มกราคม 2555

1
2
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
เพียงรักร้อยบุปผา:ฮานะ ตอนที่ 1
ตอนที่ 1
ดอกไม้ในงานเลี้ยง

ข้ายังจำได้ดีเสมอถึงความรู้สึกที่หัวใจของข้าแทบหยุดเต้น...

วันที่ข้าได้พบเขาเป็นครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อน ปีบุงเคียวที่ 3 (ค.ศ.1863)

ณ ร้านมิกะฮานะ ย่านชิมาบาระ แหล่งบันเทิงยามราตรีในเมืองเกียวโต

“พี่อากาเนะคะ วันนี้ใครมาหรือเจ้าคะ” ข้าพูดถามขึ้นมาขณะที่ช่วยพี่อากาเนะเกล้าผม ทั้งที่ข้าไม่ค่อยสนใจว่าใครจะไปใครจะมา ‘ที่นี่’ สักเท่าไหร่ แต่เพราะวันนี้พี่อากาเนะดูแปลกๆ ไป เหมือนจะตื่นเต้นกระมัง ทำให้ข้าเข้าใจว่าแขกที่มาคงเป็นคนใหญ่คนโตมาก

“ชินเซ็นกุมิ น่ะ” พี่อากาเนะตอบขณะที่หยิบกระจกขึ้นมามองภาพสะท้อนของตัวเองเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของทรงผมและเครื่องประดับอันหลากหลาย

“ชินเซ็นกุมิ? กลุ่มซามูไรที่เขาเรียกว่าหมาป่าแห่งมิบุน่ะเหรอเจ้าคะ” ข้าย้อนถาม ความเข้าใจเกี่ยวกับพวกซามูไรที่เข้ามาอยู่ในเกียวโตนั้นแทบจะเป็นไม่มีเลย ทั้งๆ ที่เขตมิบุกับชิมาบาระนั้นอยู่ไม่ไกลกันนักเท่าไหร่

“ฮานะ เจ้าน่ะต้องจดจำเรื่องพวกนี้ไว้ให้มากกว่านี้นะ ถึงอย่างไรแขกที่มาหาพวกเราก็มีหลายชนชั้น หากใครถามแล้วไม่รู้จัก เจ้าจะแย่เอาได้นะ อีกอย่างหากไม่สนใจเลยแล้วเจ้าจะตามหาพี่ชายเจ้าได้อย่างไรกัน” พี่อากาเนะเตือนข้าด้วยน้ำเสียงอ่อนๆ พร้อมกับหยิบเอาปิ่นดอกไม้ขึ้นไปปักแซมบนมวยผมของตน

“พี่ชายที่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนน่ะหรือเจ้าคะ” ข้ายิ้มเย้ย

ตัวข้านั้นเป็นลูกสาวคนเล็กตระกูลซามูไรชั้นล่าง พี่ชายข้าถูกคนรับไปเป็นลูกบุญธรรมเห็นว่าอยู่ที่เมืองเอโดะ แต่ข้าไม่รู้ว่าตระกูลที่รับไปนั้นคือตระกูลอะไร หลังจากนั้นไม่นานหมู่บ้านที่ข้าอาศัยอยู่เกิดโรคอหิวาต์ระบาด ตัวข้ารอดแต่พ่อกับแม่ตาย ข้าถูกญาติรับไปเลี้ยงแต่ทว่าพวกเขาทนรับภาระที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ ข้าจึงถูกขายให้พ่อค้าทาส และสุดท้ายก็มาลงเอยยังร้านมิกะฮานะแห่งนี้

“เด็กดี ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะได้พบกับพี่ชายตัวเอง ไม่ต้องมาจมปลักอยู่ในสถานที่แบบนี้”

“ถึงจะโชคดีได้พบกันจริง แต่ข้าก็เป็นคนของร้านนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหญิงนางโลม พี่ชายข้าเขาจะยอมรับข้าได้หรือ พี่อากาเนะ” ข้าเปรยๆ ความกังวลออกมา

“อย่ามาทำเป็นอ้อนต่อหน้าข้านะ ข้าไม่ชอบเลยที่เจ้าทำเป็นถอดใจเช่นนี้ เหมือนกับว่าเจ้าไม่เห็นความหวังดีของข้าเลย” พี่อากาเนะทำเป็นดุ แต่ข้าไม่กลัวสักนิดด้วยรู้ดีว่านางเอ็ดเพราะอยากเห็นข้าได้ดีกว่านี้

“ขอโทษเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะตั้งใจตามหาพี่ชายข้าให้มากขึ้น”

“เด็กโง่ หากข้าตายไป เจ้าจะทำอย่างไร ตอนนี้ยังพอมีแรงมีเวลา เจ้าก็ต้องพยายามมากกว่านี้หากว่าเจ้าต้องการออกไปจากที่นี่น่ะ”

