==>>มนุษย์ถูกสร้างให้มีหูและตาอย่างละสอง แต่มีปากเพียงหนึ่ง เพื่อให้เรา 'มอง' และ 'ฟัง' มากกว่า 'พูด'<<==
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2559
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
2829 
 
28 กุมภาพันธ์ 2559
 
All Blogs
 
[ญี่ปุ่น 11 วัน หิมะ&ซากุระ] นอนสนามบินคันไซ&เที่ยวนารา



วันที่ 15- 16 กุมภาพันธ์ 2559

เราตั้งต้นออกจากหาดใหญ่โดยสายการบินแอร์เอเชีย ด้วยโปรที่จองไปเมื่อหลายเดือนก่อน บวกค่าน้ำหนักกระเป๋า ค่าประกันไปแล้วอยู่ที่ 880.- ออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงเช้าเลย ถึงสนามบินเจ็ดโมงกว่า เช็กอินผ่านเว็บมาเรียบร้อยแล้ว คนไม่เยอะ (เรียกว่าไม่มีที่เคาน์เตอร์เลยดีกว่า 555) นั่งรอสักแปป เรียกขึ้นเครื่องตรงเวลาคือ 9 โมงนิดๆ  ถึงดอนเมืองประมาณ 10 โมงกว่าๆ เดินลากกระเป๋าจากเทอมินอล 2 ไปที่ T1 กว้างขวางพอสมควร ที่นั่งเยอะแยะ ตอนที่ถึงนักข่าวเต็มเลย คิดว่าคงมาทำข่าวนักบินนกแอร์ประท้วง เพราะอ่านข่าวผ่านๆ ว่าเขาจะแถลงข่าววันที่ 15 กุมภา แต่เรามีภารกิจที่สำคัญกว่า นั่นคือการไปรอเพื่อน 555 ก็ไปรอตรงประตูแถวๆ ที่เช็กอินของแอร์เอเชีย เพื่อนมาถึงตอนเที่ยงนิดๆ ก็ไปเข้าแถวรอกัน ตอนนั้นแบบว่าหิวข้าวมากๆ เพราะกินกาแฟไปตั้งแต่หกโมงและยังไม่ได้กินอะไรอีกเลย รอแถวประมาณครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย เพราะเราเช็กอินผ่านเว็บมาเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วต้องไปอีกเคาน์เตอร์หรือเปล่า เพราะเห็นมีคนยืนต่อแถวต่างหากด้วย และเห็นเขาถือกระดาษที่ปริ้นท์อกมาด้วย แต่ตอนนั้นมารออีกแถวแล้วก็ช่างเถอะ แปบๆ ก็ถึงละ เพราะส่วนใหญ่มากันเป็นกลุ่ม เช็กอินทีเดียว 2-3 คน แถวไหลดีพอสมควร

หลังเช็กอินเสร็จ ก็งัดข้าวออกมากิน ประหยัดไปอีกหนึ่งมื้อ เพราะเอาข้าวห่อมาด้วย ส่วนเพื่อนหมดไปเกือบ 200 บาท


หลังกินอิ่มเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทาง เพื่อนบ่นเสียดายเล็กน้อยที่ขาออกประเทศ เปลี่ยนมาใช้แบบ E-Passport แล้ว เพราะเขาอยากได้เป็นตัวปั้มมากกว่า

15.20 น. ได้เวลาเครื่องออกแล้ว ก็ตรงเวลานะคะ เรากับเพื่อนได้นั่งแถวกลาง ไม่ได้จองที่นั่งนะคะ ซื้อแต่อาหาร น้ำหนักกระเป๋าไว้



เราสั่งอาหารมากินบนเครื่องด้วย เสิร์ฟตอนห้าโมงกือบหกโมงค่ะ คือข้าวไก่เทอริยากิ ใครคิดจะสั่งเมนูนี้ เปลี่ยนใจด้วยนะคะ เพราะมันจืดมาก ไร้รสชาติใดๆ นอกจากความจืด Smileyแต่ก็เอาเถอะ กินๆ เข้าไป 

