==>>มนุษย์ถูกสร้างให้มีหูและตาอย่างละสอง แต่มีปากเพียงหนึ่ง เพื่อให้เรา 'มอง' และ 'ฟัง' มากกว่า 'พูด'<<==
Group Blog
 
<<
เมษายน 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
6 เมษายน 2559
 
All Blogs
 
[ญี่ปุ่น 11 วัน หิมะ&ซากุระ] วันที่ 10-11 เที่ยวโตเกียว&กลับบ้าน







วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559


เช้าวันนี้เราต้องเก็บกระเป๋าเพื่อเช็กเอ้าท์กันแล้ว ในใบแจ้งรายละเอียดของห้องพักบอกว่าวันนี้เราต้องเก็บขยะไปทิ้งก่อน 8.30 เพราะรถขยะจะมาเวลานั้น แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ลงไป เพราะยังเก็บของไม่เสร็จ ก็แยะขยะเป็นหมวดๆ ให้เขาแล้วเอาลงไปทิ้ง กว่าแต่ละคนจะจัดการตัวเองเรียบร้อยก็เกือบสิบโมงมั้ง เขาให้เช็กท์เอ้าท์ก่อน 11 โมง 

ลากกระเป๋าขึ้นรถไฟไปที่สถานีโตเกียวเพื่อฝากกระเป๋า แต่11 โมงแล้วไง ล็อกเกอร์หายากมาก แต่ก็ได้มาจนได้ เป็นล็อกเกอร์ใหญ่ 2 ตู้ และล็อกเกอร์กลาง 3 ตู้ ของเราฝากที่ชั้นใต้ดิน เป็นแบบตู้ดิจิตอล ใส่PIN 

ขั้นตอนก็ง่ายๆ เอากระเป๋าใส่เข้าช่อง เวลาปิด ก็ให้ปิดค้างไว้สัก 2 วิ ถ้าขึ้นไฟแดง 2 จุด(บน-ล่าง) ก็แสดงว่าโอเค จำเลขหน้าตู้ไว้แล้วไปที่จอ พอมันขึ้นเลขหน้าตู้เราก็กดยืนยัน โอเค จากนั้นก็ใส่เหรียญ ใส่แบงก์ก็ได้ เครื่องทอนได้ค่ะ จากนั้นมันก็จะพรินท์กระดาษยาวๆ ออกมาให้ 

แต่ถ้าใครอยากใส่ของในล็อกเกอร์อีก เวลาหน้าจอขึ้นหมายเลขตู้เรา ก็ไม่ต้องกดยืนยัน ให้กดยกเลิกซะ ประตูตู้ก็จะเด้งเปิดออก ตอนแรกเราใส่กระเป๋าเข้าตู้ก่อนแล้วลองปิดดูว่าได้หรือเปล่า เพราะกระเป๋าเรามันจะล้ำๆ ตู้ออกมานิดๆ สรุปว่าปิดได้ ตอนนั้นแบบ เฮ้ย! เดี๋ยว แค่ลองปิดเอง ทำไมมันล็อกแล้วล่ะ เหลือบไปเห็นที่จอ ขึ้นหมายเลขตู้เราพอดี แล้วมันจะถามว่าจะทำรายการต่อหรือเปล่า หรืออะไรนี่แหละ เราก็ยกเลิกมันซะ แค่นี้แหละ ง่ายๆ 






ได้ใบแบบนี้มา เราก็ถ่ายรูปเก็บไว้ เผื่อกระดาษหาย จำเลข PIN ไว้ ตอนที่จะเอากระเป๋าก็ไปกดที่หน้าจอ ใส่เลขล็อกเกอร์แล้วก็ใส่เลขPIN ประตูล็อกเกอร์ก็จะเด้งเปิดออก ใครทำไม่เป็น ไม่ต้องห่วง ไม่ยุ่งยากเหรอ เราไม่เคยใช้ ยังทำได้เลย

ตู้แบบนี้ดีหน่อยที่มี Location ให้ ใครจำไม่ได้ ก็เอากระดาษใบนี้ยื่นให้เจ้าหน้าที่เลย ดีกว่าระบบกุญแจที่เราต้องจำเองทุกอย่าง