“เจ้าค่ะ” ข้าก้มหัวลง น้อมรับคำสั่งสอนด้วยความยินดี เพราะสำนึกดีว่าตัวเองนั้น ‘โง่’ เกินไปและนิสัยไม่เหมาะที่จะเป็นโออิรัน เหมือนพี่อากาเนะ
คนที่เป็นโออิรันนั้นนอกจากหน้าตาและรูปร่างจะต้องสวยงามแล้วยังต้องรอบรู้และแตกฉานในเรื่องศิลปะหลากหลายแขนง และรวมไปถึงเรื่องการเมืองด้วย ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่โออิรันจะไม่ชวนแขกคุยเรื่องการเมืองก็เถอะ แต่การรู้ทิศทางลมและไม่กล่าววาจาให้ระคายหูแขกก็เป็นเรื่องที่ต้องจำใส่ใจไว้ ข้าที่เป็นคนชอบโผงผางและพูดขวานผ่าซากนั้นจึงไม่เหมาะสำหรับงานบริการคน

“ฮานะ เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วนะ”

“สิบหกปีแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อข้าตอบไป พี่สาวผู้น่ารักของข้าก็ทำหน้านิ่ว ความวิตกกังวลปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

“แล้วท่านแม่ว่าอย่างไรบ้างเล่า เร่งรัดเรื่องที่จะให้เจ้าเข้าเป็นโออิรันฝึกหัดรึยัง” ทั้งที่มันควรเป็นเรื่องที่ข้าต้องเป็นกังวลแท้ๆ แต่คนที่เป็นเช่นนั้นกลับเป็นพี่อากาเนะเสียนี่ และมันก็ทำให้ข้าซาบซึ้งใจมาก
แม้จะไม่ได้ผูกพันกันทางสายเลือดแต่นางก็รักใคร่ข้านัก ตอนที่พี่อากาเนะเมาเคยเล่าให้ข้าฟังว่านางกับน้องสาวมาจากหมู่บ้านที่ยากจน ระหกระเหินร่อนเร่จากถิ่นกันดาร ดิ้นรนมายังเมืองใหญ่เพื่อที่จะให้ตัวเองมีชีวิตรอด แต่พอมาถึงเกียวโตได้ น้องสาวที่เหลือเพียงคนเดียวของนางก็เสียชีวิตไป ครั้นพบกับข้านางก็เลยรู้สึกเหมือนน้องสาวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จึงรู้สึกอยากดูแลข้าให้ดีที่สุด
เพราะว่ามีพี่อากาเนะอยู่ ข้าถึงไม่ขยับฐานะเลื่อนจากเด็กรับใช้มาเป็นโออิรันเสียที พี่สาวที่น่ารักคนนี้ไม่อยากให้ข้าต้องขายตัว ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นของข้ากลายเป็นโออิรันฝึกหัดกันไปหมดแล้ว

“ท่านแม่บอกว่าข้ายังฝึกปรือฝีมือได้ไม่ดีพอ หากให้ขึ้นเป็นโออิรัน ร้านคงได้ขายหน้าแขกเหรื่อแน่นอน”

“หึ ข้าเพิ่งรู้ว่า ความซุ่มซ่ามของเจ้าก็เป็นประโยชน์เหมือนกันนะ” นางยกมือขึ้นปิดปากขำ ข้ามองกิริยาของนางด้วยความอิจฉาเล็กๆ ไม่ว่าจะทำอะไร พี่อากาเนะมักจะงดงามและดูดีอยู่เสมอ ต่างจากข้าที่ทั้งซุ่มซ่ามและดูซอมซ่อ เหมือนข้าอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างไรชอบกล ไม่เหมือนสตรีในย่านชิมาบาระแม้สักเสี้ยว

“พี่อากาเนะ” ข้าย่นจมูกใส่นางด้วยความเคืองอยู่นิดๆ จนนางต้องยกมือมาตบไหล่ข้าเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ

“เอาน่า หากเติบใหญ่กว่านี้ เจ้าอาจจะหายซุ่มซ่ามก็ได้ ฮานะ” ใบหน้าของพี่อากาเนะแย้มยิ้มให้ข้า ข้ามองคนงามในชุดกิโมโนสีสดด้วยความคิดที่ว่า วันนี้ใครกันนะที่จะเป็นคนได้พี่อากาเนะไปครองหรือจะไม่มีใครได้เชยชมนางเลย