นั่งๆ หลับๆ พอสักสองทุ่มกว่าๆ (เวลาประเทศไทย แต่ที่นู่นคือสี่ทุ่มกว่าแล้ว) ก็เครื่องก็ถึงสนามบินคันไซ กัปตันประกาศว่าอุณหภูมิคือ 5 องศา โห....ได้สัมผัสอากาศหนาวแล้ว


เหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น ระหว่างที่รอรวจคนเข้าเมือง น่าจะมีแค่สายการบินแอร์เอเชียอย่างเดียวมั้ง ขอบอกว่าระหว่างที่รอเงียบมาก มีเสียงคุยแบบซุบซิบๆ ทั้งที่มีคนอยู่หลายร้อยคน เราก็ไม่คุยกับเพื่อนเลย 5555


เมื่อถึงคิวเรา ก็มีปัญหานิดหน่อยคือเจ้าหน้าที่สงสัยเรื่องที่พัก เราพักกับ Airbnb ค่ะ ที่อยู่ยาวมาก แต่ก็มีครบนะคะ ทั้งชื่อและเบอร์ติดต่อของเจ้าของห้อง ตอนแรกเขาก็พลิกๆ เพราะในไกด์บุ๊กที่ทำไปไม่ได้ลงเบอร์ติดต่อไว้ (ลงไว้ในใบกรอกฟอร์มเข้าประเทศ) เขาก็ถามว่า เกสต์เฮ้าส์ เราก็ เยสๆ เกสต์เฮ้าส์ โอเค แสกนนิ้วได้ มีขึ้นภาษาไทยด้วย ดีอ่ะ Smiley


จากนั้นก็ไปรับกระเป๋า มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงกำลังยกกระเป๋าลงจากสายพานเอามาวางเรียงๆ ให้ด้วย พอนักท่องเที่ยวมาก็ไปยืนส่องหากระเป๋าของตัวเองได้เลย 

คืนแรกนี้ เราเลือกนอนที่สนามบิน โดยดูจากกระทู้นี้




เป็นกระทู้ที่ริวิวละเอียดดีค่ะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณไปขึ้นรถไฟถูก คุณก็ไปตึกนี้ถูกค่ะ พอเข้าไปแล้วก็เดินเข้าไปจนสุดทาง ตรงนั้นจะมีเหมือนเป็นบ่อปลา บ่อน้ำหรือไรสักอย่าง ก็แถวๆ นั่นแหละค่ะ ตรงข้ามกับ Lawson ตอนที่เราไปถึงก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว (เวลาประเทศญี่ปุ่น) เพราะมัวแต่ถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนอยู่ 555 บ้าเนอะ ลมก็แรง หนาวก็หนาว ยังจะมาถ่ายรูปเล่นกันอีก


พอไปถึง ที่ว่างก็ไม่มีแล้วอ่ะ Smiley เราต้องเดินไปด้านในสุด ใกล้ทางไปห้องน้ำ ก็ไปอาศัยนอนกับคนอื่น ที่นั่งเรานอนกัน 3 คน เพื่อนเรานอนฝั่งตรงข้าม ขอบอกว่านอนไม่หลับเลย เรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ Smiley อาจเพราะไม่ชินมั้ง เพราะจะมีเสียงดังตลอดเวลา คือตรงนั้นมันใกล้ทางออก ก็จะมีคนไปยืนคุยกัน และมีเสียงโป้งป้างๆ ตลอด เสียงเหมือนของตก มารู้ทีหลังคือเสียงเครื่องดื่มที่หล่นจากตู้กดน้ำ ก็นอนแบบหลับๆ ตื่นๆ นั่นแหละ ตีหนึ่งก็แล้วก็ยังไม่นอน ตีสองก็แล้วก็ยังไม่หลับ หนุ่มเกาหลีที่นอนแบบหัวชนกันก็ลุกๆ เดินๆ นั่งๆ คุยๆ กับเพื่อนอยู่นั่นแหละ จนสักตีสี่กว่าๆ เราก็ลุกขึ้นมานั่ง เพราะเมื่อยหลังกับเมื่อยขามาก (เรานอนพับขา เพราะต้องนอนเอาขาชนกับอีกคนด้วย เรานอนกลาง บนเก้าอี้ยาวตัวนั้น) ก็นั่งดูเฟส ดูแผนที่ วางแผนอะไรไป ก็กะไว้ว่าสักตี 5 จะไปล้างหน้าแปรงฟันและไปรอแลก JR Pass ตอนตี 5.30 น. 