ฝากกระเป๋าเรียบร้อย ได้เวลาเดินเที่ยว จุดหมายของเขาคือพระราชวังอิมพีเรียล เขาว่าอยู่ใกล้ๆ โตเกียวสเตชั่น แต่...ออกทางไหนล่ะ 55555 ที่นี่เราหลงแล้วหลงอีก เดินไปเดินมา วนกลับมาที่เดิมตลอด กว่าจะหาทางออกเจอ เดินวนอยู่ 3 รอบ 5555








หน้าสถานีรถไฟโตเกียว ใหญ่โตอลังการ สมแล้วที่หาทางออกไม่เจอ 5555

จากนั้นเราก็เดินไปพระราชวังพร้อมกับหาร้านข้าวไปด้วยแต่ไม่เจอสักร้าน ร้านค้าก็หาไม่เจอ เลยตัดสินใจกับเพื่อนว่าจะย้อนกลับ! บ้าไหม เดินไปจนถึงทางข้ามที่จะตรงไปยังพระราชวังแล้วแต่ต้องเดินกลับไปยังสถานี ตอนนั้นคือหนาวมาก ลมพัดแรงมาก เลยตัดสินใจลงใต้ดินแถวนั้นเพื่อเดินไป จำไม่ได้ว่าลงใต้ดินสถานีอะไร แต่สองข้างทางที่เดินไปจะมีภาพบอกประวัติของสึนามิด้วย ระหว่างทางก็มีคนเดินผ่านประปราย มีคนเดินถือถุงเหมือนกล่องข้าวด้วย เรากับเพื่อนใจชื่นขึ้นหน่อย หาร้านข้าวเจอแล้ว ตอนนั้นก็เที่ยงแล้ว หิวมาก ตาเริ่มลาย

เดินๆ ไป คนเริ่มหนาตาขึ้น เจอร้านค้าขายของ(แต่ไม่ใช่ของกิน) และเจอตู้กดน้ำด้วย เย้ๆๆ กดกาแฟกินด่วนๆ จากนั้นก็เดินต่อ เริ่มมองเห็นป้ายว่าเป็นห้างอะไรสักอย่าง มีLawson ด้วย แต่เราไม่ได้แวะนะ เราเดินต่อไปอีกนิด เผื่อว่าจะเจอพวกร้านนั่งกิน และเจอพวกเป็นฟูดคอร์ดของเขา ตอนนั้นก็เที่ยงกว่าแล้ว คนเยอะเลย เขาจะขายเป็นข้าวเบนโตะ เป็นเซตกันซะส่วนใหญ่ ร้านค้าแบ่งเป็นล็อกๆ มีโต๊ะกลมเล็กๆ วางอยู่ประมาณสิบตัว รีบกินรีบไป กินเสร็จต้องเก็บให้เรียบร้อยและเช็ดโต๊ะให้เขาด้วย









ของเราเป็นข้าว 3 แถว อันแรกเป็นหมูหมัก คล้ายหมูสามชั้นน้ำแดง อร่อยมาก ตรงกลางเป็นไข่เจียวฝอยกับหมูสับผัดซอส ก้อนสุดท้ายเป็นมายองเนส เปรี้ยวๆ หน่อย อร่อยอีกแล้ว


กินเสร็จแล้วก็เดินกลับทางเดิม กว่าถึงก็บ่ายกว่าแล้ว ไม่ได้เข้าไปด้านในแค่เดินเล่นรอบๆ ให้เมื่อยขาและเสียพลังงานเท่านั้น Smileyเพื่ออะไร กินไป 500 kal. เดินไป 700 kal. นี่ไง เขาถึงผอม 5555





เดินจนถึงบ่ายสองก็เดินกลับสถานีโตเกียว เพื่อไปที่อื่นต่อ เดินไกลมาก เดินไปก็นั่งพักไปด้วย จุดหมายต่อไปของเราคือ ชิบูย่า






4 โมงกว่าถึง ห้าแยกอันโด่งดัง






จากนั้นก็เดินไปร้าน ABC Mark เปิดกูเกิ้ลนำทางไปโลด ได้มาคนละ 1 คู่ (ยกเว้นเรา) พนักงานดูแลดีมาก 