“พี่อากาเนะ คืนนี้ท่านสวยมากเลย” ข้าเอ่ยชมออกมาด้วยความจริงใจ ในร้านมิกะฮานะพี่อากาเนะถือว่าเป็นหญิงงามแถวหน้า เป็นหนึ่งในทายู ของร้าน เวลารับแขกท่านแม่ยังต้องเกรงใจพี่อากาเนะอยู่ไม่น้อย หากว่าพี่อากาเนะไม่เต็มใจ ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้พี่อากาเนะมีความสัมพันธ์ด้วยได้

“ปากหวานนะเรา งั้นขอให้แขกในคืนนี้เขาคิดเหมือนเจ้าแล้วกัน” พี่อากาเนะส่งยิ้มเอ็นดูและลูบผมข้าไปมา



ข้าเดินตามหลังเพื่อนเด็กรับใช้เข้ามาในห้องจัดเลี้ยง พอจะทราบคร่าวๆ จากพรรคพวกแล้วว่ากลุ่มซามูไรพวกนี้เป็นกลุ่มที่คอยลาดตระเวนรอบๆ เมืองเกียวโตและเข้ามาเลี้ยงฉลองกันตามประสาเสร็จงาน โดยมีกลุ่มนักรบแคว้นไอซึคอยหนุนหลังอยู่ ไม่ใช่กลุ่มพวกซามูไรจรทั่วไป

เมื่อมองจากด้านหลังข้าเห็นพี่อากาเนะนั้นได้เข้าไปนั่งประจำที่ข้างผู้ชายคนหนึ่งที่ไว้ผมยาวซึ่งต่างจากคนอื่นๆ ในกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่จะไว้ผมทรงซาคายากิ หากดูจากตำแหน่งที่พี่อากาเนะเข้าไปนั่งแล้ว ข้าคะเนในใจว่าคนผู้นี้คงเป็นบริวาร หาใช่ผู้มีตำแหน่งสำคัญไม่ เพราะว่าผู้ที่นั่งเป็นประธานนั้นไม่ใช่เขา แต่เป็นชายวัยประมาณสามสิบกว่าที่มีรูปร่างสูงใหญ่สองคน คนหนึ่งชื่อเซริซาวะ อีกคนชื่อคอนโด

และเมื่อชายผมยาวหันมาคุยกับพี่อากาเนะ...วินาทีนั้นข้าเพิ่งเข้าใจคำว่าละสายตาไม่ได้เป็นครั้งแรก

เสี้ยวหน้าที่ข้าเห็นนั้นเป็นใบหน้าอันงดงามราวกับอิสตรี หากทว่ายังคงความแข็งกร้าวดุดันเฉกเช่นบุรุษ เมื่อมาประกอบเข้ากับเรือนผมยาวสลวยแล้ว เขากลายเป็นชายที่โดดเด่นเท่าที่ข้าเคยพบมา พี่อากาเนะก็คงคิดเช่นเดียวกัน เพราะข้ามองออกว่าคืนนี้พี่อากาเนะมีความสุขมากกว่าปกติ ในดวงตาของนางนั้นหวานชื่นนัก ยิ้มแย้มชวนแขกคุยอยู่ตลอดเวลา

และแล้วข้าก็รู้ว่า คนผู้นี้ชื่อสกุลฮิจิคาตะ เป็นรองหัวหน้ากลุ่มชินเซ็น พี่อากาเนะเรียกเขาว่า ฮิจิคาตะเซ็นเซ และมีบางคนเรียกเขาว่าฮิจิคาตะซัง ข้าได้ยินชายผู้ที่อาจจะเป็นหัวหน้ากลุ่มท่านหนึ่งที่ชื่อคอนโดซังเรียกฮิจิคาตะซังว่า โทชิ ด้วย คงจะสนิทสนมกันมากถึงเรียกชื่อต้นได้แบบนี้

ฮิจิคาตะซังนั้นผิดแผกจากคนอื่น เพราะเท่าที่เห็นเหมือนจะดื่มเหล้าแค่เพียงจอกสองจอก ส่วนใหญ่จะจิบชามากกว่า จึงทำให้ข้านึกประหลาดใจ มีใครที่ไหนที่เข้ามาสำนักโออิรันแล้วมาดื่มชากันบ้างเล่า? นับว่าหาได้น้อยนัก และถึงแม้จะอยู่กับพี่อากาเนะ ข้าก็เห็นเขาเพียงยิ้มน้อยๆ ในใบหน้า ข้าจึงเดาเอาเองว่าฮิจิคาตะซังเป็นคนเงียบขรึมพอตัวอยู่