ระหว่างนั้นก็เหมือนหนุ่มเกาหลีจะเล็งที่ไว้อยู่แล้วล่ะ พอเราลุกขึ้นเท่านั้น เขาก็กลับมาแล้วล้มตัวลงนอน โดยเอาขาชี้มาที่เรา Smileyคือ...ซ้ายก็ตรีน ขวาก็ตรีน นี่กะไม่ให้นอนต่อเลยใช่ไหม 5555 ก็โอเค นอนแบบพิงพนักก็ได้วะ ก็ไม่หลับหรอก ออกแนวนอนเหยียดยืดเส้นมากกว่า  พอตี 5 กว่าๆ ก็ไปล้างหน้า น้ำเย็นมาก จะเย็นไปไหนคะ หน้าชาหมดแล้ว Smiley

โชคดีที่ไปรอคิวแลก JR ไม่นาน มีแค่คิวเดียวเอง เคยอ่านรีวิว บางคนไปรอ 5.30 แล้ว คิวยังยาวออกมาด้านนอกเลย ทริปนี้เราใช้ JR ใบใหญ่ เพราะเดินทางไปกลับหลายที่ คำนวณออกมาแล้ว ค่าเดินทางประมาณ 50,000 กว่าเยนเลยทีเดียวและซื้อ JR west Pass 1 day มาด้วย อันนี้ซื้อที่ไทยไว้แล้ว 700 บาท (ราคา 2,200Y ถ้าซื้อในญี่ปุ่น 2,300Y)


ในรถไฟสบายมาก ที่นั่งกว้าง ระยะห่างระหว่างเบาะก็กว้าง เราซื้อกาแฟกับข้าวปั้นไปกินบนรถด้วย นายสถานีสุภาพมาก เวลาเข้าตู้หรือจะออกจากตู้ก็จะหันมาโค้งให้ผู้โดยสารทุกครั้ง บ้านเมืองเล็กๆ กะทัดรัด รถยนต์ก็คันเล็ก จนน่าสงสัยว่าเอาเครื่องยนต์ไปไว้ที่ไหน 55555


เรานั่งยาวจากสนามบินไปลงที่ชิน-โอซาก้า เพราะจองที่พักไว้แถวนั้น เราปริ้นท์แผนที่มาเสร็จสรรพ ลองไปเดินในกูเกิ้ลเรียบร้อย แต่ดันมาพลาดตรงทางออก Smiley เราลืมดูว่าต้องออกประตูไหน แล้วสถานีก็ใหญ่มาก คนเยอะมาก เนตก็เข้ายากมากด้วย (เราซื้อซิมเนตไปแต่ยังไม่ได้เปิดใช้ เพราะเป็นแบบ 8 วัน เราไป 9 วัน เลยกะเปิดใช้วันที่ 2) ก็ถามๆ จากคนแถวนั้น เราก็งงๆ กับแผนที่เพราะไม่รู้ทิศ (แต่พอรู้แล้วก็ง่ายมาก เจ้าหน้าที่บอกเราถูกแล้ว แต่เรามองไม่เห็นทางเอง) เจอหนุ่มญี่ปุ่นใจดีช่วยบอกทางและยกกระเป๋าให้เพื่อนเราลงจากบันไดด้วย เขาเดินนำไปจนถึงจุดที่เราเคยเห็นในกูเกิ้ลจนได้ 

จากนั้นเราก็เดินๆๆ และเดิน เพื่อเอากระเป๋าไปฝากที่ห้องพักก่อน จริงๆ เขาให้เข้าหลัง 3 โมง แต่เราลักไก่เอา เพราะเจ้าของห้องบอกว่าจะเอากุญแจไปไว้ที่ตู้จดหมาย และเราไปเช็กที่เว็บแล้ว รู้ว่าเมื่อวานไม่มีคนเข้าพัก แสดงว่าวันนี้ห้องว่าง เพื่อนเลยจุดไอเดียว่า เอากระเป๋าไปเก็บทีห้องก่อนไหม จะได้ประหยัดค่าฝาก เขาเมล์มาบอกแล้วเรื่องกุญแจ แสดงว่าน่าจะเอาไปวางไว้แล้ว พอไปถึงก็มีจริงๆ เย้...ไม่ต้องฝากกระเป๋า เที่ยวแบบสบายใจแล้ว แถมยังได้พ๊อกเกตไวไฟของเขามาใช้อีก อิอิ คราวนี้ไม่หลงแล้ว


