We don't know future. What we don't know exactly always contains risk. When we take risk, we bet. Therefore, investment is a calculated bet. Just bet wisely.
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
11 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
คิดอะไรไม่ออก ... ซื้อหุ้น

เช้าวันหนึ่งซึ่งผมได้ไปฟังสัมมนาการลงทุนซึ่งจัดโดยรอยเตอร์ และได้พบข้อมูลที่น่าสนใจชุดหนึ่ง และคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเอามาใช้พูดถึงหัวข้อการลงทุนในวันนี้ แน่นอนว่าในหัวข้อนี้ผมไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณคิดอะไรไม่ออก หรือไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ให้เอาเงินลงทุนมาซื้อหุ้น แต่ความหมายที่จริงก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่หุ้นตกลงมามากจนคุณคิดอะไรไม่ออก เมื่อนักลงทุนต่างตื่นตระหนกและไม่มีใครอยากลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว ณ เวลานั้นอาจจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราควรจะ…ซื้อหุ้น ก็เป็นได้

ทำไมเราจึงควรซื้อหุ้นแทนการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ในปัจจุบันการลงทุนมีอยู่หลายรูปแบบ ที่พอจะรู้จักและคุ้นเคยก็มี ตราสารหนี้ หุ้น commodities และ อสังหาริมทรัพย์ แต่ทำไมหุ้นจึงเป็นหลักทรัพย์ที่เราควรให้ความสนใจสำหรับการลงทุน เหตุผลหลักๆก็เพราะว่าในระยะยาวนั้นหุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด แม้ว่าในระยะเวลาสั้นๆเราจะพบว่าหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในระยะยาวเราจะพบว่าความเสี่ยงของหุ้นนั้นลดลง และเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้แล้วคุ้มค่ากว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ

จากข้อมูลของตลาดหุ้นอเมริกาพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนในหุ้น(ในระยะเวลาประมาณร้อยปีที่ผ่านมา) ผลตอบแทนเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 15% ต่อปี ในขณะที่ถ้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวจะอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี และถ้าเป็นตั๋วเงินระยะสั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2-3% ต่อปีเท่านั้น ส่วน commodities นั้นก็ให้ผลตอบแทนดีเป็นช่วงๆเท่านั้น และในระยะยาวแล้วผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่สูงเท่าการลงทุนในหุ้น ขณะที่การลงทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นในระยะยาวก็ให้ผลตอบแทนที่สูงพอสมควร(เช่นการลงทุนในที่ดิน) แต่ปัญหาก็คือต้องใช้เงินลงทุนสูง และกระจายการลงทุนยาก (ต้องใช้เงินจำนวนมากถ้าเราจะกระจายซื้อที่ดินเก็บไว้หลายๆแปลง ในหลายๆทำเล) ดังนั้นหากเทียบกับความง่ายในการจัดการเงินทุน และผลประโยชน์ที่ได้รับแล้ว แทบจะพูดได้ว่าการลงทุนในหุ้นนั้นเป็นการลงทุนระยะยาวที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่ง



ข้อมูลที่ผมได้จากรอยเตอร์(ซึ่งรวบรวมจากศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจของอเมริกา) ซึ่งแสดงในตารางข้างต้นพบว่า เศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาวนั้นมีทั้งขึ้นและลง แน่นอนว่าช่วงที่เศรษฐกิจลง(Contraction) ตลาดหุ้นโดยรวมก็น่าจะปรับตัวลง(น่าเสียดายที่รอยเตอร์ไม่ได้แสดงดัชนีตลาดหุ้นมาด้วย) และในช่วงเศรษฐขาขึ้น(Expansion) ตลาดหุ้นโดยรวมก็ควรจะปรับตัวขึ้น

จากข้อมูลที่แสดงดังกล่าวเราพบว่าในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวนั้นมีระยะเวลาค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในช่วงขยายตัว ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีนั้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ไม่เกินหนึ่งปีครึ่ง ในขณะที่เศรษฐกิจดีนั้นยาวนานตั้งแต่ สามปี จนถึงสิบปี นอกจากนั้นเรายังพบว่าในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีนั้นหุ้นจะตกเร็วและลงแรงมาก โดยในช่วงที่แย่มากๆดัชนีหุ้นสามารถปรับตัวลง 50% หรือมากกว่านั้น แต่ขณะเดียวกันในช่วงที่เศรษฐกิจดีดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นหลายเท่า ในบางช่วงปรับตัวสูงขึ้นเป็นสิบๆเท่าเลยทีเดียว

ตลาดหุ้นนั้นปรับตัวลงเร็วและแรงกว่าที่หลายๆคนคาดคิด แต่ในร้ายย่อมมีข่าวดี ตลาดหุ้นนั้นปรับตัวขึ้นได้เร็วและแรงกว่าที่หลายๆคนคิดเช่นกัน และในช่วงที่เศรษฐกิจดีนั้นตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและยาวนานกว่าในช่วงขาลงมากทีเดียว
(สะท้อนจากข้อมูลระยะเวลาในช่วงเศรษฐกิจขาขี้นและขาลงที่แสดงไว้)

ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้ว การลงทุนที่ดีที่สุดอาจจะเป็นการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นได้ปรับตัวลงมามากแล้ว ซึ่งมักเกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือปีเศษในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ และถือหุ้นดังกล่าวไว้จนกระทั่งถึงช่วงที่เศรษฐกิจบูมอีกครั้ง หากในรอบระยะเวลาสิบปีเราทำได้เพียงหนึ่งหรือสองครั้ง ผลตอบแทนจากการลงทุนจะดีมิใช่นอ้ย


Create Date : 11 ธันวาคม 2552
Last Update : 12 ธันวาคม 2552 0:00:32 น. 1 comments
Counter : 467 Pageviews.

 
ครับ เป็นประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว



ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ


โดย: yourmoneys IP: 113.226.206.37 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:19:46:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Rhythm of Love
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Flag Counter

New Comments
Friends' blogs
[Add Rhythm of Love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.