ธันวาคม 2554

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
29
30
31
 
All Blog
การใช้ชีวิตอีกแบบ (1)
ความรู้สึกว่าพลังในร่างกายยังเหลือเฟือมันเรียกร้องให้พาตัวเองออกไปตามหาอะไรมาใส่ชีวิตบ้าง การเดินทางจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่อยากลองทำ-โจทย์คือ อยากทำงานหนักๆ ก็จัดไป

เหตุที่อยากทำงานหนักๆ เพราะที่ผ่านมาสบายมาเยอะ อยากรู้ว่าความเหนื่อยเป็นอย่างไร จะได้ไม่มีเวลามาคิดอะไรฟุ้งๆ ให้วุ่นวาย
แล้วงานที่ใช้แรงงานเข้าแลกโดยไม่ต้องอาศัยทักษะความรู้มากนักก็เปิดแขนอ้ารับอยู่ในทุกที่ ถ้าเราไม่เกี่ยงงาน งานมีอยู่ทุกที่-เงินมีอยู่ทุกแห่ง เมื่อพร้อมแล้วขาของฉันก็พาก้าวไปสู่โลกอีกใบที่ไม่เคยสัมผัส-โลกของโรงงาน

แผ่นกระดาษที่ใช้เวลาสี่ปีแลกมาไม่มีความหมาย ความชำนาญเฉพาะทางที่มีเก็บเอาไว้ จากนี้ไปต้องใช้แต่แรง

ฉันพาตัวเองไปที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ปลายทางไม่แน่นอนว่าคือที่ไหน แค่ลองไปดู ถ้าเขารับก็ตกลง-เท่านี้เอง ง่ายๆ และโรงงานแรกที่ฉันเดินเข้าไปเพียงเพื่อสอบถามก็ให้โอกาสฉันทันที ไม่มีคำถามวัดภูมิปัญญา ไม่มีข้อสอบวัดความสามารถ แค่เขียนใบสมัครพร้อมหลักฐานเอกสาร และยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของบริษัทได้ อีกหนึ่งวันก็สามารถเริ่มงานได้เลย

วันแรกฉันตื่นเต้นที่จะได้ทำงานในแบบที่ไม่เคยทำ รู้แต่ว่าโรงงานที่ทำผลิตสินค้าอย่างหนึ่งส่งออกต่างประเทศ และบริษัทนี้ก็เป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ เป็นการทำงานระดับสากลครั้งแรกในชีวิตเชียวนะเนี่ย

เสียงออดเข้างานตอนแปดโมงเช้าดังขึ้น สายการผลิตก็เริ่มหมุน ฉันได้เข้ารับการปฐมนิเทศพนักงานใหม่ด้วยเวลาหนึ่งชั่วโมง ซึ่งแทบ
ไม่รู้อะไรเลย เพราะไม่มีการแนะนำอะไร มีเพียงแบบทดสอบที่เป็นความรู้เกี่ยวกับบริษัทให้ทำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็คอยบอกคำตอบที่ถูกให้ ความรู้เกี่ยวกับบริษัทผู้ว่าจ้างจึงติดมาแค่หางอึ่ง เพราะพนักงานเข้าใหม่ในวันนั้นมีเพียงสามคน จึงไม่มีพีธีรีตองมากมาย อาศัยให้ไป
เรียนรู้งานจริงเลย จากนั้นก็ได้รับเสื้อพนักงานให้มาเปลี่ยนถ่ายรูปทำบัตร ถ่ายรูปเสร็จได้รับหมวกแบบมีตาข่ายเก็บผมมาใส่แล้วเดินตามคนนำทางเข้าสู่พื้นที่ทำงานอย่างรวดเร็วแบบไม่ให้เสียเวลาสักนาที

