★ Our Daily Bread (2005) อาหาร...ของเรา




Unser täglich Brot หรือ Our Daily Bread เป็นหนังสารคดีจากประเทศเยอรมันนีที่นำเสนอที่มาของ “อาหาร” อันเราท่านบริโภคอยู่เป็นประจำทุกวันนั้นว่ามีกระบวนการการเกิดการผลิตจนถึงการเก็บและการดับอย่างไรบ้าง โดยทั้งหมดเป็นภาพรวมจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายในทวีปยุโรป

ภาพทุกภาพที่นำเสนอในหนังสารคดีเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่ให้ความรู้สึก “ตระการตา” และ “ต้องตะลึง”

หากมีใครสงสัยว่าพืชผักต่างๆ พริกหยวก มะเขือเทศ แอปเปิ้ล ถูกดูแลและจัดเก็บอย่างไร มีขั้นตอนกระบวนการการผลิตและเก็บเกี่ยวอย่างไร กระทั่งเนื้อสัตว์ที่ได้จาก วัว หมู ไก่ ปลา สัตว์เหล่านั้นถูกดูแลเอาใจใส่ทั้งตั้งแต่เกิดจนถึงผสมพันธุ์ จนถึงวันที่ต้องถูกแปรสภาพมาเพื่อเป็นอาหารของคนนั้นเป็นอย่างไร หนังสารคดีที่จริงจังเรื่องนี้มีคำตอบ

หนังมีภาพของโรงงานขนาดใหญ่สำหรับล้างแอปเปิ้ลและจัดเก็บบรรจุลงกล่อง การเก็บผลไม้จากต้นคราวละมากๆ การนั่งเก็บหัวกระกล่ำโดยมีเครื่องจักรไล่บี้อยู่ข้างหลัง! โรงเล้าไก่ที่มีไก่ยืนเบียดกันนับแสนตัว การกว้านส่งไก่ใส่ตะกร้าเพื่อขนส่ง การเอาลูกวัวออกจากท้องด้วยความจำเป็น การชำแหละหมู (เข้าใจคำว่าไส้ทะลักก็คราวนี้...) การคว้านเอาพุงปลาออก การเชือดไก่ และเซอร์ไพร์ซของงานนี้คือ การจบชีวิตของวัวซึ่ง..เกินจะบรรยาย

แค่พูดถึงแบบอธิบายสั้นๆยังต้องหายใจถี่ๆ ประสาอะไรกับที่นึกไปถึงตอนกำลังดูภาพเคลื่อนไหวที่กำลังเกิดขึ้นจริง

ส่วนที่ตะลึงก็ตะลึงไป ส่วนที่ตระการตาก็มีมากโดยเฉพาะงานด้านภาพที่ถ่ายทอดออกมาได้มุมมองที่สวย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาพในมุมมองกว้างๆ (Landscape) ให้เห็นความอลังการในความต้องการอาหารเพื่อดำรงชีพของชีวิตคน

นอกจากภาพของพืช สัตว์แล้ว ชีวิตประจำวันของคนงานในโรงงานก็น่าสนใจ ส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตกเอง การกินอยู่ช่วงพักกลางวันสุดแสนจะอ้างว้าง นั่งกินขนมปังแซนวิชและนม ด้วยท่าทีเย็นชา เฉยเมย ซึ่งต่างกับคนงานกลางแจ้งที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว ผิวสี เมื่อถึงมื้อกลางวันบ้างก็หุงข้าวหม้อเบ้อเริ่มนั่งรวมกันเป็นกลุ่มบ้างก็นั่งกินดื่มกันกลางลาน พูดคุยยิ้มหัว ดูมีชีวิตชีวา จึงดูเหมือนว่าเมื่อคุณมีหน้าที่การงานที่(ดู)ดีในโรงงาน! มีความรับผิดชอบสูง ได้ใช้ทักษะและสติที่มากเพราะต้องจดจ่ออยู่กับเครื่องจักรนั้น แต่คุณก็ต้องแลกกับการไร้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน กระทั่งเวลาพักกลางวันแทนที่จะได้จับกลุ่มพูดคุยตามประสามนุษย์สังคม

