ตุลาคม 2568

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
All Blog
ในหนังสือชุด Anne of Green Gables เพื่อนๆชอบเล่มไหนมากที่สุดคะ
ในหนังสือชุด Anne of Green Gables เพื่อนๆชอบเล่มไหนมากที่สุดคะ 😊
 
ส่วนตัวเรานั้นชอบ 
✨️ เล่มแรก แอนน์ : หนูน้อยแห่งบ้านกรีนเกเบิล์ 
      (Anne of Green Gables) และ
✨️ เล่มสุดท้าย ริลลา : แห่งบ้านอิงเกิลไซด์ 
      (Rilla of Ingleside) มากที่สุดค่ะ
ส่วนอีก 6 เล่ม ชอบรองลงมาเป็นอันดับสองทั้งหมด 🩷
 
จริงๆชอบทั้ง 8 เล่มเลยค่ะ ตัดใจเลือกยากมาก แต่ละเล่มคะแนนห่างกันนิดเดียว 🤣😂

ต่อไปเรามาอ่านกันว่าผู้แปลวรรณกรรมชุดนี้ชอบเล่มไหนมากที่สุดกันนะคะ

 145 การนำบทความนี้มาลง ได้รับอนุญาตจากนักแปล คุณวรวดีเรียบร้อยเเล้ว 145   

------------------------------------------------------------------------------------

ว่างเว้นจากการคุยกับคุณผู้อ่านมาช่วงหนึ่งเพราะมัวแต่ตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่
แต่ตามมาก ๆ เข้าเริ่มรู้สึกไม่ไหว ต้องขอพักใจมาชวนคุณ ๆ คุยสักหน่อยก่อนดีกว่าค่ะ 
 
มีคำถามหนึ่งที่วรวดีถูกถามมากที่สุดนับตั้งแต่วรรณกรรมชุด “แอนน์” (Anne of Green Gables)
ออกมาครบ 2 กล่อง 8 เล่ม คือรุ่นหนูแอนน์ในกล่องแรก (เล่ม 1-6) และรุ่นลูก ๆ ของแม่แอนน์
ในกล่องหลัง (เล่ม 7-8) ก็คือคำถามที่ว่า “ผู้แปลชอบเล่มไหนมากที่สุด” ซึ่งในวงสนทนาทุกเวที
วรวดีก็ได้ตอบไปแล้ว วันนี้เลยถือโอกาสสรุปรวมมาให้คุณ ๆ ได้อ่านกันตรงนี้นะคะ


 
เป็นธรรมดาว่าเวลามีงานวรรณกรรมออกมาเป็นชุด ไม่ว่าตัวผู้แปลเองหรือผู้อ่านก็มักจะมีเล่ม
ที่ชอบมากชอบน้อยต่างกันไปตามจริตและรสนิยมส่วนบุคคล ซึ่งนั่นคือเสน่ห์ของวรรณกรรม
อย่างแท้จริง งานชุด “แอนน์” ก็เช่นกันค่ะ เวลาวรวดีได้คุยกับคนที่อ่านครบทุกเล่มไม่ว่าฝรั่งหรือ
คนไทยก็จะสนุกมาก เพราะแต่ละคนมีมุมมองและความชอบความสนใจที่ทั้งเหมือนและต่าง
อย่างไม่น่าเชื่อ มาดูกันนะคะว่ามีผู้อ่านท่านใดใจตรงกับผู้แปลบ้าง สัญญาว่าจะไม่สปอยล์
(จนเกินไป) ค่ะ 
 