ตอนนั้นเขาปรายตามองมาที่ข้าครั้งแรก หัวใจข้าพลันเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ข้ารีบก้มหน้าลงเล็กน้อยราวกับไม่รู้จะทำเช่นไรดีเพื่อหลบสายตาคมกริบของเขา ครู่เดียวข้าก็เหลือบตามองกลับไปหาฮิจิคาตะซังอีกครั้ง แต่เขาไม่ได้มองข้าอีกต่อไป ตอนนี้เขาเริ่มส่งสายตาอ่อนหวานให้พี่อากาเนะเสียแล้ว
พอข้าคิดต่อไปว่า คืนนี้พี่อากาเนะคงจะอยู่กับฮิจิคาตะซังเป็นแน่ หัวใจข้าก็พลันแปลบปลาบ...อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาร้อนผ่าวคล้ายๆ กับว่าอยากร้องไห้

“...นะ ฮานะ โอคิตะซังเรียกน่ะ” เสียงเด็กรับใช้เรียกข้าพร้อมกับสะกิดข้ายิกๆ

“หะ..หา” ข้าที่มัวแต่เหม่อเริ่มได้สติและมองเยื้องไปทางด้านซ้ายมือทันที มีจอกเหล้าเปล่าๆ ใบหนึ่งยื่นมาหาข้า ชายคนนี้มีอายุราวยี่สิบต้นๆ เขาส่งยิ้มให้ข้าอย่างอ่อนโยน ท่าทางใจดี แต่ด้วยความตกใจที่ทำให้อีกฝ่ายรอ ข้ารีบรินเหล้าให้เขาทันที ...แต่ก็นั่นแหละ โรคเก่าของข้ากำเริบ ข้าซุ่มซ่ามทำเหล้าหกใส่มือผู้ชายคนนี้

“ขะ..ขอโทษเจ้าค่ะ” ข้ารีบก้มหัวลงกับพื้นกล่าวขอโทษขอโพยทันที คราวที่แล้วข้าก็เคยทำเหล้าหกแค่กระเด็นเปื้อนชุดฮาคามะ ของแขกเท่านั้น ข้าก็ถูกตบเสียจนหน้าหันจนพี่อากาเนะต้องรีบขอโทษแขกช่วยข้าอีกแรง แล้วนี่ข้าถึงขนาดทำเหล้าหกรดใส่มือของแขก ในใจข้าชักสงสัยว่าตัวเองจะถูกฟันตายคาห้องนี้หรือไม่ เพราะได้ข่าวว่า หมาป่าแห่งมิบุนั้นเป็นกลุ่มซามูไรกระหายเลือด มีการต่อสู้เกิดขึ้นกันทุกวันและมีคนตายเสมอ ตัวข้าเองอาจมีชีวิตไม่พ้นห้องนี้ก็เป็นได้

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวจนตัวสั่นแบบนั้นก็ได้ เรื่องเล็กน้อยน่ะ” เสียงอ่อนนุ่มของชายผู้หนึ่งดังขึ้นซึ่งข้าคิดว่าคงเป็นโอคิตะซัง ข้ารู้สึกโล่งอกขึ้นมากจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของมือเรียวยาวนั้นแล้วกล่าวขอบคุณซ้ำกันไปซ้ำกันมา

ตอนแรกบรรยากาศในงานเลี้ยงเงียบลงไปถนัดใจ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนก็กลับไปให้ความสนใจกับงานรื่นเริงและสตรีที่อยู่ตรงหน้าแทน แวบหนึ่งที่ข้าเห็น ฮิจิคาตะซังผู้มีใบหน้างดงามนั้นมองมาที่ข้าแล้วก็เบือนหน้ากลับไปหาพี่อากาเนะตามเดิม

รอยยิ้มที่โล่งอกโล่งใจของข้าเริ่มจืดเจื่อน และใบหน้าของข้าที่เพิ่งจะมีสีเลือดนั้นก็กลับไปเป็นสีขาวซีดสลดตามเดิม หัวใจข้ารู้สึกว่ามันหดหู่พิกลเมื่อคิดถึงว่าต่อไปฮิจิคาตะซังกับพี่อากาเนะคงอยู่ร่วมกัน ทั้งไม่อยากให้ทั้งสองคนนี้อยู่กันสองต่อสองในห้อง และอยากให้ตัวเองดูดีในสายตาของเขา แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ข้าก็ทราบแล้วว่า หากมีคำจำกัดความสำหรับข้า มันก็คงเป็นคำว่า ‘ซุ่มซ่าม’ อย่างแน่นอน ข้าอับอายมากจนอยากไปให้พ้นจากห้องนี้แต่ก็ทำไม่ได้

“นี่ๆ เลิกเศร้าได้แล้วมารินเหล้าให้ข้าดีกว่า” โอคิตะซังส่งยิ้มให้ข้าอีกหน จนข้าคิดว่าเขาเป็นคนที่สดใสร่าเริง และรอยยิ้มแสนจะจริงใจของเขาก็ทำให้ข้าสดชื่นขึ้นเช่นกัน