ระหว่างที่เดินไป เห็นคนจรนอนอยู่ข้างถนนด้วย โห... ไม่อยากจะคิดถึงตอนกลางคืนเลย ขนาดตอนเย็นๆ อากาศยังยะเยือกเลย ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว บางคนเขานอนคลุมโปงแทบมองไม่เห็นตัวเลย





ระหว่างที่เดินไปร้านรองเท้า อากาศหนาวมากๆ หนาวจนสั่น เลยต้องแวะร้านค้าซื้อน้ำอุ่นๆ กินสักหน่อย ได้ชามะนาวของ family mark ขอบอกว่าอร่อยมาก ขวดละ 100Y แนะนำอย่างแรง ใครไปลองซื้อกินดูนะคะ เป็นแบบร้อน อร่อยมาก รสชาติดีมาก ชอบมาก

พอได้รองเท้าเรียบร้อยก็เดินกลับ แวะร้านหนึ่ง รูปหน้าร้านน่ากินดี ราคาก็ไม่แพงด้วย





เยอะมาก มีข้าวด้วย ชุดละ 600++ เยน แต่เห็นแบบนี้ ไม่เผ็ดนะคะ


กินเสร็จ อิ่มท้องแล้วเดินกันต่อ ระหว่างนั้นเจอหนุ่มหน้าตาดี(มากๆๆๆๆๆ) 2 คน ยืนอยู่ใกล้ตู้กดน้ำ เพื่อนลงทุนเดินไปกดตู้น้ำแถวนั้นเลย เพื่อจะได้เห็นหน้าแบบใกล้ๆ 555555 สองหนุ่มก็เหมือนจะรู้ ก็มองแบบยิ้มๆ จากนั้นเขาก็เดินไปหาสาวๆ กลุ่มหนึ่งพร้อมยื่นแผ่นพับอะไรสักอย่างให้ เรากับเพื่อนก็เลย อ๋อ... สงสัยเป็นหนุ่มโฮสต์แน่เลย หน้าตาดีอ่ะ คนหนึ่งใสๆ สไตล์เกาหลี อีกคนมีหนวดครึ้มๆ ออกแนวแบดบอยหน่อยๆ สเปกเลย 5555

ฟินกันพอประมาณกับหนุ่มโฮสต์ เรากับเพื่อนก็ไปหลงหนุ่มญี่ปุ่นอีกรอบตรงห้าแยก ถึงขนาดเดินข้ามไปมาหลายรอบเพื่อส่องหนุ่ม Smiley ถ้ามีใครคอยดูกล้องวงจรปิด คงเห็นชะนีกลุ่มนี้เดินไปมา 555555 จากนั้นก็เดินเล่นแถวนั้นแหละ พอได้เวลาอันสมควร เราก็เพื่อนเลยเดินทางกลับ เดินผ่านทางใต้ดินเพื่อไป JR เจอดีเลยค่ะ!

เจอเลย เจอแล้ว ร้านค้าร้านขายของเรียงกันเป็นตับเลย! ทำม้ายยยย ทำไมถึงไม่เจอก่อนหน้านี้ ให้เราไปเดินหาร้านค้าบนถนน ตากลมหนาวทำไม Smileyไม่ได้แวะอะไรหรอก เพราะต้องเดินทางไปโตเกียวแล้ว


พอถึงโตเกียวก็หาร้านค้าที่ขายกูลิโกะอีก เขาบอกว่าอยู่ชั้นใต้ดินของอาคาร 1st คือเราเดินหาอาคารนี้หลายรอบมาก เดินกี่ครั้งก็เดินกลับมาที่เดิม Smileyอะไรนักหนาเนี่ย อยู่หนายยยย อยู่ไหนกันเนี่ย กว่าจะเจอ ร้านก็ถึงเวลาปิดแล้ว ดีที่ไปถึงก่อนร้านปิด ไม่งั้นคงวิ่งวุ่นหาไม่เจอแน่ๆ พอเจอแล้วก็ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่มีของ Smiley