และจุดหมายแรกของเราในวันนี้ก็คือ ... นารา




พอไปถึงก็เอาแผนที่เมืองมาดูก่อนเลย พร้อมทั้งเปิดกูเกิ้ลแมพไปด้วย เห็นเขาบอกว่าแผนที่ที่นี่เทพมากๆ เลยต้องลองสักหน่อย เทพจริงนะ ขนาดอยู่บนสะพานลอย มันยังรู้เลยอ่ะ มีบอกด้วยว่า อีก 20 ม. ลงลิฟต์ หรือว่า เดินไปตามโถงอาคาร (ตอนนั้นอยู่ในห้าง) เก่งอ่ะ

เราไปเที่ยว 2 วัดคือ วัดโคฟุคุ-จิ และวัดโทไดจิ (อันนี้เสียค่าเข้า 500Y) และแวะดูกวางด้วย ขอบอกว่ากวางที่นี่โหดมาก เราไปหาที่นั่งกินข้าว กวางเดินดุ่มมาแล้วงับแผนที่เราไปกินเฉยเลย Smiley แว๊กกกกก แย่งมาเกือบไม่ทัน แผนที่แหว่งไปเลย

อาหารที่นั่นก็ค่อนข้างหากินลำบาก เพราะเรากับเพื่อนไม่กินเนื้อ จะกินอะไรก็มีแต่เนื้อวัวผสมทั้งนั้น แรกๆ เลยกินได้แต่ไก่และไข่

ข้าวหมูทอดกับไข่ผัดหอมใหญ่อร่อยดีค่ะ หวานๆ เค็มๆ

และที่ขาดไม่ได้ในการไปเมืองหนาวก็คือการกินไอติม โอยยย เย็นถึงไส้ ชาไปหมด แต่ก็มันดี

เราใช้เวลาเกือบครึ่งวันในการเที่ยวนารา เดินๆๆๆและเดินกว่า 10 กม.ได้มั้ง เท้าระบมและมึนๆ หัว เพราะยังไม่ได้นอนเลย สัก5 โมงกว่าก็นั่งกลับมาที่โอซาก้า

เที่ยวที่นี่ไม่ยุ่งยากค่ะ เพราะมีแผนที่ให้ดู ถ้าใครกลัวเสียเวลาจะใช้กูเกิ้ลช่วยทำทางก็ได้ และเที่ยวที่นี่ มีเวลาสักครึ่งวันก็เที่ยวได้ครบแล้ว (เราไปถึง 11 โมง กลับ 5 โมงเย็น)  






จากนั้นเราก็ไปแวะช็อปที่สถานที่ Temma ใช้ JR west pass นั่งไป พาสตัวนี้คุ้มนะ ใช้นั่งออกจากสนามบินไปชิน-โอซาก้า และนั่งจาก ชิน-โอซาก้าไปนารา นั่งจากนาราไป Temma และนั่งกลับมาที่พักอีก ถ้าซื้อเป็นเที่ยวๆ ก็ 3พันกว่าเยนเลย ได้ของมาพอสมควร เดินจนถึง 4 ทุ่มกว่าก็ได้เวลากลับ ตอนนั้นเมื่อยและง่วงมาก 



 



ซื้อไอติมมากินอีกแล้ว อร่อยอ่ะ ไอติมชาเขียว


เพื่อนเราถึงห้องพักก็ไปแช่ตัวในอ่างเลย เราก็ไปแช่เหมือนกัน ผ่อนคลายมากๆ สบายเลย หลับยาวถึงเช้า