“เอ่อ...” ข้านึกสงสัยแต่จนแล้วจนรอดคำที่ออกมาจากปากมีคำว่า เอ่อ แล้วก็เงียบหายไป ทว่าในใจยังมึนงงไม่หายว่าทำไมโอคิตะซังถึงให้ข้ารินเหล้าให้ และอีกอย่างก็คือโออิรันที่ชื่อยูมิซึ่งสมควรอยู่ข้างกายเขา ไหงถึงได้ไปเอาอกเอาใจกลุ่มชินเซ็นอีกคนล่ะ ถึงความสงสัยของข้าจะเต็มอกแต่ข้าก็รินเหล้าให้เขาใหม่ คราวนี้ข้าพยายามเต็มที่ ในที่สุดมันก็ไม่หกออกมานอกจอก

“เขยิบเข้ามาใกล้ๆ ข้าหน่อยสิ เจ้าน่ะ เอ ชื่ออะไรน่ะ เป็นโออิรันฝึกหัดหรือเปล่า” โอคิตะซังกวักมือเรียก

“ปละเปล่าเจ้าค่ะ ข้าไม่ใช่โออิรันฝึกหัดเป็นเพียงเด็กรับใช้เท่านั้นเจ้าค่ะ”

“แต่เจ้าโตกว่าเพื่อนเลยนี่นา ข้านึกว่าอายุสิบสี่ก็เป็นโออิรันฝึกหัดได้แล้วเสียอีก”

“อันที่จริง สักสิบสี่สิบห้าก็เป็นโออิรันฝึกหัดได้แล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าข้านั้นยังด้อยการอบรมเลยต้องเป็นเด็กรับใช้ต่อไปเจ้าค่ะ” ข้ายิ้มแหยๆ ในขณะที่เด็กรับใช้คนอื่นยังอายุสิบสองสิบสามกันอยู่เลย ฉะนั้นจากบรรดาเด็กรับใช้ทั้งหมด ข้าจึงดูประหลาดกว่าใครเพื่อน

“ชื่อล่ะ” โอคิตะซังถามย้ำอีกครั้ง

“ฮานะเจ้าค่ะ”

“ชื่อน่ารักดี สมตัวเจ้าเลย” ว่าแล้วโอคิตะซังก็ยกมือลูบผมข้าเล่น ข้าตกใจเป็นอันมากและเริ่มหวาดกลัวว่า โอคิตะซังจะเข้าใจไหมว่า ข้าไม่ใช่โออิรันฝึกหัด ฉะนั้นข้าไม่ได้ขายเรือนร่างของตนเอง อีกอย่างผู้ที่มีหน้าที่รับแขกก็คือ โออิรันไม่ใช่ข้าที่เป็นเพียงเด็กรับใช้ไร้ตำแหน่ง ข้าไม่มีสิทธิข้ามหน้าข้ามตาผู้อื่น
‘...แต่ถ้าท่านแม่ให้ข้ารับแขก บางทีข้าอาจจะต้องทำ’

“ฮานะจัง เจ้าอายุเท่าไหร่น่ะ”

“สิบหกปีเจ้าค่ะ” ข้ารีบตอบออกไป ยิ่งนึกสงสัยว่าโอคิตะซังผู้นี้มีใจนิยมชมชอบเด็กสาวหรือไม่ แต่พอข้าชำเลืองมองดวงตาของโอคิตะซัง ข้าก็พลันพบว่าเขาไม่ได้มีความหื่นกระหายในตัวข้าเลยสักนิด เป็นแววตาของคนที่อยากได้เพื่อนคุย หาใช่ต้องการเพื่อนนอนไม่ ข้าจึงสบายใจมากยิ่งขึ้นและเริ่มชวนโอคิตะคุยได้อย่างสนิทใจ

ตัวข้าได้เขยิบขึ้นไปนั่งชิดกับโอคิตะซังเพื่อให้สะดวกเวลารินเหล้า ข้าเพิ่งมารู้ทีหลังว่าที่ยูมิไปปรนนิบัติคนอื่นแทนนั้นเป็นเพราะโอคิตะซังรำคาญที่ยูมิชอบเอามือไม้มาวางที่หน้าตักของเขา พอขาดโออิรันผู้รินเหล้า โอคิตะซังเลยเรียกข้ามาทำหน้าที่นี้แทน

พอข้าได้ขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับพี่อากาเนะ ข้าก็เลยยลโฉมฮิจิคาตะซังได้ง่ายขึ้น ฮิจิคาตะซังมีใบหน้าเรียวสวยอย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด…

