเจ้าคนงาม น้ำใจรินไหลล่องลอย

ญ . เชิญพี่ยา บ้านป่าดงดอย ไม่เลิศลอยเดินหมู่อยู่ตามยะถา นานแล้วน้องนาน มันจนคนมีน้ำใจ (โอ้โอ่โอ่โอ้โอย..) น้ำลำธารตกย้อยเงือกน้อยในไพร สดใสกระเซ็น ลงเคลื่อนคล้อยลอยเล่น ย่ำเย็นเยื้องย่าง

ช. คนใจเดียวผ้าเตี่ยวพันกาย มีหน้าไม้เป็นเพื่อนอยู่เรือนไม้ไผ่ ไฟคือผ้าห่มกันลมเมฆพรมจมดิน

ญ. คนภูเขา มาเก่า เขากิน ส่วยที่ดินส่วยข่า โนเด่ เบี้ยไห เก็บทั้งกรั่วลุย กรั่วย่อง ..เอื่อน่อง.เที่ยวทา เก็บในตัวที่มีภาษี.อกโต.. ภาษีน้ำนม ทั้งขนมไหว้เจ้า หน้าหนาวเสียเงิน

ช. คนใจเดียวผ้าเตี่ยวพันกาย เป่าใบไม้หาคู่ฟังดูรู้ความ งามน้องกินข้าวกับแจ่วกินแล้วหรือไร

ญ กินงาหอมสาวอ้อมเอียงอาย บ่าวพี่ชาย สวนกลับ สลับคำหวน นวลน้องอายลองพี่ คำนี้ร้องหา

ช. พี่บ่ได้สาวน้อย ขุดดอยจนล้ม เก็บต้มเม็ดหินเม็ดทรายดินเน่าเปื่อย คอยเลิกรากัน (ฉันฮักเธอ)

ญ ร้อยเอาพวงมาลัยส่งให้คนดอย ดอกสร้อยวาจา นกน้อยบินเริงร่า จูบฟ้าฝากดิน ร้อยเอาพวงมาลัยส่งให้คนดอย ดอกสร้อยวาจา นกน้อยบินเริงร่า จูบฟ้าฝากดิน

(พี่บ่ได้สาวน้อย.. สิขุดดอยจนล้ม เก็บต้มเม็ดหิน เม็ดทรายดินเน่าเปื่อย จังข่อยเลิกรา..กัน.....)

***************************************

** โอ้ดอกเอย... เจ้าดอกจำปาลาว ตัวน้องฮักอ้ายเท่าท้องนภาเอย... **

.... แจ่มจันทร์ขวัญฟ้า ขอเทพเทวาเป็นพยาน
วันดีศรีสุข สองเราสมัครสมาน
น้องขอรักพี่ยา จวบจนชีพนั้นนิรันดร์กาลเอย...

... " ความฮักนั้นสิอดทนนาน และกระทำคุณให้
ความฮักบ่อิจฉา บ่อวดตัว บ่หยิ่งผยอง "

 

โดย: เจ้าจัน ช่างฝัน IP: 158.108.194.125 6 กรกฎาคม 2553 9:46:13 น.  

 

สวัสดีค่ะคุณจันหอม
ตอนนี้กำลังสร้างบ้านเสร็จประมาณ 40% แล้ว อยากหาต้นไม้ที่มีชื่อจัน... ทั้งหลาย มาปลูกค่ะ ขอรายละเอียดวิธีการปลูก ข้อจำกัดต่างๆ แหล่งพันธุ์ไม้ ราคา ฯลฯ ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
PS. blog นี้ให้ความรู้ดีมากๆเลยค่ะ

 

โดย: ฟ้าใส IP: 125.27.122.233 3 สิงหาคม 2553 17:19:14 น.  

 

คุณฟ้าใส เด๊ยวจันหอมจัดให้นะค่ะ ช่วงนี้ติดภารกิจงานหลวง แว๊บมา blog ได้ไม่นาน ถ้าคุณฟ้าใส ไม่ได้เข้ามาเช็คคำตอบในห้องนี้บ่อย ๆ ก็ทิ้งอีเมลให้จันหอมนะค่ะ จะได้ตอบส่งทางนั้น

 

โดย: เจ้าจัน 13 กันยายน 2553 14:16:54 น.  

 

สวัสดีคุณจันหอมค่ะ
ดีใจจังที่วันนี้เข้ามาแล้วเห็นเจ้าของบ้าน .. กลับมาบ้าน...ซะที ทิ้งบ้านไปนานมาก ที่แท้งานรัดตัวนี่เอง ไงก็อย่าโหมงานจนละเลยการดูแลสุขภาพตัวเองนะคะ แวะมาเยี่ยมหนะค่ะ

 

โดย: เบญ IP: 125.27.255.223 21 กันยายน 2553 16:23:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


เจ้าจัน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ยินดีต้อนรับ สู่สวนเจ้าจันค่ะ

สวนแห่งนี้ปลูกต้นไม้หลายประเภท มีไม้ดอก ไม้ใบ ไม้ผล พืชผักสวนครัวและสมุนไพร..

สวนแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นจากความรักต้นไม้ ธรรมชาติของจันหอม

ในสวนยังมีบทเพลงขับขานที่ไพเราะและเรื่องราวที่น่าประทับใจ

...จุดประสงค์ในการสร้างสวนนี้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องต้นไม้ หรือเพียงแวะผ่าน มาเยี่ยมชมสวนเจ้าจันก็ชื่นใจแล้ว

จากใจ

จันหอม

กันยายน 2551
" ฉันมีความสุขเล็ก ๆ
ในใจฉัน
ในใจฉัน
มีความสุขเล็ก ๆ
ความสุขเล็ก ๆ
ในใจจันหอม"
วันนี้จันหอมมีความสุขมาก
ได้เริ่มการเขียน blog
เป็นความใฝ่ฝันมานานแล้ว
ว่าอยากทำสิ่งนี้
ได้ลงมือเขียนและ
ตกแต่ง blog มีความสุขจัง
ต้องขอบคุณยัยหนูเล็ก
น้องสาวที่น่ารัก
เป็นที่ปรึกษา
และแนะนำสิ่งดี ๆ
สิ่งนี้มาให้
เพราะยัยหนูเล็ก
ทำให้จันหอมหัวใจพองโต
ขอบคุณ
ยัยหนูเล็กมาก ๆ นะค่ะ
1 Corinthians 13 : 4-7

" Love is patient,
love is kind.
It does not envy,
it does not boast,
it is not proud.

It is not rude,
it is not self-seeking,
it is not easily angered,
it keeps no record of wrongs.

Love does not delight in evil
but rejoices with the truth.
It always protects,
always trusts,
always hopes,
always perseveres. "
1 โครินธ์ 13 : 4-7

" ความรักนั้นก็อดทนนาน และกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง

ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด

ไม่ชื่นชมยินดี เมื่อมีการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดี เมื่อประพฤติชอบ

ความรักทนได้ทุกอย่าง
แม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดี ของเขาอยู่เสมอ
และมีความหวังอยู่เสมอ
และทนต่อทุกอย่าง "

Google
Friends' blogs
[Add เจ้าจัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.