หนังทั้งหมดตลอด 90 นาทีถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ ใช้ภาพเป็นตัวเล่าเรื่อง ไม่มีเสียงสนทนาที่ตั้งใจให้ได้ยิน ไม่มีเสียงเพลงประกอบ ไม่มีเสียงบรรยายใดๆ เสียงที่ได้ยินในหนังจึงมีแค่เสียงเครื่องยนต์เครื่องจักรทำงานครางหึ่งๆอยู่เบาๆเท่านั้น

นิโคลอส ไกร์ฮาลเทอร์ ผู้กำกับฯชาวออสเตรียนทำหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับฯและผู้กำกับภาพ อีกทั้งเป็นผู้นำพาหนังเรื่องนี้เข้ารับรางวัลชนะเลิศ Special Jury Award จากเทศกาลภาพยนต์สารคดี Amsterdam International Documentary Film Festival เมื่อปี 2005 ด้วย








:: Please welcome ::

ขอเชิญ ทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นต่อหนังหลากเรื่องหลายแนว ทั้งชนโรง ทั้งหนังแผ่น ได้ที่ //vreview.yarisme.com ค่ะ และเรายังมีกิจกรรมให้ทุกท่านมีสิทธิลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท ฟรี!!!! จำนวน 8 ใบ ทุกเดือนอีกด้วย








Create Date : 06 ธันวาคม 2551
Last Update : 6 ธันวาคม 2551 3:13:32 น. 24 comments
Counter : 1136 Pageviews.

 
ฮือๆๆๆ ตอนฉายบางกอกฟิล์มอดดูง่ะ


โดย: merveillesxx วันที่: 6 ธันวาคม 2551 เวลา:9:33:33 น.  

 
การจบชีวิตของวัววนี้มันจะเหมือนกับตอนจบของเรื่อง Fast Food Nation ของ ลิงค์เลเตอร์ หรือป่าวอ่ะ (ที่ใช้ไฟฟ้าจี้ท้ายทอย) คือเราแค่ดูอันนั้นก็อึ้งกิมกี่ไปแล้วว...

เราว่าปฏิสัมพันธ์ของคนงานมันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมน่ะ การที่คุณได้อยู่กับท้องฟ้า ต้นไม้ และพื้นที่กว้าง จิตใจมันก็น่าจะดีกว่า การที่ต้องมาอยู่ในสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง...

อยากดู Vier Minuten จัง อยากดูเพราะเราชอบหนังสูตรสำเร็จ หุหุ





โดย: BdMd IP: 124.120.67.156 วันที่: 6 ธันวาคม 2551 เวลา:10:21:40 น.  

 
น่าสนใจนะคะ ... เป็นสารคดีที่ทำออกมาแล้วทำให้เราได้รู้ว่า
กว่าจะผลิดออกมาเป็นอาหารที่เราได้กินกันทุกวันนี้ เค้าทำกัน
จัดการกันยังไง ไอ้ส่วนตะลึงนี่ .. เว้นไว้ อยากดูจัง ...


โดย: JewNid วันที่: 6 ธันวาคม 2551 เวลา:10:41:29 น.  

 
พอดีผมอ่านมาจากฉบับแปลไทยนะครับ แล้วเขาแปลอย่างนี้อ่ะครับ ก็เลยไม่รู้จริงๆ ครับ


โดย: McMurphy วันที่: 6 ธันวาคม 2551 เวลา:11:07:12 น.  

 
มันจะคล้าย ๆ หนังที่ชำแหละวงการอาหารฟาสต์ฟู้ดป่ะครับ


โดย: พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง วันที่: 6 ธันวาคม 2551 เวลา:11:09:13 น.  

 
การรับรู้ที่มาของของกินนี่ทำใจยากเหมือนกันนะ ผมชอบจ้องมองเวลาเค้าทำกับข้าวและมักเห็นแจ็คพอทประเภท ทำตกพื้นแล้วหยิบมาให้เรากินต่อ

ก็ได้แต่คิดว่า แบททีเรียมันคงตายก่อนเข้าปากเรา

ส่วนตอนนี้ทำสารคดี แบบหนังยาวอยู่ รู้สึกว่าหนังตัวเองพูดมากเหลือเกิน เลยจะถ่ายซ่อมทั้งๆที่ฟุตเตจตอนนี้ปาไป 11 ชั่วโมงแล้ว เพราะยิ่งได้ดูได้อ่านถึงหนังสารคดีอื่นๆยิ่งรู้สึก

แต่ก็นั่นแหละ สารคดีมักบ่งบอกนิสัยผู้กำกับ เค้าเลยรู้กันหมดว่าผมพูดมากขี้บ่น


โดย: ต้องบอกด้วยเหรอ วันที่: 6 ธันวาคม 2551 เวลา:11:51:13 น.  