เป็นชายหนุ่มรูปงามผิดแผกไปจากคนอื่นๆ คิ้วไม่เข้มแต่เรียวโค้งรับกันอย่างพอเหมาะพอเจาะกับดวงตา นัยน์ตาสีดำเหมือนผิวน้ำในสระยามค่ำคืน ดูลึกล้ำยากจะหยั่งถึงก้นบึ้งและยังแฝงกลิ่นอายของความเย่อหยิ่งทระนงองอาจอยู่ไม่น้อย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบบอกให้รู้ว่าเป็นคนมีฝีปากคมคาย…ท่าทางของเขาก็ดูราวกับว่ามีกำแพงน้ำแข็งบางๆ กั้นอยู่ระหว่างตัวเขาและคนอื่นๆ ทั้งที่โดยรวมแล้วก็กลมกลืนกันดีกับบุคคลทั่วไปแต่ก็เหมือนจะเหินห่างอยู่รางๆ

และจากสายตาของข้า ข้ามั่นใจมากว่า ฮิจิคาตะต้องไม่ใช่คนประเภทตรงไปตรงมาอย่างแน่นอน

“นี่สนใจฮิจิคาตะซังงั้นเหรอ” โอคิตะซังกระซิบเบาๆ ข้างหูข้า ข้าตกใจรีบหันกลับมามอง ใบหน้าของข้าตอนนี้คงน่าตลกนักเพราะว่าดวงตาทั้งสองเบิกกว้างและอ้าปากค้าง พอได้สติอีกครั้งข้าก็มองไปรอบๆ กลัวว่าจะมีใครมาล่วงรู้ข้อความนี้ แต่ปรากฏว่าในงานเลี้ยงนี้ไม่มีใครสนใจข้าเลย ข้าผินหน้ากลับมามองโอคิตะซังอีกครั้งแล้วปฏิเสธเสียงเบาหวิว

“ปละเปล่าเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นสักหน่อย”

“ฮานะจัง เจ้านี่ตลกดีจริงๆ นะ” โอคิตะซังยกมือลูบหัวข้าเล่นและก้มลงมากระซิบบอกข้าว่า

“เจ้าจะชอบฮิจิคาตะซังมันก็ไม่แปลกหรอก แต่อย่าไปหลงรักฮิจิคาตะซังล่ะ เขาไม่ใช่คนที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะฝากชีวิตเอาไว้ได้น่ะ เห็นเงียบๆ แบบนั้นน่ะ เสน่ห์แรงมีผู้หญิงมาติดพันมากมาย ข้าไม่อยากเห็นเจ้าต้องร้องไห้น่ะ” จากคำพูดของโอคิตะซังทำให้ข้าสงสัยหนักเข้าไปอีก ความที่เป็นคนไม่ชอบอะไรค้างคา ข้าก็เลยถามไปตรงๆ

“โอคิตะซังเตือนข้าทำไมเจ้าคะ”

“ก็เจ้าน่ารักดี ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าน่ะ” โอคิตะซังส่งยิ้มหวานมาให้อีกครา มาตอนนี้ข้ากล้ารับประกันว่าเขาต้องเป็นที่รักของเพื่อนฝูงแน่นอนเลย เพราะเขาดูใจดีแล้วก็เป็นมิตรไปกับทุกคน ไม่เหมือนฮิจิคาตะซังที่เหมือนจะเข้าใกล้ลำบาก

แต่ข้าในเวลานี้ไม่รู้ว่าความรู้สึกรักเช่นชายหญิงนั้นเป็นเช่นใด และไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด ข้าที่เป็นเพียงหญิงรับใช้ต่ำต้อยจะไปมีใจชอบพอฮิจิคาตะซังได้อย่างไร

“โอคิตะซังเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าหาได้มีความคิดลามปามเช่นนั้นไม่ แค่ฮิจิคาตะซังหน้าตางดงามมาก ข้าก็เลยอดไม่ได้ที่จะมองอย่างชื่นชม” โอคิตะซังยกมือลูบคางเกลี้ยงเกลาพลางครุ่นคิด

“งั้นหรือ ข้าเห็นผู้หญิงคนไหนมองฮิจิคาตะซังแบบนั้นทีไร วันต่อมาก็ส่งจดหมายรักให้ฮิจิคาตะซังเสียแล้ว ฮานะจัง ข้าว่าแววตาเจ้าก็เหมือนแววตาของพวกผู้หญิงเหล่านั้นนะ แบบว่า...ลุ่มหลง? อืม พึงพอใจ ชอบพอ? รักใคร่? อะไรทำนองนี้” โอคิตะซังขมวดคิ้ว หลับตาเหมือนกำลังเฟ้นหาถ้อยคำที่เหมาะกับแววตาของผู้หญิงที่สื่อออกมายามมองฮิจิคาตะซัง