โอเค กลับเถอะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว ไปรับกระเป๋าแล้วเดินไปรอรถไฟ เกิดความผิดพลาดขึ้นอีกแล้ว Smiley คือก่อนหน้าที่ตอนทำแผนการเดินทาง เราเช็กเวลาแล้วว่า รอบเที่ยวสุดท้ายที่เข้าสถานบินคือ 21.24 น. คือแบบนั่งยาวไม่ต้องต่อขบวนอื่น

แต่ไปๆ มาๆ วันที่จะเดินทางจริงๆ เราดันไปใส่ Narita เฉยๆ (จริงๆ มันต้องใส่ Narita Airport ไง) แล้วมันก็ขึ้นเวลา 21.53 เป็นขบวนไม่ต้องต่อ นั่งยาวถึงนาริตะ ตอนแรกเราก็สงสัย เพราะตอนทำแผนก็มั่นใจว่าเช็กดีแล้วว่ามันหมด 3ทุ่มกว่า แต่นี่ดันมีรอบเกือบสี่ทุ่มด้วย ก็คิดว่าดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาเดินต่ออีกครึ่งชั่วโมง ไม่ได้มองเลยว่าใส่สถานีผิด Smiley

เพิ่งจะรู้ว่าใส่ผิดตอนที่ไปรอรถแล้วมันขึ้นแค่ว่านาริตะ ไม่มีแอร์พอร์ท เลยไปถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าขบวนนี้สุดแค่นาริตะ ถ้าจะเข้าสนามบินต้องต่อรถไฟอีก ตอนนั้นคือแบบ ช็อกมาก Smiley กลัวอย่างเดียวคือ รถไฟหมด เข้าสนามบินไม่ได้ ก็รีบเช็กเวลาจากนาริตะเข้าสนามบิน มีรอบ 23.21 ห่างกันเกือบครึ่งชั่วโมง แต่เป็นรถ Keisei ค่ารถ 260Y ก็ถือว่าโอเค รับได้อยู่


ครั้งนี้ถือเป็นการทำพลาดที่เรียกว่าตกใจมาก เป็นความผิดของเราที่ไม่เช็กเวลาให้ดีๆ และไม่ยอมดูแผนการเดินทางวันสุดท้ายให้ละเอียด เพราะเรามาร์กไว้แล้วว่า ถ้าจะขึ้น JR ต้องเป็นรอบ 21.24 เท่านั้น เป็นรอบสุดท้าย ถ้าเอ๊ะใจสักหน่อยก็คงไม่ต้องลากกระเป๋าไปขึ้น Keisei


พอลงรถ JR แล้ว จริงๆ มันก็มีเวลาอยู่แหละ แต่เราไม่รู้ว่าจะไกลกันหรือเปล่า เจอเจ้าหน้าที่ก็ถามเขาเลยว่าไปทางไหน เขาก็ชี้ๆ มาด้านนอก ตอนนั้นฝนลงเม็ดด้วย โอยยย อากาศเย็นมาก สั่นไปทั้งตัว มือช้าไปหมด ออกมายืนหน้าสถานีแล้วก็หาไม่เจอว่าต้องไปทางไหนต่อ แล้วฝนก็ตกด้วย เพื่อนแวะเข้าแฟมิลี่ กะหาชามะนาวสักขวด แต่ไม่มี Smiley เลยได้โอกาสถามน้องพนักงานว่าสถานีรถไฟอยู่ไหน เขาก็ออกมาชี้ให้ เป็นป้ายสีน้ำเงินข้างหน้า เรากับเพื่อนก็รีบวิ่งไปเลย




สรุปว่าที่เราเจอมันยิ่งกว่าฝน มันมีหิมะผสมลงมาด้วย มิน่าทำไมถึงได้หนาวนัก

ถึงสนามบินห้าทุ่มครึ่ง เดินไปหาที่นอนที่ T3 ที่ว่างใกล้ๆ กันไม่ค่อยมีแล้ว เลยต้องกระจายๆ กันนอน  เราหลับยาว  ตื่นอีกที 6 โมงเลย