 
ดูไป 15 นาทีแล้วมีเหตุต้องปิดเสียก่อน
แต่รู้สึกว่าเหมือนกำลังดู transformer เลยครับ 555


โดย: visuallyyours IP: 58.8.105.33 วันที่: 7 ธันวาคม 2551 เวลา:8:03:01 น.  

 
เสียดายมากที่ยังไม่ได้ดู
แง่วๆๆๆ


โดย: nanoguy IP: 125.24.144.88 วันที่: 7 ธันวาคม 2551 เวลา:8:09:14 น.  

 
วันเน้ห์ ป๋มเอาหนังสือมาแนะนำอีกล่ะครับ


โดย: พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง วันที่: 7 ธันวาคม 2551 เวลา:12:19:02 น.  

 


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 7 ธันวาคม 2551 เวลา:13:52:13 น.  

 
พลาดไปเหมือนกันตอนเทศกาลฯ เป็นหนังที่อยากดูมากถึงมากที่สุด ตามคำร่ำลือ

เพราะผมจบ food science มาด้วยน่ะครับ ก็เลยอยากดูผ่านมุมมองคนที่ไม่ได้เรียนมาทางนี้ว่าจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร

ส่วนฉากชวนสยองเช่นการชำแหละ ผมคิดว่าผมมีภูมิคุ้มกันมาพอตัว เพราะก็ดูมาหมดแล้วตอนเรียน แต่ก็ไม่แน่นะ ต้องลองๆ

ก่อนอื่น ต้องไปหาแผ่นก่อน


โดย: เอกเช้า IP: 124.120.191.50 วันที่: 7 ธันวาคม 2551 เวลา:18:21:59 น.  

 
merveillesxx
^^ "

BdMd
เจ้าวัวในเรื่องนี้...โดนเป่าขมองอ่ะ แล้วถูกพาไปกรีด.... -__- " เลือดพุ่งอย่างกะเขื่อน ที่สำคัญ แกยังไม่ตายสนิท -__- " x 2

JewNid
^^

McMurphy
เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ^^ "

พยัคฆ์ฯ
อารมณ์จากหนังเค๊าก็ไม่ถึงกับว่าเป็นการชำแหละหรือตีแผ่ (ออกแง่ลบ) นะ
จะแค่ว่าเอามาให้ดูเฉยๆว่าแต่ละอันแต่ละอย่างเขามากันอย่างไร โตมาอย่างไร

ต้องบอกด้วยเหรอ
เราคนบ้านไกล จะมีโอกาสได้ดูหนังของบิ๊งมั่งป่าวอ่ะ

visuallyyours
ประมาณนั้นเลย transformer 55

ขอบคุณนะคะที่แวะมา ^^

nanoguy
^^ "

เริงฤดีนะ
^^ "

เอกเช้า
ถ้ามีภูมิคุ้มกันอยู่เยอะ ก็คงดูได้แบบสบายๆอ่ะค่ะ ^^



โดย: renton_renton วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:4:27:09 น.  

 
เบื้องหลังสินค้าที่สวยงามมักจะเป็นอย่างนี้แหละครับ เคยมีหนังเกี่ยวกับเบื้องหลังการผลิตแฮมเบอร์เกอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ เห็นแล้วสงสารสัตว์จัง


โดย: Johann sebastian Bach วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:8:59:12 น.  

 
เออ ว่าจะดูเรื่องนี้ตอนบางกอกฟิล์ม
พลาดแฮะ


โดย: grappa วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:9:42:10 น.  

 
สวัสดีครับคุณพรี่ มีความสุขมาก ๆ นะครับ


โดย: พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:11:34:21 น.  

