We don't know future. What we don't know exactly always contains risk. When we take risk, we bet. Therefore, investment is a calculated bet. Just bet wisely.
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
7 พฤศจิกายน 2552
 
All Blogs
 
เรียนรู้ 3 สิ่งเพื่อการเป็นนักลงทุนที่ดี

สวัสดีครับ ผมห่างหายจากการเขียนบล็อคไปชั่วคราวเนื่องจากงานยุ่ง และเริ่มคิดมุกในการเขียรไม่ออก ฮา
ผมจึงเปลี่ยนเป็น VIP แทน เพื่อตัดปัญหาไม่อยากให้เข้ามาอ่านถ้าบล๊อคไม่แอคทีฟ แต่หลายคนเข้าใจไปว่าต้องสมัครสมาชิกถึงจะเข้ามาอ่านได้ ซึ่งไม่จริงครับ ผมกลัวจะไม่มีคนมาอ่านมากกว่า ฮา

สำหรับวันนี้ผมจะเขียนเรื่องการเป็นนักลงทุนที่ดี จะต้องเรียนรู้ 3 อย่างให้เชี่ยวชาญ โดยจะเริ่มจากสิ่งที่เรียนรู้ก่อนหลัง และก็บังเอิญว่าม้นเป็นการเรียงลำดับจากง่ายไปยากด้วยครับ

หลักการเป็นนักลงทุนที่ดี ควรต้องรู้ 3 อย่างดังนี้ครับ
1. ต้องรู้จักสิ่งที่เราจะลงทุน

ถ้าคุณยังไม่รู้จักสิ่งที่คุณจะซื้อหรือขาย แสดงว่าคุณกำลังเล่นพนันครับ คุณไม่ได้ลงทุน ผมได้เขียนไปในหัวข้อก่อนแล้ว ว่าสองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างไร การพนันหรือการลงทุนแตกต่างกันที่รูปแบบการตัดสินใจนะครับไม่ใช่สิ่งที่คุณซื้อขาย ถ้าคุณนับไพ่เป็นและเก่งคุณกำลังลงทุนในแบล็คแจ๊ค แต่ถ้าคุณไม่รู้จักธุรกิจของหุ้นที่คุณซื้อหรือจับความรู้สึกของมันไม่ได้ คุณกำลังพนันในตลาดหุ้นครับ
การพนันในระยะยาว เล่นนานๆจะขาดทุน การลงทุนในระยะยาวจะกำไร แตกต่างกันแค่นี้
ลองไปหาหนังเรื่อง "21" มาดูสิครับ แล้วจะเข้าใจที่ผมพูด เค้าลงทุนในแบล็คแจ๊ค แต่มีช่วงนึงที่พระเอกขาดทุนยับ เพราะเค้าพลาดในหลักการข้อที่ 3 ครับ ซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดถึง

การรู้จักสิ่งที่เราจะลงทุน หมายถึงคุณต้องรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ลงลึกในรายละเอียด เพราะทุกๆการลงทุนมันจะมีรายละเอียดต่างกัน เช่น ถ้าผมจะซื้อหุ้น ผมต้องรู้ว่าหุ้นนั้นทำธุรกิจอะไร อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมไหน กำไรหลักๆมาจากส่วนใด มีสภาพคล่องแค่ไหน เป็นต้น หรือถ้าผมจะเทรดออปชั่น ผมต้องรู้ว่าออปชั่นมีกี่เดือน มีกี่สไตรค์ ที่ผ่านมาเทรดโวลสูงแค่ไหน เป็นต้น คือเราจะต้องรู้รายละเอียดของสิ่งที่เราจะลงทุนได้ ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้และติดตามไปเรื่อยๆ เพราะการลงทุนไม่เคยหยุดนิ่ง ข่าวสารใหม่ๆจะเข้ามาตลอด รวมถึงรูปแบบตราสารการลงทุนใหม่ๆก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นหลักการข้อที่ 1 จึงเป็นการเก็บข้อมูลของสิ่งที่เราจะลงทุน และต้องคอยอัพเดตการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. ต้องเข้าใจหลักการลงทุนที่ถูกต้อง

ในที่นี้เรากำลังพูดถึง "วิธี" ในการวิเคราะห์ โดยไม่สนใจในเนื้อในของแต่ละตราสารหรือตัวหุ้น การลงทุนในตราสารคล้ายคลึงกัน แม้เป็นตราสารต่างชนิดกัน แต่หลักการลงทุนจะคล้ายๆกัน ในขณะเดียวกันการลงทุนในตราสารชนิดเดียวกันแต่เลือกการลงทุนคนละรูปแบบ ก็จะต้องใช้หลักการลงทุนที่ต่างกัน ซึ่งเราจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม

ผมจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายดังนี้ สมมติว่าผมสนใจลงทุนในหุ้นบริษัทน้ำมัน ต่อมาผมก็สนใจลงทุนในหุ้นบริษัทถ่านหินด้วย ผมจะต้องทำการศึกษารายละเอียดต่างๆของแต่ละบริษัท ต่างบริษัทกันก็มีงบต่างกัน แต่หลักการลงทุนกลับคล้ายกัน เพราะหุ้นทั้งสองนี้เป็นหุ้นในหมวดพลังงานเหมือนกัน ในขณะเดียวกันถ้าผมเลือกลงทุนในหุ้นพลังงานตัวหนึ่งด้วยวิธีการวิเคราะห์งบการเงิน เทียบกับการลงทุนเก็งกำไรโดยอาศัยการอ่าน Technical analysis แม้จะเป็นหุ้นตัวเดียวกัน แต่การลงทุนกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นต้น