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้ามิได้เป็นเช่นนั้น” ข้ายังยืนยันเสียงแข็ง

“เอ้า ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ถือว่าข้าดูผิด มา มาดื่มเหล้ากันต่อดีกว่า” โอคิตะซังคงไม่อยากทำให้ข้าลำบากใจเลยไม่เค้นคอข้าต่อ หรือเขาก็คงจะรู้ว่าเถียงเรื่องนี้กันต่อไป ก็คงไม่ได้ประโยชน์อันใด

ระหว่างที่สรวลเสเฮฮากันอยู่นั้น คอนโดซังกับเซริซาวะซังก็พาทายูออกไปพร้อมกับที่ฮิจิคาตะซังเดินออกไปกับพี่อากาเนะ

ข้า...แปลกใจที่ในอกข้านั้นร้อนรุ่มอย่างแปลกประหลาด เวลาพี่อากาเนะรับแขกคนใด ข้าไม่เห็นจะรู้สึกเช่นนี้เลย แต่ตอนนี้ข้ากำลังเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ข้าที่ไม่รู้ว่าตัวเองเศร้าทำไมก็กลายเป็นเพื่อนดื่มสุรากับโอคิตะซังไปเสียแบบนั้น ดูเหมือนโอคิตะซังจะชอบใจมากเพราะว่าบรรดาเพื่อนเขาเมากลิ้งล้มไม่เป็นท่าเสียแล้ว บางคนที่มีหญิงงามในครอบครองก็ไปเปิดห้องกันหมด เลยเหลือข้ากับเขาชนจอกเหล้ากันสองคน

และเพราะว่าข้าคอแข็งอีกทั้งยังกินไปน้อยกว่าโอคิตะซัง ตอนงานเลี้ยงเลิกข้าเลยช่วยเพื่อนๆ พยุงโอคิตะซังและคนอื่นๆ ออกมานอกร้าน โอคิตะซังดูจะชอบขยี้ผมข้ามาก ระหว่างที่ดื่มเหล้ากันนั้นเขาก็ขยี้ผมข้าหลายครั้ง พอข้าเอียงหัวหลบบ้าง เขาก็ตามมาแกล้ง ทั้งดึงแก้มข้าสองข้าง เอาหมึกที่ใช้วาดเล่นกันมาป้ายหน้าข้าด้วย ข้าเองก็สนุกจนลืมเลือนความเศร้าไปชั่วขณะ เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ อีกครั้งเลย
เขาทำผมข้ายุ่งเป็นครั้งสุดท้าย กล่าวอำลาด้วยเสียงอ้อแอ้ว่า

“ไปก่อนนะ ฮานะจัง แล้วเจอกันใหม่ แม่หนูคอแข็ง” ว่าแล้วก็เดินกอดคอกับเพื่อนอีกคนรู้สึกว่าจะชื่อโทโดซังกลับไปยังเรือนพักของตนพร้อมกับพรรคพวกที่เมามายไม่ต่างกัน

ข้าเดินกลับเข้ามาในร้าน ตอนนี้หน้าที่ที่เหลือก็คือการรับใช้โออิรันหลังจากรับแขกเสร็จ ข้ารู้สึกไม่อยากไปเสียดื้อๆ ทั้งที่ข้าก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่และเห็นเรื่องราวเหล่านี้จนชินชาเสียแล้ว สองเท้าของข้าหยุดอยู่กับที่ราวกับมีอะไรผูกติดไว้กับพื้น จนมีเสียงดุมาจากท่านแม่ ข้าเลยจำใจต้องออกเดินไปยังเรือนแยกที่มีเอาไว้ใช้สำหรับแขกที่มานอนกับโออิรัน

ข้าเดินเข้ามานั่งรออย่างเงียบๆ อยู่นอกห้องตามหน้าที่ แต่ความรู้สึกข้ากลับเบลอๆ เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เสียงครวญครางที่ดังลอดออกมาจากในห้องทำให้ข้ารู้ว่าทั้งสองคนนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ ลำคอของข้าแห้งผากและรสขมปร่านั้นกระจายอยู่เต็มปาก
...กว่าข้าจะคืนสติมาอีกที ข้าก็พบว่าดวงตาของข้าเอ่อคลอไปด้วยน้ำใสๆ เสียแล้ว

ข้าร้องไห้ทำไมนะ? แต่ข้ายังไม่สามารถหาคำตอบให้กับการกระทำไร้เหตุผลของตัวเองครั้งนี้ได้