คนงานนับร้อยที่ใส่เสื้อสีเดียวกันต่างสาละวนกับงานตรงหน้า ฉันและผู้มาใหม่อีกสองคนถูกพาไปที่ไลน์การผลิตสุดท้ายและเริ่มงานทันที งานที่ไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากแค่หมุนฝาใส่ปากขวดที่ไหลมาตามสายพาน จับขวด ใส่ฝา วางลงที่เดิม จับขวดต่อไปที่ตามมาติดๆ ใส่ฝา วางลงที่เดิม จับขวดต่อไปที่ไหลมาเรื่อยๆ ให้ทันและจัดการใส่ฝา ขวดแล้วขวดเล่าไม่มีทีท่าว่าจะหมดลงง่ายๆ ขวดที่ใส่ฝาแล้ววางลงบนสายพานเดิมก็ไหลไปสู่คนถัดไปที่นั่งติดกัน ซึ่งมีหน้าที่ใส่ชิ้นส่วนอื่นต่อไปแล้ววางลงที่เดิมให้ขวดไหลไปสู่คนต่อไป จนกระทั่งถึงคน
สุดท้ายที่มีหน้าที่จับขวดใส่กล่อง เป็นอันเสร็จกับผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นที่ต้องผ่านมือคนถึงยี่สิบกว่าคน งานนี้ลายมือคนไทยได้โกอินเตอร์ไปถึงต่างประเทศเชียวนะ

แม้มือจะไม่ได้ว่างจากชิ้นงาน แต่ปากยังสามารถใช้การได้ การสัมภาษณ์ฉันจึงเริ่มขึ้น ชื่ออะไร เป็นคนที่ไหน อายุเท่าไร เคยทำโรงงานไหนมา และคำถามที่ทำเอาอึ้งปนขำคือ มีลูกกี่คน มีลูกเลยเหรอ-ฮ่าๆ แค่แฟนยังไม่มีเลยค่ะ ทำเอาคนรอบข้างมองด้วยความพิศวงแบบไม่เชื่อ แล้วถามอายุย้ำอีกครั้ง ทีนี้มีเสียงฮือฮาและบอกต่อแบบดังๆ ว่า หน้าเด็กกว่าอายุมาก ไม่เชื่อในตัวเลขที่ฉันบอกไป ฉันได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่าเข้าหลักสามแล้วจริงๆ ไม่เชื่อจะดูบัตรประชาชนก็ได้นะ เสียงแซวกันเองแว่วว่าพวกเธออายุอ่อนกว่าตั้งหลายปีแต่หน้าแก่กว่า แถมมีลูกกันคนละคนสองคนแล้ว ทำไมฉันจึงยังโสด แล้วถามต่อว่ามีแฟนไหม ฉันตอบว่าไม่มีก็ยิ่งแปลกอีก เลยต้องอือออตอบไปว่าเคยมีแต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่า คำว่า "แฟน" ในที่นี้พวกเธอจะให้ความหมายเหมือนฉันไหม-แฟนเฉยๆ นะไม่ใช่สามี
เพียงไม่กี่นาทีที่เข้ามาฉันก็กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนที่นี่ และคนที่นี่ก็ให้ความรู้ใหม่กับฉันว่า โลกอีกด้านเป็นอย่างไร

ที่ที่ฉันเคยอยู่คนอายุเท่านี้ยังไม่แต่งงานถือว่าธรรมดามาก เป็นภาพลักษณ์ของสมัยใหม่ไปแล้ว คนอายุเท่านี้ยังสนุกกับการทำงานและการต่อขาความก้าวหน้าให้ชีวิตกันอยู่ พอมาเจอสาวโรงงานที่ต่างมีลูกผัวกันตั้งแต่ยังสาวก็ได้เห็นว่า ประชากรไม่ได้ลดลงอย่างที่เข้าใจ ด้านหนึ่งของสังคมอัตราการเกิดน้อยลง แต่อีกด้านอัตราการเกิดกลับเพิ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งฉันก็ตั้งคำถามว่า ประชากรที่เกิดทางด้านนี้จะมีวิถีชีวิตอย่างไรต่อไป ต้องวนซ้ำแบบเดิมไหม โครงสร้างแบบนี้จะทลายลงได้อย่างไร-โน่นคิดไปถึงระดับชาติเลย