 
+ ผมก็ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เหมือนกันอ่ะครับ เสียดาย แง่งๆ

+ อ่านแล้วสยองเหมือนกันนะครับเนี่ย ได้เห็นเบื้องหลังของอาหารที่น่ากิน เด๋วจะพาลทานอะไรไม่ลงไปอีกหลายวันเลยรึเปล่าอ่ะครับเนี่ย เหอๆ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 8 ธันวาคม 2551 เวลา:22:12:54 น.  

 
คิดๆไปก็น่ากลัวเหมือนกันนะ...ขนาดยังไม่ได้ดู


โดย: ค่ำคืนหน้าหนาว วันที่: 9 ธันวาคม 2551 เวลา:9:22:33 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมค่ะ ...หมู่นี้ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่ะ...วุ่นอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ งงตัวเองเหมือนกัน

หนังน่าสนใจดีนะคะ เราเองก็ชอบดูแนวสารคดีเหมือนกัน ดูแล้วอินดี


โดย: DKRY วันที่: 9 ธันวาคม 2551 เวลา:15:21:39 น.  

 
ขอบคุณมากๆครับสำหรับกำลังใจ
ให้หมื่นตา



โดย: ก.ก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 10 ธันวาคม 2551 เวลา:7:21:46 น.  

 
น่าสนใจตรงความแตกต่างของชีวิตประจำวันของคนงานครับ

ช่วงนี้กำลังไล่เก็บหนังไร้บทพูดอยู่ด้วย ต้องเปิดดูซะหน่อยแล้ว



โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 10 ธันวาคม 2551 เวลา:12:16:17 น.  

 
หนังเรื่องนี้ดูจบแล้วได้แต่ปลงชีวิต

เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่เดินออกจากโรงแล้วคิดเหมือนกันกับแฟน คือ ทุกวันนี้เรากินกันมากเกินไปหรือเปล่า ?

การผลิตในหนังนั้นนอกจากจะน่ากลัว(ด้วยงานภาพ) การจัดงานภาพในมุมกว้างยังทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังโดนเครื่องจักรคุกคามชีวิต และการกินอาหารต่างๆ ไม่มีอะไรที่มาจากธรรมชาติอีกต่อไป ทั้งพืช หรือสัตว์

ชีวิตคนในโรงงานเอาเข้าจริงส่วนใหญ่ก็กินอาหารกันนิดเดียว(หรือเขากินไม่ลงก็ไม่ทราบ) ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการไม่พูดไม่จากับใคร

แต่ทำไมเราถึงบริโภคอาหารกันมหาศาลขนาดนั้น

มีอีกคำอธิบายของคุณ Filmsick ที่ชอบมากว่า

หนังเรื่องนี้ทำให้ Transformers เป็นหุ่นกระป๋องไปเลย


โดย: yuttipung IP: 58.9.222.15 วันที่: 16 ธันวาคม 2551 เวลา:18:20:57 น.  

 
เพิ่งได้ดูไปไม่นานนี้ครับ

ทึ่งในอุตสาหกรรมที่มโหฬารมากมาย จนทำให้รู้สึกว่ามนุษย์อย่างเราบริโภคกันมากขนาดนี้เชียว

ติดตากับการควักพุงทั้งปลาและหมูที่สำคัญกับวัวในตอนท้าย



โดย: Seam - IP: 58.9.220.101 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:9:16:13 น.  

 





โดย: renton_renton วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:19:16:38 น.  

 
สงสัยว่าตอนเข้าไปขอถ่ายนี่ทำยังไงนะคะ
เพราะทำเรื่องที่มีผลกระทบต่อโรงงานอยู่เหมือนกัน