ก่อนอื่น วรวดีขอแยก “ความชอบ” ของตัวเองเป็นสองฐานะดังนี้ 
ฐานะแรกคือฐานะนักแปลและคนที่สนใจทุกรายละเอียดของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต
และวิธีคิดของชาวพรินซ์เอ็ดเวิร์ดไอแลนด์ (พีอีไอ) สมัยที่แคนาดาเพิ่งเป็นประเทศใหม่ ๆ
วรวดีพูดได้เต็มปากว่าชอบทั้ง 8 เล่มใน 8 แบบเลยค่ะ เพราะทุกเล่มบรรจุทุกสิ่งที่ตัวเองสนใจ
ข้างต้นแบบล้นพิกัด อ่านแล้วมันมาก เหมือนได้เข้าไปเดินอยู่ในพีอีไอเองเลย ที่สำคัญ
กลวิธีการเขียนของคุณม้อด (ลูซี ม้อด มอนต์โกเมอรี) ก็มีทั้งความเป็นเอกลักษณ์ของนักเขียน
ปลายศตวรรษที่ 19 อันสะท้อนถึง “ขนบวิคตอเรียน” ชัดเจนจากบทบรรยาย และมีทั้งความเป็น
อัตลักษณ์ส่วนตัวของนักเขียนที่ใช้ภาษาได้อย่างงดงามตรึงใจ มีการแฝงความ “จิกนิด ๆ ขบ
หน่อยๆ ” ในสิ่งที่เธอขัดตาขัดใจต่อ “ขนบ” ดังกล่าวไว้อย่างแนบเนียนชวนขันในบุคลิกและแนวคิด
ของตัวละครหลากหลายด้วย ตรงนี้นี่เอง ที่ทำให้วรวดีชอบทุกเล่มเพราะมันไม่ซ้ำกัน ทำให้สนุก
กับการติดตามวิธีคิดของคนสมัยนั้นที่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นวิธีคิดของคนสมัยนี้ วรวดีถึงได้ทำ
“เชิงอรรถ” ไว้เยอะแยะจนผู้อ่านอาจตาลายจนคิดว่าทำไปทำไมนักหนา นั่นก็เพราะอยากให้คุณๆ
ได้อ่านกันแบบรื่นไหลไม่ต้องคอยสะดุดค่ะ
 
ส่วนในฐานะที่สองคือฐานะผู้อ่าน เมื่อสลัดความเป็นผู้แปลและผู้สนใจใด ๆ ออกไปหมด ก็จะได้
รสของความชอบแบบผู้อ่านแท้ ๆ ที่ลดหลั่นกันไปเป็น “ชอบที่สุด” “ชอบที่สอง” และ “ชอบที่สาม”
ชอบที่สุด: เล่ม 1 Anne of Green Gables (1908), เล่ม 5 Anne’s House of Dreams (1917),
เล่ม 8 Rilla of Ingleside (1921);  
ชอบที่สอง: เล่ม 2 Anne of Avonlea (1909), เล่ม 3 Anne of the Island (1915), เล่ม 7
Rainbow Valley (1919); 
ชอบที่สาม: เล่ม 4 Anne of Windy Willows (1936), เล่ม 6 Anne of Ingleside (1939)