จากที่คนรอบข้างแนะนำตัวกันมาฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเอง "แก่มาก" เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเด็กสาวอายุยี่สิบกลางๆ ทั้งนั้น นี่ฉันมัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนถึงได้มาโผล่ที่นี่ตอนอายุเท่านี้ สาวๆ บอกว่าทั้งไลน์เขามีลูกกันหมดแล้ว ฉันได้แต่ยิ้มแล้วถามไปว่า ทำไมรีบมีจัง เขามีลูกกันตั้งแต่อายุเท่าไรเนี่ย น้องคนหนึ่งบอกว่าเดี๋ยวนี้ 17-18 เขาก็มีกันแล้ว บางคนเรียนไม่จบเพราะท้องก่อนเลยต้องออกจากโรงเรียน
บางคนเรียนน้อยก็ออกมาทำงานแล้วพบรักในโรงงานได้ลูกได้ผัวกลับไป บางคนก๋ากั่นเปลี่ยนผู้ชายมาแล้วหลายคน เป็นชู้เป็นน้อย
คนอื่นก็มี หลากหลายรูปแบบ ฉันรู้สึกว่าพวกเขาก็มีชีวิตอีกแบบ เป็นแบบที่ธรรมดาสามัญไม่ต้องประดิษฐ์อะไรมากมาย แต่หากเขามีทางเลือกมากกว่านี้ เขาจะเลือกอย่างไร

ฉันทำงานที่ส่งมาตามสายพานให้ทันกับระบบโดยที่ไม่รู้เลยว่าหยิบจับชิ้นงานมาทั้งหมดกี่ชิ้น แต่ที่รู้คือ มือระบม แล้วเสียงออดพักเที่ยงก็ช่วยให้มือที่กำลังช้ำได้พัก ทันทีที่ออดดังสายพานจะหยุดกึก คนงานทุกคนวางมือแล้วพาตัวเองออกจากประตูอาคารไปสู่โรงอาหาร ไม่มีใครโอ้เอ้อืดอาด มีแต่ฉันที่เงอะงะหาที่ล้างมือก่อนจะไปกินข้าว สุดท้ายหาไม่เจอก็ต้องกินข้าวทั้งที่มือไม่ได้ล้าง แม้ไม่ได้ใช้มือเปล่าเปิบข้าว แต่มันก็เป็นสุขนิสัยเบื้องต้นที่เคยทำมาตลอด ไหนๆ ก็ไหนๆ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนอื่นไม่ล้างไม่เห็นเป็นไร เราไม่ล้างแค่วันเดียวคงไม่ลงไปชักดิ้นชักงอหรอก

คนที่คุยๆ กันตอนทำงานพอพักปุ๊บหายไปไหนกันหมดนะ จำใครไม่ได้สักคน มื้อแรกในโรงงานฉันจึงต้องโซ้ยด่วนโดยลำพัง ที่ต้องรีบกินเพราะมีเวลาพักแค่สี่สิบนาที ไม่ต้องเสียเวลาคิดเมนูให้วุ่นวาย มีกับข้าวอะไรก็กินๆ เข้าไป ที่โรงอาหารจะเต็มไปด้วยคนงานฝ่ายผลิตที่ใส่เสื้อสีเดียวกันเต็มไปหมด แต่ก็มีพนักงานส่วนออฟฟิซมาใช้บริการด้วย สังเกตได้ที่เสื้อที่สีต่างกัน ฉันซึ่งอยู่ในเครื่องแบบฝ่ายผลิตแล้วรู้สึกตัวเองตัวเล็กจ้อย ไม่กล้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับพวกออฟฟิซเลย กินเสร็จแล้วก็ต้องรีบกลับไปเตรียมตัวทำงานต่อ อาศัยช่วงพักสำรวจหาห้องน้ำและตู้น้ำดื่ม ซึ่งแทบจะมองไม่เห็นเพราะกล่องใส่ของวางสูงท่วมหัวเหลือทางให้ตะแคงตัวเดินได้แบบห้ามสวนกัน เริ่มเห็นความ
ไม่เป็นระเบียบเข้าให้แล้ว นี่ถ้าไม่ได้พักก็ไม่ได้มีเวลาเงยหน้ามาสำรวจโรงงานเลย