ที่พักของเราเป็นอพาร์ทเม้นท์ เราอยู่ชั้น 4 เป็นห้องเล็กๆ สำหรับ 3 คน แต่วันนั้นนอนกัน 2 คน เพราะหลานของเพื่อนไม่ได้ไปด้วย แต่เราคิดราคาที่ 3 คน เพราะเขามาบอกทีหลัง ตกคนละ 1,683.-/3 คืน/คน ถือว่าถูกมาก

ลิงก์ที่พัก เผื่อใครสนใจ ห้องพักที่ Shin-Osaka Station



แถวที่พัก มี Lawson และร้านสะดวกซื้อเป็นระยะ ห่างจากสถานีชิน-โอซาก้าประมาณ 1.3 กม. ไกลพอสมควรแต่ก็เดินได้ ประตูหน้าปิดเร็วไปหน่อย เรากลับไปประมาณห้าทุ่ม ต้องไปเข้าประตูหลัง ทางเดินไปห้องมีกลิ่นบุหรี่ แต่ก็เป็นธรรมดาของเขาเน้อ อันนี้ไม่ซีเรียส


** การจองห้องพักกับ Airbnb ตอนแรกเราคิดว่ายาก แต่จริงๆ แล้วไม่ยากเลย (มันจะยากถ้าเราจะใช้ส่วนลดหรือใช้เงินที่เขาให้มาน่ะค่ะ เราไม่ชอบอะไรยุ่งยากเลยไม่สนใจ ก็จ่ายเต็มๆ ไป) เราสมัครโดยใช้บัญชี facebook ก็ไม่ยุ่งยากนะคะ อาจเพราะเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราใช้แบบ ชื่อเล่น ชื่อจริง ไม่มีปัญหาในการจองค่ะ ตอนที่จองก็กดยืนยัน คอนเฟิร์มอะไรไป แล้วก็กรอกเลขบัตรเครดิต หลังจากนั้นก็จะมีเมล์จากเจ้าของห้องพักส่งแผนที่มา พอใกล้ๆ จะถึงวันเข้าพัก (สักสองอาทิตย์) เขาก็จะมาอีกทีให้เราคอนเฟิร์ม พอใกล้ๆ วันก็จะส่งรายละเอียดเรื่องกุญแจ หรือรหัสเข้าห้องพักมา เราไม่เจอกับเจ้าของห้องค่ะ 



บล็อกหน้าจะพาไปตะลุยเดินขาลากที่โอซาก้า โดยใช้บัตร Amazing Okasa 1 day ค่ะ





Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 29 มิถุนายน 2559 15:03:51 น. 2 comments
Counter : 349 Pageviews.

 
อ่านสนุกดี เหมือนเดินตามหลังไปเลย ^^


โดย: ผู้ชายในสายลมหนาว วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:22:58:00 น.  

 
อ่านสนุกดีค่ะ วางแผนจะนอนสนามบินเหมือนกันค่ะ กลัวที่พักที่ตั้งใจไปพัก กลัวหลงค่ะ เพราะไปตอนกลางคืนเลยกะนอนสนามบินเช่นกัน


โดย: กางเกงยักษ์ลอยฟ้า วันที่: 20 มีนาคม 2559 เวลา:15:48:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

latics1
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]











ผลงานเป็นรูปเล่ม


บ้านของหัวใจ
(โพรเจกต์หอมลมหวน)
ปาลินี พิมพ์คำสำนักพิมพ์
v
v



คือแสงแห่งใจ
ปาลินี สนพ.อรุณ
v
v



กลลวงบ่วงหัวใจ
รีชณัีฐ สนพ.ธราธร
v
v



แทนใจด้วยรัก
ปาลินี สนพ.อรุณ
v
v



จัดหัวใจให้ลงรัก
ปาลินี สนพ. อรุณ
v
v



ในดวงตามีความรัก
รีชณัฐ สนพ. กรีนมายด์
v
v



เมื่อหัวใจได้เจอรัก
รีชณัฐ สนพ. กรีนมายด์
v
v



ซ่อนรักลวงใจ
รีชณัฐ สนพ.โซฟา
v
v



สองหัวใจแห่งรัก
รีชณัฐ สนพ.ชูการ์เรน
v
v


Friends' blogs
[Add latics1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.