25 กุมภาพันธ์ 2559


วันสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่ญีปุ่นแล้ว Smiley


วันนี้เราตื่น 6 โมง ล้างหน้าแปรงฟันก็เข็นกระเป๋าไปที่ T2 เพราะบอกกับเพื่อนว่า เราต้องไปเช็กอินประมาณ 6.30 น. ตอนนั้นก็เกือบ 7 โมงแล้ว เพื่อนบางส่วนเข็นกระเป๋าไปก่อนแล้ว ตอนนั้นอากาศเย็นมาก เมื่อคืนก็หนาวนะ รู้สึกตัวขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วก็หลับต่อ

ระหว่างที่รอ เรากับเพื่อนอีกคนเช็กอินผ่านเว็บมาแล้ว เลยเร็วหน่อย ส่วนเพื่อนอีก 2 คนยังไม่ได้ทำเว็บเช็กอิน เลยต้องต่อแถวนานหน่อย กว่าจะเสร็จครบทุกคนก็เกือบ 8 โมงแล้ว เพื่อนแวะซื้อขนมบางส่วนจากดิวตี้ฟรีอีกนิดหน่อย ตอนนั้น 8 โมงครึ่งแล้ว คนไทยเริ่มน้อย เพราะลำของเราจะเรียกขึ้นเครื่อง 8.40 น. จริงๆ ต้องเดินไปแล้วใช่ป่ะ เพราะเกทอยู่ไกลมาก กว่าจะถึงหน้าเกท คนก็ทยอยขึ้นกันไปเกือบหมดแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับรั้งท้ายหรือสายนะ เพราะยังมีคนเดินตามมาอีกหลายคนและยังมีบางส่วนออกันอยู่หน้าประตูเครื่องบิน


ตอนอยู่บนเครื่อง เราไม่ได้สั่งอาหาร กะว่าจะซื้อมาม่าคัพบนเครื่อง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เพราะหลับตลอด Smiley ตื่นมาก็เลยขี้เกียจสั่งละ รอลงเครื่องแล้วกัน



เกือบบ่าย3 ถึงดอนเมืองแล้วจ้าาาา  จาก 1 องศาสู่ 33 องศา นี่สินะ ความจริง Smiley









ถึงแล้วก็ต้องกิน ข้าวกับน้ำ รวมกัน 200 บาท แพงนะ 555 แต่ก็ถูกกว่าราเมงข้างทางที่โตเกียว






จบทริปแล้ว พกเงินไป 61,00Y เหลือกลับมา 452Y (ค่า JR Pass กับที่พักจ่ายเป็นเงินไทยแล้ว) รอบหน้าเจอกันใหม่ ต้องไปอีกครั้งแน่นอน เราบอกเพื่อนแล้วว่าเดี๋ยวจะพาทัวร์โตเกียวสเตชั่น 555555 รับรองไม่หลงแล้ว 






สุดท้ายนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเที่ยวก็คือการอัพโซเชียล 5555 ไม่ใช่ คือการดูรอบรถไฟและการดูแผนที่ต่างหาก Smiley


Smiley เจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ Smiley






Create Date : 06 เมษายน 2559
Last Update : 29 มิถุนายน 2559 15:06:55 น. 0 comments
Counter : 256 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

latics1
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]











ผลงานเป็นรูปเล่ม


บ้านของหัวใจ
(โพรเจกต์หอมลมหวน)
ปาลินี พิมพ์คำสำนักพิมพ์
v
v



คือแสงแห่งใจ
ปาลินี สนพ.อรุณ
v
v



กลลวงบ่วงหัวใจ
รีชณัีฐ สนพ.ธราธร
v
v



แทนใจด้วยรัก
ปาลินี สนพ.อรุณ
v
v



จัดหัวใจให้ลงรัก
ปาลินี สนพ. อรุณ
v
v



ในดวงตามีความรัก
รีชณัฐ สนพ. กรีนมายด์
v
v



เมื่อหัวใจได้เจอรัก
รีชณัฐ สนพ. กรีนมายด์
v
v



ซ่อนรักลวงใจ
รีชณัฐ สนพ.โซฟา
v
v



สองหัวใจแห่งรัก
รีชณัฐ สนพ.ชูการ์เรน
v
v


Friends' blogs
[Add latics1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.