เสียงออดดังเป็นสัญญาณบอกให้สายพานการผลิตเดินต่อ งานที่ถูกทิ้งไว้ก่อนพักกลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง ภาคบ่ายนี่ฉันได้ถูกเรียกให้ไปช่วยงานทางหัวไลน์ ยกกล่องเอาของมาวางใส่สายพาน ช้าไม่ได้ถ้างานขาดช่วงจะโดนด่า มือซ้ายขวาหยิบจับไม่ได้ว่าง จับวาง...จับวาง กล่องใส่ของสูงท่วมหัวแบบเห็นแล้วไม่รู้จะหมดเมื่อไร อย่าไปนับเลย ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ยุบเอง ดีที่มีคนช่วยอีกคนจึงทำแบบสบายๆ
ไม่เร่งมาก เหมือนจะไม่มีอะไรมากแต่ก็ต้องก้มๆ เงยๆ จับซ้ายวางขวาตลอดเวลาไม่ได้หยุด และไม่ได้นั่งด้วย แม้จะไม่ถึงขั้นเหนื่อยแต่ก็ล้า เหมือนคนที่ไม่เคยออกกำลังเลยแล้วมาวิ่งก็ต้องมีตึงกล้ามเนื้อบ้างเป็นธรรมดา แต่หน้าตายังสดใสอยู่น้องที่มีหน้าที่จัดโอทีเดินเข้ามาถามว่าทำโอทีไหม ด้วยความสนุกเลยตกลงอย่างว่าง่ายทั้งที่คนอื่นเกี่ยงกันไม่อยากมีใครทำ ถึงขนาดจ้างให้คนอื่นทำแทนยังมี อยากทำงานหนักๆ ก็จัดไปวันแรก 12 ชั่วโมงเลย

ออดเลิกงานดังคนที่ทำโอทีก็ไปหาอะไรกิน ส่วนคนที่ไม่ทำก็ไปเข้าคิวรูดบัตร มีเวลาพักสี่สิบนาทีเหมือนเคย แต่คราวนี้ข้าวที่โรงอาหารมีทางให้เลือกน้อยกว่าเดิมแค่สองเจ้า มีอะไรก็จำต้องกินซึ่งไม่อร่อยเลย กินข้าวเสร็จเข้าห้องน้ำก็หมดเวลาพักแล้ว น้องที่ไลน์มาตามให้ไปทำงานที่แผนกอื่น เป็นงานยิงฝาล็อกไม่ต้องทำงานกับสายพาน ทำไปคุยไปแก้ง่วง ไม่ต้องทำงานกับสายพานรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ทำไปเพลินๆ ก็ได้เวลาเลิกงาน

สามทุ่มรูดบัตรออกจากโรงงาน แต่ยังไม่จบ คนอื่นข้ามถนนไปก็ถึงที่พักแล้วแต่ฉันต้องนั่งรถอีกครึ่งชั่วโมง กลับมาแล้วต้องซักเสื้อตัวที่ใส่เพราะได้เสื้อมาแค่สองตัว กินข้าวมื้อดึกกับเพื่อน กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนกว่า จบวันแรกของการทำงานโรงงาน รู้สึกระบมเหมือนกันแต่ยังไหวอยู่ ความเหนื่อยจากการใช้แรงงานมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไร พักก็หาย แต่ถ้าต้องเหนื่อยกับอะไรที่มากกว่านั้นแค่พักอาจ
ไม่พอ



Create Date : 28 ธันวาคม 2554
Last Update : 28 ธันวาคม 2554 3:16:24 น.
Counter : 449 Pageviews.

1 comments
  
สู้ๆ นะคะ
เป็นกำลังใจให้คะ


งานหนัก งานเหนื่อย ยังไง ก็ได้เงินมา จากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ภูมิใจออกคะ
โดย: NongPenquin IP: 180.183.142.165 วันที่: 28 ธันวาคม 2554 เวลา:16:17:55 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



ข้าวเหนียวหวาน
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นเพียงเศษละอองของจักรวาล
ที่มีคำถามมากมาย ^_^