โดย: ม่วนน้อย IP: 125.24.213.18 วันที่: 14 มิถุนายน 2552 เวลา:19:39:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Ottolife
Location :
อุบลราชธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Photobucket.Just wait until night then switch the light off
DeUsynlige (2008) Erik Poppe : : หนึ่งเป็นผู้ทำลาย หนึ่งเป็นฝ่ายสูญเสีย เวลาผ่านต่างฝ่ายต่างเริ่มชีวิตใหม่แต่ที่สุดแล้วโชคชะตาก็นำพาให้ทั้งสองต้องมาเผชิญหน้ากัน ~ ถึงพล็อตจะสามัญแบบนี้แต่หนังวางสถานการณ์ที่แสดงและเหตุการณ์ที่ซ่อนอยู่ได้หมาะกันดีมาก การถ่ายโอนตัวละครจุดศูนย์กลางของเรื่องจากคนหนึ่งไปคนหนึ่งก็ไหลลื่น เรื่องราวที่บรรจุความกดดันต่อสู้กับตัวเองของตัวละครก็เข้มข้น และ "โอกาส" เป็นสิ่งที่หนังขอให้เราเห็นเป็นสำคัญเพราะที่สุดแล้วเราจะเห็นว่าฝ่ายที่เคยสูญเสียกลับด้านมาเป็นผู้ทำลายบ้าง ทั้งหมดเป็นความละเอียดในอารมณ์ของผกก.ที่ทำออกมาได้น่าชื่นชมจริงๆ
Adventureland (2009) Greg Mottola : : เด็กหนุ่มพรหมจรรย์และเด็กสาวเมียเก็บนายช่างของสวนสนุกเกิดลังเลในความรู้สึกที่มีให้แก่กัน ครั้นจะจูนกันติดกลับมีเรื่องให้เข้าใจผิดกันซะงั้น ~ ปั๊ปปี้เลิฟสนุกๆ ประสาวัยรุ่นวัยเรียน ฉากหลังเป็นยุค 80 ที่มีกัญชาเป็นสื่อกลางสร้างความสัมพันธ์ เพลงดิสโก้ ฟังก์ พั้งค์ จากยุคนั้นก็อัดกันขนกันมาเพียบ เพลิน และมองว่า คริสเตน สจ๊วต นั้นดูทื่อมะลื่อไงไม่รู้
Mutum (2007) Sandra Kogut : : เด็กชายคนหนึ่งแถบบ้านนาของบราซิล ต้องเผชิญกับความดุดันของพ่อ สนิทกับอาแต่เหมือนเขาจะมาจีบแม่ ถูกเพื่อนวัยเดียวกันเหน็บแนมและที่สำคัญคือสูญเสียเพื่อนรักที่สุดในชีวิต ~ อะไรจะแกร่งเกินนี้ไม่มีอีกแล้ว เจ้าหนูไม่ได้อยู่ในร่างของคนมองโลกในแง่ดี หากแต่ให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยความเข้าใจและมองถึงสิ่งที่ตนต้องทำ ... ชอบเรื่องที่แทรกอยู่เล็กๆ อย่างความผิดปกติทางสายตา (สายตาสั้น) เมื่อมันเกิดขึ้นกับคนในชนบทซึ่งไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร จะเห็นความแตกต่างก็ต่อเมื่อได้ลองสวมแว่นตาเท่านั้น
Dalkomhan insaeng (2005) Ji-woon Kim : : มือขวาของเจ้าพ่อฝีมือสุดเนี้ยบทำการใดไม่เคยล้มเหลว ตีรันฟันแทงเตะต่อยขอให้บอก แต่จะมาตายเอาก็เพราะริอาจมีใจให้ “เด็ก” ของเจ้าพ่อ ~ หนังแก็งส์เตอร์ของพี่ๆ เกาหลีเขาต้องบอกว่าออกแบบท่าทางกันมาดี ดูแล้วเพลิน นึกถึง Transpotter ที่ เจสัน สเตแธม ในชุดสูทหรูระยับแต่ยกแข้งขาถีบยันได้ดีเอาเรื่อง ทรยศหักหลังยังเป็นชนวนหลักที่สร้างสีสันให้กับหนังแนวนี้ สนุกดีแม้จะชวนสับสนนิดหน่อยว่าใครอยู่ฝ่ายไหนลูกน้องใคร (ก็หน้าตาเขาคล้ายกันน่ะ)
Noise (2007) Matthew Saville : : หนังมีส่วนผสมของความเป็นหนังเขย่าขวัญอยู่เพียงส่วนหนึ่งทั้งๆ ที่มีเหตุสะเทือนขวัญรุนแรง แต่... อ่านต่อ ที่นี่
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
6 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Ottolife's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.