 
เหตุผลของเล่มที่ชอบที่สุด สำหรับเล่ม 1 คงไม่ต้องอธิบายแล้วนะคะ เพราะมันคือ “สารตั้งต้น”
แห่งความชอบในเล่มอื่น ๆ ที่ตามมา แต่ถ้าท่านใดยังไม่เคยอ่านก็สามารถเลื่อนลงไปดูโพสต์เก่าๆ
ได้ เพราะเขียนถึงน้องแอนน์จากเล่ม 1 ไว้เยอะเลยค่ะ ส่วนเล่ม 5 Anne’s House of Dreams
นับเป็นเล่มที่ประทับใจที่สุดหลายจุด เพราะแอนน์อยู่ในช่วงวัยแต่งงานสร้างครอบครัว ชีวิต
ซน ๆใส ๆ ในบ้านกรีนเกเบิลส์เปลี่ยนเป็นชีวิตจริงที่บ้านแห่งความฝันของเธอกับสามีที่แหลม
“โฟร์วินดส์” เล่มนี้มีตัวละครใหม่ ๆ มากมาย แต่ที่วรวดีรักที่สุดคือ “กัปตันจิม” อดีตกัปตันเรือที่
เกษียณอายุมาเป็นผู้ดูแลประภาคาร ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนบ้านและ “ญาติทางใจ” อีกคนหนึ่ง
ของแอนน์ เขาคือสุภาพบุรุษท้องถิ่นตัวจริง มีความเป็นนักคิด ทั้ง ๆ ที่ “eddication” หรือ
“การซึกสา” ของเขาไม่ได้สูงเลย คำนี้วรวดีไม่ได้พิมพ์ผิด แต่มันเป็นสำเนียงพูดอังกฤษแบบ
คนไอริชของกัปตันจิมที่คุณม้อดเธอเขียนไว้แบบนั้น เวลาอ่านเลยต้องออกเสียงดัง ๆ เพื่อให้
ได้ยินได้อารมณ์ อีกตัวละครหนึ่งที่สร้างสีสันให้เล่มนี้ได้อย่างแพรวพราวคือ “มิสคอร์นีเลีย” ที่
เวลาต่อปากต่อคำกับกัปตันจิมก็จะทั้งตลกและชวนคิด ยังไม่นับ “เลสลีย์” สาวสวยที่มีอดีต
อันขมขื่นซึ่งคุณม้อดได้ผูกปมเรื่องราวชีวิตของเธอไว้แน่นหนาจนนักสืบอย่างเรา ๆ แกะอย่างไร
ก็ไม่ออก ได้แต่คิดไปต่าง ๆ นานา แต่พอตอนจบกลับตลบหักมุมจนเราหัวทิ่มเสียนี่ นับเป็นเล่ม
ที่ “เต็ม” ทุกรสจริง ๆ ค่ะ ขอกระซิบว่ามีทั้งฉากที่ทำให้หัวเราะ ยิ้มขื่น และยิ้มชื่นเบิกบานหัวใจ
ในขณะที่อิ่มเอมกับอรรถรสทางวรรณศิลป์เหมือนได้กินสเต้กชิ้นใหญ่ไปตลอดเล่ม


 
สำหรับเล่ม 8 Rilla of Ingleside (1921) ไม่ใช่แค่เป็นหนึ่งในสามเล่มที่วรวดีชอบที่สุด แต่ยังเป็น
เล่มที่ “เต็มรส” ที่สุด แปลยากที่สุดในจำนวน 8 เล่ม และแตกต่างจากเล่มอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะ
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914 – 1918) บทสนทนาและชีวิตประจำวันของ
ตัวละครจึงเกี่ยวโยงกับบริบทของสงครามและเหตุการณ์ร่วมสมัยอยู่ตลอด ตอนแปลเล่มนี้ 
วรวดีต้องกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้น และเจาะลึกลงไปที่
ประวัติศาสตร์แคนาดาแบบละเอียดยิบเพื่อให้เข้าใจบทสนทนา ความคิด และชีวิตของตัวละครเพื่อ
เอามาทำเชิงอรรถให้คุณ ๆ ได้อ่านอย่างรื่นไหลค่ะ (ขอแอบวงเล็บขอบคุณพี่ฉัตร - คุณฉัตรนคร
องคสิงห์ - บรรณาธิการต้นฉบับ พี่เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องสงครามมาก เลยช่วยให้ชีวิตวรวดี
ยากลำบากน้อยลงเยอะเลยค่ะ) 