นอกจากนั้นรูปแบบการลงทุนแต่ละแบบในแต่ละช่วงเศรษฐกิจก็แตกต่างกันออกไป เช่นถ้าเรารู้ว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เราก็ควรเลือกซื้อหุ้นและหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ โดยสรุปก็คือเราต้องเข้าใจให้ถ่องแถ้ว่าเศรษฐกิจแต่ละช่วง หุ้นแต่ละกลุ่ม ตราสารอนุพันธ์ประเภทต่างๆ เหล่านั้นมีความเหมาะสมต่อการลงทุนอย่างไร และเราจะใช้การลงทุนแบบไหนให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงสถานการณ์

3. ต้องเข้าใจจิตวิทยาในการลงทุน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังดูไม่มีประเด็นอะไร แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีในเนื้อหาการลงทุนทั่วไปที่คุณจะหาอ่านได้ และการจะฝึกให้เชี่ยวชาญกันก็เป็นเรื่องยากทีเดียว นี่คือสิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างนักลงทุนทั่วไปกับนักลงทุนมืออาชีพ

ผมจะยกตัวอย่างให้ดูดังนี้นะครับ สมมติว่าผมได้ศึกษาหุ้นตัวหนึ่งอย่างละเอียด และรู้ว่าวิธีการลงทุนที่ถูกต้องนั้นเป็นเช่นไร ผมก็น่าจะทำกำไรได้ใช่ไหมครับ แต่ในความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้นน่ะสิครับ เพราะหุ้นตัวหนึ่งถ้าคุณจะซื้อได้ในราคาถูกแสดงว่ามันมีข่าวร้ายกระจายออกมา อาจจะเป็นไฟไหม้โรงงาน กำไรตก หรืออะไรก็ตามที่นักลงทุนทั่วไปต่างขายหุ้นทิ้งหนีตาย แต่คุณได้ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น ซึ่งใครต่อใครก็เตือนคุณด้วยความหวังดี(ของเขา) และเมื่อคุณได้ซื้อหุ้นดังกล่าวแล้วราคาหุ้นก็ยังตกอย่างต่อเนื่องเพราะความตื่นตระหนกยังไม่หายไปจากตลาด ภายหลังจากที่หุ้นตกไปอีกระยะหนึ่ง ราคาหุ้นก็เริ่มนิ่งและไม่ขยับไปไหน ... หลายเดือน สิ่งที่คุณคิดคือ? เชื่อมั่นในการวิเคราะห์และอาจซื้อเพิ่ม หรือ เซ็งที่ไม่เชื่อคนอื่นและติดหุ้น
หรือหุ้นอีกตัวที่คุณซื้อเพราะพื้นฐานดี และได้ปรับตัวขึ้นเพราะเริ่มมีคนเข้ามาเก็งกำไร ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัด โน่นนี่นั่น สารพัดจะดันให้หุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ คุณเห็นว่าหุ้นดังกล่าวได้ปรับตัวขึ้นเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่คุณได้วิเคราะห์แล้ว คุณจะ? ขายออกไปเพราะเรามั่นใจในการวิเคราะห์ของเรา หรือเริ่มเซ็งที่ขายแล้วหุ้นขึ้นต่อและคิดว่าตัวเองขายหมู หรือแม้กระทั่งซื้อหุ้นกลับคืนในราคาสูงขึ้นเพื่อรอขายแพงขึ้นไปอีก !!!

เห็นมั้ยครับ ว่าความรู้สึกโลภ และกลัวของเรามันมีผลต่อการลงทุนมากแค่ไหน และผลการกระทำที่ตอบสนองต่อความรู้สึกของเรานี้จะมีผลต่อผลการลงทุนอย่างมากทีเดียว ครั้งหนึ่งที่ตลาด Nasdaq ปรับตัวขึ้นอย่างบ้าระห่ำในปี 2000 หุ้น IT ปรับตัวขึ้นอย่างมาก หุ้นบางตัวขึ้นไปเทรดที่ PE 500 ใช่ครับคุณอ่านไม่ผิด PE 500 วอร์เรนบัฟเฟตประกาศว่าไม่ได้เข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาด Nasdaq แต่อย่างใด และยังยึดมั่นกับหลักการลงทุนเดิมในหุ้นที่ทำธุรกิจแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยี เป็นการสวนแนวโน้มตลาดอย่างชัดเจน ผลก็คือพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตแพ้ดัชนี Nasdaq ยับเยิน และนักวิเคราะห์ทุกคนต่างก็ทำนายว่า หมดยุคของบัฟเฟตแล้ว บัฟเฟตแก่เกินไป ตามโลกไม่ทัน และการวิจารณ์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันเดียว แต่ต่อเนื่องไปหลายปี
อย่างไรก็ตามหลายปีให้หลัง ตลาดฟองสบู่ Nasdaq ก็แตกและหุ้นปรับตัวลงอย่างมาก แม้แต่หุ้นชั้นดีบางตัวก็ปรับตัวลงถึง 90% ยังไม่นับหุ้นเล็กหุ้นน้อยที่ล้มละลาย และแล้วผู้คนต่างก็กลับมาชื่นชมบัฟเฟตที่สามารถหลีกเลี่ยงหายนะดังกล่าว

คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมแล้วใช่มั้ยครับว่า ความรู้สึกในใจส่งผลต่อผลการลงทุนมากแค่ไหน ...



Create Date : 07 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2552 23:10:45 น. 0 comments
Counter : 1050 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Rhythm of Love
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Flag Counter

New Comments
Friends' blogs
[Add Rhythm of Love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.