และแล้วในห้องก็เงียบเสียงลง หัวใจของข้าที่ร้อนรุ่มก็พลันสงบลงเช่นกัน…

สักพักใหญ่ๆ ประตูห้องก็ถูกเลื่อนออกมา ทำเอาข้าที่กำลังเหม่อสะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมามองผู้ที่ยืนหันข้างอยู่ตรงหน้า ฮิจิคาตะซังมองข้าอยู่ครู่เดียวแล้วบอกว่า

“ปิ่นเจ้าตกพื้นน่ะ” ข้ายกมือขึ้นคลำผมตัวเอง แล้วก็พบว่าปิ่นไม้ที่ควรมีเสียบไว้บนมวยผมอันยุ่งเหยิงของข้าหายไป ข้าถึงได้ก้มหน้าลงมองหาปิ่นกับพื้นด้วยท่าทางอันเงอะงะขัดเขิน

“เอ้า นี่ ...เป็นเด็กผู้หญิงก็อย่าปล่อยให้ผมเผ้าเสียทรงสิ” มือใหญ่ที่ยื่นมามอบปิ่นให้ ทำให้ข้าตกใจอีกหน ข้ารีบรับปิ่นนั้นมาอย่างมือไม้สั่นสะท้าน หัวใจของข้าเต้นรัวเร็วและแรงคล้ายจะโดดออกมาจากอก

“ไม่เห็นต้องกลัวเลย ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก” รอยยิ้มแต่งแต้มลงบนใบหน้าอันงดงามของเขา ข้าได้แต่เหม่อมองอย่างตกตะลึงแล้วปล่อยให้ฮิจิคาตะซังเดินจากไปโดยมิได้เอ่ยแม้กระทั่งคำขอบคุณ

เพียงแค่รอยยิ้มบางๆ จากเขา ข้าก็ปล่อยให้หัวใจตัวเองล่องลอยไปไกล...ปล่อยให้ตัวเองตกลงสู่ท้องทะเลอันบ้าคลั่งที่มีชื่อว่าความลุ่มหลง

...............................

เชิงอรรถ

[1]ชินเซ็นกุมิ หรือ กลุ่มชินเซ็น(Shinsengumi)เกิดขึ้นมาในปี 1863 ในสมัยที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นการรวมตัวของกลุ่มซามูไรที่ภักดีต่อโชกุน โตกุกาวะ คอยกวาดล้างผู้ที่ได้ชื่อว่าหัวก้าวหน้าต้องการให้ประเทศมีการเปลี่ยนแปลง

[2]โออิรัน (Oiran) หญิงคณิกา มีลักษณะคล้ายเกอิชา (Geisha) แต่เกอิชานั้นไม่ขายบริการทางเพศ โออิรันถือว่าเป็นผู้นำทางแฟชั่นและศิลปะการบันเทิงของหมู่คนชั้นสูง

[3]ทายู (Tayuu) โออิรันระดับสูงสุดในร้านย่านชิมาบาระ

[4]ซาคายากิ (Sakayaki) ทรงผมของผู้ชายญี่ปุ่นสมัยโบราณ คือโกนผมด้านหน้าไปจนถึงกลางกระหม่อมเป็นวงพระจันทร์ แต่เดิม ก่อนยุคเอโดะ เป็นทรงผมที่บรรดาซามูไร ตอนไปออกรบจะทำเพื่อเวลาสวมหมวกคาบูโตะจะไม่ไหลเลื่อนไปด้านหน้า

[5]เซ็นเซ (Sensei) แปลว่า อาจารย์ ใช้เรียกผู้มีอาชีพเป็นครู หรือผู้ฝึกสอนวิชาชีพต่างๆ และรวมไปถึงอาชีพนักกฎหมาย แพทย์ นักการเมือง และนักเขียนเป็นต้น

[6]ฮาคามะ (Hakama) คือ ชุดพื้นเมืองของชาวญี่ปุ่น หมายถึง กระโปรงกางเกง มีหลายลักษณะ สามารถสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง



Create Date : 03 มกราคม 2555
Last Update : 3 มกราคม 2555 15:14:54 น.
Counter : 2321 Pageviews.

3 comments
  
ก๊อกๆๆ
โดย: อิมาอิซัง วันที่: 7 มกราคม 2555 เวลา:18:07:32 น.
  
รบกวนส่งเมล์มาทาง sadayu.su@mcot.net
ผมจะได้ส่งคำแปลเพลงประกอบมาซึรุไปให้ครับ
ขอบคุณครับ
โดย: มาซึรุ โปรดิวเซอร์ IP: 61.19.226.253 วันที่: 5 มิถุนายน 2555 เวลา:15:34:27 น.
  
ความคิดเห็น
โดย: ชามูไรแจัก IP: 141.0.8.88 วันที่: 24 สิงหาคม 2560 เวลา:15:38:20 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

สายลมบนผืนทราย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]