ถึงตรงนี้หลายท่านคงคิดว่าถ้างั้นเล่มนี้ต้อง “ไม่สนุก” และเลือดสาดแน่ ๆ... แต่... ผิดค่ะ
เพราะแม้ฉากหลังจะเป็นสงครามที่โหดร้าย แต่หัวใจของเรื่องกลับเต็มไปด้วยความรักหลาย
รูปแบบ ความรักในครอบครัว พี่น้อง หนุ่มสาว รักชาติ กระทั่งความรักและซื่อสัตย์ของหมาน้อย
ต่อเจ้านาย ใครที่รักสัตว์ รับรองเรื่องนี้มีน้ำตาซึม ส่วนเรื่องราวหลักนั้นเกิดที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ใน
ชนบทที่พีอีไอไม่ใช่สนามรบ เราจึงได้เห็นภาพผู้หญิงในแนวหลังอย่างละเอียดผ่านสายตาของ
“ริลลา” ลูกสาวคนสุดท้องของแม่แอนน์ที่ตอนเปิดเรื่องอายุแค่สิบห้า ริลลาก็เลยไปร่วมรบกับพี่ๆ
ผู้ชายไม่ได้ และอาสาไปเป็นพยาบาลกับพี่ ๆ ผู้หญิงก็ไม่ได้ด้วยเพราะยังเด็กเกิน เธอจึงต้องอยู่
บ้านกับพ่อแม่ ความสนุกของเล่มนี้จึงมีสองระดับเพราะตรงนี้นี่เอง คือถ้าผู้อ่านไม่สนใจ
ประวัติศาสตร์มากมายนัก ก็สามารถอ่านเพื่อตาม “ลุ้น” กันได้ ว่าริลลาจะโตมาเป็นคนอย่างไร
ท่ามกลางไฟสงคราม เพราะเธอเป็นลูกคนเดียวของแม่แอนน์ที่ “ไร้สาระขั้นสาหัส” จนขนาดคน
เป็นแม่ถึงกับออกปากว่า “ฉันแค่อยากเห็นจิตสำนึกกับความรับผิดชอบในตัวริลลาบ้างเท่านั้น
สักนิดก็ยังดี” แล้วก็มีอีกเรื่องให้ “ลุ้น” ว่าหนุ่มหล่อรุ่นพี่ที่ริลลาเฝ้าฝันถึง คนที่ในสายตาเขา
เธอเป็นแค่ “ยายแมงมุม” สาวน้อยขายาวเก้งก้างนั้น ท้ายสุดจะได้ลงเอยกันไหม อ่านไป
จิกหมอนไปแถมได้ความรู้เกี่ยวกับสงครามและแนวหลังของแคนาดาไปด้วยเป็นของแถม
แบบไม่รู้ตัว
 
แต่ถ้าผู้อ่านชอบประวัติศาสตร์ด้วยแบบวรวดี เล่มนี้ล่ะค่ะ คุณจะได้สาระอย่างล้นแก้วทีเดียว
 


“ริลลาแห่งบ้านอิงเกิลไซด์” ตีพิมพ์ในปี 1921 หลังสงครามสงบเพียงไม่กี่ปี มันจึงกลายเป็น
นวนิยายเล่มเดียวของแคนาดาที่บันทึกเรื่องราวและมุมมองของผู้หญิงแคนาดาในฐานะ
“นักสู้แห่งสมรภูมิแนวหลัง” ไว้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนถูกต้องตามข้อเท็จจริงทุกประการ
เพราะคุณม้อดไม่เพียงเป็นนักเขียนร่วมสมัยที่มีประสบการณ์ตรง เธอยังเป็นนักบันทึกตัวยง
ผู้ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดผ่านสายตาและสมองไปโดยไม่มีการจดบันทึก กระทั่งในวงวิชาการ
แคนาดายังถือวรรณกรรมเล่มนี้เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ถือว่า
“ถูกต้องและตรงไปตรงมา” ที่สุดด้วยค่ะ สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาจากชีวิตประจำวันและ
บทสนทนา ซึ่งมีตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย และเธอก็เป็นตัวละครที่ทำเอาทั้ง
วรวดีและคุณพี่บรรณาธิการน้ำตาซึม จนถึงกับต้องไปขอให้ “คุณจัง” ศิลปินของเราวาด
ตัวละครตัวนั้นไว้ตรงปีกปกด้านหน้าด้วย (ลองพลิกมาดูนะคะ) เธอคือ “ซูซาน เบเคอร์”
แม่บ้านผู้ช่วยดูแลลูก ๆ แอนน์ทั้งหกคนมาจนโตนั่นเอง 

ซูซานปรากฏตัวครั้งแรกในเล่ม 5 ตอนที่แอนน์หาคนมาช่วยเลี้ยงลูก ตอนนั้นเธอไม่ได้มีบทบาท
อะไรมากมายนอกจากแม่บ้านขี้บ่นผู้จงรักภักดีและมีวลีติดปากว่า “ซูซานจัดการเองค่ะ” แต่พอมา
เล่มนี้ ซูซานผู้เป็นแค่หญิงชาวบ้านที่ไม่เคยสนใจการเมืองหรือเรื่องใดนอกไปจากการครัว
ซูซานผู้ไม่เคยเชื่อว่าสงครามในยุโรปจะกระทบมาถึงเกาะพีอีไอ ซูซานผู้ค้านและต่อต้านความ
รุนแรงเป็นที่สุด หากแต่เมื่อเธอตระหนักว่าอธิปไตยของโลกถูกรุกราน เธอจึงตระหนักว่าสงคราม
คือคำตอบ และพร้อมทำหน้าที่ของเธออย่างเต็มภาคภูมิ ภาพของซูซานนี่เองคือตัวแทนภาพ
ของหญิงแคนาดาที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ “บุตรแห่งแผ่นดิน” ในสมรภูมิแนวหลังด้วยความ
กล้าหาญที่ไม่ด้อยไปกว่าผู้อยู่แนวหน้าเลย
 
ตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ต้องจับตามองคือ “วอลเตอร์ ไบล์ธ” ลูกชายคนที่สองของแอนน์ที่มีความเป็น
“กวี” มาตั้งแต่เด็ก ถ้าอ่านมาตั้งแต่เล่ม 6 (Anne of Ingleside) และเล่ม 7 (Rainbow Valley) ก็
จะเห็นพัฒนาการของเขาชัดเจนค่ะ คุณม้อดสร้างให้วอลเตอร์เป็นภาพแทนของ “จอห์น แม็คเคร”
(John McCrae) กวี นักเขียน ศิลปินและนายแพทย์ชาวแคนาดาผู้เข้าร่วมสมรภูมิรบใน
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งบทกวีสั้น ๆ ชื่อ In Flanders Fields (1915) ของเขาที่เป็นที่รู้จักไป
ทั่วโลกนั้น ได้บรรยายภาพสมรภูมิในแฟลนเดอรส์ซึ่งมีดอกป้อปปีขึ้นแดงฉานไปทั่ว จนต่อมาก็ได้
มีการใช้ดอกป้อปปีติดเป็นสัญลักษณ์ในวัน Remembrance Day หรือวันทหารผ่านศึก เพื่อรำลึก
ถึงทหารผู้จากไป
 
มาดูความชอบอันดับรองของวรวดีกันค่ะ สามเล่มที่กล่าวมานั้นที่จริงก็ชอบไม่น้อยเลยนะคะ
เพียงแต่ชอบในลักษณะเป็นช่วงชีวิตแต่ละขั้นตอนของแอนน์ที่เริ่มโตขึ้น เรียนจบมาเป็นครูใน
หมู่บ้านตอนเล่มสอง และไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในเล่มสาม ความเด่นของงานเขียน
คุณม้อดเรื่องการเก็บรายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ไม่ได้ด้อยลงไปเลยในแต่ละเล่ม พร้อมความ
สนุกในการเติบโตและการเรียนรู้คำว่า “ความรัก” ของแอนน์ก็มีอันให้เราได้ลุ้นตามเธอกันตลอด
และในเล่ม 7 ภาพของเด็ก ๆ ลูกของแอนน์กับลูก ๆ ของศิษยาภิบาล แม้จะเป็นเด็กเมื่อร้อยกว่า
ปีก่อน แต่ก็สะท้อนความเป็นเด็กในตัวเราเองแบบไม่มีข้อจำกัดของยุคสมัยเลย ที่สำคัญ
ฉากความสงบงามของหมู่บ้านก่อนเกิดสงครามในเล่ม 8 ก็เป็นภาพตัดราวขาวกับดำที่ทำให้
เราอดสะท้อนใจไม่ได้ว่าในความขาวและงดงาม เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าความดำมืดและโหดร้าย
จะก้าวย่างเข้าหาเราเมื่อใด
 


ส่วนสองเล่มที่วรวดีจัดไว้ในอันดับ “ชอบเป็นที่สาม” คือ Anne of Windy Willows และ Anne of
Ingleside นั้น ถ้าคุณผู้อ่านสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคุณม้อดมาเขียนเพิ่มทีหลัง หลังจากเขียน
Rilla of Ingleside จบไปแล้วในปี 1921 ค่ะ คือพอแอนน์ได้หมั้นหมายกับชายผู้เป็นที่รัก
ตอนจบของเล่มสามคือ Anne of the Island ในปี 1915 คุณม้อดเธอก็ต่อด้วย Anne’s House
of Dreams ในปี 1917 ซึ่งเป็นเล่มเริ่มต้นชีวิตครอบครัวของแอนน์เลย จากนั้นก็ตามด้วย
Rainbow Valley ที่เป็นรุ่นลูกในปี 1919 ปิดท้ายด้วย Rilla of Ingleside ในปี 1921 ซึ่งตอนนั้น
เธอกำลังจะเขียนนิยายเรื่องอื่นต่อแล้ว แถมเธอยังเขียนไว้ในบันทึกส่วนตัวด้วยว่า “ไม่ไหวแล้ว”
เพราะอยากมูฟออนเต็มทีเพราะเธอได้ถึงจุดอิ่มตัวเต็มที่สำหรับเรื่องแอนน์ 
 
แต่แฟน ๆ แอนน์นี่สิคะ ยังเรียกร้องว่าระหว่างช่วงที่แอนน์หมั้นเพื่อรอให้คู่หมั้นเรียนจบแพทย์
ก่อนนั้น มีช่องว่างอยู่ตั้งสามปี แฟน ๆ ก็อยากรู้ว่าชีวิตแอนน์เป็นอย่างไร คุณม้อดเธอก็ไม่รู้จะทำ
อย่างไรเพราะทั้งแฟนนิยายและสำนักพิมพ์ “บีบ” เอามาก ๆ ในที่สุดเธอจึงยินยอมพักโปรเจค
นิยายเรื่องที่เธอแพลนว่ากำลังจะเขียนไว้ก่อน แล้วมาจัด Anne of Windy Willows ตามใจ
ผู้อ่านในปี 1936 ซึ่งเป็นช่วงสามปีก่อนแต่งงาน ผู้อ่านสมัยนั้นก็เลยได้อ่านชีวิตแอนน์แบบอิ่ม ๆ
ไปเลยค่ะ แล้ววรวดีก็ได้คุยกับบางคนที่ชื่นชอบเล่มนี้มากเป็นพิเศษด้วยเพราะเขาบอกว่าไม่ได้
อยากรู้เรื่องคู่หมั้นแอนน์ แต่อยากรู้เรื่องแอนน์ (เอากะเขาสิ!) เพราะฉะนั้น แม้สองเล่มสุดท้ายนี้
จะเป็นเล่มที่ชอบเป็นที่สามในจำนวน 8 เล่มของวรวดี แต่มันก็มีคนที่เขาชอบเป็นอันดับต้นด้วย
เหตุผลส่วนตัวของเขาเองจริง ๆ ค่ะ
 
แล้วคุณผู้อ่านละคะ มีท่านใดที่ชอบมากชอบน้อยคล้าย ๆ วรวดี มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ
 
------------------------------------------------------------------------------------

เพื่อนๆสามารถติดตามอ่านเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจได้จาก
เพจ Facebook คุณวรวดี วงศ์สง่า หรืออุดหนุนหนังสือชุดนี้ได้ที่
เพจสำนักพิมพ์ Wordswonder นะคะ 444



Create Date : 30 ตุลาคม 2568
Last Update : 30 ตุลาคม 2568 8:37:22 น.
Counter : 130 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#21



สมาชิกหมายเลข 4642774
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]